คุยกันสักนิด
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บทที่ 13
ทันทีที่เมิ่งจือหลันเห็นน้องชายทั้งสองคนของเธอกำลังวิ่งตรงมายังจุดที่เธอกำลังนั่งสตรีมอยู่นั้น เธอก็รีบบอกลาผู้ชมและให้เสี่ยวเป่าของเธอปิดสตรีมในทันที ซึ่งแน่นอนว่าก่อนที่จะจากกัน เมิ่งจือหลันยังไม่ลืมที่จะย้ำอีกครั้งว่าในวันนี้เธอจะมีผลไม้วางขายในร้านค้าอีกด้วย ส่วนเวลาการวางขายที่แน่นอนเธอจะโพสบอกอีกครั้ง
“พี่จือหลัน ย่าให้มาเรียกพี่จือหลันไปทานขนมครับ วันนี้ย่าทำขนมของโปรดพี่จือหลันด้วยนะครับ”
ลู่ซือเสิ้นเดินไปกอดเอวของผู้เป็พี่สาวอย่างออดอ้อน เพราะทุกครั้งที่พี่สาวจือหลันมาที่บ้านของเขาแบบนี้ มักจะมีขนมติดไม้ติดมือมาฝากเขาและพี่ชายอยู่เสมอ ดังนั้นลู่ซือเสิ้นจึงรู้สึกชอบพี่สาวจือหลันมากกว่าพี่ชายของเขาเสียอีก
แต่ถึงอย่างนั้นลู่ซือเสิ้นก็ไม่ได้พูดออกไป เพราะถึงยังไงเขาก็กลัวว่าพี่ชายของเขาจะรู้สึกเสียใจ ถึงยังไงเขาก็รู้สึกชอบพี่ชายของเขาเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะน้อยกว่าพี่จือหลันก็ตามที
“จริงเหรอ แบบนี้เห็นทีพี่ต้องรีบเก็บข้าวของแล้วละ”
เมิ่งจือหลันลูบศีรษะเล็กของลู่ซือเสิ้นด้วยความเอ็นดู ก่อนที่เธอจะยกมือขึ้นลูบศีรษะของลู่อิ่นซือเช่นเดียวกัน
“เดี๋ยวผมช่วยพี่จือหลันถือของเองครับ” ลู่อิ่นซือหยิบกระป๋องน้ำที่ตอนนี้ว่างเปล่ามาถือไว้ ซึ่งแน่นอนว่าปกติเขาก็มักจะช่วยพี่จือหลันถือของเช่นนี้อยู่เสมอ ดังนั้นเขาจึงรู้ดีว่าของสิ่งใดที่เขาสามารถถือได้ และของชิ้นไหนที่จะต้องระมัดระวังและให้พี่จือหลันถือด้วยตัวเอง
“ขอบคุณนะอิ่นซือ”
เมื่อลู่ซือเสิ้นเห็นว่าพี่ชายของเขากำลังได้รับความดีความชอบ ดังนั้นเขาจึงรีบยืนมือเข้าไปช่วยเหลือพี่จือหลันอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าสิ่งของที่เขาถืออยู่นั้นจะเป็ชิ้นที่เล็กกว่าพี่ชายของเขาก็ตามที แต่ลู่ซือเสิ้นก็รู้สึกภาคภูมิใจที่ตัวเองได้ช่วยพี่จือหลันเหมือนกับพี่ชายของตัวเอง
หลังจากที่เมิ่งจือหลันเก็บอุปกรณ์การวาดรูปของตัวเองเรียบร้อยแล้วนั้น เธอก็เดินออกมาหาคุณยายของเธอที่ห้องครัวของบ้าน ซึ่งแน่นอนว่าทันทีที่เมิ่งจือหลันเดินเข้ามาภายในห้องครัว เธอก็ได้ยินหอมหวานของขนมในทันที
“คุณยายกำลังทำอะไรเหรอคะ มีอะไรให้หนูช่วยไหม”
จินอวี่ถงที่กำลังตักเม็ดบัวลอยขึ้นมาจากหม้อน้ำที่ถูกต้มให้เดือดเงยหน้าขึ้นมามองดูหลานสายด้วยสายตาที่อ่อนโยน
“ยายทำเสร็จเรียบร้อยแล้วละ ถ้ายังไงรบกวนจือหลันช่วยหยิบถ้วยและช้อนมาให้ยายได้ไหม”
“ได้เลยค่ะ”
เมิ่งจือหลันส่งยิ้มให้กับผู้เป็ยาย ก่อนที่เธอจะชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าของอีกฝ่าย และจูบเข้าที่แก้มของผู้เป็ยายอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเมิ่งจือหลันก็เดินไปหยิบถ้วยและช้อนตามที่ได้รับไหว้วานในทันที
