ว่าแล้วเหวินกงกงก็ก้าวเดินมาคุกเข่าลงกระแทกพื้นเสียงดังเบื้องหน้าหลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้และฮองเฮา
“ทูลฝ่าา…เหล่าพระสนมตำหนักในกล่าวว่า ั้แ่หลินเต๋อเฟยเข้าวังถวายตัว พระองค์ก็ไม่พลิกป้าย [1] ของพระสนมคนอื่นๆ อีกเลย พระสนมเ่าั้อ้างว่าพวกนางไม่ได้รับความเป็ธรรม จึงมาอ้อนวอนฮองเฮาให้ช่วยตรัสกับฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ”
“บังอาจ!” หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้ได้ยินเหวินกงกงกล่าวก็พลันฟาดมือตบพื้นเตียงเสียงดังลั่นสนั่น ใบหน้าโกรธเกรี้ยวไม่พอใจเป็อย่างมาก เหวินกงกงสะดุ้งโหยงใ เหงื่อกาฬไหลเต็มฝ่ามือและแผ่นหลัง นางกำนัลและขันทีถึงกับตัวสั่นหมอบลง หน้าผากแนบจรดพื้นด้วยความหวาดกลัว
“เราเป็ฮ่องเต้ จะเข้าออกตำหนักไหนต้องมีคนคอยจัดแจงด้วยรึ! เป็พระสนมคนใด ที่บังอาจกล่าวว่าเราควรทำเื่ใดไม่ควรทำเื่ใด เหลวไหลสิ้นดี!”
หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้ตะคอกเสียงดังถามเหวินกงกง เหวินกงกงตอบกลับเสียงเบาแกมหวาดกลัว
“เป็พวกพระสนมจิ่วผิว [2] ขั้นสอง พ่ะย่ะค่ะ”
“ช่างดีนัก! เหวินกงกงถ่ายทอดคำสั่งเรา โบยสิบไม้พระสนมจิ่วผิวที่มารบกวนฮองเฮาด้วยเื่ไร้สาระพวกนี้ หลังจากนั้นให้สำนึกผิดในตำหนักของตน และห้ามออกจากตำหนักครึ่งปี”
เหวินกงกงคุกเข่ารับพระบัญชา แม้ภายในจะหวั่นเกรงพระราชอำนาจของฮ่องเต้มากเพียงใด ทว่าลึกลงไปในใจก็อดรู้สึกยินดีไม่ได้ เพราะพระบัญชานี้เสมือนการปรามเหล่าพระสนมทั้งหลายให้รู้ที่ต่ำที่สูง ไม่ให้นำเื่ร้อนใจหรือความขัดแย้งใด ๆ มารบกวนฮองเฮาให้ต้องทุกข์ระทมอีก
“เ้าก็ต้องดูแลสุขภาพตนเองด้วย อย่านำเื่ไร้แก่นสารพวกนั้นมาใส่ใจ เราเห็นเ้าซูบผอมลงเช่นนี้ เราก็ปวดใจนัก”
หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้ตรัสพลางกอดฮองเฮาไว้แนบอก เซี่ยฮองเฮาซบใบหน้าอยู่บนอกกว้างนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย อกแกร่งที่โอบกอดนางอยู่นี้ มิได้เป็ของนางแต่เพียงผู้เดียว แต่ยังเป็ที่พักพิงของสตรีอื่นอีกนับไม่ถ้วน
ความอบอุ่นที่เคยมี กลับแปรเปลี่ยนเป็ความหนาวเย็นจับใจ ดุจน้ำแข็งก้อนใหญ่ที่นางมิอาจทุบทำลายได้ ไม่ว่าพยายามเพียงใดก็ตาม มันเคยอ่อนโยนมาก่อน เมื่อนานมาแล้ว นานจนกระทั่งเขาเองก็คงลืมเลือนไปแล้วกระมัง
ขณะนั้นเองพลันมีเสียงดังเอะอะอยู่หน้าประตูตำหนักคุนหนิง หญิงกำนัลาุโรีบก้าวฝีเท้าตรงเข้ามาด้วยความระมัดระวัง คุกเข่าหมอบรายงานฮ่องเต้และฮองเฮา
“ฉางกุ้ยเฟย กับ หลินเต๋อเฟย เสด็จมาเพคะ พระสนมให้มาทูลว่า้ามาเยี่ยมพระอาการของฮองเฮาเพคะ”
