เฉินอันหลานเดินออกมาก็เจอกับเว่ยเชียนเฉินที่กำลังพยุงตัวเองด้วยไม้เท้าลงมาจากรถพอดี ซึ่งโอกาสที่เขาจะได้เห็นอีกฝ่ายไม่ได้ใส่เสื้อหนังกางเกงหนังช่างเป็นช่วงเวลาที่หาได้ยากยิ่ง เว่ยเชียนเฉินที่อยู่ในชุดลำลองสบาย ๆ กำลังยืนสั่งลูกน้องให้นำกระเป๋าเข้าไปในบ้านอยู่หน้าประตูรถ ในช่วงเวลานี้เว่ยเชียนเฉินเองก็เห็นเฉินอันหลานด้วยเช่นเดียวกัน หลังจากที่กวาดตามองทางเฉินอันหลานแล้ว เขาก็มองไปทางจิ๋งหลานที่ยืนอยู่ข้างกาย จากนั้นก็ลู่ฮหวาย...
วินาทีที่เห็นลู่ฮหวาย สายตาของเว่ยเชียนเฉินก็เคร่งขรึมในทันใด
ลู่ฮหวายเองก็ตั้งใจจ้องมองเว่ยเชียนเฉินที่ยืนอยู่ตรงหน้าเช่นกัน หลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งเขาก็จำได้ว่าคนคนนี้เป็นคนเดียวกับที่เขาเคยเจอที่หน้าบ้านหลินฉ่าวเจ๋อเมื่อสองวันก่อน ด้วยสัญชาตญาณเขาจึงหันมองบ้านที่อยู่ตรงข้ามทันที แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากกวาดตามองแล้วเดินผ่านหน้าเว่ยเชียนเฉินไป
“เดี๋ยวก่อน” เว่ยเชียนเฉินยกไม้เท้าขึ้นมาขวางทางลู่ฮหวายไว้
คนโดนขวางหยุดชะงักในทันใด ก่อนปรายตามองไปทางเจ้าของไม้เท้า
“ฉันคิดว่าเราสองคนน่าจะเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนนะ?”
“เคยด้วยเหรอ ฉันไม่ยักจะจำได้”
“ลืมแล้วก็ไม่เป็นไร ฉันจะทบทวนความจำให้” เว่ยเชียนเฉินกวาดตามองไปทางเฉินอันหลาน จากนั้นก็ละสายตากลับมามองคนตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนจะคลี่ยิ้มเย็นชาออกมา ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูอีกฝ่าย “รู้จักหลินฉ่าวเจ๋อไหม”
เมื่อจิ๋งหลานเห็นว่าเว่ยเชียนเฉินดูแล้วคงไม่ใช่คนดี เธอจึงท้วงถามขึ้นด้วยความเป็นกังวล
“ลู่ฮหวาย เขาเป็นใครเหรอ?”
“คงเป็นคนที่เคยเจอกันน่ะครับ”
“กลางดึกเมื่อสองวันก่อน หน้าบ้านหลินฉ่าวเจ๋อ ทำไมนายถึงได้ลืมง่ายขนาดนี้?”
“ดูเหมือนเราสองคนก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นนะ?”
“ไม่สนิทก็พอเข้าใจ แต่มาลืมกันง่าย ๆ แบบนี้ฉันรับไม่ได้ เลยต้องช่วยนายทวนความจำหน่อย” เว่ยเชียนเฉินพูดขึ้นพร้อมกับมองไปทางเฉินอันหลานที่ยังคงนิ่งเฉยไม่ได้ส่งเสียงใด ๆ ออกมาแม้แต่นิดเดียว
เขายกยิ้มก่อนจะถามออกไป “คุณชายสาม นี่เพื่อนของคุณเหรอครับ?”
เฉินอันหลานชำเลืองมองเว่ยเชียนเฉิน
“ใช่”
“เพื่อนแบบไหนเหรอครับ?”
“ต้องอธิบายให้นายฟังด้วยเหรอ”
“มันก็คงไม่จำเป็นหรอก แต่ผมอยากจะเตือนคุณชายสามไว้เรื่องนึง ระวังเพื่อนคนนี้ของคุณให้ดี ๆ นะครับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉินอันหลานก็เหลือบมองลู่ฮหวายทันที จากนั้นก็ละสายตากลับมาที่เว่ยเชียนเฉินอีกครั้ง
“หมายความว่ายังไง?”
“ดึก ๆ ดื่น ๆ เที่ยวไปกินเหล้าบ้านผู้ชาย แถมยังกอดคอกันนัวเนียอีก... ผมว่ามันดูไม่เหมาะไม่ควรเท่าไหร่นะ”
“ระวังคำพูดด้วย”
“ทำไม กลัวว่าฉันจะพูดอะไรเหรอ?”
