ณ.เรือนเหมันต์เรือนหลังอันห่างไกลของจวนนิ่งอันโหว โม่ชิงเยว่นอนนิ่งอยู่บนเตียงด้วยความสับสนเมื่อครู่นี้นางไม่แน่ใจว่านางฝันไปหรือิญญาหลุดจากร่างออกไปท่องเที่ยวมากันแน่สถานที่ที่นางไปแตกต่างจากที่นี่เป็อย่างมากที่แห่งนั้นผู้คนแต่งกายแปลกตาเดินขวักไขว่ไปมาอย่างน่าเวียนหัว ยานพาหนะมีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดและมีหลากหลายประเภทมีทั้งที่วิ่งอยู่บนท้องถนนและวิ่งบนราง มีทั้งวิ่งบนน้ำและบินอยู่เหนือศีรษะผู้คนใช้ยานพาหนะเหล่านี้สัญจรไปมาใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาก็สามารถไปถึงที่หมายที่อยู่ไกลหลายร้อยลี้ได้แล้ว
นางที่ทั้งชีวิตถูกจองจำอยู่แต่ในเรือนหลังพอได้เห็นสิ่งที่แตกต่างออกไปจากการรับรู้ก็เข้าใจว่าตนเองได้อยู่บนสรวง์เสียแล้วสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกชอบในสถานที่แห่งนั้นก็คือสตรีมีความเท่าเทียมกับบุรุษพวกนางไม่ใช่แค่เพียงเปิดเผยใบหน้าออกไปทำงานหาเงินเข้าบ้านแต่พวกนางยังมีสิทธิและเสรีภาพทำสิ่งต่างๆ ได้ตามที่ใจของพวกนาง้าและที่สำคัญพวกนางไม่จำเป็ต้องเก็บงำความรู้ความสามารถของตนเองสตรีบางคนมีหน้าที่การงานเหนือกว่าบุรุษเสียด้วยซ้ำ
โม่ชิงเยว่เฝ้าวนเวียนล่องลอยอยู่ในสถานที่แห่งนั้นด้วยความหลงใหลและเฝ้าเรียนรู้สิ่งต่างๆที่นางสามารถเรียนรู้ได้อย่างเพลิดเพลินและคิดว่าถ้าหากนางได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ก็คงดีแต่แล้วความเป็จริงก็ปลุกให้นางตื่นถ้าหากนางยังคงวนเวียนอยู่ที่นั่นต่อแล้วลูกชายและลูกสาวตัวน้อยของนางจะเป็เช่นไรดังนั้นนางจึงต้องรีบตื่นขึ้นมาแล้วเผชิญหน้ากับความเป็จริงอันโหดร้าย
“ฮูหยินท่านตื่นแล้วหรือเ้าคะ”ชุ่ยเหมยสาวใช้คนสนิทที่มาจากบ้านเดิมของนางสอบถามนางด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วง
“ลูกๆ ของข้าล่ะ” โม่ชิงเยว่สอบถามสาวใช้ของตนด้วยน้ำเสียงอ่อนเพลียนางล้มป่วยมาหลายวันแล้วเดิมทีนางคิดว่าตนเองจะไม่รอดแล้วแต่ตอนนี้เมื่อเห็นว่าตนเองยังคงสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้นางจึงสอบถามถึงลูกชายและลูกสาวของตนเป็อันดับแรก
“คุณชายและคุณหนูหลับไปแล้วค่ะเมื่อครู่บ่าวต้มน้ำแกงไข่ให้ดื่มประทังหิวไปก่อนแล้ว”เมื่อชุ่ยเหมยตอบเช่นนี้โม่ชิงเยว่ก็พยายามฝืนร่างกายของตนเองแล้วขยับกายขึ้นมานั่งเ้าไปเอากล่องเครื่องประดับของข้ามาให้ข้าหน่อย”เมื่อโม่ชิงเยว่พูดเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็ส่ายหน้า
