บทที่ 19 ท่าทีเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็หลังมือ
ณ จวนเ้าเมือง
"ท่านเ้าเมืองขอรับ รถม้าจุ้ยเฟิงของท่านแม่ทัพเซี่ยแห่งกรมปราบปีศาจมาถึงแล้ว"
พ่อบ้านอวิ๋นเถิงรีบร้อนเข้ามารายงาน ด้วยเหงื่อที่ท่วมศีรษะ
"อะไรนะ! ?"
เทียนป๋อฉงที่กำลังตกปลาอยู่หน้าทะเลสาบตัวแข็งทื่อ คันเบ็ดหลุดมือตกลงพื้น
"เกิดอะไรขึ้น? ข้าไม่ได้บอกหรือว่าท่านแม่ทัพเซี่ยจะมาจากสำนักศึกษาเทียนเหอในตอนบ่าย?"
ในฐานะเ้าเมือง เทียนป๋อฉงมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ได้ดีเสมอมา
แมู้เาจะถล่มอยู่เบื้องหน้า แต่ใบหน้าก็ไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมา
เื่นี้เป็ที่รู้กันทั่วเมืองเทียนเหอ
แต่ในตอนนี้ เทียนป๋อฉงกลับร้อนรนราวกับไฟลนคิ้ว ไม่รอให้อวิ๋นเถิงตอบสนอง เขาก็รีบพูดอย่างรวดเร็วว่า "เร็วเข้า รีบไปเตรียมของ แล้วตามข้าออกไปต้อนรับ!"
เสียงยังคงสะท้อนก้องกังวานอยู่ แต่เทียนป๋อฉงก็รีบพุ่งออกไปแล้ว
"ไม่คิดเลยว่าท่านเ้าเมืองที่นั่งตกปลาอย่างสง่างามก็ยังมีความตื่นตระหนกได้เช่นกัน"
อวิ๋นเถิงอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
แต่เมื่อนึกถึงเื่ราวในครั้งนี้ อวิ๋นเถิงกลับเข้าใจได้
บุคคลผู้นั้นไม่ได้เป็เพียงแม่ทัพอาภรณ์สีแดงแห่งกรมปราบปีศาจเท่านั้น
แต่นางยังเป็หญิงสาวอันเป็ที่ภาคภูมิใจของตระกูลเซี่ย ซึ่งเป็หนึ่งในตระกูลใหญ่ผู้พิทักษ์แคว้น
นางเป็น้องสาวแท้ ๆ ของอ๋องฟู่ไห่แห่งต้าเฉียน!
ครั้งนี้ เพื่อที่จะได้เกาะกิ่งไม้สูงของท่านแม่ทัพเซี่ย ท่านเ้าเมืองได้เตรียมการมานานแล้ว จะยอมให้เกิดความผิดพลาดใด ๆ ไม่ได้!
สำหรับท่านเ้าเมือง นี่เป็โอกาสอันหาได้ยากยิ่ง เพียงแค่สำเร็จ ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาก้าวะโไปสู่ความสำเร็จอย่างรวดเร็ว!
ในขณะที่ครุ่นคิด อวิ๋นเถิงก็เริ่มลงมือปฏิบัติด้วยเช่นกัน
"ผู้น้อยเทียนป๋อฉง ขอต้อนรับท่านแม่ทัพเซี่ย!"
หน้าจวนเ้าเมือง เทียนป๋อฉงยืนอย่างนอบน้อมอยู่ด้านหน้ารถม้าจุ้ยเฟิง มือทั้งสองประสานกันเป็หมัด โค้งกายคำนับ
กิริยาท่าทางของเขาอ่อนน้อมถ่อมตน มารยาทดีอย่างไร้ที่ติ
เหล่าองครักษ์ที่รักษาการณ์อยู่บริเวณจวนเ้าเมืองต่างพากันตกตะลึง พวกเขาต่างคาดเดากันว่า ผู้มีเกียรติท่านใดกันที่มาเยือน ถึงกับทำให้ท่านเ้าเมืองของพวกเขาต้องค้อมกายต้อนรับด้วยตนเองถึงเพียงนี้?