ลู่ฮหวายขมวดคิ้วทันที
เฉินอันหลานยืนอยู่ด้านข้างโดยไม่พูดอะไร เขารู้จักหลินฉ่าวเจ๋อ และก็รู้เรื่องความสัมพันธ์ของลู่ฮหวายและหลินฉ่าวเจ๋อดี เพราะตอนที่พบหลินฉ่าวเจ๋อที่บาร์อาเรียก่อนหน้านั้น ลู่ฮหวายเป็นคนช่วยเขา แต่เฉินอันหลานไม่คิดอธิบายแทนคนข้าง ๆ ประการแรก เพราะลู่ฮหวายเป็นคู่หมั้นที่พ่อของเขาเลือกให้ ซึ่งตัวเขาไม่ได้เห็นดีด้วยหรือยินยอม ประการที่สอง เพราะเขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า ระหว่างลู่ฮหวายและเว่ยเชียนเฉินมีความแค้นอะไรต่อกัน ดังนั้นสายลับหนุ่มจึงถือโอกาสนี้ดูท่าทีและอุปนิสัยของลู่ฮหวายไปเลยจะดีกว่า
“เธอคือ?” จิ๋งหลานที่เห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีตรงหน้าได้เอ่ยปากถามขึ้นแทนลู่ฮหวาย
เว่ยเชียนเฉินสังเกตเห็นว่าจิ๋งหลานมีอายุค่อนข้างมากแล้ว อีกทั้งยังเดินออกมาพร้อมกับเฉินอันหลาน คนคนนี้จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับคุณชายตระกูลเฉินอย่างแน่นอน ไม่แน่ก็อาจจะเป็นแม่ของเฉินอันหลานก็ได้ ดังนั้นเว่ยเชียนเฉินจึงไม่กล้าพูดจามั่วซั่วต่อหน้าเธอผู้นี้ เขาเก็บอารมณ์ขุ่นมัวนั้นไว้ แล้วแนะนำตัวกับอีกฝ่าย
“ผมเป็นเพื่อนบ้านของคุณชายสามครับ”
“เพื่อนบ้าน?” จิ๋งหลานหันไปมองเฉินอันหลาน
เฉินอันหลานชำเลืองตามองไปทางเว่ยเชียนเฉิน
“เป็นเพื่อนบ้าน อยู่บ้านตรงข้ามครับ”
“ที่แท้ก็เพื่อนบ้าน” เมื่อจิ๋งหลานได้ยินว่าเว่ยเชียนเฉินเป็นเพื่อนบ้านของลูกชายตัวเอง เธอก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันใด “ป้าเป็นแม่ของอันหลาน หลังจากนี้รบกวนเธอช่วยดูแลอันหลานของเราด้วยนะจ๊ะ”
“เพื่อนบ้านยังไงก็ต้องดูแลกันและกันอยู่แล้วครับ คุณป้าวางใจได้เลย”
“งั้นก็ดี... จริงสิ เมื่อกี้เธอพูดถึงหลินฉ่าวเจ๋ออะไรงั้นเหรอ?”
“อ่อ ผมกับเขาไม่ได้สนิทกันหรอกครับ แต่…”
เว่ยเชียนเฉินลากเสียงพร้อมกับชำเลืองตามองไปทางลู่ฮหวาย
จิ๋งหลานมองไปทางลู่ฮหวาย ถึงจะไม่ถาม แต่สีหน้าที่เปลี่ยนไปบ่งบอกว่าไม่ปกติเท่าไรนัก
“ฉันกับฉ่าวเจ๋อเป็นเพื่อนกัน” ลู่ฮหวายมองไปทางเว่ยเชียนเฉินด้วยสีหน้าเรียบเฉย “รู้จักกันตอนอยู่ที่อเมริกา และเป็นเพื่อนกันมานานหลายปีแล้ว นายยังข้องใจตรงไหนอีกไม่ทราบ?”