“ฮูหยินเ้าคะ ท่านให้บ่าวเอาเครื่องประดับไปขายจนแทบจะไม่เหลือสิ่งใดที่ขายหรือว่าใช้แลกเงินได้แล้วนะเ้าคะ”
“เ้าไปนำมาให้ข้าเถอะ”เมื่อโม่ชิงเยว่เอ่ยเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็เดินไปเอากล่องเครื่องประดับมาให้นาง
สิ่งที่ทำให้ชุ่ยเหมยรู้สึกประหลาดใจก็คือโม่ชิงเยว่ไม่ได้สนใจเครื่องประดับที่เหลืออยู่แต่นางกลับดึงผ้าปักที่รองอยู่ก้นกล่องออกมาผ้าปักลายยวนยางที่ใช้ดิ้นเงินสลับดิ้นทองนี้เดิมทีโม่ชิงเยว่เคยคิดว่าจะมอบให้เป็ของขวัญแรกพบหน้าต่อสามีแต่สิ่งที่นางคิดไม่ถึงก็คือเขากับนางแทบจะไม่ได้มีโอกาสได้พูดกันเลยพอเขารู้ว่าที่เรือนฝูโซ่วเกิดเื่เขาก็รีบทิ้งนางให้เฝ้าห้องหอเพียงลำพังแล้วไปดูคนที่เรือนฝูโซ่วในทันทีอย่าว่าแต่มอบผ้าปักให้เขาเลยแค่ได้พูดจากันสักประโยคสองประโยคยังไม่ได้ทำเลย
“เ้านำผ้าปักนี่ไปขายแลกเงินที่ร้านผ้าสกุลเจียงบอกกับพวกเขาว่าถ้าพวกเขาให้ราคาดีนายของเ้าจะปักลวดลายที่วิจิตรมากกว่านี้ส่งไปให้พวกเขาอีก”เมื่อโม่ชิงเยว่พูดเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็ส่ายหน้าในทันที
“ฮูหยินแต่ผ้าผืนนี้ท่านตั้งใจปักให้ท่านโหวมิใช่หรือเ้าคะ”
“เ้าจะมามัวสนใจว่าผ้านี้ข้าปักด้วยจุดประสงค์ใดอีกหรือยามนี้ขอแค่พวกเราได้มีอาหารกินอิ่มท้องได้มียาให้ข้าดื่มและที่สำคัญมีถ่านหินคุณภาพดีที่คอยให้ความอบอุ่นก็ดีถมไปแล้วหากพวกเรากินไม่อิ่มนอนไม่หลับ หรือว่าข้าป่วยตายจากไปเสียก่อนผ้าปักผืนนี้ก็คงจะเน่าเปื่อยผุพังอยู่ในกล่องนี่แหละ”เมื่อโม่ชิงเยว่เอ่ยเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็พยักหน้า
“ผ้าปักผืนนี้จะขายสักเท่าไหร่ดีเ้าคะ”คำถามของชุ่ยเหมยทำให้โม่ชิงเยว่ยิ้มออกมา
“พวกเขาให้เท่าไหร่เ้าก็รับมาแต่ข้าเชื่อว่าเ้าจะต้องได้มาไม่ต่ำกว่า 10 ตำลึงแน่นอน”คำพูดของโม่ชิงเยว่ทำให้ชุ่ยเหมยเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“เนื้อผ้าและด้ายที่ข้าใช้ล้วนเป็ของดีที่หายากแต่ที่มีราคามากกว่านั้นก็คือลวดลายและวิธีการปักต่างหากนี่คือลวดลายเฉพาะที่สืบทอดกันมาแค่เฉพาะสตรีในสกุลเจียงขอเพียงเ้านำไปขายกับเถ้าแก่ร้านผ้าของสกุลเจียง เขาจะต้องมอบเงินให้เ้ามากกว่าราคาผ้าปักนี้แน่”เมื่อโม่ชิงเยว่พูดเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็พลันเข้าใจ
“คุณหนูคิดจะขอความช่วยเหลือจากสกุลเจียงหรือเ้าคะ”คำถามของนางทำให้โม่ชิงเยว่เม้มปากแน่น
