ตริ๊ง!!
เสียงข้อความในโทรศัพท์ดังขึ้น
สายตาฉันที่กำลังจ้องมองถนนหนทางอยู่ก็เหลือบไปมองข้อความที่เด้งแจ้งเตือนสว่างวาบขึ้นมาบนโทรศัพท์ของตัวเองที่แปะติดอยู่ที่คอนโซลหน้ารถ
!!อากิระ :ถ้าว่างแล้ว โทรกลับหน่อย!!
“เกิดอะไรขึ้นรึเปล่านะ?”
ฉันพึมพำเบา ๆก่อนที่จะละสายตามามองทางต่อ
“ถึงแล้วล่ะไปกันเถอะ”
ไม่นานนักพวกเราก็มาถึงที่หมายเพราะรถไม่ค่อยติดเลยมาถึงเร็วกว่าที่คิดไว้เยอะเลย
“.......................”
เมื่อลงจากรถเขาก็เดินตามฉันมาอย่างระแวดระวัง
รู้สึกเหมือนฉันกำลังล่อลวงเด็กยังไงก็ไม่รู้ให้ตายสิ!! ฉันแค่จะพามากินข้าวเองนะ
“เชิญค่ะ”
พนักงานหญิงเลื่อนเก้าอี้ให้เราทั้งสองคนก่อนจะเดินออกไป
“อยากกินอะไรก็สั่งได้เลยนะกินได้ไม่อั้น”
ฉันบอกเขาก่อนจะหยิบเมนูตรงหน้าขึ้นมาดู
“จะดีเหรอครับผมกินเยอะนะ”
เขาพูดพลางดูเมนูไปด้วย
“คำไหนคำนั้น”
ฉันตอบอย่างมั่นใจ
ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่เขาก็สั่งอาหารกันมากินแค่สองสามอย่างเอง
“อร่อยไหม?”
ฉันถามเมื่อเห็นเขากินเข้าไปหมดแล้ว
“อร่อยมากครับ”
เขาตอบอย่างสุภาพ
“งั้นเรามาเข้าเื่กันเลยเถอะ”
ฉันเกริ่น
“ก่อนหน้านี้ที่คาเฟ่น่ะพี่พูดจริงนะ แล้วก็ไม่ได้หมายถึงการขายตัวด้วย”
ฉันเริ่มเข้าเื่
“ครับ!!”
ยุนทำสีหน้าใ
เนื่องจากฉันสงสัยว่า......ทำไมเขาถึงได้มีปฏิกิริยาตอบกลับที่รุนแรงขนาดนั้นฉันจึงลองโทรไปปรึกษาเอซดู (ซึ่งเขาเป็คุณหมอประจำตัวของฉัน
และบวกเพิ่มด้วยสถานะเพื่อนของฉันด้วยเช่นกัน)
เอซอึ้งกับการกระทำของฉันอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะหลุดหัวเราะเสียงดังออกมาแล้วเขาก็อธิบายให้ฉันเข้าใจ ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นจนถึงตอนนี้เขาก็ยังหลุดหัวเราะและล้อฉันอยู่ทุกครั้งเลยก็เถอะ
“ก็เื่ที่พี่้าDNAของเธอน่ะ หมายถึง.........จะอธิบายยังไงดี
พี่มีเหตุจำเป็จริงๆ นี่เป็เอกสารสัญญาลองอ่านดูก่อน มันน่าจะทำให้เข้าใจอะไรได้ง่ายมากขึ้น”
ฉันส่งซองกระดาษสีน้ำตาลที่อยู่ในกระเป๋าของฉันส่งให้เขา
“.................”
เขารับเอกสารไปแล้วก็ตั้งใจอ่านอย่างดี
“มันก็เหมือนกับการไปบริจาคน้ำเชื้อที่โรงพยาบาลนั่นแหละ ไม่ต่างกันเลย”
ฉันพูดอธิบาย
“เพราะว่าหลังจากนั้นน้องไม่จำเป็ที่จะต้องมีความสัมพันธ์หรือความผูกพันอะไรกับพี่เลยไม่จำเป็ที่จะต้องรับผิดชอบใด ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น”
“แต่เมื่อเซ็นสัญญาแล้วก็ต้องมีการไปตรวจสุขภาพอย่างละเอียดอีกทีซึ่งถ้าเกิดว่า..... น้องไม่ตรงตามข้อกำหนด ก็ไม่จำเป็ที่จะต้องบริจาคน้ำเชื้อให้ก็ได้”
“สัญญาของเราก็จะจบลงแต่ก็จะมีค่าเสียเวลาให้มากพอที่น้องไม่จำเป็ต้องทำงานไปจนจบปี 4 เลย”
“พี่ไม่ได้จะบังคับหรอกนะแต่ถ้าตกลงก็จะดีมากเลย”
ฉันอธิบายร่ายยาวรัวๆ
“คือผม.....ต้องขอโทษด้วยครับ ถึงมันจะไม่ใช่อย่างที่ผมเข้าใจในตอนแรก แต่ผมก็คงจะรับข้อเสนอนี้ไว้ไม่ได้เหมือนเดิมครับ”
เขาปฏิเสธอย่างสุภาพ
“ถ้าเกิดการบริจาคน้ำเชื้อครั้งนี้มันสำเร็จนั่นหมายความว่า..... จะมีเด็กที่เป็ลูกของผมเกิดขึ้นมา!!”
