บทที่7 : เทือกเขาหิมะนิรันดร์
รุ่งอรุณของวันใหม่ปกคลุมทั่วนครกระจกวารีแสงอาทิตย์ยามเช้าส่องกระทบผิวน้ำใสราวกระจกจนทั้งเมืองเปล่งประกายสีทองอ่อนเสียงระฆังของหอสมุดหลวงดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้...ไม่ใช่เสียงเตือนภัย
หากเป็เสียงอวยพรแก่ผู้เดินทางมะลิยืนอยู่หน้าประตูเมืองพร้อมเอเดน ลูนี่ ฟินน์ และไอริส ด้านหน้าของพวกเขาคือเกวียนไม้ขนาดใหญ่หนึ่งคันม้าเทาสองตัวกำลังยืนเคี้ยวหญ้าอย่างสบายอารมณ์
เซเรนเดินเข้ามาพร้อมห่อสัมภาระหลายใบ
"เส้นทางไปเทือกเขาหิมะนิรันดร์ไกลกว่าที่คิด"
"พวกท่านควรเตรียมเสบียงให้พร้อม"
เขาส่งกระเป๋าหนังใบหนึ่งให้มะลิเมื่อเปิดดูด้านในมีขนมปังแห้ง ผลไม้อบแห้ง ชาสมุนไพร และผ้าห่มกันหนาวอย่างดี
มะลิยิ้มกว้าง
"ขอบคุณมากค่ะ"
เซเรนหัวเราะเบาๆ
"ถือเป็การตอบแทนที่ช่วยหอสมุด"
ลูนี่แอบหยิบคุกกี้ชิ้นหนึ่งเข้าปากอย่างเงียบๆ
แต่ยังไม่ทันเคี้ยวเอเดนก็พูดขึ้นโดยไม่หันมามอง
"ลูนี่"
"นั่นของส่วนรวม"
ลูนี่สะดุ้งจนเกือบสำลักฟินน์หัวเราะเสียงดัง
"พี่เอเดนรู้ทันอีกแล้ว"
บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะทำให้ความกังวลจากเหตุการณ์เมื่อวานค่อยๆ จางลง
ก่อนออกเดินทางไอริสเดินกลับเข้าไปในหอสมุดเพียงลำพังเธอหยุดอยู่หน้าชั้นหนังสือเก่าแก่ที่สุด
ยกมือแตะหนังสือเล่มหนาเล่มหนึ่ง
"อาจารย์..."
เธอพึมพำเบาๆ
"ลูกศิษย์คนนี้คงต้องออกเดินทางแล้ว"
ทันใดนั้นหนังสือบนชั้นขยับเองอย่างแ่เบา กลีบดอกไม้สีฟ้าหนึ่งกลีบลอยตกลงบนฝ่ามือของเธอ
ไอริสยิ้มทั้งน้ำตา
"ขอบคุณค่ะ"
เธอเก็บกลีบดอกไม้นั้นใส่ไว้ในสมุดบันทึกก่อนเดินออกจากหอสมุดเป็ครั้งสุดท้าย เกวียนค่อย ๆเคลื่อนออกจากเมืองถนนหินอ่อนเปลี่ยนเป็ถนนดินคลองสายสุดท้ายค่อย ๆเลือนหายแทนที่ด้วยทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สายลมหนาวเริ่มพัดมาเป็ระยะ
ฟินน์หยิบแผนที่ขึ้นมา
"ถ้าเดินทางตามเส้นทางนี้"
"อีกสามวันก็จะถึงเชิงเขา"
ไอริสเสริมขึ้น
"แต่ระหว่างทาง..."
"...เราต้องผ่านหมู่บ้านแห่งสายลม"
เอเดนขมวดคิ้วทันที
"หมู่บ้านนั้น..."
"ไม่ควรมีใครอาศัยอยู่แล้ว"
มะลิหันมองอย่างสงสัย
"ทำไมล่ะ"
เอเดนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ
"เมื่อห้าปีก่อน"
"ทั้งหมู่บ้านหายไปในคืนเดียว"
ลูนี่รีบบินมาเกาะหัวฟินน์
"หายไป?"
