รุ่งเช้าที่อากาศแจ่มใสกลิ่นหอมจากสมุนไพรปราณและข้าวปราณที่ถูกชาวบ้านลำเลียงมารอไว้สำหรับการค้าในวันนี้ส่งกลิ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณขบวนแลกเปลี่ยนสินค้าสกุลหลินยังคงมาถึงแต่เช้าเหมือนอย่างเช่นเคยตอนนี้มีเกวียนวัวเพิ่มขึ้นมาเป็ 25 เล่ม และยังคงเป็พี่น้องหม่าจือทั้ง 5 ที่เป็หัวหน้าควบคุมขบวนเดินทาง แต่ครั้งนี้ตระกูลหลินสายหลักส่งองครักษ์ขอบเขต“นักรบขั้นกลาง” อายุราว ๆ 50 ปี มาอีกสองคนเพื่อให้ความคุ้มครอง “ผู้หลอมโอสถ”ตัวน้อยเป็การเฉพาะ
ว่าด้วยเื่ขอบเขตการฝึกฝนของเหล่าผู้ฝึกปราณในโลกนี้ ทุกคนที่สามารถรวบรวมลมปราณเพื่อการฝึกฝนได้ จะกลายเป็ผู้ฝึกปราณและเลือกสายการฝึกฝนที่เหมาะสม และสอดคล้องกับพร์ของตนเอง ซึ่งมี 4 สาย
1 ผู้ฝึกยุทธ์ แบ่งเป็10ขอบเขตใหญ่ แต่ละขอบเขตจะมีขั้น ต้นกลาง สูง สูงสุด
- ขอบเขตผู้ฝึกยุทธ์
- ขอบเขตนักรบ
- ขอบเขตขุนพล
- ขอบเขตราชัน
- ขอบเขตปราชญ์
- ขอบเขตจักรพรรดิ
- ขอบเขตนภา
- ขอบเขต์
- ขอบเขตราชัน์
- ขอบเขียนเซียนซึ่งเป็ขอบเขตสูงสุด ไม่มีระดับขั้น
2 ผู้หลอมโอสถ แบ่งเป็ 7 ระดับ แต่ละระดับมีขั้น ต้น กลาง สูงสูงสุด
- ระดับปฐี
- ระดับผู้เชี่ยวชาญโอสถ
- ระดับปรมาจารย์
- ระดับราชัน
- ระดับตำนาน
- ระดับจักรพรรดิโอสถ
- ระดับเซียนโอสถซึ่งเป็ขอบเขตสูงสุด ไม่มีระดับขั้น
3 ผู้ฝึกสัตว์อสูรแบ่งเป็ 4ขั้น
- ขั้นต้น
- ขั้นกลาง
- ขั้นสูง
- ขั้นผสานิญญา
4 ผู้หลอมอาวุธแบ่งเป็ 5ระดับ
- ระดับต้น
- ระดับกลาง
- ระดับสูง
- ระดับ์
- ระดับเทพ
ทั้งหมดนี้เป็ข้อมูลที่หลินหนิงชิน ได้รับมาจากบิดาของนาง
"คราวนี้ชาวบ้านเก็บหนังสัตว์อสูรไว้ขายได้หลายผืนเลยทีเดียว ยังมีผลไม้ป่าอีกสิบกว่าตะกร้านู่นพวกเ้าเตรียมสินค้ามาแลกพอหรือไม่เล่า ฮ่าๆๆ" ทันทีที่กลุ่มพี่น้องหม่าทั้ง 5ลงจากม้า ท่านผู้เฒ่าเจียงก็เอ่ยคำทักทายไปก่อน
"โอ..ดีจริงท่านผู้เฒ่าพวกเราอยากได้หนังสัตว์อสูรมาทำเสื้อเกราะใหม่อยู่พอดีเลยท่านไม่ต้องกังวลไป ข้าเอาของมาไม่น้อยเลย ไหน ๆ ข้าขอลองชิมผลไม้ป่าสักผลเถิด" หม่าจือตอบพลางเดินไปหยิบผลไม้ป่าสีแดงสดขึ้นมากัดกินไปหนึ่งลูก
หม่าหวังมองกองสินค้าตรงหน้าเห็นมีต้นกล้าไม้อยูหลายต้นก็ถาม "เอ๊ะ..พวกต้นไม้พวกนั้นคือต้นอะไรหรือขอรับ"
"อ้อ เป็ต้นกล้าสมุนไพรที่อาหนิงสอนพวกเราเพาะปลูกขึ้นมาน่ะล้วนเป็ยารักษาโรคที่กินสดๆได้ ข้าให้คนเขียนรายละเอียดวิธีเพาะไว้แล้วจะไหว้วานให้ท่านส่งไปให้หมู่บ้านอื่นไปเพาะปลูกไว้บ้าง" ผู้เฒ่าเจียงยิ้มตอบ
ตระกูลหลินยังมีพื้นที่เพาะปลูกที่อนุญาตให้ชาวบ้านเข้าไปเป็เกษตรกรทำการค้าขายให้สกุลหลินอีกหลายแห่งผู้เฒ่าเจียงอยากช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่อื่นบ้าง
