ในตำหนักของไป๋อวี้หลัน
ยามบ่ายที่เงียบสงบ ไป๋อวี้หลัน นั่งอยู่บนตั่งพิงหมอนด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว นางรู้สึกอ่อนล้ากว่าปกติจนไม่สามารถลุกขึ้นมาทำสิ่งใดได้ นางกำนัลคนสนิทรีบส่งชาอุ่นมาให้นาง แต่เพียงจิบไปสองสามคำ นางก็วางลง
“พระสนมเพคะ พระองค์ดูอ่อนแอลงทุกวัน หม่อมฉันเป็ห่วงนัก” นางกำนัลกล่าวด้วยความกังวล
“ไม่ต้องกังวลไป ข้าเพียงเหนื่อยเล็กน้อยเท่านั้น” อวี้หลันกล่าวเสียงเบา แม้ในใจลึกๆ จะรู้สึกว่าร่างกายของตนแปลกไป ขณะนั้น เสียงขันทีหน้าประตูดังขึ้น “ฝ่าาเสด็จ!” อวี้หลันเบิกตากว้าง นางพยายามลุกขึ้น แต่ร่างกายกลับไร้เรี่ยวแรงจนต้องพิงตั่งต่อไป
เมื่อฝ่าาเสด็จมาถึงตำหนัก ดวงเนตรของพระองค์ทอดมองอวี้หลันด้วยความเป็ห่วง “เ้าเป็เช่นนี้นานแค่ไหนแล้ว?” พระองค์ตรัสทันทีเมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของนาง
อวี้หลันพยายามยิ้ม แม้จะฝืนเล็กน้อย “หม่อมฉันเพียงพักผ่อนไม่เพียงพอเพคะ ไม่ได้เป็อะไรร้ายแรง”
พระองค์ทรงเดินเข้ามาใกล้ พลางประคองนางให้นั่งอย่างระมัดระวัง “เ้าดูเหนื่อยล้ามาก นี่ไม่ใช่เพียงพักผ่อนไม่พอแน่ ข้าจะให้หมอหลวงมาตรวจ”
“ฝ่าา…” อวี้หลันกล่าวเสียงเบา นางหลบสายพระเนตร แต่ในใจกลับรู้สึกอุ่นวาบเล็กน้อยกับความใส่ใจนี้
ฝ่าาทรงจับมือนางไว้ “เ้าคือกุ้ยเฟยของข้า ข้าจะปล่อยให้เ้าอยู่ในสภาพเช่นนี้ไม่ได้” อวี้หลันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างแ่เบา “หม่อมฉันเกรงใจเพคะ”
“อย่าได้พูดเช่นนั้น” พระองค์ตรัส “เ้าเพิ่งเข้ามาในวังหลวงไม่นาน ข้าจะไม่ปล่อยให้เ้าต้องเผชิญกับความลำบากเช่นนี้”
พระองค์ทรงเรียกหมอหลวงมาตรวจอาการของอวี้หลันทันที แม้หมอหลวงจะไม่พบสิ่งผิดปกติที่ชัดเจน แต่ก็แนะนำให้นางพักผ่อนและงดการรับลมยามค่ำ
“เ้าต้องพักผ่อนให้มากกว่านี้ หากเ้า้าสิ่งใด ข้าจะจัดการให้” ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงจริงจัง
อวี้หลันพยักหน้าเบาๆ “ขอบพระทัยฝ่าาเพคะ หม่อมฉันจะปฏิบัติตาม” เมื่อพระองค์เสด็จออกไป อวี้หลันมองตามด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความคิดคำนึง
“ฝ่าา… ท่านอาจเห็นข้าเป็เพียงของใหม่ที่ดึงดูดความสนใจ แต่ข้าจะไม่ยอมเป็เพียงสิ่งชั่วคราว ข้าจะก้าวไปให้ไกลกว่านี้… ไม่ว่าข้าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด”
“ในวังหลวงแห่งนี้ ความห่วงใยบางครั้งก็ซ่อนความหวังที่ไม่อาจเปิดเผย”
ในตำหนักของไป๋อวี้หลัน
