ยามตนปะปนอยู่ในกลุ่มอัศวิน สายตาฉายแววงงงวยรอบกายทำเอาโม่จ้านใจฝ่อเหลือเกิน
แน่นอนว่ารูปแบบของชุดเกราะเป็นของเมืองนักดาบพเนจร เพียงแต่เหล่าอัศวินอยู่ด้วยกันทุกวันคืน ชินหูชินตาจนคุ้นเคยกับลักษณะท่าทางของกันและกันไปเสียนานแล้ว เมื่อมีคนแปลกหน้าอย่างตนเข้าแทรกกะทันหัน อีกทั้งยังยืนอยู่ข้างกายเจียนั่ว เรียกได้ว่ามิต่างอันใดกับถูกเปิดโปงกลางแสงแดดเจิดจ้าสักนิด
ทว่าเจียนั่วยังคงจัดขบวนอย่างเป็นระเบียบ มิได้สังเกตเห็นความมิเข้าพวกอย่างมากของโม่จ้าน
โม่จ้านกุมขมับ คิดดูก็รู้แล้วว่าผู้มีความสามารถระดับนั้นจะต้องเป็นหมาป่าเดียวดายอย่างแน่นอน การจะไม่สนใจสิ่งรอบข้างก็นับเป็นเรื่องปกติยิ่งนัก โม่จ้านรู้สึกว่าตนอาจจะหาคนช่วยผิดคนเสียแล้ว
“หากต้องถอดหมวกออกยืนยันตัวตนจะทำอย่างไร?” โม่จ้านแอบขยับไปข้างกายเจียนั่วพลางเอ่ยถามเสียงเบา
“จะมีคนออกมาก่อเรื่อง เจ้าฉวยโอกาสนั้นสลับตัวกับเขาแล้วหนีไป” เจียนั่วมองโดยรอบ นำมือป้องปากเพื่อกำบังเสียงเอาไว้
โม่จ้านพยักหน้า ทว่าฝีเท้ากลับชะงักขณะกำลังหันตัว ตนหันกลับไปมองขบวนที่มีพ่อค้าและเหล่าอัศวินผสมปนเปเข้าด้วยกัน
เพียงแต่หลังโม่จ้านตั้งใจมองสำรวจครึ่งค่อนวันกลับยังมิพบว่ามีสิ่งใดผิดปกติ
เมื่อครู่ยามพูดคุยกับเจียนั่ว มักมีความรู้สึกราวกับถูกสายตาสอดแนมทิ่มแทงด้านหลัง คิดไปเองงั้นหรือ?
ขบวนค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า โม่จ้านเหลือบซ้ายแลขวาราวกับมิได้ตั้งใจ กระนั้นกลับยังหาต้นตอของความรู้สึกแปลกประหลาดมิได้
“คนต่อไป” ทหารป้องกันรักษาเพ่งมองอย่างละเอียดอยู่ครึ่งค่อนวันก่อนจะยกหอกยาวขึ้น บอกใบ้ให้อัศวินที่อยู่ด้านหน้าโม่จ้านผ่านไปได้ โม่จ้านสูดอากาศหายใจเข้าลึกก่อนเดินไปข้างหน้า
“โปรดถอดหมวกออก” ทหารป้องกันรักษาสงสัยอยู่บ้าง อัศวินคนอื่นๆ ล้วนแต่เป็นฝ่ายถอดหมวกด้วยตนเอง แล้วคนผู้นี้เป็นอันใดไป?