"หมายถึงย้ายบ้านหรือ"
ฟินน์ส่ายหน้า
"ไม่ใช่"
"ทั้งหมู่บ้าน..."
"...เหลือแต่บ้านว่าง"
"ไม่มีแม้แต่คนเดียว"
มะลิรู้สึกขนลุกวาบ
"ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเหรอ"
ไอริสพยักหน้า
"มีแต่ข่าวลือ"
"บางคนบอกว่า..."
"ได้ยินเสียงเพลงตอนเที่ยงคืน"
"บางคนบอกว่ามีหมอกสีขาวปกคลุม"
"และบางคนบอกว่า..."
เธอหยุดพูดก่อนมองไปยังูเาที่อยู่ไกลลิบ
"...ผู้คนเ่าั้ยังมีชีวิตอยู่"
"แต่ติดอยู่ในโลกอีกด้านหนึ่ง"
ตกบ่ายทุกคนหยุดพักใต้ต้นโอ๊กั์มะลิหยิบกาต้มน้ำมาต้มน้ำชากลิ่นหอมของใบชาสมุนไพรลอยฟุ้งไปทั่วไอริสนั่งอ่านหนังสือเล่มเล็กอย่างเงียบ ๆ ฟินน์กำลังเหลาไม้ทำลูกดอก ส่วนเอเดนเดินตรวจรอบบริเวณ
มะลิยกถ้วยชาให้เขา
"พักบ้างก็ได้นะ"
เอเดนรับมาก่อนพยักหน้าขอบคุณ ทั้งสองนั่งเงียบ ๆมองทุ่งหญ้าที่ทอดยาวหลังจากเงียบอยู่พักใหญ่
เอเดนก็พูดขึ้น
"ข้าไม่เคยคิดว่าจะมีคนเดินทางกับข้าได้ไกลขนาดนี้"
มะลิยิ้ม
"ฉันก็ไม่เคยคิดเหมือนกัน"
"ตอนอยู่โลกเดิมฉันแค่หวังว่าจะมีชีวิตธรรมดา ๆ"
เธอมองเมล็ดดาวบนหน้าอก
"แต่ตอนนี้..."
"...ฉันเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย"
เอเดนยิ้มบางๆ
"เ้ามีความหมาย..."
"...ั้แ่วันที่เมล็ดดาวเลือกเ้าแล้ว"
คำพูดนั้นทำให้มะลิหน้าแดงเล็กน้อย
ลูนี่ที่แอบฟังอยู่หลังต้นไม้รีบบินไปกระซิบกับฟินน์
"เมื่อกี้..."
"เหมือนนิยายรักเลย"
ฟินน์หัวเราะจนเกือบตกขอนไม้แต่ในเวลาเดียวกัน...ห่างออกไปหลายกิโลเมตร บนหน้าผาสูง
อีกาคลุมด้วยหมอกสีดำตัวหนึ่งกำลังจ้องมองเกวียนของพวกเขาดวงตาของมันเปล่งแสงสีแดง
ก่อนจะบินหายเข้าไปในเมฆหมอกภายในปราสาทสีดำอันมืดมิดหนังสือสีดำเล่มเดิมเปิดขึ้นเอง
ตัวอักษรสีแดงค่อยๆ ปรากฏ
"ผู้ถือเมล็ดดาวกำลังมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านแห่งสายลม"
"เริ่มแผนการที่สอง..."
"ปลุกผู้เฝ้าประตู"
ทันทีที่ประโยคสุดท้ายปรากฏเสียงคำรามอันแ่เบาก็ดังสะท้อนขึ้นจากส่วนลึกของเทือกเขาหิมะนิรันดร์
ราวกับบางสิ่งที่หลับใหลมานาน...กำลังลืมตาตื่น
............................
