นครลกเอี๋ยง ศักราชชูผิงปีที่1 ย่างเข้าเหมันตฤดู
จักรพรรดิฮั่นเหี้ยนเต้พระชันษาเก้าขวบประทับบนระเบียงสูงสุดของพระราชวังลกเอี๋ยงทอดพระเนตรเรียบนิ่งไปยังอุดรทิศ ซึ่งบัดนี้คลื่นทหารในชุดเกราะสีดำทะมึน กำลังเดินแถวเรียงรายทะลักเข้ามาในพระนครอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยมันคือกองทัพของมหาอุปราชตั๋งโต๊ะ ที่กลับมาจากการปราบโจรฏในเขตเมืองหยงเซียแถวทหารยาวเหยียดกินพื้นที่ั้แ่ประตูเมืองไปจนสุดลูกหูลูกตา ดูน่าเกรงขามเป็อย่างมาก
“อากาศต้นฤดูเหมันต์เหน็บหนาวนักฝ่าาระวังพระวรกายด้วย” เสียงบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นที่เื้ัมันเป็เสียงที่แปลกประหลาดอย่างมาก เพราะเสียงถูกดัดให้เล็กแหลมคล้ายกับสตรีทว่าผู้ใดก็ฟังออกว่านี่เป็เสียงบุรุษผู้หนึ่ง ฮั่นเหี้ยนเต้ไม่จำเป็ต้องหันพระพักตร์กลับไปมองก็ทราบแก่พระทัยว่านี่คือ“เหยาซู่” ขันทีหน้าห้องที่คอยเฝ้าดูแลพระองค์ทั้งยังรั้งหน้าที่ขันทีสนองพระโอษฐ์อีกด้วย
ฮั่นเหี้ยนเต้ระบายปัสสาสะ(ถอนหายใจ)เฮือกหนึ่ง ไม่ตอบคำของเหยาซู่ กลับหลับพระเนตรลงอย่างครุ่นคิดในพระทัยยุ่งเหยิงวุ่นวายด้วยความคิดประการหนึ่ง
ความจริงแล้วพระองค์หาใช่ฮั่นเหี้ยนเต้เล่าเหียบตัวจริงไม่...
แต่พระองค์คือคนในยุคสองพันกว่าปีข้างหน้านามว่า “จางหลง” ประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ S ที่มีฉายาว่า“ประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุดในโลก” จางหลงเพิ่งครองตำแหน่งได้ไม่ถึงเดือนก็ถูกลอบสังหารด้วยการวางะเิขบวนรถขณะเดินทางไปประชุมกับนานาชาติ ณ ประเทศ U จากกลุ่มการเมืองเก่าที่เสียผลประโยชน์หลังการขึ้นครองตำแหน่งของจางหลง
ิญญาอันไม่ยินยอมพร้อมใจของประธานาธิบดีหนุ่มล่องลอยผ่านมิติเวลานับแสนๆ ล้านๆ ปี สุดท้ายกลับย้อนมาจุติในร่างของเล่าเหียบหรือฮั่นเหี้ยนเต้ จักรพรรดิผู้อ่อนแอแห่งราชวงศ์ฮั่น เล่าเหียบที่แต่เดิมพระวรกายไม่แข็งแรงอยู่ก่อนแล้วเมื่อเผชิญกับการเคี่ยวกรำของการเป็หุ่นเชิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็ตรอมใจจนที่สุดตจากไปในคืนหนึ่ง เปิดโอกาสให้ิญญาของจางหลงได้มาเกิดใหม่ในร่างนี้
“ฝ่าาเสด็จเข้าข้างในตำหนักเถิดพะย่ะค่ะ ลมเหนือพัดแรงเช่นนี้ จักทรงประชวรเอาได้ง่าย”เหยาซู่กราบทูลอีกครั้งเมื่อเห็นฮ่องเต้ทรงเงียบไป
“เ้าเข้าไปก่อนก็แล้วกันข้าอยากจะอยู่ที่นี่อีกสักครู่” จางหลงในร่างของเหี้ยนเต้ดำรัสตอบแต่เหยาซู่ก็ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่ได้ทำตามรับสั่งความจริงแล้วเขาไม่ได้เป็ห่วงพระวรกายขององค์จักรพรรดิทว่าต้องคอยจับตาดูไว้ตลอดตามคำสั่งของมหาอุปราชตั๋งโต๊ะที่อยู่ระหว่างการปราบฏยังพื้นที่ต่างๆนอกเขตเมืองหลวง
จางหลงถอนหายใจออกมาอีกครั้งเมื่อสังเกตเห็นปฏิกิริยาของขันทีเหยาซู่ ซึ่งเป็เพียงแค่ขันทีเล็กๆ คนหนึ่งแต่กลับกล้าขัดรับสั่งโอรส์ต่อหน้าต่อตา แสดงให้เห็นถึงความไร้อำนาจขีดสุดของจักรพรรดิอย่างเหี้ยนเต้ซึ่งถ้าจะให้พูดตามจริงแล้วเป็เพียงแค่หุ่นเชิดของตั๋งโต๊ะเท่านั้น
ในชีวิตก่อนเขานั้นเป็ผู้ชี้นิ้วบงการคนอื่นมาโดยตลอดไหนเลยจะยอมรับบทบาทของการเป็จักรพรรดิหุ่นเชิด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สุดท้ายแล้วเล่าเหียบก็ถูกยึดอำนาจจากโจผีบุตรชายของโจโฉ แม้อีกฝ่ายจะไว้ชีวิตของเหี้ยนเต้แต่ชีวิตบั้นปลายของจักรพรรดิหลังการถูกยึดอำนาจอนาถยิ่ง ต้องอยู่อย่างสามัญชนคนธรรมดาไม่มีแม้กระทั่งเบี้ยหวัดรายปีซ้ำยังต้องถูกจับตาเฝ้ามองด้วยความหวาดระแวงไปตลอดชีวิต
ต่อให้เล่าเหียบคนก่อนยอมรับชะตากรรมหากแต่จางหลงไม่มีวันยินยอม!
ชีวิตก่อนเขาตั้งปณิธานเป็คนเหนือคนทว่าเหนือได้ไม่นานก็ถูกลอบสังหาร หรือว่าชีวิตใหม่ในร่างคนอื่นครานี้์จะมอบหมายโอกาสให้กับเขาอีกครั้ง?