มือทั้งสองข้างของโม่จ้านวางลงบนหมวก ผ่านไปเนิ่นนานกลับยังไม่ขยับ ทหารป้องกันรักษาเริ่มระวังตัวและส่งสายตาบอกใบ้สหายร่วมงานฝั่งตรงข้าม อัศวินด้านหลังเห็นบรรยากาศค่อนข้างแปลกประหลาดด้านหน้าจึงกำกระบี่ในมืออย่างเตรียมระวังการโจมตีของศัตรูเช่นกัน
“มี มีคนปล้นชิงทรัพย์! แหวนของข้า ---”
เสียงกรีดร้องของสตรีนางหนึ่งส่งมาตามอากาศ ทุกคนต่างพากันหันกลับไปมอง พบว่าเงาร่างหนึ่งภายใต้การปกคลุมของวัตถุสีดำพุ่งออกมาจากร้านค้าข้างทาง ปะปนเข้ามาในท้ายขบวนอย่างรวดเร็ว เหล่าพ่อค้าหนีเตลิดไปทั่วทุกทิศด้วยความหวาดกลัว หนึ่งขบวนด้านหน้าประตูเมืองถูกพุ่งชนจนกระจัดกระจาย
เพราะเกิดเรื่องขึ้นกะทันหันอย่างยิ่ง เหล่าอัศวินมิอาจได้สติกลับมาในทันทีทันใด ทำได้เพียงรีบตั้งรับอย่างฉุกละหุก ชุดเกราะที่แข็งแรงและหนักอึ้งกลายเป็นภาระ พากันซวนเซเพราะการกระแทกอย่างแรงของผู้มาเยือนด้วยความเร็วสูง
คนชุดดำพุ่งไปหน้าประตูภายในสองถึงสามอึดใจ หนึ่งกระบี่พุ่งตรงไปยังทหารป้องกันรักษา รวดเร็วจนอีกฝ่ายมิอาจต้านทานแม้แต่น้อย ทำได้เพียงเบิกตามองกระบี่ยาวพุ่งเข้าหาหน้าอกของตน
“เคร้ง!” เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้น ทหารป้องกันรักษาสะดุ้งตกใจและกลิ้งตัวหลบไปอีกด้านทันที ที่แท้ในขณะสถานการณ์คับขัน โม่จ้านชิงหอกยาวมาจากทหารป้องกันรักษาด้านข้างและพุ่งเข้าไปราวกับสายฟ้าแลบ ฝืนสกัดกระบี่ของคนชุดดำเอาไว้ เหล่าอัศวินได้สติกลับมาแล้วเช่นกัน รีบถือกระบี่ของตนพุ่งเข้าไป คิดอยากจะใช้ประโยชน์จากกำลังคนที่มากกว่าล้อมคนชุดดำเอาไว้
คนชุดดำเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดีจึงออกแรงปัดหอกของโม่จ้าน พุ่งออกจากประตูใหญ่ที่ปิดไว้เพียงครึ่งภายในไม่กี่ก้าว ทว่าแหวนในมือกลับหล่นอยู่ด้านในประตู โม่จ้านไม่มีเวลามามัวสนใจแหวนข้างเท้า ตนถือหอกยาวหมายจะไล่ตามออกไป ทว่ากลับถูกกระบี่ทอประกายเย็นเยียบขวางทางเอาไว้
โม่จ้านที่ตั้งตัวไม่ทันรีบหยุดกะทันหัน คมกระบี่กรีดผ่านเกราะบริเวณหน้าอก เกิดเป็นเสียงดังเสียดหู
ผู้ที่อยู่ตรงหน้าสวมชุดเกราะรูปแบบเดียวกัน เพียงแต่ทิศทางของกระบี่กลับชี้ไปยังโม่จ้านที่แต่งกายเป็นอัศวิน
เจียนั่วที่ไล่ตามมาเผยสีหน้าตกตะลึง สถานการณ์ในยามนี้อยู่เหนือความคาดหมายของตนโดยสิ้นเชิง --- คนผู้นี้คือผู้ใด? เหตุใดจึงมาขวางการออกนอกเมืองของโม่จ้าน?
อัศวินที่กำลังชูกระบี่ค่อยๆ ถอดหมวกของตนออก เผยให้เห็นหนึ่งใบหน้าอายุมิต่างกับโม่จ้านมากนัก เส้นผมกึ่งยาวสีเทาเงินถูกรวบเป็นหางม้าสั้นไว้ด้านหลัง แววตาของเจียนั่วเล็กหรี่เท่าปลายเข็มภายในเสี้ยววินาที สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นขาวซีดฉับพลัน
“นายท่านเส่อจือ...ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?”
นายท่าน? เห็นทีประวัติความเป็นมาของเด็กหนุ่มผู้นี้จะไม่ธรรมดา ตนเพิ่งจะเคยเห็นเจียนั่วผู้สุขุมเย็นชาเผยสีหน้าตกตะลึงเป็นครั้งแรก โม่จ้านมองสำรวจเส่อจือผ่านซอกหมวกอย่างละเอียด หอกยาวในมือถูกยกอยู่ในระดับสะดวกต่อการโจมตีอย่างช้าๆ
เส่อจือหยิบแหวนข้างเท้าของโม่จ้านขึ้นมา ดวงตาจิ้งจอกเรียวยาวเผยประกายยากคาดเดา
“เมื่อคืนตัวข้าฝันมิค่อยดีนัก นึกเป็นห่วงเจ้าอยู่บ้าง ดังนั้นจึงได้ให้ฉีเอ่อร์เท่อรั้งอยู่แทนข้า นึกมิถึงว่าจะเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ นับว่าโชคดี...”