ยามบ่ายค่อย ๆเปลี่ยนเป็ยามเย็นเกวียนไม้ยังคงเคลื่อนตัวไปตามถนนสายเก่าสองข้างทางจากทุ่งหญ้าสีเขียวเริ่มกลายเป็ป่าสนสูงใหญ่สายลมพัดผ่านกิ่งสนเกิดเสียง ฟู่...ฟู่... อากาศเย็นลงทุกขณะ
มะลิดึงผ้าคลุมขึ้นห่มไหล่"เริ่มหนาวแล้วนะ"
ไอริสพยักหน้า
"ยิ่งเข้าใกล้เทือกเขาหิมะนิรันดร์อุณหภูมิก็จะลดลงเรื่อย ๆ"
ลูนี่กอดตัวเองแน่น
"ข้าเริ่มคิดถึงแดดแล้ว"
ฟินน์หัวเราะ
"เดี๋ยวคืนนี้เ้าก็ไปนอนข้างกองไฟสิ"
"ถ้าไม่เผลอตกลงไปก่อนนะ"
"ข้าไม่ซุ่มซ่ามขนาดนั้น!"ลูนี่รีบเถียง
แต่ทันทีที่พูดจบมันก็สะดุดเชือกบนเกวียนจนกลิ้งตกลงบนกองผ้าห่ม ทุกคนหัวเราะพร้อมกัน แม้แต่
เอเดนก็ยังยิ้มมุมปากเมื่อพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำเอเดนยกมือขึ้นเป็สัญญาณ "หยุดพัก"
ทุกคนลงจากเกวียนบริเวณนั้นเป็ลานหญ้าเล็กๆ ริมลำธารใส น้ำไหลผ่านก้อนหินสีขาวอย่างแ่เบา
มะลิอาสาทำอาหารเย็นเธอหยิบหม้อใบเล็ก เติมน้ำจากลำธารใส่ผักแห้ง เห็ดป่าและสมุนไพรที่เซเรนเตรียมไว้ให้ ไม่นานกลิ่นหอมของซุปร้อน ๆ ก็ลอยอบอวล
ลูนี่สูดจมูกฟุดฟิด
"หอมที่สุด!"
"ยังไม่เสร็จนะ"
มะลิหัวเราะ
"เ้าดมเก่งกว่าหมาล่าเนื้ออีก"
ลูนี่ทำหน้าภูมิใจ
"ข้าถือว่าเป็คำชม"
ทุกคนนั่งล้อมกองไฟฟินน์ซดซุปร้อน ๆ แล้วถอนหายใจ
"อร่อย..."
"คิดถึงอาหารฝีมือแม่เลย"
มะลิยิ้มอย่างอ่อนโยน
"ถ้าเดินทางด้วยกันนานๆ"
"ฉันจะทำให้กินบ่อยๆ"
เด็กชายยิ้มกว้าง
"จริงนะ"
ไอริสมองภาพนั้นแล้วเผลอยิ้มเธอใช้ชีวิตอยู่กับหนังสือมาหลายปีไม่เคยมีโอกาสได้นั่งกินข้าวกับเพื่อนร่วมทางแบบนี้เธอเริ่มเข้าใจว่า...ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่อาจเติมเต็มหัวใจได้
หลังอาหารเอเดนลุกขึ้นตรวจเวรยาม มะลิเดินตามไป
"ฉันช่วยไหม"
เอเดนส่ายหน้า
"เ้าพักเถอะ"
"แต่..."
"การพักผ่อนก็เป็หน้าที่ของผู้เดินทาง"
มะลิหัวเราะเบาๆ
"เถียงไม่ชนะจริงๆ"
เอเดนยิ้มจางๆ
"หลายคนก็พูดแบบนั้น"
คืนนั้น...พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นบนท้องฟ้าแสงสีเงินส่องผ่านยอดสนมะลินอนไม่หลับเธอจึงเดินออกมาริมลำธารเสียงน้ำไหลช่วยให้จิตใจสงบ ทันใดนั้น เธอเห็นเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม
เด็กคนนั้นสวมชุดสีขาวผมยาวสีเงินปลิวไสวกำลังยิ้มให้เธอ
"หนูหลงทางหรือ"
มะลิถามอย่างอ่อนโยนเด็กหญิงไม่ตอบเพียงยกมือชี้ไปทางเหนือ ไปยังทิศของหมู่บ้านแห่งสายลม
จากนั้น...ร่างของเธอก็ค่อยๆ จางหายไปราวกับหมอกยามเช้า มะลิรีบเดินข้ามลำธาร แต่เมื่อไปถึง
กลับไม่พบใครเลยมีเพียงดอกไม้สีฟ้าดอกเล็กๆ ดอกหนึ่งวางอยู่บนก้อนหิน เธอหยิบมันขึ้นมา
กลีบดอกนั้นอุ่นอย่างประหลาด
"เ้าเห็นด้วยหรือ"
เสียงของไอริสดังขึ้นจากด้านหลัง
มะลิหันกลับ
"เธอก็เห็นเด็กคนนั้นเหรอ"
ไอริสพยักหน้าสีหน้าของเธอดูจริงจังกว่าปกติ
"ในตำราโบราณ..."