ทันทีที่นั่งลงบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว เมิ่งจือหลันก็ไม่ลืมที่จะให้เสี่ยวเป่าของเธอถ่ายคลิปขนมบัวลอยถ้วยนี้เอาไว้ ก่อนที่เธอจะลงมือทานมันอย่างเอร็ดอร่อย ทันทีที่ขนมบัวลอยถูกตักเข้าไปภายในปาก เมิ่งจือหลันก็ต้องยกนิ้วขึ้นให้กับผู้เป็ยายของตัวเองด้วยความชอบใจ เพราะไม่ว่าเธอจะได้ทานอาหารหรือขนมหวานของผู้เป็ยายสักกี่ครั้ง แต่เธอก็คิดเสมอว่าฝีมือการทำอาหารและขนมของยายเธออร่อยกว่าที่เธอเคยทานจากร้านอาหารของรัฐเสียอีก
ซึ่งเมิ่งจือหลันก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมฝีมือการทำอาหารของพ่อเธอถึงได้ดีขนาดนั้น เพราะว่าได้รับการแนะนำมาจากยายของเธอนั่นเอง ซึ่งต่างจากแม่ของเธอที่มักจะถูกยายของเธอห้ามเข้าห้องครัวโดยเด็ดขาด ถ้าหากไม่อยากซื้ออุปกรณ์ในครัวใหม่
ในครั้งแรกที่เธอได้ยินเื่ราวเหล่านี้ เมิ่งจือหลันก็รู้สึกไม่เชื่อและแปลกใจเช่นเดียวกัน จนกระทั่งในวัยเด็กที่เธอเกิดไม่สบายขึ้นมา และพ่อของเธอไม่สามารถกลับมาทำอาหารให้กับเธอได้ ซึ่งแน่นอนว่าแม่ของเธอไม่ยอมเชื่อคำพูดของพ่อที่บอกให้ซื้ออาหารมาจากข้างนอก แต่แม่ของเธอกับ้าลงมือทำอาหารให้กับเธอทานด้วยตัวเอง ดังนั้นในวันนั้นเมิ่งจือหลันจึงต้องลุกขึ้นมาช่วยแม่ของเธอดับไฟ ยังดีที่อาการของเธอไม่ได้หนักมากเท่าไหร่ และหลังจากวันนั้นแม่ของเธอก็ไม่เคยเข้าห้องครัวเพื่อทำอาหารอีกเลย
ซึ่งก็เป็เื่ดีของเธอและพ่อเช่นเดียวกัน
“อร่อยมากเลยค่ะคุณยาย หนูขอนำกลับไปฝากพ่อกับแม่ด้วยนะคะ” เมิ่งจือหลันไม่ลืมพ่อกับแม่ของเธอเลยสักครั้ง ดังนั้นเมื่อครอบครัวลู่ทำอาหารหรือขนม เธอมักจะขอห่อกลับไปฝากพ่อและแม่ของเธอในตำบลอยู่เป็ประจำ และถึงแม้ว่าเธอจะไม่เอ่ยปากขอออกไปเช่นนั้น แต่ในท้ายที่สุดยายของเธอก็มักจะห่ออาหารและขนมเอาไว้สำหรับครอบครัวของเธอเช่นกัน
“ไม่ต้องห่วง ยายทำเผื่อพ่อกับแม่ของหลานด้วยเหมือนกัน ดังนั้นถ้าหากหลานยังไม่อิ่มก็เข้าไปตักในห้องครัวได้เลยนะ แต่อย่ากินมันเยอะจนเกินไปละ” จินอวี่ถงไม่ได้รู้สึกลำบากใจที่จะต้องแบ่งข้าวของให้กับหลานสาว เพราะสำหรับเธอที่ได้รับมามากมายเช่นนี้ การได้ช่วยเหลือครอบครัวของลูกสาวและลูกเขยของเธอก็เป็สิ่งทำให้จินอวี่ถงรู้สึกดีใจอยู่ไม่น้อย
“ขอบคุณนะคะ”
“ผมเชื่อว่าอาและอาเขยจะต้องชอบขนมบัวลอยของคุณย่ามากเลยครับ ดังนั้นคุณย่าอย่าลืมตักไปให้อาและอาเขยเยอะๆ หน่อยนะครับ” ลู่ซือเสิ้นกลัวว่าครอบครัวของพี่สาวจะได้ทานขนมบัวลอยไม่อิ่ม ดังนั้นเขาจึงไม่ลืมที่จะบอกกับย่าของตัวเองออกไปแบบนั้น