“ฉันไม่มีอะไรข้องใจ ก็นายทำเหมือนว่าลืม ฉันก็แค่ช่วยทบทวนความจำก็เท่านั้น”
“งั้นก็ต้องขอบคุณมาก”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก”
ลู่ฮหวายกวาดตามองไปทางเว่ยเชียนเฉิน เมื่อไม่มีอะไรจะพูดแล้วเขาจึงเชิญจิ๋งหลานขึ้นรถ จิ๋งหลานก้มหัวให้เว่ยเชียนเฉินอย่างมีมารยาท จากนั้นก็เดินขึ้นรถของลู่ฮหวาย
“อันหลาน” จิ๋งหลานกวักมือเรียกเฉินอันหลานให้ขึ้นรถ
คนถูกเรียกรีบเดินเข้าไปใกล้ทันที
“คุณชายสามนี่ไม่ธรรมดาเลยนะครับ” เว่ยเชียนเฉินพูดขึ้น
ส่งผลให้เท้าที่กำลังก้าวออกไปหยุดชะงักลงในทันที หลังจากหยุดไปไม่กี่วินาทีเขาก็หันกลับไปมองเว่ยเชียนเฉิน
“นายอยากจะพูดอะไรกันแน่?”
“คุณรู้ว่าเขามีความสัมพันธ์กับหลินฉ่าวเจ๋อ ถูกไหม?”
“รู้แล้วยังไง?”
“เก็บซ่อนไว้ลึกดีครับ”
เฉินอันหลานไม่สนใจเว่ยเชียนเฉิน แต่เลือกเดินตรงไปยังรถคันนั้นทันที
เมื่อเฉินอันหลานขึ้นรถมาแล้ว ลู่ฮหวายก็ขับรถผ่านหน้าเว่ยเชียนเฉินไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะออกจากเขตอาศัยไปในที่สุด
“นายเห็นไหม?” เว่ยเชียนเฉินถามขึ้นก่อนจะหันไปมองหมิงจวงที่ยืนอยู่บริเวณประตูบ้าน
หมิงจวงมองไปยังทิศทางของรถที่ขับออกไป
“นายเกือบจะก้าวก่ายเรื่องของนายน้อยแล้ว”
“พูดแบบนี้แสดงว่ายังไม่ได้ก้าวก่าย?”
“นี่คือวิธีการของนายงั้นเหรอ?”
“ไม่อย่างนั้น นายก็คงจะไม่ให้ฉันพูดเรื่องนี้กับนายน้อยตรง ๆ หรอก?”
“ตอนนี้นายน้อยกำลังป่วยอยู่”
“อะไรนะ?!”
หมิงจวงมองไปทางเว่ยเชียนเฉิน
“อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับนายน้อย รอให้นายน้อยดีขึ้นก่อนแล้วค่อยบอก”
※※※※※※※※※※
ณ บริษัทตระกูลเฉิน
“คุณชายรองคะ ประธานเฉินกำลังประชุมอยู่ข้างใน เชิญคุณชายรอให้เลิกประชุมก่อนแล้วค่อยเข้าไปนะคะ”
“เปิดประตู”
“คุณชายรอง คุณชายรองคะ”
เฉินหยินชิงสั่งให้ลูกน้องสองคนของเขาขวางทางเลขานุการไว้ด้านหลัง เมื่อจัดการพวกแมลงวันที่บินหึ่ง ๆ ข้างหูจนเรียบร้อยแล้ว เฉินหยินชิงก็เดินทะลุผ่านระเบียงทางเดิน เลี้ยวไปตรงหัวมุมสุดของระเบียงและเปิดประตูห้องประชุมเข้าไปโดยไม่บอกกล่าวทันที
ส่งผลให้คนที่กำลังรายงานข้อมูลอยู่ด้านหน้าต้องหยุดชะงักลงด้วยความตกใจ
“ออกไปให้หมด” เฉินหยินชิงเอ่ยปากไล่ในทันที
ทุกคนต่างมองหน้ากัน สุดท้ายต่างก็เบนสายตาไปมองทางเฉินหยิ่นหลินที่นั่งอยู่ตรงหน้า
เฉินหยิ่นหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็ปิดแฟ้มที่อยู่ตรงหน้าลง
“ออกไป!”
แทบจะในชั่วพริบตาเดียว คนที่อยู่ในห้องประชุมก็รีบลุกกันจ้าละหวั่น
“หยุดก่อน”
“คุณชายรองมีอะไรให้รับใช้เหรอครับ?”
“ปิดประตูให้สนิทแล้วค่อยไป”
“...”
เมื่อรอให้คนสุดท้ายออกไปแล้วปิดประตูห้องประชุมลง เฉินหยินชิงจึงได้เดินมาข้าง ๆ ตำแหน่งหัวหน้า แล้วลากเก้าอี้มานั่ง
เฉินหยิ่นหลินปรายตามองไปทางเฉินหยินชิง
“มีอะไรต้องพูดตอนนี้?”