"เ้านำของมาด้วยแล้วหรือไม่?"
แม่นางนั่วนั่วนั่งอยู่บนรถม้าจุ้ยเฟิงอย่างเกียจคร้าน นางเพียงชายตามองเทียนป๋อฉงแวบหนึ่งเท่านั้น แล้วก็เบนสายตากลับไป
เ้าเมืองแห่งเมืองเทียนเหอจะเป็ใครก็ช่างเถอะ
สุดท้ายก็เป็เพียงเ้าเมืองแห่งหนึ่งในดินแดนห่างไกลเท่านั้น
บุคคลเช่นนี้ หากอยู่ในเมืองหลวงของต้าเฉียน ก็ไม่คู่ควรให้ชายตามองเลย
"เอามาแล้ว เอามาแล้ว!"
ไม่ไกลออกไป พ่อบ้านอวิ๋นเถิงก็อุ้มกล่องหยกใบหนึ่งเดินรีบร้อนเข้ามา ใบหน้าแก่ชรานั้นเต็มไปด้วยความประจบประแจง
"เอาของมา แล้วพวกเ้าก็ไปได้แล้ว"
แม่นางนั่วนั่วสั่งอย่างไม่สนใจ
นางไม่ได้หยิ่งยโสจนมองข้ามคนอื่น และก็ไม่ได้ดูถูกเทียนป๋อฉง แต่เป็เพราะั้แ่ได้เห็นลู่เยี่ย นางก็อารมณ์ไม่ดีมาตลอด!
ดังนั้น นางจึงไม่สนใจที่จะแสดงสีหน้าดี ๆ กับใครทั้งนั้น
"นี่..."
เทียนป๋อฉงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยขึ้นมาว่า "ผู้น้อยได้เตรียมงานเลี้ยงไว้แล้ว ไม่ทราบว่าจะสามารถเชิญท่านแม่ทัพเซี่ยมาเยือนที่จวนอันต่ำต้อยของผู้น้อย เพื่อให้ผู้น้อยได้ทำหน้าที่เ้าบ้านสักครั้งได้หรือไม่?"
ถ้อยคำระมัดระวังอย่างยิ่ง ท่าทีนั้นช่างต่ำต้อยเสียจนไม่อาจต่ำต้อยไปกว่านี้ได้อีก
พ่อบ้านอวิ๋นเถิงก็ยืนยิ้มประจบอยู่ด้านข้างพลางกล่าวว่า "ถูกต้อง ๆ ผู้น้อยทราบว่าท่านแม่ทัพเซี่ยจะมาเยือนวันนี้ ใต้เท้าของข้าไม่กล้าละเลย จึงได้เตรียมงานเลี้ยงไว้อย่างพิถีพิถันแล้ว รอเพียงท่านแม่ทัพเซี่ยมาลิ้มลองเท่านั้น"
หญิงสาวนั้นขมวดคิ้วขึ้นมา นางรู้สึกลังเลเล็กน้อย
เื่แบบนี้ นางที่เป็ศิษย์ไม่สามารถตัดสินใจเองได้
แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้สอบถาม ม่านด้านข้างของรถม้าก็ถูกเปิดออก และศีรษะของลู่เยี่ยก็โผล่ออกมา
"แปลกจริง วันนี้เมื่อข้ามาเยี่ยม ท่านอาเทียนไม่อยู่ แต่เหตุใดตอนนี้กลับมาแล้วเล่า?"
ลู่เยี่ยยิ้มอย่างสดใส แล้วจ้องมองเทียนป๋อฉง
"ลู่เยี่ย! ?"
เทียนป๋อฉงและพ่อบ้านอวิ๋นเถิงประหนึ่งถูกสายฟ้าฟาด ทั้งสองคนตกตะลึงจนดวงตาแทบจะถลนออกมา แทบไม่กล้าเชื่อสายตาตนเอง
เ้าคนนี้มาอยู่ในรถม้าของท่านแม่ทัพเซี่ยได้อย่างไร?