“ใช่ครับ ต้องแบ่งให้อาและอาเขยไปเยอะๆ หน่อยนะคะ เพราะว่าผมกับซือเสิ้นได้ทานขนมฝีมือของย่าหลายรอบแล้ว แต่สำหรับอาและอาเขยนั้นไม่ค่อยได้มาที่บ้านของพวกเราเลย” ลู่อิ่นซือก็รู้สึกเป็ห่วงเป็ใยอาและอาเขยของตัวเองเช่นเดียวกัน ดังนั้นเขาจึงมีความคิดแบบเดียวกันกับน้องชายของตัวเอง
จินอวี่ถงรู้สึกภูมิใจกับหลานชายตัวน้อยทั้งสองคนของตัวเองเป็อย่างมาก ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายยังเป็เพียงเด็กชายตัวน้อย แต่ก็ยังรู้จักแบ่งปันสิ่งของให้กับคนอื่นเช่นนี้
“ได้สิ ย่าจะแบ่งให้อาและอาเขยของหลานไปเยอะๆ เลยดีไหม”
“ดีครับ”
ลู่ซือเสิ้นส่งยิ้มให้กับผู้เป็ย่าด้วยความดีใจ โดยมีลู่อิ่นซือพยักหน้าอย่างเห็นด้วยอยู่ข้างๆ
ซึ่งแน่นอนว่าการกระทำของเด็กขายทั้งสองคนนั้น ทำให้เมิ่งจือหลันอดที่จะเอ็นดูอีกฝ่ายเพิ่มมากขึ้นไปกว่าเดิมไม่ได้ เห็นทีเธอคงต้องหาของบำรุงมาให้น้องชายทั้งสองคนเพิ่มเสียแล้ว เป็การตอบแทนที่อีกฝ่ายเป็เด็กดีมากถึงขนาดนี้
เด็กดีของต้าวจวิ้น : ขอกรีดร้องให้กับความน่ากินของขนมบัวลอย ถึงแม้ว่าฉันจะไม่เคยได้ยินชื่อขนมนี้มาก่อนก็ตาม
อาหารของจือหลันอร่อยมาก : ชื่อนี้ไม่ผิดหวัง หอม หวาน อร่อย สตรีมเมอร์ไม่คิดจะทำขายจริงๆ เหรอ
นามสกุลอู๋ : ฉันลองกินแล้วเหมือนกัน หอม หวาน อร่อยจริงๆ แต่มันไม่อิ่มไงละ สตรีมเมอร์เปิดขายเถอะ
น้องกระต่ายน่ารัก : คุณภรรยาของคุณชายใหญ่หายไปไหนคะ ปกติจะมาเร็วไม่ใช่เหรอ หรือว่ากำลังดีใจกับภาพวาดของสตรีมเมอร์อยู่
ขอวันหยุดให้ฉันที : ฮ่าๆ ้ามีความหมั่นไส้คุณภรรยาของคุณชายใหญ่เบาๆ
อาหารของจือหลันอร่อยมาก : ฉันก็อิจฉาเหมือนกัน แต่ถ้าแลกได้ ฉันไม่ขอภาพวาดก็ได้ แต่ขอให้ได้กินขนมหรืออาหารของสตรีมเมอร์ก็พอ”
ขำกลิ้ง กลิ้งแล้วขำ : ทำไมฉันถึงพึ่งมาเจอสตรีมเมอร์คนนี้นะ ขนมบัวลอยคือดีที่สุดเลย
เยว่เสวียนผิง : อวยกันอีกแล้ว อวยกันจริงๆ ไม่รู้ว่าขนมบัวลอยนี้กินแล้วจะเป็พิษหรือเปล่า เพราะไม่มีการรับรองมาจากศูนย์วิจัยไม่ใช่เหรอ
กระต่ายสีม่วง : นั้นสิ ขนมก็ไม่ได้อร่อยกันขนาดนั้น อีกอย่างก็ไม่รู้ว่าทำเองหรือเปล่าด้วย คนก็อวยกันเกินจริง
อาหารของจือหลันอร่อยมาก : สองคนข้างบนคืออะไร ไม่ชอบก็ไม่ต้องเข้ามาดูสิ
ภรรยาของคุณชายใหญ่ : เห็นด้วยกับคุณอาหารของจือหลันอร่อยมาก อีกอย่างก่อนที่จะวางขายในระบบ สตรีมเมอร์ก็ต้องให้ทางระบบสตรีมตรวจสอบของที่จะวางขายก่อนไม่ใช่เหรอ ถ้ามันมีพิษจริงๆ เขาก็ไม่อนุญาตให้วางขายหรอกนะ หรือว่าคุณเยว่เสวียนผิงและคุณกระต่ายสีม่วงไม่รู้กฎระเบียบข้อนี้
นามสกุลอู๋ : ตามที่คุณภรรยาของคุณชายใหญ่บอกเลย คนที่เข้ามาเล่นแอปนี้ต่างก็ดูกันทั้งนั้น ว่าก่อนที่สตรีมเมอร์จะวางขายของกินจะต้องถูกตรวจสอบซะก่อน
เื่สยองสองบรรทัด : สองคนนั้นดูก็รู้ว่า้าหาเื่สตรีมเมอร์มากกว่า ขนาดฉันพึ่งเข้ามาใหม่ยังรู้เลย