“แล้วจะให้ผมไม่ต้องรับผิดชอบหรือมีความสัมพันธ์ใดๆ กับพี่ ผมคงทำไม่ได้”
“ผมเป็เด็กกำพร้าผมเข้าใจดีถึงความโดดเดี่ยวที่ไม่มีพ่อแม่อยู่ข้าง ๆ”
เขาทำสีหน้าเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด
“ถ้าผมคิดจะมีลูกผมก็อยากที่จะอยู่ข้าง ๆ เขา แล้วอีกอย่าง...... ผมอยากให้ลูกของผมเกิดมาจากความรักมากกว่า”
เขาให้เหตุผล
“.......................”
ไม่คิดเลยว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้ออกมาจากปากของเด็กหนุ่มที่อายุแค่20ปี
“ตอนนี้ยังไม่สนใจก็ไม่เป็ไรแต่ว่าถ้าเกิดว่าสนใจขึ้นมาก็ติดต่อมาแล้วกัน
แล้วก็เอกสารนั้นน้องเก็บไปด้วยเลยนะส่วนนี่นามบัตรของพี่!!ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็ทางการนะ น้องยุน!!”
ฉันยื่นนามบัตรให้เขา
“อ่า........ครับยินดีที่ได้รู้จักครับ”
เขามองดูนามบัตรด้วยความประหลาดใจ
“ไปกันเถอะจะให้พี่ไปส่งที่ไหนดี?”
ฉันถามพร้อมกับลุกขึ้นจากโต๊ะ
“ไม่เป็ไรครับ”
เขาตอบแบบเกรงใจ
“งั้นไปส่งที่มหาลัยแล้วกันเนอะ”
ฉันพูดพร้อมกับเดินนำเขาไป
“อ่า.......ก็บอกว่าไม่เป็ไรไง”
เสียงพึมพำเบาๆ เอื่อย ๆ ดังมาจากข้างหลัง
จากนั้นฉันก็ขับรถมาส่งยุนที่หน้ามหาลัยระหว่างทางเราก็คุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อย ทำให้รู้ว่าเขาเป็คนที่เข้าถึงง่ายเห็นอกเห็นใจคนอื่น
ถึงแม้ว่าเขาจะเก็บสีหน้าได้ดีอยู่ในระดับหนึ่งแต่ทุกอย่างก็สะท้อนออกมาจากแววตาของเขาทั้งหมดเลย
................กริ๊งงง!!.............
หลังจากฉันมาส่งยุนก็มีสายเข้า
“สวัสดีค่ะฉันขอคุยเื่ที่คุณสนใจจะซื้อร้านนี้ตอนนี้เลยได้ไหมคะ?”
เสียงปลายสายถามขึ้นทันทีหลังจากที่ฉันกดรับสาย
“ตอนนี้เหรอคะ?”
ฉันถามปลายสาย
“ค่ะตอนนี้เลย คุณสะดวกไหมคะ?”
เสียงเธอดูร้อนรนนิดหน่อย
“ค่ะได้ค่ะ งั้นเดี๋ยวฉันไปที่ร้านนะคะพอดีตอนนี้ฉันอยู่แถวนี้พอดี”
ฉันตอบ
“ค่ะขอบคุณมากค่ะ”
หลังจากที่ได้รับสายจากคุณเ้าของคาเฟ่ที่ยุนทำงานอยู่ฉันจึงขับรถไปที่คาเฟ่นั้นอีกครั้ง
“สวัสดีค่ะฉันขอคุยเื่ที่คุณสนใจจะซื้อร้านนี้ตอนนี้เลยได้ไหมคะ?”
เ้าของร้านพูดอย่างนอบน้อม
“ได้สิคะ”
ฉันตอบเธออย่างสุภาพ
“เชิญค่ะ”
เธอเชิญให้ฉันนั่งอย่างอ่อนน้อม
“คุณจูเลียยังสนใจที่จะซื้อร้านนี้อยู่ไหมคะ?”
เธอถาม
“ค่ะฉันวางแผนว่าจะซื้อคาเฟ่สักแห่งมาพักหนึ่งแล้วละค่ะแล้วก็พอดีว่าคาเฟ่ของคุณมันถูกใจฉันก็เลยลองเสนอดูน่ะค่ะ เผื่อว่าคุณสนใจที่จะขายมัน”
ฉันพูดอย่างตรงไปตรงมา
“จริงๆ แล้ว....ฉันต้องกลับบ้านที่ต่างจังหวัดด่วนน่ะค่ะ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ยาวเลยรึเปล่า”
“คุณจูเลียคะถึงร้านมันจะไม่ใหญ่มากแต่ถ้าฉันจะขายในราคาประมาณนี้ได้ไหมคะ?”
เธอจดตัวเลขลงในกระดาษโน้ตบนโต๊ะแล้วส่งให้ฉันอย่างระมัดระวัง
“เื่นั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้วค่ะ”
ฉันตอบ
“แล้วก็.......ถ้าฉันจะขออีกเื่ได้ไหมคะ?”
เธอถามด้วยความเกรงใจ