อย่างไรก็ตามจางหลงต้องย้อนกลับมาคิดด้วยความหนักใจตอนนี้เหี้ยนเต้ไร้อำนาจโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถสั่งการได้แม้แต่ขันทีตรงหน้า นี่มันแย่ยิ่งกว่าการเริ่มต้นจากศูนย์เลยก็ว่าได้
แต่คิดอีกทีการเป็ถึงจักรพรรดิแม้จะเป็แค่หุ่นเชิดก็มีข้อดีของมันเช่นกัน นั่นคือเขาจะไม่มีศัตรูที่ต้องเผชิญหน้าโดยตรงทุกคนที่เข้าหาล้วนแล้วแต่้าอำนาจในนามของเขาเท่านั้น ซึ่งคนเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็เกราะกำบังให้เขาไปในตัวนี่อาจจะเป็โอกาสอะไรบางอย่างของเขาก็เป็ได้...จางหลงใช้สมองครุ่นคิดอย่างหนัก
ในตอนนี้เขาไม่มีกองกำลังเป็ของตนเองแต่ก็มีความรู้ในโลกอีกสองพันกว่าปีข้างหน้าเป็ต้นทุนสำคัญ
จางหลงในชีวิตก่อนก็เริ่มต้นจากศูนย์เช่นกันเขาเป็บุตรชายคนที่สองจากหกคนของครอบครัวข้าราชการเล็กๆ ด้วยความที่ครอบครัวไม่ได้มีอะไรเหลือให้เขามากนักจากการเสียชีวิตอย่างกระทันหันของพ่อกับแม่ ทำให้จางหลงต้องดิ้นรนทำธุรกิจทั้งถูกกฏหมายและธุรกิจแบบใต้ดินจนสามารถครองอำนาจในโลกธุรกิจกลางคืนของประเทศ S เป็ผลสำเร็จก่อนจะใช้มันกลายเป็ฐานสำคัญ ในการไต่เต้าไปยังตำแหน่งสูงสุดของประเทศ
จางหลงกำลังคิดว่าจะใช้โมเดลเดียวกับชีวิตก่อนนั่นคือตั๋งโต๊ะและเหล่าขุนศึกจะต้องไม่ยอมให้เขามีกองกำลังเป็ของตนเองเด็ดขาดการฝึกไพร่พลโดยปกติคงไม่สามารถทำได้ แต่ถ้าเริ่มต้นจากโลกใต้ดินที่ทุกอย่างนั้นหาได้อยู่ในการควบคุมของเหล่าขุนศึก ก็จะมีโอกาสในการเพาะสร้างกองกำลังของตนเองได้ง่ายกว่า
อย่างไรก็ตามในตอนนี้เขาจะต้องจัดการกับกลุ่มขันทีก่อน หากดึงมาเป็พวกไม่ได้ก็จำเป็ต้องกำจัดทิ้งจางหลงที่ล่วงรู้ประวัติศาสตร์ทราบว่าขันทีเหล่านี้เป็กลุ่มใหม่ที่เพิ่งถูกเกณฑ์เข้าวัง เมื่อไม่นานมานี้ตั๋งโต๊ะกวาดล้างขันทีในวังไปเป็จำนวนมากดังนั้นจำเป็ต้องเกณฑ์คนเข้าวังมาใหม่เพื่อทดแทนกัน และนี่คือโอกาสของจางหลง
ขอเพียงแค่วางหมากลงบนกระดานให้ดีก็พอ....
“ขอต้อนรับท่านมหาอุปราชกลับมายินดีด้วยที่การปราบโจรฏเป็ไปได้ด้วยดี” จางหลงปั้นสีหน้ายิ้มแย้มกล่าวต้อนรับตั๋งโต๊ะเวลานี้ิญญาของเขาผสานเข้ากับความคิดของเล่าเหียบตัวจริงได้ทั้งหมดแล้ว จึงค้นพบจากความทรงจำได้ถึงถ้อยคำที่เหี้ยนเต้มักใช้สรรเสริญตั๋งโต๊ะอยู่เป็ประจำทั้งััได้ถึงความหวาดกลัวที่ร่างเดิมนั้นมีต่อขุนศึกกักขฬะผู้นี้ด้วยเช่นกันสำหรับจางหลงแล้วเขาหาได้กลัวตั๋งโต๊ะไม่ และไม่ถือกับการปั้นหน้าเยินยออีกฝ่ายให้ตายใจเพื่อผลประโยชน์ในภายภาคหน้า
พร้อมกันนั้นจางหลงก็ได้ลอบสำรวจขุนศึกจากเสเหลียงผู้นี้ด้วยเช่นกัน มันเป็เวลาเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้นที่เขามาอยู่ในร่างของเหี้ยนเต้ ย่อมไม่อาจได้พบกับตั๋งโต๊ะ ซึ่งกำลังอยู่ใน่นำทัพออกปราบปรามฏยังที่ต่างๆนอกพระนคร เมื่อตั๋งโต๊ะกลับมา เขาย่อมไม่พลาดโอกาสในการทำความเข้าใจกับผู้เปิดฉากาสามก๊กคนนี้
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาดูอย่างคร่าวๆจางหลงก็ต้องบอกกับตนเองว่า ประวัติศาสตร์สามก๊ก ที่เขาเรียนรู้มานั้นบอกว่าตั๋งโต๊ะเป็จอมทรราชรูปร่างอ้วนใหญ่ใบหน้าอัปลักษณ์ แต่คนที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นเป็ชายวันกลางคนร่างกำยำล่ำสันแสดงให้เห็นว่ามีการออกกำลังกายอยู่เป็นิจ ใบหน้าสี่เหลี่ยมรกครึ้มไปด้วยเครานั้นดุดันก็จริง แต่ยังห่างไกลกับคำว่าอัปลักษณ์ กลับให้ความรู้สึกที่สมชายชาตรีเสียมากกว่าคาดว่าประวัติศาสตร์ที่เขียนในภายหลังออกจะใส่ร้ายตั๋งโต๊ะมากเกินไปแม้กระทั่งรูปร่างหน้าตาก็ถูกบิดเบือนไปจากความเป็จริง
แต่รูปร่างหน้าตาก็ส่วนหนึ่งกิริยามารยาทของตั๋งโต๊ะนั้นตรงกับบันทึกไม่ผิดเพี้ยน
