หลงเฟยชายหนุ่มทะลุมิติ

    บทที่ 13

    แต่เมื่อคิดดีๆ แล้วเขาก็พบปัญหาอีก เพราะทองที่ค้าขายกันในโลกจะต้องมีที่มาที่ไป ถ้าเป็นทองที่ไม่มีที่มาแบบนี้ เขาอาจจะต้องขายทองให้กับพวกผิดกฎหมาย แม้มันจะขายได้น้อยกว่าราคาตลาดอยู่เล็กน้อย แต่มันก็ยังได้ผลกำไรอยู่ เพราะจากการที่เขาเทียบน้ำหนักของเหรียญทองดูแล้ว มันคงจะมีค่าประมานทอง 50 สตางค์ หรือก็คือประมาน 9,000-11,000 บาทตามราคาทองของวันนั้นๆ แต่ในเมื่อมีระบบให้เขาสามารถแลกเปลี่ยนได้สบายๆ แบบนี้ มีหรือเขาจะไม่สน“สนใจครับ สนใจมาก” หลงเฟยตอบไปโดยไม่ต้องคิดทันที “ราคากลางในการแลกเปลี่ยนของทางเราจะคงทีค่ะ 1 เหรียญทองแดงแลกได้ 0.9 บาท , 1 เหรียญเงินแลกได้ 94 บาท และ 1 เหรียญทองแลกได้ 9,600 บาทค่ะ และแน่นอนเงินที่ได้จะถูกเปลี่ยนเป็นเงินสดให้กับคุณอัตโนมัติทันทีที่กลับไปถึงโลกค่ะ” รีเอลอธิบาย “ตกลงครับ แลกเปลี่ยนเลยครับ” หลงเฟยรีบแลกเปลี่ยนในทันที“การแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้น ด้วยความยินดีค่ะ กรุณาตรวจสอบหลังจากกลับไปยังโลก มีคำถามอื่นอีกหรือไหมคะ” “ไม่มีแล้วครับ” จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการยืนยันสิ่งที่ต้องการนำติดตัวกลับไปยังโลกของเขา ก่อนที่หลงเฟยจะถูกส่งตัวกลับไปยังห้องพักของเขาเหมือนปกติ เมื่อกลับมาถึงหลงเฟยรีบตรวจสอบเงินที่เขาได้รับมาทันที ซึ่งก็มีเงินสดจำนวน 9,600 บาท อยู่ในกระเป๋าของเขาจริงๆ หลงเฟยจึงยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจ จากนั้นจึงตรงไปที่เตียง และหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ย้อนกลับไปในช่วงเช้าของวัน โลก MAGIC ณ พระราชวังของเมืองแอนวีนองค์ราชาผู้มีอำนาจสูงสุดในเมือง กำลังวิตกกังวลกับ ‘โรคเมาอาหาร’ โรคประจำตัวของลูกสาวแสนรักของพระองค์ ซึ่งโรคนี้มันมีลักษณะที่เด่นชัดอยู่ประการหนึ่ง คือ ถ้าอาหารที่ได้รับไม่ใช่อาหารที่ถูกปาก หรืออาหารที่ร่างกายต้องการ จะทำให้ร่างกายอาเจียนออกมา           ด้วยเหตุนี้ร่างกายขององค์หญิงน้อยนั้นจึงดูแทบจะไม่ต่างจากขอทานคนหนึ่งทีไม่ได้ทานอะไรมาหลายวัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องประชาชนในเมืองของพระองค์รับรู้เป็นอย่างดีอยู่ ที่ผ่านมามีพ่อครัว แม่ครัวหลายคนพยายามสร้างสรรค์เมนูต่างๆ ขึ้นมา แต่องค์หญิงน้อยก็ยังอาเจียนออกมาเกือบหมด อันไหนที่พระองค์คิดว่าอร่อยใช้ได้แล้ว