“เป็นเรื่องใหญ่” เฉินหยินชิงหยิบแฟ้มเอกสารที่อยู่ตรงหน้าของเฉินหยิ่นหลินขึ้นมาเปิดตามใจชอบ แล้วโยนไปบนโต๊ะ “ฉันขอถามพี่หน่อย แม่กับลู่ฮหวายไปหาอันหลาน พี่รู้เรื่องนี้ด้วยไหม?”
“แค่เรื่องนี้ใช่ไหม?”
“ใช่”
“เพราะเรื่องแม่และลู่ฮหวายไปหาอันหลาน นายถึงกลับต้องรีบถลันเข้ามาในห้อง ตอนที่ฉันกำลังประชุมเนี่ยนะ?”
เฉินหยินชิงหัวเราะอย่างเย็นชาออกมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองดวงตาทั้งสองข้างที่เคร่งขรึมลงจนยากที่จะคาดเดาได้ของเฉินหยิ่นหลิน
“เราสองคนโตมาด้วยกัน ฉันนิสัยยังไงพี่ก็น่าจะรู้ดี เรื่องทั่วไปเราพอคุยปรึกษาหารือกันได้ แต่เรื่องของอันหลาน จะไม่มีการปรึกษากันมาก่อน พี่ใหญ่ก็เหมือนกัน”
ใบหน้าของเฉินหยิ่นหลินเคร่งขรึมลง
“นายหมายความว่ายังไง คิดว่าฉันทำร้ายอันหลานงั้นเหรอ?”
“ทำร้ายหรือไม่ทำร้ายพี่รู้แก่ใจดี” เฉินหยินชิงโน้มตัวลงมาใกล้ ๆ เฉินหยิ่นหลิน จากนั้นก็จ้องมองไปทางดวงตาทั้งสองข้างของเขา ก่อนพูดขึ้น “ตอนเด็ก ๆ พี่มักจะพูดกับฉันอยู่เสมอว่าอันหลานไม่เหมือนพวกเรา ดังนั้นเราสองคนในฐานะพี่ชาย จะต้องปกป้องเขาให้ดีที่สุด คำพูดนี้พี่ยังจำได้อยู่ไหม?”
“จำได้สิ”
“แล้วทำไมพี่ถึงได้ปิดบังฉัน?”
“ฉันปิดบังอะไรนาย?”
“เรื่องการแต่งงานของอันหลาน”
เฉินหยิ่นหลินหรี่ตาลงเล็กน้อย โดยไม่พูดอะไร
“พี่รู้จริง ๆ ด้วย” เฉินหยินชิงแค่นหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นชาแล้วกลับไปนั่งตามเดิม “คนที่บอกว่าจะต้องปกป้องอันหลานคือพี่ ตอนนี้คนที่ผลักอันหลานให้ตกขุมนรกก็คือพี่ พี่ใหญ่ พี่ไม่รู้สึกผิดบ้างเหรอ?”
“ลู่ฮหวายไม่เหมาะสมกับอันหลานตรงไหน?”
“เขาไม่มีอะไรเหมาะสมกับอันหลานทั้งนั้น!”
“เฉินหยินชิง!”
เฉินหยิ่นหลินระเบิดความโกรธออกมา สงครามระหว่างพี่น้องค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมา เฉินหยินชิงนั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ แต่ใบหน้ากลับแสดงออกถึงความไม่พอใจ
“ฉันรู้ว่านายคิดจะพูดอะไร” เฉินหยิ่นหลินระงับความโกรธนั้นแล้วนั่งลง ก่อนจะจ้องเขม็งไปทางเฉินหยินชิง “นายไม่ชอบหน้าของลู่ฮหวายมาตั้งแต่เด็ก ๆ เขาทำอะไรมันก็ขัดหูขัดตานายไปซะหมด แต่นายอย่าลืมนะ ว่าเรื่องนี้เป็นการตัดสินใจของพ่อ ถ้านายมีความสามารถมากพอก็อย่ามัวมาตะคอกใส่หน้าฉัน ไปพูดกับพ่อโน่น”
เฉินหยินชิงมองไปทางเขาด้วยสายตาเย็นชา
“พี่คิดว่าฉันไม่กล้าเหรอ?”
“นายกล้าแน่นอน ในโลกใบนี้มีเรื่องอะไรที่เฉินหยินชิงไม่กล้าทำบ้างล่ะ!”
เฉินหยินชิงนั่งเงียบไม่พูดอะไร
เฉินหยิ่นหลินสีหน้าเขียวขุ่นด้วยเหลือทนกับเฉินหยินชิง
“เรื่องงานแต่งงานของอันหลานและลู่ฮหวายถูกกำหนดไว้แล้ว แต่เป็นหลังจากนั้นสองปี เรื่องที่เกิดขึ้นภายในสองปีนี้ นายกับฉันคงไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ ไม่แน่อาจจะมีสักวันที่อันหลานชอบลู่ฮหวายขึ้นมาก็ได้ เรื่องแต่งงานก็จะกลายเป็นเรื่องน่ายินดีไปทันที”
“แล้วถ้าอันหลานไม่ได้ชอบลู่ฮหวายล่ะ?”