“ขอบพระทัยฝ่าา”ตั๋งโต๊ะกล่าวสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงที่ขาดความเคารพยำเกรง เพียงค้อมตัวลงหน่อยหนึ่งแล้วเดินส่ายอาดๆ ไปยังตำแหน่งของมหาอุปราช จางหลงยังสังเกตด้วยว่าตั๋งโต๊ะสะพายกระบี่ที่ข้างเอวเอาไว้ตลอดเวลาหาได้ถูกปลดออกเมื่อเข้ามายังท้องพระโรงไม่ ทั้งยังไม่ยมอถอดรองเท้าเหมือนกับขุนนางผู้อื่นเป็การแสดงให้เห็นถึงอำนาจอิทธิพลอันอยู่เหนือจักรพรรดิของเขาได้อย่างชัดเจน
ตั๋งโต๊ะเมื่อเข้าสู่ตำแหน่งของตนแล้วจึงรายงานความคืบหน้าในการปราบปรามโจรฏแก่จางหลงว่า
“ฝ่าาข้านำทัพบุกเมืองหยงเซีย โจมตีโจรฏแตกพ่าย สังหารเหล่าโจรนับพันนับหมื่น ซากศพสุมซ้อนเป็ูเาล้วนแล้วแต่เป็พวกกากเดนแผ่นดินด้วยกันทั้งสิ้น จนใจนักที่ผู้คิดกระด้างกระเดื่องต่อแผ่นดินมีมากเกินกำลังจักปราบปรามไหวการศึกครานี้ข้าจึงคิดใคร่ขอพระราชทานอนุญาตลาพักอยู่กับบ้านสัก่เวลาหนึ่งด้วยออกศึกได้รับาเ็หลายแห่ง ร่างกายยังมิฟื้นตัวดีนักจำต้องพักฟื้นอยู่กับบ้าน ตอนนี้มิอาจกุมกระบี่ออกปราบปรามเหล่าฏได้อีกพะย่ะค่ะ”ตั๋งโต๊ะกล่าวเสียยืดยาว จุดประสงค์หาได้้าเล่าเื่การศึกไม่แต่เป็เวลาที่ต้องรับการปูนบำเหน็จแล้วต่างหาก
คนผู้นี้ได้เป็ถึงมหาอุปราชแล้วก็ยังหาพอใจไม่เป็ที่คาดคิดได้ว่าคงไม่มีวันหยุดจนกว่าจะได้ทุกอย่างมาไว้ในกำมือ
“โอ้?ท่านมหาอุปราชตรากตรำเพื่อชาติบ้านเมือง ข้าปลาบปลื้มใจนัก”จางหลงปั้นหน้าแสร้งเป็คนโง่งมที่เพิ่งคิดได้ ที่แท้เมื่อคืน ลิยูที่ปรึกษาคนสำคัญของตั๋งโต๊ะส่งคนถือหนังสือมาแจ้งแล้วว่าตั๋งโต๊ะ้าที่ดินอันมีชัยภูมิดีห่างจากนครลกเอี๋ยงไปราว 200ลี้เพื่อสร้างเป็จวนอุปราช จางหลงไม่ทีทางเลือกต้องเล่นตามเกม จึงกล่าวราวท่องหนังสือว่า
“ท่านมหาอุปราชได้เป็แม่ทัพใหญ่ปราบฏของข้าแต่ยังมิทันมีจวนอุปราชที่เหมาะสม เอาอย่างนี้ ข้าจักมอบที่ดินอันมีชัยภูมิดีอยู่ห่างจากลกเอี๋ยงไม่ไกลมากนักสำหรับท่านสร้างจวนมหาอุปราชให้สมกับฐานะก็แล้วกัน”
“ขอบพระทัยฝ่าา”ตั๋งโต๊ะแย้มยิ้มที่มุมปาก แล้วกล่าวว่า “ในเมื่อวันนี้เหล่าโจรฏถูกปราบปรามสิ้นแล้วถือว่าเป็่เวลาที่รุ่งโรจน์ของราชวงศ์ฮั่นข้าขอพระราชทานอนุญาตจัดงานเลี้ยงแก่เหล่าขุนนางในท้องพระโรงเพื่อเป็การเสริมสร้างกำลังใจ ในการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองเถิดพะย่ะค่ะ”
สิ้นเสียงของมหาอุปราชเหล่าขุนนางต่างหันมองหน้ากันไปมาอย่างเลิกลั่ก ด้วยว่าข้อเสนอของตั๋งโต๊ะนั้นบังอาจเกินคนมีอย่างที่ไหนกล้าขอให้จัดงานเลี้ยงในท้องพระโรง ทว่าต่างคนก็ต่างทำได้เพียงแค่ซุบซิบเพราะภายนอกทหารนับหมื่นล้วนแล้วแต่เป็คนของตั๋งโต๊ะไม่เว้นแม้แต่เหล่าองครักษ์ที่เฝ้าหน้าท้องพระโรง
จางหลงเองก็ต้องกล้ำกลืนความไม่พอใจไว้ในใบหน้าเปื้อนยิ้มที่ดูไร้เดียงสากล่าวว่า
“เป็ความคิดที่ไม่เลวข้าเองก็หิวแล้วแล้วเช่นกัน...เหยาซู่ เ้าให้คนจัดโต๊ะเตรียมจัดงานเลี้ยงทั้งสั่งให้ห้องเครื่องทำกับข้าวมาสักหลายอย่าง”
“พะย่ะค่ะ”เหยาซู่ ขันทีสนองพระโอษฐ์รับบัญชาแล้วก้าวถอยออกไป
ตั๋งโต๊ะซ่อนยิ้มเป็เวลากว่าเดือนแล้วที่เขาต้องทนกลืนเสบียงแข็งๆ และจืดชืด ในยามออกศึกไม่ว่าอย่างไรวันนี้ต้องกินอาหารเลิศรสจากในวังให้เต็มคราบอีกทั้งเขามีแผนที่จะค้างคืนในพระราชฐานเพื่อเล่นสนุกกับเหล่าสนมกำนัลที่หมายตาเอาไว้
“นึกไม่ถึงว่าข้ามิอยู่เพียงไม่นานฝ่าาคล้ายรู้ความขึ้น” ตั๋งโต๊ะกล่าวชม ทำท่าลำพองราวกับเป็บิดาของฮ่องเต้ก็มิปานจางหลงลอบกัดฟัน แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็หัวเราะเฮอะฮะโง่งมในชั่วพริบตาไม่ว่าอย่างไรตอนนี้เขาต้องตีบทฮ่องเต้ผู้อ่อนแอไร้อำนาจให้แตกเข้าไว้เพื่อไม่สร้างความสงสัยแก่ตั๋งโต๊ะ เพราะเมื่อไหร่ที่จอมทรราชหวาดระแวงเท่ากับชีวิตของเขาจะต้องตกอยู่ในอันตราย
ทว่ามีบุคคลผู้หนึ่งที่มองมายังจางหลงด้วยสีหน้าครุ่นคิด ดวงตาแคบเรียวราวอสรพิษหรี่ลงเล็กน้อยเขาผู้นี้อยู่ในชุดบัณฑิตชั้นสูง และเป็ที่ปรึกษาคนสำคัญของตั๋งโต๊ะ
ลิยู!