“ต่อให้ข้าอยากขอความช่วยเหลือก็ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะให้เพราะความดื้อรั้นที่จะแต่งเข้าสกุลโม่ของท่านแม่ของข้าทำให้ท่านแม่ถูกตัดขาดจากสกุลเจียงข้าที่เป็บุตรสาวของท่านแม่ย่อมไม่อาจจะร้องขอความช่วยเหลือจากพวกเขาได้แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็คนค้าขายข้าได้ยินว่าหลังจากท่านแม่แต่งออกมาแล้วท่านยายก็ไม่ได้ถ่ายทอดวิชาปักผ้าให้แก่ผู้ใดอีกท่านป้าสะใภ้สกุลเจียงเชี่ยวชาญด้านการค้าขายไหนเลยจะสามารถสืบทอดวิชาปักผ้าของสกุลเจียงได้”คำพูดของโม่ชิงเยว่ทำให้ชุ่ยเหมยพลันมีดวงตาที่เปล่งประกายด้วยความหวังในทันที
“แต่เ้าจงระมัดระวังตัวออกจากเรือนหลังแห่งนี้ไปอย่างเงียบๆ อย่าให้ผู้ใดรู้คนของสุ่ยอี้โหรวจะต้องคอยจับตาดูเ้าอยู่แน่” โม่ชิงเยว่พูดแล้วแล้วจึงนึกได้ว่านางมีเงินอยู่อีกสามก้วนที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้อยู่ในก้นกล่องเครื่องประดับเงินสามก้วนนี้คือเงินก้อนสุดท้ายที่นางมีและเป็เงินนำโชคที่มารดาของนางเคยมอบให้ก่อนจะสิ้นใจ
“เ้านำเงินนี่ไปซื้อยาให้ข้าก่อนสลัดคนของสุ่ยอี้โหรวได้แล้วจึงค่อยไปที่ร้านผ้าสกุลเจียง”เมื่อโม่ชิงเยว่พูดเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็พลันพยักหน้าออกมาอย่างยินดีเดิมทีนางเคยบอกให้เ้านายของนางนำเงินสามก้วนนี้ไปซื้อยาแต่เ้านายของนางกลับไม่ยอมใช้บอกแต่ว่าจะเก็บเอาไว้ซื้ออาหารให้คุณหนูและคุณชายแต่ยามนี้ดูท่าว่าเ้านายของนางจะคิดได้แล้วว่าถ้าสุขภาพของตนเองแข็งแรงขึ้นก็ย่อมจะมีกำลังเพียงพอที่จะเลี้ยงดูลูกๆได้
“ฮูหยินวางใจเถอะเ้าค่ะคนของสุ่ยอี๋เหนียงไม่มีทางติดตามบ่าวได้ทันหรอก ่ที่บ่าวไม่อยู่ฮูหยินดูแลตนเองให้ดีนะเ้าคะแล้วบ่าวจะรีบกลับมา” เมื่อชุ่ยเหมยเอ่ยเช่นนี้โม่ชิงเยว่ก็พยักหน้าแล้วจึงได้หลับตาลงเพื่อพักผ่อน
‘ในเมื่อข้ายังไม่ตายเช่นนั้นก็ทำได้แค่เพียงต้องสู้ต่อสิ่งที่ข้าได้เรียนรู้มาจากโลกในความฝันนั้นก็คืออย่าได้ยอมแพ้สตรีหาได้ต้องพึ่งพาแต่บุรุษเพียงอย่างเดียวไม่เขาไม่สนใจข้ากับลูกเช่นนั้นก็ช่างเขา ข้าคนนี้จะดูแลตนเองให้ได้และดูแลลูกๆ ให้ดีไม่จำเป็ต้องมัวร้องขอความเมตตาจากเขาแล้ว โลกใบนี้ออกจะกว้างใหญ่จะไม่มีสถานที่สำหรับข้าและลูกๆ ของข้าเชียวหรือ’ โม่ชิงเยว่คิดพลางหลับตาลงเพื่อพักผ่อนถ้าหากลูกๆ ตื่นก่อนที่ชุ่ยเหมยจะกลับ นางจะได้มีเรี่ยวแรงเพียงพอที่จะดูแลพวกเขาแทนชุ่ยเหมยได้