เมื่อขบวนเกวียนที่บรรทุกสินค้าเข้ามาในหมู่บ้านจนหมดแล้วชาวบ้านก็ได้เห็นคนกลุ่มหนึ่งราว ๆ 17-18 คน ซึ่งมีทั้งผู้สูงอายุ บุรุษ สตรี คนหนุ่มสาว และเด็ก ติดตามขบวนแลกเปลี่ยนสินค้าสกุลหลินมาด้วย
“เมื่อทางตระกูลหลินสายหลักทราบว่าพื้นที่เพาะปลูกข้าวปราณขยับขยายตัวออกไป ผู้คนสามารถรวบรวมลมปราณได้มากขึ้นมีจำนวนผู้ฝึกปราณมากขึ้น ทั้งยังมีชาวบ้านกลับเข้าไปทำงานในเมืองเป่ยถังอีกคราวก่อน 8 คน คราวนี้เชื่อว่าจะมีอีกไม่น้อยที่จะกลับไป รองผู้นำตระกูลจึงประกาศเปิดรับเกษตรกรเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านเพิ่ม เพื่อชดเชยแรงงานที่ขาดหายไป พวกเขาเหล่านี้จึงสมัครกันมา5 ครอบครัว ท่านผู้เฒ่าเจียงลองดูเถิดว่าสมควรจัดการที่พักกันอย่างไร พวกเราได้รับคำสั่งให้อยู่ช่วยเหลือเื่นี้ก่อนค่อยเดินทางกลับขอรับ” หม่าจือกล่าวพร้อมกับทำท่าทางส่งสัญญาณให้กลุ่มคนเ่าั้เดินหน้าขึ้นมา
ผู้มาใหม่เดิมทีก็รู้สึกไม่มั่นใจ แต่การหางานในเมืองก็ไม่ใช่ง่าย พวกเขาส่วนใหญ่ก็รับจ้างทำงานหนักทั่วไปไม่มีรายได้แน่นอน พอได้ยินทางสกุลหลินประกาศรับคนก็รีบมาลงชื่อ ยามได้เห็นจำนวนผลผลิตมากมาย ชาวบ้านหน้าตาสดใส ทั้งยังมีผู้ฝึกปราณจำนวนมากอาศัยอยู่ด้วยใจที่แขวนไว้สูงตลอด 10 วันที่เดินทางมาที่นี่ ก็ผ่อนคลายลง
“มีบ้านที่ว่างอยู่สองหลัง ก็ให้ครอบครัวใหญ่ไปอาศัยที่นั่นก่อน ส่วนครอบครัวที่มีจำนวนน้อยก็ให้อยู่รวมกับชาวบ้านไปชั่วคราวจัดการเื่สินค้าเสร็จ เราก็พาคนออกไปชายป่าสักรอบเถิดตัดไม้มาเตรียมไว้พรุ่งนี้ค่อยช่วยกันลงแรง สร้างใหม่ 5 หลังนั่นล่ะบ้านเก่า 2 หลังทางนั้น หลังหนึ่งเป็ของหลินจงเว่ย ได้ยกบ้านและเครื่องเรือนทั้งหมดให้กับพี่น้องสกุลหลี่ไว้แล้ว อีกหลังของครอบครัวกู่ฟางก็ยกให้บิดาซานซานไปแล้วเพียงแค่ยังไม่ทันได้ย้ายมา”
ท่านผู้เฒ่าเจียงจัดการแบ่งคนที่จะออกไปตัดไม้กลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มไปเกี่ยวหญ้ามามุงหลังคา ส่วนพวกสตรีก็พากลุ่มผู้มาใหม่เข้าไปยังที่พัก พวกเด็กๆกระตือรือร้นกันมาช่วยยกสัมภาระ พูดคุยสนิทสนมกันได้อย่างรวดเร็ว
.........
.
รุ่งเช้าทุกคนต่างมาช่วยกันสร้างบ้านหยิบนั่นจับนี่กันอย่างแข็งขัน พวกเขาเร่งทำให้เสร็จก่อน 2หลัง เพื่อย้าย 3 ครอบครัวที่ยังต้องอาศัยรวมกับชาวบ้านคนอื่นมาพักที่นี่ก่อน กลุ่มองครักษ์จะได้เดินทางกลับในวันนี้ได้เลย ส่วนอีก 3 หลังพวกชาวบ้านจะทำต่อกันเองไม้ก็เตรียมไว้อย่างพอเพียงแล้ว
ตะวันยังไม่ทันตรงศีรษะดีโครงสร้างบ้านก็เสร็จแล้วเหลือเพียงมุงหลังคา ผู้เฒ่าเจียงจึงเอ่ยปากให้พวกหม่าจือรีบนำขบวนกลับเมืองเป่ยถังไปไม่อยากให้พวกเขาเสียเวลาเดินทางมากนัก
เมื่อเห็นว่าการก่อสร้างเป็ไปอย่างรวดเร็วพวกหม่าจือก็วางใจเขาจึงตัดสินใจออกเดินทางกลับตระกูลหลินทันที
..........