การประชุมในท้องพระโรงเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็วเหล่าขุนนางถูกบังคับให้เข้าร่วมงานเลี้ยงอย่างเสียมิได้ แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านหรือบอกว่าไม่ก่อนหน้านี้ตั๋งโต๊ะเคยจัดงานเลี้ยงใหญ่ๆ มาแล้วหลายครั้งแต่ละครั้งต่างก็ชวนขุนนางน้อยใหญ่เข้าร่วม แต่หากใครไม่เข้าร่วมตั๋งโต๊ะจะถือว่าเป็ศัตรูทางการเมืองและเข่นฆ่ากำจัดทิ้งทันที ดังนั้นงานเลี้ยงในครานี้ขุนนางทั้งหมดจึงจำเป็ต้องเข้าร่วมเท่านั้น บรรยากาศของงานเลี้ยงดูกระอักกระอ่วนอย่างไรพิกลเพราะขุนนางส่วนใหญ่ดื่มกินอย่างเงียบงัน มีเพียงกลุ่มของตั๋งโต๊ะที่ดูสนุกสนานเฮฮาไปกับงานเลี้ยง ขุนนางบางคนเมามายจนถึงขั้นลุกขึ้นมาลวนลามนางกำนัลที่ทำหน้าที่รินสุราเลยก็มีแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าทักท้วง
จางหลงไม่สนใจบรรยากาศแปลกๆของงานเลี้ยงสักเท่าไหร่ เขามองไปที่ขุนนางผู้หนึ่ง ที่นั่งอยู่ห่างออกไปบริเวณประตูทางเข้าท้องพระโรงขุนนางผู้นี้เป็ขุนนางเก่าแก่นามว่า เงาฮู จางหลงสังเกตว่าเงาฮูลอบปรายตามองตั๋งโต๊ะอยู่บ่อยๆด้วยประกายตาที่เย็นเยียบแฝงแววสังหารเร้นลับ
จางหลงขมวดคิ้วเล็กน้อยเงาฮูผู้นี้จะถูกจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ว่าเป็ผู้ลอบสังหารตั๋งโต๊ะก่อนหน้าที่โจโฉคิดจะทำเสียอีกแต่ก็น่าเสียดายว่าเงาฮูผู้นี้จะกระทำการล้มเหลว และถูกทหารองครักษ์ของตั๋งโต๊ะรุมสับตายอนาถ
จางหลงใช้ความคิดอย่างหนักเหตุการณ์การลอบสังหารตั๋งโต๊ะของเงาฮูควรจะต้องเกิดขึ้นตามลำพังมิใช่หรือ? ตามบันทึกจดหมายเหตุราชวงศ์ฮั่นซึ่งเขียนขึ้นในภายหลังและสามก๊กฉบับหลอกว้านจง ต่างระบุตรงกันว่าเงาฮูเดินทางไปลอบสังหารตั๋งโต๊ะแต่เพียงลำพังถึงจวนที่พักทว่าเหตุการณ์ตรงหน้ากลับมิได้เป็ไปตามนั้น จางหลงได้แต่คาดเดาว่าผู้บันทึกเหตุการณ์นั้นจดบันทึกในภายหลังเป็เวลาหลายปีย่อมมีความคลาดเคลื่อนทั้งในเนื้อหาและ่เวลาเกิดเหตุเป็ธรรมดา
อย่างไรก็ตามคำถามที่สำคัญกว่านั้น ผุดขึ้นมาในความคิดของจางหลง ... เขาจะช่วยเงาฮูดีหรือไม่?
ควรทราบว่าเงาฮูผู้นี้เป็ขุนนางผู้ใหญ่ก็จริงแต่การกระทำบุ่มบ่ามเหมือนไม่ได้วางแผนไว้ก่อน แม้ได้ชื่อว่าเป็ขุนนางจงรักทว่าหากคิดในอีกมุม กลับเป็คนโง่เขลาคนหนึ่งไม่ควรไว้ใจฝากฝังงานใหญ่
แต่ยังไม่ทันที่จางหลงจะตัดสินใจประการใดประกายสีเงินเหลื่อมเขียวครามก็วูบเข้าตา เงาฮูชักอาวุธเป็มีดสั้นที่ดูคล้ายจะอาบยาพิษขึ้นมาซ่อนไว้ในแขนเสื้อ แล้วลุกจากโต๊ะเดินไปยังกลุ่มของตั๋งโต๊ะทันทีแต่เขาไม่สามารถประชิดตัวจอมทรราชได้ ด้วยบัดนี้เหล่าองครักษณ์ยืนขวางเขาอยู่
“ผู้น้อยคารวะท่านมหาอุปราช”เงาฮูปั้นหน้ายิ้ม ประคองเจว๋ (จอกสุราที่ได้รับความนิยมในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นมีลักษณะเป็จอกสามขา มีรางสำหรับจรดปากดื่มน้ำที่บรรจุด้านใน) ในมือค้อมตัวลงคารวะกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ท่านมหาอุปราชมีคุณูปการต่อราชสำนักฮั่นด้วยกรีฑาทัพออกปราบปรามเหล่าฏกระด้างกระเดื่องจนราบคาบ ข้าน้อยเงาฮูเสื่อมใสจนสุดพรรณนาคิดอยากตอบแทนบุญคุณของท่านมหาอุปราชแทนเหล่าขุนนาง อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงจนใจที่วันนี้มิได้เตรียมการล่วงหน้าที่จักมอบของขวัญล้ำค่าใดให้ท่าน จึงคิดจักใช้สุราจอกนี้คารวะท่านมหาอุปราชแทนขอรับ”
ตั๋งโต๊ะหาได้มีความระแวดระวังอันใดไม่ด้วยเวลานี้เขามีทหารองครักษ์สะพายกระบี่รายล้อมอยู่รอบกาย อีกทั้งเงาฮูเป็เพียงแค่ชายร่างเล็กผอมบางตามแบบบัณฑิตในสมัยนั้น จักทำอันตรายเขาได้เช่นไร จึงกล่าวว่า
“นึกว่าผู้ใดที่แท้ท่านเงาฮูนี่เอง...พวกเ้าถอยออกไป ท่านเงาฮูนี่คนกันเอง ฮ่าฮ่า มามาท่านเงาฮูดื่ม!” ตั๋งโต๊ะหน้าแดงไปกับคำป้อยอเงาฮูจัดว่าเป็ขุนนางที่ไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้านเขา จึงทำให้ตั๋งโต๊ะคลายการป้องกันตนเองลงจอมโฉดสั่งให้องครักษ์ข้างกายถอยห่างออกออกไปเพื่อเปิดทางให้ เงาฮูซ่อนรอยยิ้มอำมหิตไว้ในหน้าเขาสามารถเข้าประชิดกายของจอมทรราชได้ในระยะแค่มีดจ้วงถึง
“ดื่ม!”