ช่างน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
ในชั่วขณะนั้น ทั้งสองคนก็ตกตะลึง จนไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ทันทีที่เห็นลู่เยี่ย แม่นางนั่วนั่วก็โกรธจัด กล่าวด้วยความเดือดดาล "เ้าโจรน้อย เ้าคิดจะอาศัยสถานะของท่านอาจารย์ข้าเพื่อข่มขู่ผู้อื่นอีกแล้วรึ? ช่างไร้ยางอายจริง ๆ!"
ลู่เยี่ยยิ้มจนตาหยี "ข่มขู่อะไรกัน ท่านอาเทียนเป็บุตรบุญธรรมของท่านปู่ข้า เ้าไม่เห็นหรือว่าข้าแค่ทักทายเท่านั้น?"
"เ้า..."
แม่นางนั่วนั่วโกรธจนหน้าสั่น อยากจะตะบันหมัดเข้าที่ใบหน้ายิ้มแย้มของลู่เยี่ยเหลือเกิน
"นั่วนั่ว เื่นี้มอบให้ลู่เยี่ยเป็ผู้จัดการเถอะ"
ทันใดนั้น เสียงอันเ็าและน่าเกรงขามของเซี่ยหลิงชิวก็ดังขึ้น
"หากเขา้าไปเยือนจวนเ้าเมือง พวกเราก็จะไปด้วยกัน แต่หากไม่อยากไป ก็ไม่ต้องไป ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขา"
"เ้าค่ะ"
นั่วนั่วก้มหน้าลง ทำปากยื่นเล็กน้อย ในใจรู้สึกน้อยใจอย่างมาก ไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านอาจารย์ถึงได้ดีกับลู่เยี่ยถึงเพียงนี้
ส่วนเทียนป๋อฉงเมื่อได้ยินคำพูดของเซี่ยหลิงชิว เขาก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเย็น ๆ เข้าไปอย่างเงียบ ๆ
บ้าจริง!
เ้าเด็กน้อยลู่เยี่ยผู้นี้ ไปเกาะขาใหญ่ของท่านแม่ทัพเซี่ยั้แ่เมื่อใด?
ไม่!
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านแม่ทัพเซี่ยดูเหมือนจะเชื่อฟังคำพูดของเ้าเด็กคนนี้เสียทุกอย่าง! !
ใจของเทียนป๋อฉงกำลังปั่นป่วนวุ่นวาย แต่ปากกลับกล่าวอย่างเป็มิตรว่า "ลู่เยี่ย พวกเราอาหลานไม่ได้พูดคุยกันอย่างเปิดอกมานานแล้ว พอดีมีโอกาสนี้ ก็มาที่จวนเ้าเมืองพร้อมกับท่านแม่ทัพเซี่ย เราดื่มกินกันสักหน่อย ดีหรือไม่?"
เขายิ้มแย้มเต็มใบหน้า แววตาอบอุ่นและเป็มิตร ไม่เห็นอารมณ์อื่นใดเลย
"ใช่ ๆ ๆ คุณชายรองลู่คงไม่ทราบ หลังจากที่ท่านเ้าเมืองทราบข่าวว่าคุณชายฟื้นขึ้นมา ก็ดีใจจนน้ำตาไหล หากไม่ใช่เพราะมีธุระรัดตัว ก็คงไปเยี่ยมคุณชายตั้งนานแล้ว"
รอยยิ้มของพ่อบ้านอวิ๋นเถิงเบ่งบานราวกับดอกเบญจมาศ
"เ้าสุนัขเฒ่าที่เมื่อก่อนหยิ่งยโส แต่ตอนนี้กลับนอบน้อม ท่าทีเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็หลังมือได้อย่างน่าเหลือเชื่อ!"