"มีบันทึกเื่ิญญาผู้ชี้ทาง"
"พวกเขาจะปรากฏตัว..."
"...เมื่อโลกกำลัง้าความช่วยเหลือ"
มะลิมองดอกไม้ในมือ
"แปลว่าเธอไม่ได้มาหลอกเรา"
"ไม่"ไอริสตอบเบา ๆ
"แต่กำลังขอให้เราไปหา"
เช้าวันรุ่งขึ้นคณะเดินทางออกเดินต่ออากาศเย็นกว่าวันก่อนมากไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงป้ายไม้เก่า ๆ ที่เอนเอียงอยู่ข้างทาง ตัวอักษรจาง ๆยังพออ่านได้
"หมู่บ้านแห่งสายลม"
แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหน้า...กลับไม่เหมือนหมู่บ้านเลยบ้านไม้หลายสิบหลังยังตั้งอยู่ครบปล่องไฟยังมีฟืนวางอยู่
ประตูบางบานเปิดแง้มโต๊ะอาหารในบางบ้านยังมีถ้วยชามวางอยู่ราวกับเ้าของบ้านเพิ่งลุกจากโต๊ะเมื่อครู่ แต่...ไม่มีเสียงผู้คนไม่มีเสียงเด็กเล่น ไม่มีเสียงสุนัขเห่า ไม่มีแม้แต่เสียงนก ทั้งหมู่บ้านเงียบงันผิดธรรมชาติลมเย็นพัดผ่านตรอกแคบ ๆ เกิดเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงกระซิบ ฟู่...ฟู่...
ลูนี่รีบบินมาเกาะไหล่มะลิ
"ข้าไม่ชอบที่นี่เลย"
เอเดนค่อยๆ ชักดาบออกจากฝัก
"ทุกคนระวังตัว"
ไอริสก้มลงหยิบฝุ่นบนพื้นขึ้นมาดูก่อนพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ฝุ่นพวกนี้..."
"...ไม่มีรอยเท้าเลย"
ฟินน์ขมวดคิ้ว"หมายความว่า"
ไอริสเงยหน้าขึ้นช้าๆ
"หลายปีที่ผ่านมา..."
"...ไม่มีใครเดินออกจากหมู่บ้านนี้เลย"
ทันใดนั้น...เสียงกระดิ่งลมดังขึ้นจากบ้านหลังหนึ่ง กริ๊ง... กริ๊ง... ทั้งที่ไม่มีลมพัด มะลิค่อยๆ หันไปมอง
หน้าต่างชั้นสองของบ้านหลังนั้นมีเงาของเด็กหญิงผมสีเงินคนเดิม... กำลังยืนมองพวกเขาอยู่แล้วเธอก็ค่อย ๆยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากราวกับกำลังบอกว่า
"อย่าส่งเสียง..."
.........
มะลิจ้องมองเด็กหญิงผมสีเงินที่หน้าต่างชั้นสองหัวใจของเธอเต้นแรงเด็กหญิงยังคงใช้นิ้วแตะริมฝีปากส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบก่อนจะค่อย ๆ ชี้ไปทางประตูบ้านแล้วร่างของเธอก็เลือนหายไปราวกับสายหมอก
"หายไปแล้ว..."