“ดื่ม!”
ทั้งสองคนกล่าวพร้อมกันแล้วยกเจว๋ขึ้นดื่มสุรา ประกายตาของเงาฮูไหววูบ เขาอาศัยจังหวะที่ตั๋งโต๊ะเงยหน้าขึ้นกรอกสุราเข้าปากเหวี่ยงเจว๋สุราทิ้งล้วงมือหยิบกระชับมีดในเสื้อแขนกว้างแล้วแทงเข้าใส่จอมทรราชด้วยความเร็วดุจสายฟ้า
โชคร้ายของเงาฮูจังหวะที่เขาแทงมีดเข้าใส่ตั๋งโต๊ะนั้น จอมทรราชลดเจว๋ที่ดื่มสุราหมดลงมาพอดีปลายมีดของเงาฮูกระทบเข้ากับจอกสามขาซึ่งทำจากโลหะสำริดอย่างจัง เงาฮูใส่แรงไม่มากนักเพราะหวังฆ่าตั๋งโต๊ะจากพิษที่เคลือบบนมีด เมื่อปลายมีดกระทบเข้ากับเจว๋ จึงทำให้มันหลุดจากมือเขาและหล่นลงบนพื้นท่ามกลางสายตาอันตื่นตะลึงของทุกคนในท้องพระโรง
“บังอาจ!” ตั๋งโต๊ะตวาดเมื่อตั้งสติได้และเห็นว่าอะไรเป็อะไรองครักษ์ที่อยู่ใกล้เขาที่สุดะโเข้ามาใช้สันดาบกระแทกเข้าที่กลางหลังของเงาฮูทำให้ร่างบางของขุนนางผู้จงรักทรุดลงกับพื้น นอนดิ้นด้วยความเ็ปท่ามกลางความตื่นใของเห่าขุนนางในงานเลี้ยงด้วยเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไม่มีผู้ใดคาดฝัน
“เหตุใดเ้าจึงคิดสังหารข้าคิดจักเป็ฏหรือ?” ตั๋งโต๊ะตวาดใส่หน้าของเงาฮู เมื่อองครักษ์หิ้วปีกเงาฮูขึ้นมาขุนนางผู้จงรักต่อราชวงศ์ฮั่นพ่นน้ำลายที่เต็มไปด้วยเืสดๆ ใส่ใบหน้าของจอมทรราชคำรามว่า
“เ้ามิได้เป็นายข้าข้ามิได้เป็ขุนนางของเ้า เหตุใดจึงว่าข้าฏ? ตั๋งโต๊ะเ้าคนถ่อย ที่นี้ล้วนแต่มีคนอยากฉีกเ้าออกเป็ชิ้นๆข้าแค้นนักในครานี้ ที่มิอาจสังหารจอมทรราชอย่างเ้าได้”
“ดี ดีมาก...ทหารสังหารโจรฏนี้ให้ข้าในบัดดล!” ตั๋งโต๊ะคำรามด้วยความเดือดดาล ประกายตาของจอมโฉดเปล่งแสงอำมหิตพลางโบกมือวูบ องครักษ์อีกสามสี่คนปรี่เข้ามาพร้อมกระบี่ในมือที่เงื้อขึ้นหมายสับร่างของเงาฮูให้แหลก.....
“ช้าก่อนท่านมหาอุปราช”ทันใดนั้น ก่อนที่ร่างของเงาฮู จะกลายเป็เืเนื้อเลอะเลือน เสียงเล็กๆเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ตั๋งโต๊ะหันขวับ ก็เห็นเหี้ยนเต้เสด็จลงมาประทับยืนอยู่ข้างๆสีพระพักตร์เรียบนิ่งแต่เหมือนจะยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
“ฝ่าานี่ไม่ใช่เื่ของเด็ก ถอยไปเสียเถิดประเดี๋ยวเืชั่วของโจรฏจักกระเซ็นต้องพระวรกายได้” ตั๋งโต๊ะโบกมือปรามฮ่องเต้ราวกับเป็ลูกหลานตัวเล็กๆ ของตนเองอย่างไรอย่างนั้น
“ท่านมหาอุปราชกล่าวถูกต้องแล้วฝ่าาถอยไปก่อนเถอะ” ลิยู ที่ปรึกษาของตั๋งโต๊ะกล่าวสำทับเมื่อเห็นจางหลงกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง
“ท่านลิยูกล่าวถูกต้องข้าควรกลับไปนั่งที่เดิม” จางหลงในร่างเหี้ยนเต้เห็นดังนั้นก็ปั้นหน้าไร้เดียงสาอีกครั้ง“ข้าก็แค่จะบอกว่า ถ้าฆ่าเ้าโจรฏนี้เสียเดียวนี้ก็จะไม่มีโอกาสรู้ถึงคนบงการที่อยู่เื้ั แต่ก็ช่างเถอะทำตามที่พวกท่าน้าก็แล้วกัน” กล่าวจบสาวเท้าหมายจากไป
“ฝ่าาช้าก่อนท่านหมายความว่ากระไร?” ตั๋งโต๊ะฉุกใจคิด เรียกจางหลงเอาไว้
“ข้าก็แค่คิดไปตามประสาเด็กเงาฮูผู้นี้สามารถพกมีดเข้ามาในวังได้ ย่อมมีคนช่วยเหลือ เมื่อมีคนช่วยเหลือก็ย่อมต้องมีผู้บงการ จริงหรือไม่เหยาซู่?” ท้ายประโยค จางหลงหันไปถามเหยาซู่ด้วยน้ำเสียงที่แปลกประหลาดซ่อนลึก
“พะย่ะค่ะ”ขันทีสนองพระโอษฐ์ตอบอย่างนอบน้อม
“แต่ว่าคนผู้นี้คิดลอบสังหารข้าหากไม่สับมันเป็หมื่นชิ้นคงไม่หายแค้น” ตั๋งโต๊ะคำราม จางหลงลอบประเมินดูก็รู้ว่าความจริงแล้วคนผู้นี้มีสติปัญญาเฉียบแหลมอยู่บ้างติดที่ว่าใจร้อนเกินไปหน่อยจนทำให้เสียงานใหญ่ก็เท่านั้น จึงกล่าวใส่ไฟเพิ่มขึ้นอีกว่า“อีกทั้งเมื่อครู่เงาฮูเองก็บอกว่า มีแต่ผู้คนอยากฉีกเนื้อของตั๋งโต๊ะท่านออกย่อมแสดงว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ย่อมต้องมีผู้ร่วมขบวนการ หาได้คิดก่อการเพียงคนเดียวได้ไม่”