ลู่เยี่ยพูดไปพลาง ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
เขามองไปที่เทียนป๋อฉง "เจตนาของใต้เท้าเทียนป๋อฉง ข้าได้เข้าใจแล้วั้แ่ตัวอักษร 'หยกย่อมนำภัยมาสู่ตน' นั้น ข้าจึงไม่รบกวนอีกต่อไป"
ลู่เยี่ยหันไปให้สัญญาณกับคุณหนูนั่วนั่วเล็กน้อย "นั่วนั่ว พวกเราไปกันเถอะ"
เทียนป๋อฉงร้อนใจขึ้นมาทันที ลู่เยี่ยสุนัขตัวน้อยคนนี้ ช่างไม่ให้เกียรติเขาเลยสักนิด!
หากปล่อยให้ท่านแม่ทัพเซี่ยเข้าใจความเป็มาเป็ไปของตัวอักษรหยกย่อมนำภัยมาสู่ตนนั้น จะเกิดเื่ใหญ่แน่!
"ช้าก่อน!"
เทียนป๋อฉงแสร้งทำหน้าตกตะลึงแล้วกล่าวว่า "อะไรคือหยกย่อมนำภัยมาสู่ตน! ข้าไม่รู้เื่นี้เลย!"
"ลู่เยี่ย เ้ารอก่อน ถึงอย่างไรข้าก็ต้องคลี่คลายความเข้าใจผิดนี้ ข้าจะไม่ยอมให้ความสัมพันธ์ระหว่างอากับหลานของพวกเราแตกหักไป!"
เทียนป๋อฉงหันหลังกลับมาอย่างกะทันหัน ในดวงตาฉายแววเย็นเยียบ พลางกล่าวว่า "อวิ๋นเถิง เ้าเป็พ่อบ้านของจวนเ้าเมือง เมื่อเช้านี้ลู่เยี่ยมาเยือน เ้าก็เป็คนต้อนรับเขา เ้าบอกมาสิว่าเกิดอะไรขึ้น"
อวิ๋นเถิงมีเหงื่อเย็น ๆ ผุดขึ้นที่หน้าผาก เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น พร้อมเอ่ยเสียงสั่นด้วยความสำนึกผิดว่า "ผู้น้อยสมควรตาย ทั้งหมดเป็เพราะผู้น้อยกระทำการอย่างอำเภอใจ ขอใต้เท้าโปรดละเว้นชีวิตด้วยเถิด!"
กล่าวจบ เขาก็ยกฝ่ามือขึ้น ตบหน้าของตัวเองอย่างเต็มแรง จนแก้มบวมแดงมีเืไหลออกมา
ลู่เยี่ยมองดูทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้า อดไม่ได้ที่จะแค่นหัวเราะพลางกล่าวว่า "แค่นี้เองหรือ? ละครที่แสดงออกมาช่างดูจืดชืดและไม่น่าตื่นเต้นเลย"
เทียนป๋อฉงมีสีหน้าเปลี่ยนไป ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "เ้าพูดถูกแล้ว ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาของข้า กลับกระทำการตามอำเภอใจ ก่อเื่เลวร้ายมากมาย เกือบจะทำลายความสัมพันธ์อาหลานระหว่างพวกเรา สมควรตาย!"
เขาพลันตวัดฝ่ามือออกไปอย่างฉับพลัน
ปัง!
อวิ๋นเถิงที่คุกเข่าอยู่บนพื้นศีรษะแตกกระจาย เืสดผสมกับสมองกระเด็นเปื้อนพื้น ร่างของเขาล้มลงกับพื้นอย่างแข็งทื่อ
ลู่เยี่ยหรี่ตามอง รอยยิ้มบนใบหน้าหายไป ความโหดร้ายและไร้ความปรานีของเทียนป๋อฉงทำให้เขารู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
"ลู่เยี่ย ข้าเฝ้าดูเ้าเติบโตขึ้นมา ตอนเ้ายังเล็ก ข้าเคยชี้แนะการฝึกฝนให้เ้า เ้าเหมือนกับคนในครอบครัว ข้าย่อมไม่ปล่อยให้เ้าต้องได้รับความขุ่นเคืองใจแม้แต่น้อย!"
