ตอนที่ 71 สำเร็จแล้ว
“พี่สามคะ นั่นหลีเสี่ยวหรงนี่นา” หานชีเยวี่ยหันศีรษะไปบอกหานซานหยางที่นั่งซ้อนหลังจักรยาน เขายื่นหน้าไปมอง ปรากฏว่าเป็นหลีเสี่ยวหรงจริงๆ
“พี่สาม หนูรู้สึกว่าคนที่แจ้งความหนูน่าจะเป็นหลีเสี่ยวหรง”
หลังจากหานชีเยวี่ยได้กลับมาเกิดใหม่ เธอมักมีความจะรู้สึกหนึ่งปรากฏขึ้นอยู่เสมอ เธอคิดว่าหลีเสี่ยวหรงเกลียดขี้หน้าเธอ อาจถึงขนาดเรียกได้ว่าเป็นศัตรูกับเธอเลยด้วยซ้ำ ปรากฏว่า ตอนที่พวกเขาปั่นจักรยานผ่านหลีเสี่ยวหรง หานชีเยวี่ยก็ได้รับสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังจากหลีเสี่ยวหรงจริงๆ
หานชีเยวี่ยเห็นแล้ว แต่เธอแสร้งทำเป็นไม่เห็น และหานซานหยางที่นั่งซ้อนท้ายก็เห็นเช่นเดียวกัน ในใจของหานซานหยางไม่มีความคิดที่ว่าบุรุษไม่ควรทำร้ายสตรีอะไรพวกนี้อยู่แล้ว เขาคิดว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง อย่างไรเสียก็ห้ามรังแกน้องสาวของเขาเด็ดขาด
“จ้องอะไร? ต่อให้จ้องจนตาแตก ลูกตาเธอก็ตี่เป็นเส้นเล็กๆ อยู่ดี มันใหญ่ขึ้นมากกว่านี้ไม่ได้หรอก” คำพูดของหานซานหยางนั้นแทงใจดำหลีเสี่ยวหรงอย่างจัง
ดวงตาของหลีเสี่ยวหรงนั้นตี่เหมือนกับพ่อของเธอ เหรัญญิกหลี่ มันเป็นเหมือนรอยแยกเล็กๆ หากไม่สังเกตให้ดีก็แทบจะไม่รู้ว่ามีดวงตาอยู่ในนั้น
ตั้งแต่เด็กจนโต หลีเสี่ยวหรงไม่ชอบให้ใครมาพูดถึงดวงตาของเธอที่สุด แต่วันนี้หานซานหยางกลับพูดถึงมัน
“หานซานหยาง…”
“ไม่ต้องเรียกชื่อฉัน ฉันรู้ดีว่าตัวเองเป็นใคร!”
ระหว่างที่คุยกัน หานชีเยวี่ยก็ปั่นจักรยานไปไกลแล้ว
หานชีเยวี่ยจงใจกดกริ่งเสียงใสหนึ่งชุด และนั่นยิ่งทำให้หลีเสี่ยวหรงยิ่งอิจฉาจนตาร้อนผ่าว
ทั้งๆ ที่พวกเธอต่างก็เป็นผู้หญิงบ้านนอกเหมือนกัน หานชีเยวี่ยมีสิทธิ์อะไรถึงได้มีผิวขาวสะอาด มีตากลมโต คิ้วเรียวราวกับกิ่งหลิว ในขณะที่เธอต้องถูกคนอื่นหัวเราะเยาะล่ะ? เพราะอะไรตั้งแต่เด็กจนโต หานชีเยวี่ยถึงเป็นคนที่ถูกคนอื่นชมเชยอยู่เสมอ ส่วนเธอกลับเป็นได้แค่ตัวเปรียบเทียบของหานชีเยวี่ย?
ทั้งที่พ่อของเธอกับผู้นำชุมชนเป็นเพื่อนร่วมงานกัน แต่เธอแค่จะขอยืมจักรยาน ผู้นำชุมชนยังไม่ยอมให้ยืมเลย ทว่าเหตุใดถึงยอมให้หานชีเยวี่ยยืม นางแพศยาคนนี้ยืมไปอย่างง่ายดาย?