“เรียนท่านมหาอุปราชข้าคิดว่า ฝ่าาน่าจะกล่าวได้ถูกต้องแล้ว เื่นี้หาได้เรียบง่ายดังที่เห็นไม่ทางที่ดีเราคุมตัวเงาฮูไว้ก่อน เพื่อสืบดูว่าผู้ใดอยู่เื้ัมันจะดีกว่านะขอรับ”ลิยูขยับเข้ามากระซิบเบาๆ ที่ข้างหูของตั๋งโต๊ะ ความจริงแล้วเบื้องลึกเื้ัเหตุการณ์นี้คงไม่พ้นสติปัญญาของลิยูเสียแต่ว่าระหว่างเกิดเหตุลิยูมัวเฝ้าจับตาดูจางหลงด้วยความสนใจ จึงไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าอะไรเป็อะไรกระทั่งจางหลงกล่าวกระตุ้นเตือน ลิยูพิเคราะห์ตามจึงได้เห็นจริงดังนั้น ดีที่ตั๋งโต๊ะยังไม่ลงดาบสังหารเงาฮูหาไม่คงพลาดโอกาสควานหาตัวผู้บงการเื้ัเป็แน่
พร้อมกันนั้น ลิยูก็มองไปที่จางหลงอย่างครุ่นคิดพร้อมทั้งเกิดความประหลาดใจอยู่ลึกๆ เหตุใดวันนี้เ้าโง่ผู้นี้กลับสามารถกล่าววาจาหลักแหลมเช่นนี้ออกมาได้?อีกประการหนึ่งเล่าเหียบเมื่อเห็นการฆ่ากันเกิดขึ้นตรงหน้ากลับไม่มีความใอะไรเลย ทั้งที่เมื่อก่อนเพียงทหารองครักษ์ชักดาบ ฮ่องเต้ก็ตัวสั่นพั่บๆไปเสียแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้คนมากระแวงเ้าแผนการอย่างลิยูนั้นรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาัับางอย่างบอกให้รับรู้ถึงอันตรายจากเด็กน้อยที่ดูไร้เดียงสาผู้นี้แต่ลิยูไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็อันตรายในรูปแบบไหน
“อาจบางทีข้าคิดมากไปเอง”กุนซือหนุ่มลูกเขยตั๋งโต๊ะกล่าวในใจ แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ลิยูตกลงใจว่าจะจับตาดูเด็กน้อยผู้นี้ให้มากขึ้นกว่าเดิมเพื่อความราบรื่นของแผนการใหญ่ท่านอุปราช ซึ่งมีศักดิ์เป็พ่อตาของลิยูเองด้วยที่ปรึกษาเช่นเขาย่อมต้องทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถที่จะกำจัดเสี้ยนหนามและภัยคุกคามต่างๆให้หมดสิ้น จนกว่าจะถึงวันที่ตั๋งโต๊ะมีอำนาจเป็ปึกแผ่นอย่างแท้จริง
ลิยูทำงานให้ตั๋งโต๊ะมานานย่อมรู้ถึงความทะเยอะทะยานของเขาที่จะอยู่เหนือทุกผู้คนในใต้หล้าปณิธานของตั๋งโต๊ะสอดคล้องกับแิของลิยูที่ว่าราชวงศ์ฮั่นฟอนเฟะเกินเยียวยาหากจะสร้างระบบใหม่ขึ้นจำเป็ต้องทำลายความเสื่อมโทรมที่มีอยู่นี้ทิ้งไปเสียก่อนนี่เป็สาเหตุว่าทำไมลิยูถึงยอมรับใช้ตั๋งโต๊ะลิยูถือกำเนิดจากสำนักฝ่าเจีย(นิติธรรม) จึงไม่มีความคิดจงรักภักดีกับราชวงศ์ฮั่นแบบสุดโต่งดังเช่นคนส่วนใหญ่ที่ถือคุณธรรมของลัทธิหยู(ขงจื๊อ) นั่นจึงเป็เหตุผลว่าทำไมเขาถึงได้กล้าสังหารเล่าเปียนฮั่นเซ่าตี้กับพระนางโฮเฮาซึ่งเป็สิ่งที่คนทั่วหล้ามองว่าเป็ความผิดบาปขั้นร้ายแรง
ด้วยความรู้สึกถึงอันตรายลึกๆที่ไม่สามารถอธิบายได้ ลิยูตั้งใจว่านับแต่นี้คงต้องจับตาดูฮ่องเต้มากขึ้นกว่าเดิมหากมีอะไรผิดท่าจะได้รีบตัดไฟเสียแต่ต้นลมความฉลาดล้ำลึกของลิยูทำให้ดูออกได้ไม่ยากว่าในราชสำนักที่ดูเหมือนสยบต่ออำนาจตั๋งโต๊ะ แท้จริงแล้วกลับมีคลื่นใต้น้ำลอบก่อตัวอยู่
“อืม...ถ้าอย่างนั้นเอาตัวมันไปขังก่อน แล้วเค้นออกมาให้ได้ว่า มีผู้ใดสมรู้ร่วมคิดกับมันบ้าง” ตั๋งโต๊ะจอมทรราชลังเลอยู่ชั่วครู่แม้ใจหนึ่งจะอยากสับเงาฮูให้แหลกไปตรงหน้าแต่ความเชื่อถือที่ปรึกษาคนสนิทอย่างลิยูนั้นมีมากกว่า จึงสั่งเหล่าองครักษ์จากนั้นเงาฮูที่อ่อนปวกเปียกเพราะโดนซ้อมจึงถูกหิ้วปีกออกไป ทว่าก็ไม่วายทอดสายตาคั่งแค้นสีแดงฉานมายังตั๋งโต๊ะ
งานเลี้ยงจึงต้องเลิกรากันในลักษณะนี้
ตำหนักฉีหลินพระราชวังลกเอี๋ยง
จางหลงสาวเท้ากลับเข้ามาในตำหนักเขานั่งลงที่โต๊ะอ่านหนังสือ คลี่ม้วนหนังสือไม้ไผ่ออกอ่าน โดยมีเหยาซู่ขันทีสนองพระโอษฐ์ ยืนอยู่เงียบๆ ที่ด้านข้าง