น้ำเสียงเย็นยะเยือกทำให้เจียนั่วขนลุกชัน ‘ความเป็นห่วง’ นี้มิใช่ ‘ความเป็นห่วง’ เจียนั่วรู้ดีว่าความคิดของอีกฝ่ายน่ากลัวเพียงใด สายตาพลันจับจ้องไปทางโม่จ้านโดยไม่รู้ตัว หวังว่าเขาจะหาโอกาสตีฝ่าวงล้อมออกไปได้
“เหล่าอัศวินผู้เป็นที่เคารพรักทั้งหลาย ข้าสงสัยว่าคนผู้นี้คือจารชนที่ลอบแฝงตัวเข้ามา คาดว่าทุกคนคงรับรู้แล้วเช่นกัน กองอัศวินของพวกเราไม่มีผู้ใดมารยาทแย่เช่นนี้ นี่นับเป็นการเหยียบย่ำชื่อเสียงของอัศวินอย่างยิ่ง”
น้ำเสียงของเส่อจือก้องกังวานน่าฟัง น้ำเสียงแฝงพลังสามารถโน้มน้าวผู้คน กระบี่นิ่งไม่ไหวติงชี้ไปยังลำคอของโม่จ้าน
พลังรอบกายของเส่อจือที่รูปร่างไม่นับว่าสูงเปล่งประกาย สถานการณ์เงียบกริบน่าขนลุก กระทั่งเหล่าพ่อค้าที่ร้องโหวกเหวกโวยวายเมื่อครู่ยังสงบลงเสียแล้ว อัศวินส่วนหนึ่งส่งสายตาฉายแววสงสัยไปทางเจียนั่ว อีกส่วนหนึ่งกลับกำหอกแน่นพลางจดจ้องโม่จ้าน ท่าทางคล้ายกับหากพูดจาไม่ลงรอยแม้แต่น้อยก็จะพุ่งเข้าไปทันที
เจียนั่วใบหน้าขาวซีด ตนเพิ่งได้สัมผัสว่าความรู้สึกไม่รู้จะทำอย่างไรเป็นเช่นไร แต่ไหนแต่ไรมา ยามตนเผชิญหน้ากับเส่อจือมักมีความรู้สึกหวาดกลัวอย่างน่าประหลาด ศักยภาพอันแข็งแกร่งมิอาจมอบความมั่นใจให้ตนแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเก็บซ่อนสิ่งใดเอาไว้ล้วนแต่ถูกอีกฝ่ายทิ่มแทงตรงประเด็นเสมอ
คนชุดดำที่กระบี่ว่องไวปานสายฟ้าเข้าประชิดทันใด ทุกกระบวนท่าล้วนแต่เล็งไปยังเส่อจือ และเส่อจือที่พละกำลังด้อยกว่าถูกอีกฝ่ายกดข่มเอาไว้และยากจะรับมือ โม่จ้านถูกเส่อจือที่เบียดเข้าในอ้อมอกดันไปด้านหลัง ขอบเขตของการมองเห็นและการเคลื่อนไหวถูกบดบัง มิอาจลงมือแม้แต่น้อย ครั้นอัศวินคนอื่นๆ เห็นคนทั้งสามพัวพันกัน อีกทั้งเส่อจือยังอยู่ตรงกลางจึงมิกล้าลงมือบุ่มบ่ามด้วยกลัวว่าจะทำร้ายฝ่ายตนเอง
คนชุดดำเข้าประชิดเรื่อยๆ ในใจโม่จ้านมีความโกรธคุกรุ่นเต็มอก มือขวาใช้หอกยาวแทรกระหว่างคนทั้งสองแล้วสะบัดอย่างแรง แขนซ้ายโอบเส่อจือที่อยู่ในอ้อมอกไปไว้ด้านข้าง จากนั้นผลักคนไปให้เจียนั่วที่ยกหอกยาวมิรู้จะทำอย่างไร
ครั้นเห็นว่าไร้ความหวังจะชิงแหวนกลับมา คนชุดดำใช้กระบี่ยาวปัดหอกยาวของโม่จ้าน ตามด้วยหันหลังวิ่งไปทางนอกเมือง ขณะโม่จ้านกำลังเตรียมไล่ล่า คนชุดดำกลับหันหน้ากลับมาและหยุดกะทันหันก่อนจะโยนก้อนดำๆ มาใส่ตน โม่จ้านตวัดหอกยาวออกไปโดยสัญชาตญาณ สิ่งของลักษณะเป็นก้อนกลมพลันระเบิดออก พ่นควันดำชวนสำลักจำนวนมากกระจายปกคลุมหน้าประตูเมือง
เหล่าอัศวินและเหล่าพ่อค้าที่อยู่ใกล้ต่างไอออกมาตามๆ กัน เส่อจือล้วงหยิบคทาเวทลวดลายสีทองออกมาอย่างเงียบเชียบ ปิดเปลือกตาร่ายคาถา พลังธาตุลมหมุนวนรวมตัวกันกลายเป็นเกราะลมครึ่งวงกลมครอบลงบนกายตน จากนั้นยกคทาเวทขึ้นเริ่มเรียกสายลมหนึ่งระลอก พัดพาหมอกควันหายไปอย่างช้าๆ