เหวินกงกงรำพึงในใจ หากฝ่าาไม่เสด็จมาที่นี่ มีหรือพวกนางจะเสนอหน้ามาเยี่ยมเยียนฮองเฮา ช่างดูทิศทางลมเก่งจริงๆ ใบหน้าดูแคลนระคนเย้ยหยันปรากฏขึ้นแวบหนึ่งแล้วหายวับไป จนแทบไม่ทันสังเกต
“เชิญพวกนางเข้ามา” ฮองเฮากล่าวพลางผละจากอกหนาของหลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้
“เอ่อคือ…ฝ่าา ฮองเฮา เพคะ คือว่า…องค์ชายสามรับสั่งไว้ว่า ไม่อนุญาตให้พระสนมคนใดเข้าออกตำหนักคุนหนิงเป็อันขาดเพคะ”
นางกำนัลาุโคุกเข่ากล่าวเสียงสั่น การต่อสู้ในตำหนักในช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน ระหว่างองค์ชายสามผู้เป็พระโอรสของฮองเฮา กับพระสนมคนโปรดที่ทำให้ฮ่องเต้ไม่พลิกป้ายพระสนมคนใดเลยมาสามเดือน นางหวาดกลัวจับใจนัก ไม่ว่าจะเลือกฝั่งใดนางก็มีสิทธิ์โดนโบยตายได้ทั้งสิ้น
หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้ขมวดคิ้วเม้มริมฝีปากแน่น หันหน้าไปยังฮองเฮาด้วยสีหน้าไม่พอพระทัย แต่ไม่รู้เช่นกันว่า ไม่พอใจพระสนมคนโปรด หรือบุตรชายตนเองกันแน่
“ช่างเถิด เ้าพักผ่อนให้ดี วันหลังเราจะมาเยี่ยมใหม่”
ตรัสเสร็จก็ลุกขึ้นเดินออกไปยังประตูตำหนัก เซี่ยฮองเฮามองตามแผ่นหลังเหยียดตรงของฮ่องเต้ ประกายน้ำตารื้นเอ่อบนหัวตา นางพลิกกายกลับไปนอนบนเตียงอย่างเหนื่อยล้า พร้อมถอนหายใจออกมาเสียงเบา
ฉางกุ้ยเฟยเมื่อเห็นหลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้ก้าวข้ามธรณีประตูออกมา จึงรีบเดินมาคาราวะฮ่องเต้ด้วยอากัปกิริยาเรียบร้อยอ่อนหวาน ใบหน้าอ่อนโยนของนางทำให้โทสะของหลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้คลายไปหลายส่วน
ฉางกุ้ยเฟยเป็บุตรสาวในภรรยาเอกของอวีซื่อต้าฟู่ ผู้ตรวจการใหญ่ตระกูลขุนนางเก่าแก่เรืองอำนาจ เข้าวังหลวงถวายตัวมาแล้วสองปี นางอายุย่างยี่สิบปี กิริยามารยาทเพียบพร้อม สง่างามดั่งคุณหนูในห้องหอของตระกูลใหญ่
นางเป็สตรีอ่อนโยนว่าง่าย มิเคยขัดพระบัญชาของฮ่องเต้เลยสักครั้ง ทั้งยังให้กำเนิดองค์หญิงสิบและเพิ่งประสูติองค์ชายสิบสองเมื่อต้นปีที่แล้วแก่หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้ สองปีก่อนนางจึงเป็พระสนมที่ฮ่องเต้โปรดปรานอย่างมาก
ส่วนด้านหลินเต๋อเฟยที่กำลังสาวเท้าเข้ามาคาราวะเบื้องหน้าเช่นกัน นางเป็สตรีที่ฮ่องเต้โปรดปรานที่สุดในยามนี้ บุตรสาวภรรยาเอกของเสนาบดีกรมทหาร เป็พระสนมที่ได้เลื่อนขั้นเร็วที่สุดในบรรดาพระสนมด้วยกัน หลินเต๋อเฟยนั้นต่างกับฉางกุ้ยเฟย การปรับตัวดุจกิ้งก่าอย่างชาญฉลาดของนางนั้น หาตัวจับได้ยากยิ่ง ฮ่องเต้โปรดสิ่งใดไม่โปรดสิ่งใดนางจดจำได้ขึ้นใจ อายุของนางเพียงสิบเจ็ดปี จึงไม่แปลกที่จะมีท่าทีออดอ้อนเอาใจดั่งแมวน้อย บางทีก็กระเง้ากระงอดดั่งเด็กสาว เพราะนางเป็คนฉลาดจึงรู้ดีว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรต่อหน้าหลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้ ถึงจะเป็ที่พอพระทัย
หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้เองก็ทรงรักใคร่เอ็นดูนางยิ่งนัก ทุกคราที่ฮ่องเต้ทรงประทับร่วมค่ำคืนวสันต์กับนาง ทำให้พระองค์รู้สึกราวกับควบอยู่บนม้าศึกพันธ์ุดี ฝ่าลมวสันต์ทะยานขึ้นสู่ยอดเขาสูง ดุจได้หวนคืนสู่วัยหนุ่มแน่นในกาลก่อน และเพื่อคานอำนาจในราชสำนักทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ นางจึงเป็ที่โปรดปรานอย่างยิ่งยวด กระทั่งทำให้พระสนมคนอื่นๆ ไม่พอใจ
“พวกเ้าไม่จำเป็ต้องมาเยี่ยมฮองเฮา บัดนี้ฮองเฮายังประชวรอยู่้าพักผ่อนให้มาก พวกเ้าก็อย่าได้มารบกวนฮองเฮาเลย เมื่อใดนางหายดีแล้วค่อยมาเยี่ยมก็ยังมิสาย” พระสนมเอกทั้งสองคลี่ยิ้มบางแล้วจึงพยักหน้ารับคำ
“ฝ่าาเพคะ ตอนเช้าจูเอ๋อร์ร้องไห้โวยวาย คงอยากจะเจอเสด็จพ่อ หม่อมฉันและแม่นมกล่อมอย่างไรก็ไม่สงบลง จึงต้องมาขอความเมตตาจากพระองค์เพคะ”
ฉางกุ้ยเฟยกล่าวถึงบุตรชาย องค์ชายสิบสองที่อายุเพิ่งครบแปดเดือนเมื่อสามวันก่อน
“จริงด้วยเพคะ องค์ชายสิบสองคงคิดถึงพระบิดามาก หากเขาได้พบฝ่าาต้องดีใจเป็แน่ เช่นนั้นวันนี้พระองค์เสด็จไปเยี่ยมองค์ชายน้อยเถอะเพคะ”
หลินเต๋อเฟยกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเจือด้วยเสียงน้อยใจในถ้อยคำอ่อนหวาน ไหนเลยหลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้จะฟังน้ำเสียงเง้างอนของนางไม่ออก เพียงกระตุกมุมปากยิ้มรับโดยไม่เอ่ยคำใด แล้วเดินตรงมุ่งหน้าไปตำหนักขององค์ชายสิบสองพร้อมฉางกุ้ยเฟย หลินเต๋อเฟยยอบกายคาราวะลาฮ่องเต้ ปากบางยกยิ้มอารมณ์ดี นางกำนัลคนสนิทถามนางด้วยใบหน้าสงสัย
“พระสนมเพคะ ฮ่องเต้เสด็จไปตำหนักองค์ชายสิบสองกับฉางกุ้ยเฟยแล้ว เหตุไฉนพระองค์จึงทรงยิ้มได้เพคะ”
หลินเต๋อเฟยหาได้ตอบคำถามนางกำนัลไม่ นางเดินทอดน่องกลับตำหนักตนเองด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม สั่งนางกำนัลชำระร่างกายนางด้วยเครื่องหอมที่สั่งทำเป็พิเศษ
เมื่อยามราตรีคลืบคลานพระจันทร์ฉายแสงสว่างรำไรทั่วท้องนภา นางกำนัลคนสนิทของหลินเต๋อเฟย จึงเข้าใจทันทีว่าเหตุใดก่อนหน้านี้เ้านายตนถึงอารมณ์ดี ฮ่องเต้เสด็จไปเยี่ยมองค์ชายสิบสองตอนกลางวัน เช่นนั้นพระองค์ต้องไม่ได้ค้างคืนที่นั่น กลับกันตอนนี้ฝ่าาเสด็จอยู่บนเตียงบรรทมของหลินเต๋อเฟย มีเสียงพูดคุยหัวเราะหยอกเย้าออกมาจากข้างในตำหนัก เมื่อพระจันทร์ลอยโด่งฉายแสงทั่วท้องนภา เสียงหอบเหนื่อยของบุรุษและเสียงครางดังหวีดหวิวของหญิงสาวล่องลอยออกมาเป็ระยะแข่งกับเสียงจิ้งหรีดเรไรในยามราตรี นางกำนัลผู้นี้หาได้เขินอายหน้าแดงดังเก่าก่อน นั่นเป็เพราะนางยืนเฝ้าประตูหน้าห้องนี้เกือบทุกวันมาสามเดือนแล้ว