“ดูเ้าไม่รู้สึกอะไรเลยสินะที่เห็นผู้ร่วมขบวนการถูกลากไปเช่นนั้น?” จางหลงเงยหน้าขึ้นกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มกับเหยาซู่
“ผู้น้อยมิทราบว่าฝ่าาหมายความว่าอย่างไร”ขันทีสนองพระโอษฐ์ทำสีหน้างุนงง
“มิต้องมาแสร้งทำไขสือต่อหน้าข้าข้ารู้ว่าเ้าเป็ผู้จัดหาอาวุธให้เงาฮู เพื่อลอบสังหารตั๋งโต๊ะ”จางหลงชี้หน้าเหยาซู่ แต่ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มเหมือนรู้เท่าทัน“ท่ามกลางทหารของมันนับร้อยนับพัน เ้านับว่ากล้ามาก”
“ฝ่าาเื่นี้เป็เื่ร้ายแรง หาควรเอามาพูดจาล้อเล่นไม่” เหยาซู่แสร้งทำสีแตกตื่นกระทั่งสีหน้าที่ซีดขาวและเหงื่อที่ผุดขึ้นตามหน้าผากก็ดูเหมือนจริงเพียงแต่คนเจนสนามเช่นจางหลงย่อมมองออกว่าอะไรเป็อะไร จึงกล่าวต่อไปว่า
“ก็ได้ ข้าจะลองไล่เลียงเหตุการณ์ดูอืม...มันน่าจะเริ่มจากการที่ข้าสั่งให้เ้าเตรียมสุราอาหาร สำหรับงานเลี้ยงของตั๋งโต๊ะ”จางหลงลุกขึ้นเดินไปมา ทำท่าครุ่นคิดคล้ายกับท่าทางของเหล่านักสืบในหนังอาชญากรรมที่เขาเคยดูมาจากชีวิตก่อน“เ้าใช้เวลาไม่นานก็กลับมา เื่นี้ไม่มีอะไรผิดแผก ทว่าแทนที่เ้าจะปล่อยให้ขันทีเด็กๆ ทำหน้าที่ยกอาหารออกมาแจกจ่ายเ้ากลับลงไปช่วยพวกเขาด้วย....เื่นี้มันก็ไม่มีอะไรที่น่าแปลกนัก ถ้าเ้าไม่ใช่คนที่ยกสุราอาหารไปให้กับเงาฮูเองกับมือหนึ่งคือเ้ารั้งตำแหน่งขันทีสนองพระโอษฐ์ ย่อมไม่จำเป็ต้องยกอาหารเอง นอกจากนั้นเ้ารู้ว่าตามกฏแล้วเงาฮูจะไม่สามารถพกมีดเข้ามาในท้องพระโรงได้ ดังนั้นจะต้องมีคนจัดหามาให้คนคนนั้นก็คือเ้า”
“ฝ่าาทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งจินตนาการเหนือล้ำกว่าผู้ใดในแผ่นดิน” เหยาซู่หัวเราะเบาๆ อย่างดูแคลนอยู่ในทีกล่าวต่อว่า “ฝ่าา ผู้น้อยยกสำรับสุราอาหารไปให้กับใต้เท้าเงาฮูก็จริงแต่เป็เพราะเห็นว่าขันทีรับใช้มีจำนวนน้อย เกรงว่าจะทำให้เกิดความล่าช้า มิได้จัดหาอาวุธอันใดทั้งสิ้นคงเป็ใต้เท้าเงาฮูที่พกมาเอง ฝ่าาทรงคิดมากไปแล้ว”
“แผนการลอบสังหารล้มเหลวหากเป็ข้าก็คงยืนกรานปฏิเสธเช่นกัน” เฉาซู่กล่าวโดยที่ไม่หันหน้ากลับมามองเหยาซู่เขากลับไปหยิบม้วนหนังสือขึ้นมาอ่าน แล้วกล่าวต่อว่า “ทว่าเ้าหลอกคนอื่นได้แต่หลอกข้าไม่ได้ มีดนั้นถูกซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของเ้า ที่นั่งของเงาฮูอยู่ห่างจากกลุ่มของตั๋งโต๊ะไปไกลมากตามหลักแล้วเงาฮูถือว่าเป็ขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่งเหตุใดเขาจึงไปอยู่ในตำแหน่งที่ห่างไกลเช่นนั้น ข้าคิดว่าเป็เพราะตำแหน่งดังกล่าวไม่ตกอยู่ภายในสายตาของเหล่าองครักษ์ตั๋งโต๊ะเ้าสามารถส่งมอบอาวุธสังหารได้โดยไม่ต้องกลัวผู้ใดสังเกตเห็น นับว่าเป็การประสานเสริมที่ชาญฉลาดจริงๆ”
“ฝ่าาเมื่อตรัสเช่นนี้ก็คงมีหลักฐานกระมัง?”สีหน้าราบเรียบของเหยาซู่เริ่มมีริ้วรอยกังวลจางๆ
“หลักฐานนั้นย่อมมี...เ้าฟังให้ดีมีดเล่มนั้นถูกฉาบทาด้วยยาพิษจากปลาปักเป้าน้ำจืด ในท้องพระโรงทุกคนรวมถึงข้ากับเ้าก็คงจะเห็นมีดเล่มนั้นแล้ว ส่วนคมของมันมีสีเขียวเหลื่อมครามเป็ลักษณะเฉพาะของพิษที่สกัดจากปลาปักเป้าน้ำจืด” จางหลงอธิบายในชีวิตก่อนเขาทำธุรกิจทั้งบนดินและใต้ดิน เชี่ยวชาญเื่กลยุทธ์และการลอบสังหารฝ่ายตรงข้ามเป็อย่างดีย่อมคุ้นเคยกับวิธีการลอบสังหารหลากหลายรูปแบบ ใน่ปลายราชวงศ์ฮั่นการลอบสังหารด้วยอาวุธอาบยาพิษไม่เป็ที่แพร่หลายมากนักส่วนใหญ่แล้วยังใช้วิธีการเรียบง่าย เพื่อหวังให้เหยื่อเกิดาแบนจุดตายหรืออวัยวะสำคัญเสียมากกว่า
“ฝ่าานั่นหาได้เป็หลักฐานไม่” เหยาซู่ยิ้มอ่อนๆเขาถือไพ่เหนือกว่าเด็กน้อยผู้นี้อย่างเห็นได้ชัด“ผู้น้อยมิเข้าใจว่ามันเกี่ยวกับผู้น้อยอย่างไร?”