ลูกสาวของพระองค์ก็ยังทานเพียงแค่คำสองคำเท่านั้น แต่เช้าวันนี้ลูกสาวสุดที่รักของพระองค์กลับตื่นแต่เช้า และตั้งท่าจะเดินออกจากบริเวณพระราชวังเพื่อเข้าไปในตัวเมือง จากที่ไม่เคยออกไปไหนมาไหนเลย ด้วยความเป็นห่วง พระองค์จึงสั่งให้นายทหารที่ฝีมือดีที่สุดติดตามไปด้วย 2 นาย โดยมีองค์หญิงน้อยที่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ดูเหมือนคุณหนูธรรมดาทั่วไปคนหนึ่ง ส่วนทหารก็เปลี่ยนไปใส่ชุดเป็นนักผจญภัย ที่ต้องทำเช่นนี้ไม่ใช่เพราะว่าประชาชนในเมืองคิดร้ายต่อราชวงศ์ แต่เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนี้ มันทำให้ควรที่จะระวังตัวเอาไว้ก่อนจะเป็นการดีกว่า เพราะไม่แน่ อาจจะมีกองกำลังปริศนาที่สามารถสั่งการอสูรมอนสเตอร์ได้ กำลังแฝงตัวอยู่ในเมืองของพระองค์แล้วก็เป็นไปได้  จากข่าวของหมู่บ้านทั้ง 3 แห่ง ที่เล่าลือกันว่าโดนมอนสเตอร์โจมตี แท้จริงแล้วมันกลับมีผู้สั่งการมอนสเตอร์อยู่เบื้องหลัง และเพราะต้องการสืบหาตัวผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ทำให้ช่วงนี้องค์ราชามีราชกิจที่ต้องจัดการเยอะมาก จึงสั่งให้นายทหารไปดูแลองค์หญิงน้อยแทน เจ้าหญิงน้อยมีนามว่า ‘เซฟีน่า แอนรีน’ เธอเดินออกจากบริเวณพระราชวัง ตามกลิ่มหอมของอาหารที่เธอได้กลิ่นไปเรื่อยๆ นี่ดูเหมือนจะเป็นข้อดีหนึ่งเดียวที่เธอได้รับมาจากการเป็นโรคเมาอาหาร คือ เธอนั้นมีประสาทรับกลิ่นที่ดีกว่าคนทั่วไป องค์หญิงน้อยเดินตามกลิ่นอาหารออกมาไกลจากกำแพงพระราชวังตัวสมควรแล้ว และยังไม่มีท่าทีว่าเธอจะหยุดเดิน องค์หญิงน้อยยังคงเดินมุ่งหน้าไปทางป้อมสังเกตการณ์บริเวณกำแพงเมือง มันทำให้ทหารทั้งสองแปลกใจเป็นอย่างมาก เพราะ ด้วยสภาพร่างกายขององค์หญิงแล้ว มันไม่ควรที่จะแข็งแรงจนเดินมาได้ไกลขนาดนี้ “คุณหนู ท่านอย่าฝืนมากนักเลย ถ้าท่านเป็นอะไรขึ้นมา พวกข้าจะรับผิดชอบกันไม่ไหว” หนึ่งในทหารสองนายที่ติดตามมากล่าวเตือนองค์หญิงน้อยของพวกเขา“พวกเจ้าไม่ต้องห่วง เรารู้ตัวเองดี แต่วันนี้มีกลิ่นหนึ่งที่แปลกออกไปจากทุกครั้ง ในเมืองนี้เราเคยได้กลิ่นมาทุกอย่างแล้ว แต่กลิ่นที่แปลกเช่นนี้ เหมือนมันกำลังเรียกให้เราตามไปหามัน ร่างกายของเราต้องการมัน” เจ้าหญิงกล่าว ในเมื่อองค์หญิงตอบกลับมาเช่นนั้น ทางด้านนายทหารทั้งสองก็ไม่ได้ว่าอะไร ทำได้เพียงคอยติดตามดูอาการขององค์หญิงตลอดเวลา ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็เดินมาถึง หน้าประตูของเมืองทางทิศตะวันออก บริเวณป้อมสังเกตการณ์องค์หญิงน้อยไม่รอช้า เดินเข้าไปหาร้านอาหารข้างทางร้านหนึ่งในทันที “ที่นี่ซินะ”ในเวลานั้นชาวบ้านที่หยุดอยู่หน้าร้านของหลงเฟยยังมีไม่มากนัก อาหารก็เพิ่งจะทำเสร็จไปไม่กี่อย่าง ทำให้องค์หญิงน้อยเป็นลูกค้ารายแรกที่ได้ทานอาหารนี้ต่อจากการโฆษณาของพวกลีมูน เพราะคนอื่นๆ ที่ยืนมุงดูอยู่กำลังตัดสินใจว่าจะซื้อดีหรือไม่อยู่บริเวณหน้าร้าน องค์หญิงน้อยมาหยุดยื่นอยู่หน้าสิ่งที่ดูเหมือนตู้ ซึ่งผนังตัวตู้ทำจากสิ่งที่เธอไม่รู้จัก แต่มันใสจนเธอสามารถเห็นสิ่งที่อยู่ในตู้นั้นได้ องค์หญิงน้อยสั่งเนื้อทอดทั้งสามแบบ เนื้อย่างอีก 5 ไม้ และอะไรไม่รู้ที่เป็นเม็ดสีขาวๆ อีกนิดหน่อย เมื่อเธอได้รับอาหารมา นายทหารทั้งสองคนก็จ่ายเงินตามจำนวนที่หลงเฟยบอก แล้วทำการคุ้มกันองค์หญิงน้อยที่โต๊ะอาหารซึ่งทำจากไม้หยาบๆ พวกเขามองไปยังอาหารที่ส่งกลิ่นยั่วน้ำลายตรงหน้า ก็ทำให้เกิดความหิวขึ้นมา แต่จะให้ลงไปนั่งดินอาหารร่วมกับองค์หญิงมันก็ยังไงๆ อยู่ ทางด้านองค์หญิงน้อย เธอค่อยๆ ใช้มือฉีกเนื้อให้พอดีคำ และสังเกตวิธีการรับประทานอาหารตรงหน้าจากพวกของลีมูน เมื่อเธอนำเนื้อเข้าไปในปาก มันเหมือนว่าร่างกายของเธอได้รับการเยียวยาแล้วจากอาหารเพียงแค่หนึ่งคำนั้น จากนั้นเธอก็ตั้งหน้าตั้งตาทานอาหารตรงหน้าจนหมดอย่างมีความสุข ใบหน้าขององหญิงน้อยในเวลานี้กลับมาดูมีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอรู้สึกอิ่ม เธอจึงตั้งใจว่าจะชื้อกลับไปทานต่ออีกสักหนึ่งชุด แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะตอนนี้คิวในการสั่งชื้ออาหารยาวจนไปไกลกว่า 50 เมตร ซึ่งดูจากจำนวนอาหารและจำนวนคนที่รอซื้อแล้ว คาดว่าคงไม่เหลือให้เธอได้ซื้ออีกหนึ่งชุดแน่ๆ เมื่อเห็นดังนั้นองค์หญิงน้อยจึงคิดว่าเธอจะกลับมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ และตัดสินใจเดินกลับไปยังพระราชวังตามเดิม เมื่อกลับมาถึงพระราชวัง องค์หญิงน้อยมานั่งที่โต๊ะอาหารพร้อมกับพระบิดา และพระมารดาของตนเอง แน่นอนว่าเธอไม่ได้แตะอาหารตรงหน้าเหล่านั้นเลย การที่องค์หญิงน้อยไม่แตะต้องอาหารบนโต๊ะ เป็นภาพที่ทุกคนเห็นจนชินตา แต่วันนี้กลับมีเรื่องที่ผิดไปจากทุก นั่นคือ แม้องค์หญิงน้อยจะไม่แตะอาหาร แต่เธอกลับเอาแต่นั่งยิ้ม ไม่ได้นั่งอมทุกข์ดังเช่นทุกวันที่ผ่านมา