ในป่าระหว่างเดินทางกลับเมืองเป่ยถัง
“ท่านแม่ ข้าเบื่อมากเลยเ้าค่ะ” นั่งเกวียนหัวโยกตัวโยนมาสองวันแล้วหลินหนิงชินจากเดิมที่ตื่นเต้นชี้นั่นมองนี่มาตลอดทางวันนี้หันไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นไม้สีเขียวไม่มีอะไรตื่นเต้นอีกแล้ว
“ข้าว่านี่เป็โอกาสดี หากสามารถลองมองหาสมุนไพรอื่น ๆ ในป่าเก็บไปด้วยนะเ้าคะ”
หลินซ่งอวี้เลิกตาโตเมื่อได้ยินน้องสาวกล่าวเขาเองก็เบื่อเหมือนกันหากได้ออกไปเดินเล่นบ้างก็ดีไม่น้อย
“ข้าก็เห็นด้วยนะขอรับ เดินไม่ให้ไกลจากขบวนมากนักไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
“เดี๋ยวพ่อไปบอกกล่าวกับท่านลุงกู่สักหน่อยก่อนก็แล้วกัน” หลินจงเว่ยตอบรับเขาก็สงสารบุตรชายและบุตรสาวเช่นกันที่ต้องนั่งนิ่งๆ อยู่ภายในเกวียนเท่านั้น
ท่านลุงกู่ก็คือองครักษ์ขอบเขต “นักรบขั้นกลาง” นามว่ากู่ฝู และ กู่ซาง ทั้งสองไม่ค่อยพูดแต่สายตาระแวดระวังอยู่ตลอดเวลาและมักจะสลับกันปรากฏตัวอยู่ใกล้ๆหลินหนิงชินอยู่เสมอ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาให้ความคุ้มครองเด็กหญิงอย่างระมัดระวังที่สุด
สุดท้ายนอกจากครอบครัวหลินทั้ง5กับชาวบ้านที่มาพร้อมกัน อีก 10 คน ลุงกู่ทั้ง2 คน พวกหม่าจือยังให้องครักษ์ติดตามไปด้วยอีก10 คน เดินออกเส้นทางไปเพียงเล็กน้อยเพื่อค้นหาสมุนไพร
“ขุดไปทั้งต้นเลยเ้าค่ะ ต้นเล็กๆไม่ต้องเอาไปเหลือไว้ให้ขยายพันธุ์ต่อ”
“ท่านจำกันให้ดี ต้นนี้ เรียกว่า กาเซ่า จะใช้แต่รากมันเท่านั้นเวลาขุดต้องระวังหน่อย"
“นี่ ต๋าจี้ เก็บแต่ผลของมันเ้าค่ะ ลองดูรอบๆ ด้วยนะเ้าคะ มีต้นเล็กๆหรือไม่ ถ้ามีก็ขุดไปทั้งต้นเลย”
หลินหนิงชินพบสมุนไพร 2ชนิดที่ไม่มีในมิติ อีกหลายชนิดมีเหมือนกับในมิติแต่คุณภาพของ “พลังปราณ” ต่างกันราวฟ้ากับเหว นางเลือกเก็บบางส่วนเข้าไปเพาะปลูกต่อในมิติส่วนที่เหลือเตรียมเอาไปมอบให้ตระกูลหลินสายหลัก
ตลอดทางนางค่อยๆสอนให้คนทั้งหมด จดจำชื่อและลักษณะเด่นของสมุนไพรเอาไว้บ้าง ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นกันจนหน้าดำตัวแดง แต่มือเท้าก็ไม่หยุดขยับ สมุนไพรทั้งนั้น พวกเขาเดินผ่านมาไม่รู้กี่ปีเผลอเหยียบย่ำตายไปไม่รู้กี่ร้อยต้น นี่มันเงิน! เงินทั้งนั้น!
“วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถิดเ้าค่ะ อย่าให้เสียเวลาเดินทางมากเกินไปพรุ่งนี้ค่อยมาสำรวจกันต่อ”
วันต่อๆไปก็เป็เช่นนี้ พอขบวนหยุดพักทั้งกลุ่มก็ลงจากเกวียนเข้าป่า หายเหนื่อยก็เดินทางต่อ ในที่สุดก็เห็นกำแพงเมืองอยู่ไม่ไกลแล้ว