“พิษจากปลาปักเป้าเป็พิษที่จะออกฤทธิ์ทำให้เกิดอาการอัมพาต และจู่โจมทำลายหัวใจโดยตรง มันจึงถือเป็พิษร้ายแรงประเภทหนึ่ง...พิษนี้ไม่สามารถหาได้จากที่อื่นยกเว้นจากปลาปักเป้า ข้าสังเกตว่าวันนี้อาหารในงานเลี้ยงหาได้มีปลาแม้สักตัวไม่อีกทั้งปลาปักเป้าน้ำจืดหาได้เป็ปลาพื้นถิ่นจงหยวนแต่เ้ากลับหาพิษปลาชนิดนี้มาได้ คาดว่าตัวปลาน่าจะยังอยู่ในห้องเครื่องเป็แน่ เ้าไปที่ห้องครัวเพื่อสั่งให้มีการปรุงอาหารสำหรับงานเลี้ยงย่อมมีเวลาเหลือเฟือในการเตรียมมีดอาบยาพิษ นี่จึงเป็หลักฐานที่แ่าอย่างหนึ่ง”ในสมัยนั้นไม่มีภาชนะที่เหมาะสมสำหรับการเก็บพิษที่สกัดไว้ล่วงหน้าเช่นพวกหลอดแก้วที่สามารถรักษาคุณสมบัติของพิษได้อย่างครบถ้วนดังนั้นมือสังหารที่คิดจะใช้พิษจากสัตว์จำพวกนี้ จำเป็จะต้องรีดออกมาใช้งานกันสดๆ
“ฝ่าานี่ก็มิได้เป็หลักฐาน จริงอยู่ผู้น้อยไปที่ห้องเครื่องตามรับสั่งแต่ไม่รู้เื่ปลาปักเป้าอะไรนั่นเลยแม้แต่น้อย ต่อให้มีคนเอามันเข้ามาจริงก็อาจจะเป็พ่อครัวคนใดคนหนึ่ง หาใช่ผู้น้อยไม่” เหยาซู่แสร้งหัวเราะเบาๆ ขณะที่จางหลงยกมือขึ้นโบกเบาๆเป็เชิงว่าไม่เชื่อคำพูดของอีกฝ่าย กล่าวว่า
“ข้ายังพูดไม่จบ...เมื่อเ้ารีดพิษปลาออกมาแล้วย่อมต้องทำการฉาบมันเข้ากับมีดสังหารที่เตรียมไว้ พิษปลาทำปฏิกิริยากับโลหะทำให้คมมีดเป็สีเขียวออกคราม เ้าซ่อนมันไว้ในแขนเสื้อ เพื่อส่งมอบให้เงาฮูจึงนับว่ามีหลักฐานถึงสองอย่าง , หนึ่งกลิ่นของพิษปลาปักเป้าย่อมติดในแขนเสื้อของเ้า , สองสีสันอันเกิดจากพิษกัดโลหะสีเขียวครามย่อมติดในบริเวณที่ซ่อนมีดเอาไว้...เอาล่ะเหยาซู่หากเ้าคิดว่าเ้ามิเกี่ยวกับเื่นี้ลองเปลื้องเสื้อนอกของเ้าออกให้ข้าดูแขนเสื้อด้านในของเ้าหน่อยเป็ไร” จางหลงรวบหนังสือไม้ไผ่ม้วนเข้าหากันเสียงดังพรึ่บประกายตาคนกล้าลึกล้ำจ้องมองขันทีสนองพระโอษฐ์ตรงๆ
เหยาซู่หน้าซีดเหงื่อแตกผุดพรายเต็มหน้า ความหวาดหวั่นชนิดหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วร่างกายจนเย็นเยียบไปหมดที่เขากลัวหาใช่การที่แผนลอบสังหารตั๋งโต๊ะของเขาแตกไม่เป็ท่า ทว่าเขากลับหวาดกลัวเด็กน้อยในชุดัสีแดงขลิบดำที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างไร้เหตุผลมันเป็ความกลัวที่ผสมผสานกันกับการเหนือความคาดหมาย ความรู้สึกคล้ายท่านมองเห็นเด็กไร้เดียงสาตัวเล็กกระจ้อยร่อยหากสามารถต่อยผู้ใหญ่ตัวโตๆ ให้ล้มคว่ำลงได้อย่างไม่น่าเชื่อในหมัดเดียว
ความจริงแล้วเหยาซู่ลงทุนตอนตนเองเป็ขันทีเพื่อเข้าวังลอบสังหารตั๋งโต๊ะแต่ก็ยังไม่มีโอกาสเหมาะ ก็ถูกส่งมาปรนนิบัติเหี้ยนเต้เสียก่อน นับเป็เวลาพักใหญ่ๆที่เขาคลุกคลีและเฝ้าจับตาฮ่องเต้น้อยตรงหน้า ซึ่งที่ผ่านมาเล่าเหียบผู้นี้ทั้งอ่อนแอขลาดเขลาทั้งขาดความเปรื่องปราดเยี่ยงเ้าชีวิต นี่เป็ครั้งแรกที่เหยาซู่มองฮ่องเต้ต่างไปจากเดิมจนถึงขั้นตั้งคำถามกับตนเองซ้ำๆว่า นี่เป็หุ่นเชิดคนเดียวกันแน่หรือ?เหตุใดจึงมีความรู้สึกเหมือนไม่เคยรู้จักคนผู้นี้มาก่อน?
ขันทีสนองพระโอษฐ์ยิ้มออกมาอย่างอับจนปัญญากล่าวว่า “ฝ่าาทรงพระปรีชาสามารถ ที่ทรงมองออกได้ถึงขนาดนี้” พลางเปลื้องเสื้อคลุมตัวนอกออกเผยให้เห็นเสื้อด้านในสีขาวสะอาดตา ยกเว้นบริเวณแขนเสื้อด้านขวาที่เป็รอยสกปรกสีเขียวเหลื่อมครามปรากฏอยู่เป็ดวงอย่างเห็นได้ชัดนอกจากนั้นยังปรากฏกลิ่นคาวจากเมือกปลา ผสมกับกลิ่นพิษอยู่จางๆ ด้วย
“ในเมื่อเื่ราวเป็เช่นนี้ผู้น้อยก็ไม่มีทางเลือก ผู้ล่วงรู้ความลับนี้จักต้องตาย”ขันทีสนองพระโอษฐ์กล่าวเบาๆ พร้อมกับล้วงมีดสั้นคมกริบออกมาอีกเล่มชี้ไปยังจางหลงที่บัดนี้เป็ฝ่ายตะลึงลานบ้างดวงตาของเหยาซู่เปล่งประกายอำมหิตของมือสังหาร ที่กำลังจะลงดาบกับเป้าหมาย....