ฟินน์พึมพำ
ลูนี่รีบบินซ่อนหลังไหล่ของมะลิ
"ข้าบอกแล้วว่าที่นี่น่ากลัว"
เอเดนไม่ได้ตอบเขาเพียงกวาดสายตามองไปรอบหมู่บ้านทุกอย่างเงียบผิดธรรมชาติแม้แต่สายลมที่พัดผ่านต้นไม้ก็ไม่มีเสียงใบไม้เสียดสีกันเงียบเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคน ไอริสคุกเข่าลงแตะพื้น
หลับตาใช้เวทมนตร์ตรวจสอบแสงสีฟ้าจากเมล็ดดาวแห่งปัญญาแผ่กระจายออกไปเป็วงกว้างครู่หนึ่งเธอลืมตาขึ้นสีหน้าดูสับสน
"แปลกมาก..."
"ข้าััพลังชีวิตได้"
ฟินน์รีบถาม
"แสดงว่ามีคนอยู่?"
ไอริสพยักหน้า
"มี..."
"แต่เหมือนอยู่ใกล้เรามาก"
"...และไกลจากเรามากในเวลาเดียวกัน"
ลูนี่เอียงคอ
"ฟังแล้วงงกว่าเดิมอีก"
เอเดนเดินไปหยุดหน้าบ้านหลังที่เด็กหญิงปรากฏตัวเขาใช้ปลายดาบเคาะประตูเบาๆ ก๊อก...ก๊อก...
ไม่มีเสียงตอบเขาค่อย ๆ ผลักประตู แอ๊ด... ประตูไม้เปิดออกช้า ๆ ภายในบ้านสะอาดราวกับมีคนทำความสะอาดทุกวันเตาผิงมีฟืนเรียงไว้อย่างเป็ระเบียบโต๊ะอาหารถูกจัดไว้สำหรับสี่คน มีซุปในหม้อ แต่เมื่อมะลิลองแตะดูซุปกลับเย็นสนิทราวกับเวลาหยุดนิ่งมาหลายปี
"เหมือนทุกคนเพิ่งลุกจากโต๊ะ"
มะลิพูดเบาๆ
"แต่ไม่มีใครกลับมาอีก"
ฟินน์เดินไปหยิบตุ๊กตาผ้าตัวหนึ่งจากพื้นมันเป็ตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลมีรอยเย็บอย่างประณีต
"ยังใหม่อยู่เลย"เขาพูด
ทันใดนั้นเสียงเด็กหัวเราะก็ดังแว่วมาจากชั้นบน คิก... คิก...ทุกคนชะงัก ลูนี่รีบเกาะหัวเอเดนทันที
"มีคน!"
เอเดนยกดาบขึ้นแล้วค่อยๆ เดินขึ้นบันได ขั้น...ขั้น...ขั้น... เสียงไม้เก่าดังเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เหยียบ
เมื่อขึ้นไปถึงชั้นสองกลับไม่มีใครอยู่มีเพียงห้องนอนเล็กๆ หน้าต่างเปิดแง้มรับแสงแดด และสมุดบันทึกเล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ ไอริสหยิบขึ้นมาเปิดอ่านหน้ากระดาษเขียนด้วยลายมือเด็ก
"วันนี้ลมพัดแรง"
"แม่บอกว่าห้ามออกไปเล่นหลังพระอาทิตย์ตก"
หน้าถัดไป "คืนนี้มีเสียงเพลงอีกแล้ว"
"พ่อบอกว่าอย่าเปิดประตูไม่ว่าใครจะเรียก"
มะลิเริ่มรู้สึกไม่สบายใจไอริสเปิดไปหน้าสุดท้ายลายมือสั่นเทา
"มีเด็กผู้หญิงมายืนหน้าบ้าน"
"เธอบอกว่า..."
"ถ้าอยากเจอทุกคนอีก..."
"ให้เดินตามเสียงเพลง"
หลังจากนั้น...หน้ากระดาษก็ว่างเปล่าไม่มีบันทึกอีกเลย
ทันใดนั้นเสียงเพลงแ่เบาก็ดังขึ้นจริง ๆ ลา...ลา...ลา...เป็เสียงร้องของเด็กผู้หญิง ไพเราะ...