“เรื่องแต่งงานถูกกำหนดแล้ว ฉันกับนายก็คัดค้านไม่ได้อยู่ดี แม้แต่พ่อก็ทำไม่ได้”
“เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องที่พ่อเป็นคนกำหนดไม่ใช่เหรอ?”
“เรื่องแต่งงานพ่อเป็นคนกำหนดก็จริง แต่คนที่แต่งงานคืออันหลาน เขามีสิทธิ์เลือกเองได้”
เมื่อเฉินหยินชิงได้ยินก็ขมวดคิ้วขึ้นมาทันใด
“พี่รู้อยู่แล้วว่าอันหลานไม่มีทางคัดค้านคำของพ่อได้”
“ฉันถึงได้บอกไงว่า ภายในสองปีอาจจะมีเรื่องที่เราไม่คาดคิดเกิดขึ้นมาก็ได้” เฉินหยิ่นหลินพูดขึ้น
ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดนี้ เฉินหยินชิงเข้าใจได้อย่างชัดเจน เรื่องงานแต่งจะเกิดขึ้นได้ไหมนั้น ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาสามส่วนและคนเจ็ดส่วน ถ้าภายในสองปีนี้ลู่ฮหวายชอบคนอื่นขึ้นมา นั่นย่อมเป็นเรื่องที่ดี ปล่อยให้ตระกูลลู่เป็นคนยกเลิกงานแต่งเสียเอง พ่อจะพูดอะไรได้ แต่ถ้าอันหลานดันไปชอบคนอื่น... นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่ อย่างน้อยคงต้องมีการระเบิดใส่กันสักยก แล้วถึงจะใช้แต้มต่อในการเจรจาต่อรองได้ ถึงอันหลานจะมีไม้เด็ดซ่อนไว้ แต่ก็ยากที่จะหลบซ่อนไม่ให้ถูกบีบออกมากำจัดทิ้งได้
ดังนั้น...
ไม้เด็ดนี้จะต้องเป็นคนที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดา
เมื่อพูดถึงภูมิหลัง ในหัวสมองของเฉินหยินชิงก็นึกถึงคนคนหนึ่งขึ้นมาทันใด ——
ผู้นำของตระกูลเอสเต —— โอดิน
เรื่องของสถานะ โอดินก็เป็นผู้นำของตระกูลอันดับหนึ่งของยุโรป เหมาะสมกับน้องเล็กของเขา เรื่องภูมิหลังตระกูลเอสเตสามารถสร้างผลกระทบให้กับการดำรงอยู่ทั้งยุโรปได้ แค่อยากได้ภูมิหลังแบบไหนเท่านั้น?
แต่จะว่าไปแล้ว ทางด้านน้องเล็กของเราก็ดูเหมือนจะชอบเจ้าตัวด้วย แต่อีกฝ่ายนั้น?
เฉินหยินชิงได้พูดคุยเรื่องนี้กับลูกน้องของโอดินตอนที่อยู่ในโรงจอดรถของโรงพยาบาลแล้ว และตั้งใจพูดถึงสิ่งที่ยากจะรับได้ออกไป ถ้าโอดินชอบน้องเล็กของเขาจริง ก็น่าจะต้องเคลื่อนไหวบ้าง แต่ถ้าไม่ชอบ… นั่นก็เท่ากับสิ่งที่เขาทำไปได้สูญเปล่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปก็คงต้องปล่อยให้น้องชายของเขาเดินหน้าไปกับอัลฟ่าชั้นสูงคนนั้น
“คิดอะไรอยู่?”
“ไม่มีอะไร ฉันขอตัวก่อนนะ”
“ก่อเรื่องแล้วจะไปดื้อ ๆ เหรอ?”
“หรือว่าอยากกินข้าวสักมื้อล่ะ?”
“รอฉันครึ่งชั่วโมง”
เมื่อเฉินหยิ่นหลินพูดจบ ก็กดโทรศัพท์ในห้องประชุมแล้วสั่งให้เลขาฯ ที่นำเหล่าผู้บริหารออกไปเมื่อสักครู่กลับเข้ามาประชุมใหม่
เฉินหยินชิงรู้สึกผิด จึงจำใจต้องนั่งรออีกฝ่ายอยู่ครึ่งชั่วโมง