ว่าจะไม่เปลี่ยนชื่อแล้วเชียว : เขาก็แค่พูดออกมาเพราะเป็ห่วง อีกอย่างพวกเราก็ไม่เคยได้ยินชื่อขนมพวกนี้ไม่ใช่เหรอ
โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ : ขนมบัวลอยเป็ขนมที่ทำมาจากแป้ง จะทำแบบมีไส้หรือไม่มีไส้ก็ได้แล้วนำไปต้มให้สุก ซึ่งขนมบัวลอยนี้จะมีรสชาติที่ไม่ค่อยหวาน แป้งจะเหนียวนุ่ม ส่วนไส้จะมีความหวานมัน แล้วยิ่งถ้าหากทานคู่กับน้ำเชื่อมหรือน้ำกะทิ จะทำให้รสชาติกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งขนมบัวลอยนี้มีอยู่ในหนังสือชื่อว่าขนมโบราณของบรรพบุรุษ ประชาชนทั่วไปสามารถไปหาอ่านได้ที่ห้องสมุดของแต่ละเมือง หรือว่าจะโหลดข้อมูลจากเว็บไซต์ของห้องสมุดใหญ่เมืองต้าเมิ่งก็ได้นะครับ ซึ่งเื่ราวเหล่านี้นักศึกษาที่เรียนวิชาเอกอักษรโบราณ อาหารโบราณ หรือวัฒนธรรมโบราณจะทราบกันอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีวิธีทำออกมา ดังนั้นประชาชนทั่วไปจึงไม่เคยได้ยินชื่อขนมชนิดนี้มาก่อน
กระต่ายน้อยน่ารัก : โอ้ววว คุณโลกนี้ช่างกว้างใหญ่ความรู้แน่นมากเลยครับ (ยกนิ้วให้)
เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาภายในห้องพักแห่งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าห้องพักแห่งนี้อยู่ภายในค่ายทหารของอำเภอหูหนาน ซึ่งแน่นอนว่าภายในห้องพักแห่งนี้เป็ที่พักของเหล่าทหารที่ถูกส่งมาทำภารกิจภายในเมืองหูหนานแห่งนี้ ส่วนที่พักของทหารที่ประจำการอยู่ภายในค่ายทหารแห่งนี้อยู่แล้วจะอยู่อีกตึกหนึ่งซึ่งแยกสัดส่วนกันอย่างเห็นได้ชัด เพื่อให้ง่ายต่อการพูดคุยงานนั่นเอง
“เหวินฮั่น เมื่อครู่นี้ฉันไปรับจดหมายของครอบครัว แล้วทางเ้าหน้าที่แจ้งมาว่ามีพัสดุส่งมาหานายด้วย นายรีบลงไปรับเร็วเข้า”
เนื่องจากการรับจดหมายหรือพัสดุนั้นจะต้องเป็เ้าของชื่อเป็ผู้มารับด้วยตัวเอง ดังนั้นฉินจือกวงจึงไม่ได้รับพัสดุของเมิ่งเหวินฮั่นมาด้วย ดังนั้นเขาจึงได้รีบกลับมายังห้องพักแห่งนี้อย่างรวดเร็วแทนนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าโชคดีที่ครั้งนี้พวกเขาอยู่ในระหว่างพักผ่อน หลังจากที่พวกเขาทำภารกิจก่อนหน้านี้สำเร็จ ดังนั้นพัสดุของเมิ่งเหวินฮั่นจึงไม่ได้ถูกลืมเหมือนเช่นครั้งก่อน
เพราะในครั้งนั้นพวกเขาต้องไปทำภารกิจอยู่หลายวันเลยทีเดียว ดังนั้นพัสดุที่ครอบครัวของเมิ่งเหวินฮั่นส่งมาจึงเสียหายไปหลายอย่างเลยทีเดียว ยังดีที่หลังจากครั้งนั้นครอบครัวของเมิ่งเหวินฮั่นก็ไม่ได้ส่งอาหารที่มักจะเสียงานมาอีกต่อไป ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับเมิ่งเหวินฮั่นที่เขียนจดหมายไปบอกครอบครัวของเขานั่นเอง
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++