แต่แฝงความเศร้าจนบีบหัวใจมะลิหันไปมองนอกหน้าต่าง เด็กหญิงผมสีเงินคนเดิมกำลังเดินอยู่กลางถนนของหมู่บ้าน เธอหันมายิ้มก่อนเดินต่อไปอย่างช้าๆ มะลิก้าวตามโดยไม่รู้ตัว
"เดี๋ยวก่อน..."
เอเดนรีบคว้าแขนเธอไว้
"อย่าเพิ่ง"
มะลิหันกลับ
"แต่เธอกำลังเรียกเรา"
เอเดนส่ายหน้า
"ไม่ใช่ทุกเสียงที่ได้ยิน..."
"...ควรเดินตาม"
ไอริสกลับมองเด็กหญิงนิ่งก่อนพูดเบา ๆ
"ไม่..."
"ครั้งนี้เอเดนอาจคิดผิด"
ทุกคนหันมองเธอไอริสชี้ไปที่พื้นถนน
"ดูสิ"
มะลิก้มลงรอยเท้าเล็กๆ ของเด็กหญิง...เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนไม่ใช่สีดำของพลังเงา และทุกย่างก้าวที่เธอเดินผ่านดอกไม้แห้งริมทางกลับผลิบานขึ้นอีกครั้ง
ไอริสยิ้มบางๆ
"เธอไม่ได้พาเราไปสู่ความตาย"
"แต่กำลังพาเรา..."
"...ไปพบความจริง"
เอเดนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนลดดาบลง
"งั้น..."
"ทุกคนเดินตาม"
"แต่อย่าแยกจากกัน"
เด็กหญิงเดินนำออกจากหมู่บ้านผ่านทุ่งหญ้าเล็ก ๆ เข้าสู่ป่าสนด้านหลัง เสียงเพลงยังคงดังอย่างแ่เบา
ยิ่งเดินเข้าไปลึกอากาศก็ยิ่งเย็นลงหมอกสีขาวเริ่มปกคลุมพื้นดินจนมองเห็นทางได้ไม่เกินสิบก้าว
ลูนี่บินต่ำลง
"ข้ามองอะไรไม่เห็นเลย"
ทันใดนั้นเด็กหญิงหยุดเดินเธอหันกลับมายิ้มให้มะลิก่อนชี้ไปข้างหน้า หมอกค่อย ๆแยกออกจากกัน
เผยให้เห็นประตูหินโบราณขนาดใหญ่บนประตูสลักรูปสายลมหมู่ดาว และเกล็ดหิมะตรงกลางมีช่องกลม
ขนาดเท่ากับเมล็ดดาวพอดีมะลิยังไม่ทันก้าวเข้าไปเสียงคำรามต่ำ ๆ ก็ดังขึ้นจากอีกฟากของประตู
ครืด...พื้นดินสั่นะเื หิมะที่เกาะอยู่บนต้นสนร่วงหล่นลงมาดวงตาสีทองคู่หนึ่ง...ค่อยๆ ลืมขึ้นในความมืดหลังประตู เด็กหญิงผมสีเงินกระซิบเป็ครั้งแรกเสียงของเธอแ่เบาราวสายลม
"จงปลุก..."
"ผู้เฝ้าประตู..."
แล้วร่างของเธอก็สลายเป็ละอองแสงสีฟ้าเหลือเพียงดอกไม้สีฟ้าดอกเล็กตกลงบนฝ่ามือของมะลิ
ขณะที่เื้ัประตูหิน...เสียงฝีเท้าของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมากำลังค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้
..................