ยามค่ำคืนที่เงียบสงบ ไป๋อวี้หลัน นอนพิงหมอนอยู่บนตั่ง ใบหน้าของนางยังคงซีดเซียว ร่างกายอ่อนล้าอย่างไม่ทราบสาเหตุ สายตาของนางทอดมองไปยัง กำยานหอม ที่ถูกจุดไว้ในห้องทุกวัน
“แปลกนัก…” นางพึมพำเบาๆ พลางขมวดคิ้ว “ั้แ่กำยานนี้ถูกส่งมาจากฮองเฮา…ข้าก็เริ่มป่วย” ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนาง นางจึงเรียก นางกำนัลคนสนิท มาสั่งการอย่างลับๆ
“จงนำผงกำยานนี้ไปให้หมอหลวงตรวจสอบ…อย่าให้ใครรู้เป็อันขาด” อวี้หลันกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“เพคะ พระสนม” นางกำนัลรับคำ ก่อนจะรีบทำตามคำสั่งทันที รุ่งเช้านางกำนัลคนสนิทกลับมาพร้อมรายงาน น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อยด้วยความหวาดหวั่น
“พระสนมเพคะ หมอหลวงกล่าวว่าผงกำยานนี้…มีพิษจางๆ อยู่เพคะ หากดมไปนานๆ อาจทำให้ร่างกายอ่อนแอ และสุดท้ายอาจถึงแก่ชีวิตได้”
ดวงตาของไป๋อวี้หลันเ็าขึ้นในทันที “ฮองเฮา…ถึงกับกล้าทำเื่เช่นนี้กับข้า” ฝ่าาทรงทราบเื่นี้จากหมอหลวงที่ถวายรายงาน พระองค์ทรงโกรธจัดจนสีพระพักตร์เปลี่ยนไป
“ฮองเฮากล้าทำถึงเพียงนี้! ข้าปล่อยให้วังหลังกลายเป็สนามประลองของอสรพิษนานเกินไปแล้ว” พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว
พระองค์ทรงตัดสินพระทัยเรียกที่ประชุมขุนนาง และมีพระราชโองการ ปลดฮองเฮาออกจากตำแหน่ง พร้อมทั้งส่งตัวนางไปยังตำหนักเย็นทันที
ฮองเฮา ถูกส่งตัวมายังตำหนักเย็น สถานที่ที่เย็นะเืและโดดเดี่ยว ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ
“ไป๋อวี้หลัน…เ้าช่างเ้าเล่ห์นัก แต่เ้าจะไม่มีวันได้อยู่บนตำแหน่งสูงสุดในวังหลวงนี้แน่” นางพึมพำด้วยความโกรธ
ในยามค่ำ ฝ่าาทรงเสด็จมายังตำหนักของไป๋อวี้หลัน พระองค์ทอดพระเนตรนางที่ยังดูอ่อนแอ ดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“เ้าต้องลำบากเพราะข้าอีกแล้ว” พระองค์ตรัส ขณะนั่งลงใกล้นาง “ข้าปล่อยให้เื่เช่นนี้เกิดขึ้นในวังหลังของข้าไม่ได้”
อวี้หลันมองพระองค์ ดวงตาฉายแววอ่อนโยนผสมความระแวดระวัง “หม่อมฉันไม่เป็ไรเพคะ ขอเพียงฝ่าาทรงใส่พระทัยวังหลังมากขึ้น หม่อมฉันก็พอใจแล้ว”
ฝ่าาทรงจับมือนางอย่างมั่นคง “จากนี้ไป ข้าจะปกป้องเ้าให้ดีที่สุด ข้าจะไม่ให้ใครกล้าล่วงเกินเ้าอีก”
นางรู้ดีว่าคำพูดของฝ่าาแฝงด้วยความห่วงใยที่แท้จริง แต่ในใจของนางก็ยังคงเต็มไปด้วยแผนการที่ต้องดำเนินต่อไป
“ฝ่าา… ตราบใดที่ท่านยังอยู่เคียงข้างข้า ข้าก็จะใช้โอกาสนี้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่ข้าปรารถนา”
“ในเกมแห่งวังหลวง… การปกป้องอาจเป็เพียงอาวุธของผู้ที่แฝงแผนการในใจ”