“หานชีเยวี่ย แกคอยดูเถอะ สักวันฉันจะทำให้แกคุกเข่ากราบแทบเท้าฉันให้ได้!” หลีเสี่ยวหรงกัดฟัดพูดด้วยความเคียดแค้น
หลีเสี่ยวหรงมองสองพี่น้องตระกูลหานที่ปั่นจักรยานหายลับไปไกล หล่อนเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก แล้วรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น วันนี้เธอแอบหนีออกมา ได้ยินว่าที่บ้านของจวงเหวินหลินมีเรื่อง เธอจึงจะไปเยี่ยมเขาที่เมือง ถึงแม้ว่าทำเช่นนี้แล้วจะทำให้เธอโดนดุตอนกลับถึงบ้าน แต่เพื่อจวงเหวินหลินแล้ว หลีเสี่ยวหรงก็ยอม
มากล่าวด้านสองพี่น้องตระกูลหานบ้าง พวกเขามาถึงเมืองอย่างราบรื่น หานชีเยวี่ยพาหานซานหยางตรงไปหาอู๋เจี่ยฟั่ง และก็ไม่ต่างจากที่หานชีเยวี่ยคาดการณ์ไว้เท่าไหร่นัก หลังจากที่อู๋เจี่ยฟั่งได้พบหานซานหยาง เขาก็พอใจเป็นอย่างยิ่ง บอกทันทีว่าหานซานหยางสามารถเริ่มงานได้ทันที และเงินเดือนจะเริ่มจ่ายตั้งแต่เดือนนี้ด้วย ทว่าอย่างไรก็ตาม เขาจะเป็นแค่พนักงานชั่วคราวเท่านั้น เงินเดือนเดือนละแค่ยี่สิบเอ็ดหยวน ถึงแม้ว่าเงินเดือนยี่สิบเอ็ดหยวนจะน้อยไปหน่อย แต่หานซานหยางคิดว่ายังไงก็ดีกว่าทำงานที่ชุมชน ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานที่สถานีตำรวจยังได้ใส่เครื่องแบบด้วย สามารถประหยัดค่าเสื้อผ้าได้อีกต่างหาก สมองของหานซานหยางคิดอย่างด่วนจี๋ แต่อู๋เจี่ยฟั่งกลับคิดว่าหานซานหยางรังเกียจที่เงินเดือนน้อยไป
“แต่ถ้ากินข้าวที่สถานีตำรวจ เดือนนึงก็เสียแค่เงินห้าหยวนกับคูปองอาหารสิบจิน นอกจากนี้ สถานีตำรวจยังมีหอพักเดี่ยว คุณสามารถพักที่หอพักได้ ประหยัดสักหน่อย เดือนนึงก็เหลือเงินสิบกว่าหยวน แถมยังมีคูปองอื่นๆ ให้อีกด้วย นอกจากนี้ หากต้องออกไปทำงานข้างนอก ก็จะมีเงินช่วยเหลือพิเศษด้วย มันไม่มากเท่าไหร่หรอก แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย!”
พอได้ยินแบบนี้ หานซานหยางก็ยิ่งรู้สึกว่าคุ้มค่า เดือนนึงก็เหลือเงินเก็บสิบกว่าหยวน มากกว่ารายได้ของหนึ่งครอบครัวที่ชุมชนเสียอีก
“ผมเริ่มงานวันนี้ได้เลยไหมครับ?” น้ำเสียงของหานซานหยางแฝงไปด้วยความกระตือรือร้นเล็กน้อย
อู๋เจี่ยฟั่งมองหานซานหยางที่มามือเปล่า เขาจึงพูดว่า “ยังไม่ต้องรีบขนาดนั้น คุณไปเตรียมตัวให้พร้อมก่อน วันจันทร์หน้าค่อยมาทำงานก็ได้ เมืองอยู่ไกลจากบ้าน ต่อจากนี้คงกลับบ้านได้ไม่สะดวก ยังต้องเตรียมใจที่จะอยู่ประจำที่สถานีตำรวจด้วย”
หานซานหยางรีบรับรองทันทีว่าการอยู่ประจำที่สถานีตำรวจไม่ใช่ปัญหา แค่ได้กลับบ้านไปเยี่ยมที่บ้านบ้างก็พอ หลังจากตกลงกันเรียบร้อยแล้ว หานชีเยวี่ยก็เชิญอู๋เจี่ยฟั่งไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐ ทว่าอู๋เจี่ยฟั่งปฏิเสธมา
“สหายชีเยวี่ย ตอนนี้ผมยุ่งจนแทบจะเหาะได้อยู่แล้ว คงไปกินข้าวกับคุณไม่ได้แล้วล่ะ”