เสียงฝีเท้าหนักอึ้งดังสะท้อนมาจากอีกฟากของประตูหินตึก...ตึก...ตึก... ทุกย่างก้าวทำให้พื้นดินสั่นไหว
เกล็ดหิมะที่เกาะอยู่ตามกิ่งสนร่วงหล่นลงมาราวกับสายฝนสีขาว
ลูนี่รีบบินไปหลบอยู่หลังไหล่ของเอเดน
"ขะ...ข้าเริ่มคิดถึงป่าแห่งเสียงกระซิบแล้ว"
ฟินน์กลืนน้ำลายแม้จะพยายามทำตัวกล้าหาญ แต่ใบหน้าของเขาซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
มะลิกำเมล็ดดาวแน่นดอกไม้สีฟ้าที่เด็กหญิงมอบให้ยังคงเปล่งแสงอ่อนๆ อยู่ในฝ่ามือ
ทันใดนั้น...ประตูหินโบราณค่อยๆ เปิดออกเอง ครืด...ครืด... เสียงหินเสียดสีกันดังก้องไปทั่วป่าสน
สายลมเย็นจัดพัดออกมาจากด้านในราวกับเป็ลมหายใจของฤดูหนาวเื้ัประตูคือถ้ำขนาดมหึมา
ภายในเต็มไปด้วยผลึกน้ำแข็งสีฟ้าที่เปล่งแสงงดงามและตรงกลางถ้ำ...มีหมาป่าสีขาวตัวหนึ่งนั่งอยู่
มันมีขนาดใหญ่กว่าม้าถึงสองเท่าขนสีขาวบริสุทธิ์ยาวพลิ้ว ดวงตาสีทองส่องประกายสงบนิ่ง รอบลำคอมีปลอกคอเงินโบราณสลักลวดลายดวงดาวสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงที่สุดคือ...มันไม่ได้แยกเขี้ยว ไม่ได้คำราม แต่มองทุกคนอย่างสงบราวกับกำลังรอใครบางคนเอเดนค่อย ๆ ลดดาบลง
"หรือว่า..."
ไอริสพึมพำ
"นี่คือ..."
"...ผู้เฝ้าประตู"
หมาป่าสีขาวลุกขึ้นช้าๆ เดินเข้ามาหามะลิ ทุกคนเตรียมพร้อมหากมันโจมตี แต่เมื่อมันมาหยุดตรงหน้า
กลับก้มศีรษะลงราวกับกำลังคำนับลูนี่อ้าปากค้าง
"มัน..."
"...คำนับมะลิ!"
หมาป่าเอาจมูกแตะเมล็ดดาวบนหน้าอกของเธอเบาๆ ทันใดนั้น แสงสีทองก็เปล่งประกาย ภาพความทรงจำมากมายไหลเข้ามาในจิตใจของมะลิ เธอเห็นหมู่บ้านแห่งสายลมเมื่อหลายร้อยปีก่อนผู้คนหัวเราะ เด็ก ๆ วิ่งเล่น เด็กหญิงผมสีเงินคนเดิมกำลังรดน้ำดอกไม้กับคุณแม่ หมาป่าสีขาวตัวนี้นอนเฝ้าหน้าหมู่บ้านผู้คนต่างเรียกมันว่า "เฟนริส" เด็กหญิงหัวเราะพลางลูบหัวมัน
"เฟนริส..."
"ขอบคุณที่ดูแลพวกเรา"
ภาพนั้นอบอุ่นราวกับความฝันแต่แล้ว...ท้องฟ้ากลับมืดลง หมอกสีดำแผ่คลุมทั่วหมู่บ้านผู้คนเริ่มหลับใหลทีละคน เด็กหญิงร้องไห้
"ช่วยด้วย!"
เฟนริสพยายามต่อสู้กับหมอกแต่ไม่สามารถปกป้องทุกคนได้ในวินาทีสุดท้ายผู้าุโของหมู่บ้านใช้เวทมนตร์โบราณสร้าง"มิติแห่งสายลม" พาชาวบ้านทั้งหมดเข้าไปหลบภัยแลกกับการที่หมู่บ้านต้องถูกซ่อนจากโลกภายนอกส่วนเฟนริส...สมัครใจอยู่เฝ้าประตูมิตินั้นเพียงลำพังรอวันที่ผู้ถือเมล็ดดาวจะมาถึง
ภาพความทรงจำค่อยๆ เลือนหายมะลิลืมตาขึ้นน้ำตาไหลอาบแก้ม เธอเดินเข้าไปกอดคอเฟนริสเบา ๆ
"เธออยู่คนเดียว..."