เทียนป๋อฉงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกล่าวอย่างจริงจัง "คนผู้นี้ตายไปแล้ว เ้าคงเชื่อในความจริงใจของข้าแล้วกระมัง?"
"ข้าจะเชื่อหรือไม่เชื่อมันไม่สำคัญ"
ลู่เยี่ยจ้องมองเทียนป๋อฉงด้วยสายตาลึกล้ำ "สิ่งที่สำคัญคือ วิธีการของท่านมันทำให้ข้ารู้สึกขยะแขยง!"
เทียนป๋อฉงยิ้มอย่างขมขื่น พลางถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "ดูเหมือนว่าเื่ราวของตระกูลลู่จะทำให้เ้าเข้าใจข้าผิดไปมาก เ้าจะให้โอกาสข้าสักครั้งได้หรือไม่ ให้ข้าได้อธิบายถึงสาเหตุของเื่นี้"
ลู่เยี่ยหัวเราะ "ได้สิ ท่านคุกเข่าลงแล้วพูดมา ข้าถึงจะมีความอดทนพอที่จะฟัง"
นั่วนั่วอดไม่ได้ที่จะมองไปที่ลู่เยี่ย
การดูถูกเ้าเมืองถึงเพียงนี้ ก็เท่ากับเป็การฉีกหน้ากันอย่างสิ้นเชิงแล้ว!
และท่านอาจารย์จะต้องออกจากเมืองเทียนเหอในไม่ช้า หลังจากนี้ใครจะหนุนหลังตระกูลลู่ได้อีก?
แน่นอนว่า เทียนป๋อฉงสีหน้าก็มืดครึ้มลงทันที ใบหน้ากระตุกอย่างเห็นได้ชัด เขากำลังพยายามอย่างหนักที่จะระงับความโกรธในใจ
แต่ในที่สุด เขาเพียงแค่ถอนหายใจยาวและกล่าวว่า "ช่างเถอะ ต่อไปหากมีโอกาส ข้าจะไปขจัดความเข้าใจผิดกับตระกูลลู่ด้วยตัวเอง เพื่อคลายความบาดหมางในอดีต"
หลังจากนั้น เทียนป๋อฉงก็ประสานมือค้อมคำนับไปทางรถม้า แล้วกล่าวอย่างนอบน้อมว่า "เื่ราวในวันนี้ ท่านแม่ทัพได้เห็นกับตาแล้ว ผู้น้อยคิดว่าตัวเองไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะเชิญท่านแม่ทัพไปร่วมงานเลี้ยง และไม่กล้าบังคับ ผู้น้อยขอตัวลา!"
ั้แ่ต้นจนจบ เทียนป๋อฉงควบคุมตัวเองได้เป็อย่างดี
ท่าทีที่อดทนและยอมถอยของเขา ทำให้แม้แต่แม่นางนั่วนั่วก็ยังรู้สึกว่าท่านเ้าเมืองผู้นี้อ่อนน้อมถ่อมตนเกินไปแล้ว
"ประเดี๋ยว"
ทันใดนั้น เสียงของเซี่ยหลิงชิวก็ดังขึ้น "ลู่เยี่ยยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปงานเลี้ยงหรือไม่ ท่านจะรีบร้อนไปไย?"
เทียนป๋อฉงร่างแข็งทื่อ หัวใจของเขาจมดิ่งลงสู่ก้นเหว
โอกาสอันหาได้ยากยิ่งในชั่วชีวิต บัดนี้กลับกลายเป็ความหายนะที่กำลังจะมาเยือน!
และคำพูดต่อไปของลู่เยี่ยก็ทำให้เทียนป๋อฉงควบคุมตัวเองไม่ได้อีกต่อไป ถึงกับพังทลายลงในทันที
"ท่านแม่ทัพ การไปร่วมงานเลี้ยงนั้นไม่จำเป็แล้ว ข้า้าให้เทียนป๋อฉงตาย!"
ลู่เยี่ยกล่าวเช่นนั้น