พอคิดว่าต้องปล่อยมือจากอาหารรสอร่อย อู๋เจี่ยฟั่งก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย ทว่าใครใช้ให้ตอนนี้เขายุ่งเหลือเกินเล่า? การไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐคงต้องเสียเวลาอีกหนึ่งถึงสองชั่วโมง หานชีเยวี่ยจึงได้แต่หยิบกล่องข้าวสองกล่องออกมาจากกระเป๋า ข้างในเป็นเนื้อตุ๋นที่เมื่อคืนนี้เธอทำไว้ให้อู๋เจี่ยฟั่งโดยเฉพาะ สหายอู๋เจี่ยฟั่งช่วยเหลือครอบครัวของเธอมากมายขนาดนี้ อยากมอบของมีค่าตอบแทนก็มอบไม่มีปัญญามอบให้ หานชีเยวี่ยรู้ว่าเขาชอบกินเนื้อ ดังนั้นเธอจึงทำหมูตุ๋นน้ำแดงมาให้
“สหายอู๋เจี่ยฟั่ง พวกเราขอตัวลาก่อนแล้ว นี่เป็นอาหารที่ทำเองจากบ้าน อย่าได้รังเกียจเลยนะคะ กล่องข้าวเดี๋ยวรอพี่สามฉันมาทำงานแล้วค่อยเอากลับไปก็ได้ค่ะ”
หลังจากรอให้สองพี่น้องออกไปแล้ว อู๋เจี่ยฟั่งก็เปิดกล่องข้าวชั้นบนสุด ก่อนจะเห็นหมูตุ๋นน้ำแดงที่สีสันแวววาวสวยงาม น้ำมันฉ่ำ และมีกลิ่นหอมอบอวล ไม่ต้องพูดถึงว่าเนื้อตุ๋นได้หอมจริงๆ เมื่อรู้ว่านี่คือเนื้อที่ก่อนหน้านี้หานชีเยวี่ยตั้งใจเตรียมมาให้เขาแต่เขาปฏิเสธไป ครั้งนี้เธอเลยตั้งใจทำมาให้โดยเฉพาะ อู๋เจี่ยฟั่งก็ไม่เกรงใจอีก
เขาเปิดกล่องข้าวที่อยู่ชั้นล่างต่อ และพบว่าเป็นเนื้อสับผัดซอสที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดเท่าเมล็ดถั่ว เนื้อแต่ละชิ้นมีขนาดเท่ากัน ชั้นมันหมูสีขาวนวลถูกห่อไว้ด้วยชั้นเนื้อ ดูแล้วน่ากินกับข้าวเหลือเกิน
อู๋เจี่ยฟั่งเก็บกล่องข้าวที่ใส่เนื้อสับผัดซอสไว้ในตู้ เตรียมกินหมูตุ๋นน้ำแดง
ตอนแรกเขาคิดว่าจะเอาไปอุ่นที่โรงอาหารของสถานีตำรวจสักหน่อย แต่คิดอีกที ถ้าพวกเด็กหน้าเหม็นนั่นเห็นเข้า ตนเองคงจะไม่ได้กินแม้แต่ชิ้นสองชิ้นแน่ๆ
ท้ายที่สุด อู๋เจี่ยฟั่งก็เลือกที่จะอุ่นกล่องข้าวในกะละมังน้ำร้อน หลังจากนั้นก็นั่งกินคนเดียว
หลังจากที่พี่น้องตระกูลหานออกมาแล้ว หานชีเยวี่ยก็เสนอให้ไปที่สหกรณ์
“น้องสาว ถึงแม้ว่าเธอจะมีเงิน แต่ก็ไม่ควรใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแบบนี้ทุกวันนะ น้องใช้เงินมือเติบเกินไปก็ไม่ดี อย่าใช้ชีวิตแบบนี้เลย”
เมื่อคิดว่าน้องสาวโตขึ้นทุกวัน อีกไม่นานก็คงจะแต่งงาน ถ้าใช้เงินเก่งแบบนี้อยู่ ตอนแต่งเข้าบ้านสามีแล้วจะลำบาก หานซานหยางจึงต้องคอยเตือนน้องสาวอยู่เสมอ
หานชีเยวี่ยเอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “หนูตั้งใจจะซื้อของใช้ให้พี่สามค่ะ แต่ดูเหมือนตอนนี้พี่สามจะไม่ต้องการสักเท่าไหร่”
เพียงแค่ประโยคเดียว ก็ทำให้หานซานหยางเงียบกริบทันที “น้องสาว พี่ไม่ต้องการอะไรหรอก พวกเรากลับบ้านกันเถอะ”
เมื่อคิดว่าการให้น้องสาวจ่ายเงินให้เป็นเรื่องน่าอาย ในมือเขาไม่มีแม้แต่คูปองสักแผ่น มีแค่เงินไม่กี่เหมา ย่อมซื้ออะไรไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าให้ยายรู้ว่าเขาได้งานทำแล้ว แต่ยังต้องให้น้องสาวเลี้ยงอีก ยายคงจะดึงหูเขาจนยานแน่
“พี่สาม อีกหน่อยพี่ก็ต้องไปทำงานแล้ว ต่อไปต้องอยู่ประจำที่สถานีตำรวจ ของใช้จำเป็นก็ต้องมีไว้บ้างสิคะ”
ผ้าขนหนูเอย ยาสีฟัน สบู่ กะละมังล้างหน้าเอย ของพวกนี้ต้องเตรียมไว้ก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลังก็ยังได้ของพวกนี้ ในมิติของหานชีเยวี่ยมีครบหมดทุกอย่าง จริงๆ เธอเตรียมเอาไว้ให้หานซานหยางแล้ว แต่ต้องหาข้ออ้างที่จะเอาออกมาใช้ได้อย่างเปิดเผย นั้นก็คือการไปซื้อที่สหกรณ์นั่นเอง