"...มานานแค่ไหนแล้ว"
เฟนริสหลับตาส่งเสียงครางเบาๆ ราวกับตอบว่า "นานเหลือเกิน"
ไอริสใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาแม้แต่เอเดนก็หลบสายตา ส่วนลูนี่แอบใช้ปีกเช็ดตาตัวเอง
"ข้าไม่ได้ร้องไห้นะ..."
"แค่ฝุ่นเข้าตา"
ฟินน์หัวเราะทั้งน้ำตา
"ที่นี่มีแต่หิมะไม่มีฝุ่นสักหน่อย"
เฟนริสเดินกลับเข้าไปในถ้ำก่อนใช้จมูกดันหีบไม้โบราณออกมาเมื่อเปิดออกภายในมีเข็มทิศสีเงินเรือนหนึ่ง ตรงกลางประดับผลึกสีแดงสด ไอริสเบิกตากว้าง"เข็มทิศแห่งผู้กล้า..."
เธออธิบายว่า"มันจะไม่ชี้ไปทางทิศเหนือ"
"แต่จะชี้ไปยังสิ่งที่หัวใจของผู้ถือเมล็ดดาวกำลังตามหา"
มะลิรับเข็มทิศไว้ทันทีที่ััเข็มก็หมุนอย่างรวดเร็วก่อนหยุดนิ่งชี้ตรงไปยังยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะสีขาวไกลสุดสายตา เอเดนพยักหน้า
"นั่นคือ..."
"...วิหารหิมะแห่งผู้กล้า"
เฟนริสหันไปมองประตูมิติก่อนเห่าขึ้นเบาๆ หนึ่งครั้ง แสงสีฟ้าค่อย ๆ ปรากฏกลางอากาศ ภาพของหมู่บ้านอีกแห่งสะท้อนขึ้นมาผู้คนมากมายกำลังใช้ชีวิตอย่างสงบเด็ก ๆ วิ่งเล่น เสียงหัวเราะดังไปทั่ว
เด็กหญิงผมสีเงินยืนอยู่กลางหมู่บ้านเธอยิ้มให้มะลิก่อนโค้งคำนับ"ขอบคุณ..."
แม้เธอจะไม่ได้ขยับริมฝีปากแต่มะลิกลับได้ยินเสียงนั้นชัดเจนในหัวใจแล้วภาพทั้งหมดก็ค่อยๆ เลือนหายประตูมิติปิดลงอย่างช้า ๆ เฟนริสหันกลับมามองคณะเดินทางก่อนส่งเสียงหอนยาวเสียงนั้นดังก้องไปทั่วเทือกเขาราวกับเป็การส่งผู้กล้าออกเดินทาง คณะเดินทางออกจากหมู่บ้านแห่งสายลมโดยมีเฟนริสเดินนำทางอยู่เบื้องหน้าหิมะเริ่มตกโปรยปรายสายลมหนาวพัดแรงขึ้นยอดเขาสูงตระหง่านอยู่ไม่ไกล แต่ไม่มีใครรู้ว่าบนยอดของวิหารหิมะชายคนหนึ่งในชุดเกราะสีเงินกำลังยืนมองลงมาเขามีดวงตาสีแดงเข้มและถือดาบเล่มใหญ่ปักลงบนพื้นน้ำแข็ง เมื่อเห็นแสงของเมล็ดดาวเขาก็ยิ้มบางๆ ก่อนเอ่ยกับตัวเอง
"ในที่สุด..."
"ผู้สืบทอดก็เดินทางมาถึง"
"แต่ผู้ที่จะเมล็ดดาวแห่งความกล้าหาญ..."
"...ต้องเอาชนะข้าให้ได้เสียก่อน"
สายลมพัดหิมะปกคลุมร่างของเขาอีกครั้งราวกับผู้พิทักษ์ลึกลับ
ผู้นั้นเฝ้ารอการมาถึงของคณะเดินทางมานานแสนนาน
.................
จบบทที่ 7