ตอนที่ ๑๗
บุรุษสิงโตน้ำเงินคราม
บุรุษร่างใหญ่เปี่ยมมัดกล้ามสูง ๒๐๑เิเ อายุ ๒๘ ปี อยู่ในชุดเงาสีน้ำเงินรัดรูปสวมเกราะสีน้ำเงินทองบริเวณหน้าอกมีสัญลักษณ์ฉลุลายหัวราชสีห์ทับบนทรงกลมนั้นดูสง่างามรับแผงอกแกร่งใบหน้าหล่อเหลากรามเป็สันนูนจมูกโด่งผมหนาสีทองไว้ยาวประบ่าคล้ายดั่งขนราชสีห์ไม่มีผิดเขายืนกอดอกจ้องมองสมุหเสนาบดีทั้งสองแล้วส่ายศีรษะช้าๆ

“คิดไม่ถึงว่าจะมีคนปราบพยศพวกเ้าเสียที!...ใครเป็คนจัดการสองคนนี้หรือ?”
บุรุษชาวยูโรเปี้ยนกวาดตามองผู้ก่อวีรกรรมแล้วแนวสายตาก็ปะทะกับร่างเด็กหนุ่มในชุดรัดรูปขาวแซมทองแขนกุดสวมกางเกงสีดำท่าทางทะมัดทะแมงใบหน้าหล่อเหลาคมคายปรี่เข้ามาหา
“ข้าเอง!”
ปราณเสนอตัวเสียงเข้มขึงเงยมองบุรุษร่างสูงใหญ่กว่าจนตัวเองดูเล็กไปถนัดตา
ฟิราสคลายการกอดอกจ้องมองปราณอย่างพิจารณาเพราะเขาเพิ่งจะเคยเห็นบุรุษหนุ่มชาวไชยครามที่สูงใหญ่สง่างามเป็ครั้งแรกพิศดูก็พอรู้แน่ชัดว่าเป็นักฌานยุทธ์ชั้นสูงแตกต่างจากที่เขาเคยเจอพบเจอ
คนติดตามชาวยูโรเปี้ยนผมทองในชุดเงาสีน้ำเงินรุ่นราวคราวเดียวกับปราณกระชับหมัดในท่าเตรียมพร้อมเมื่อเห็นแววตาไม่ปรารถนาดีของปราณฟิราสกางมือให้คนติดตามลดท่าตั้งรับแล้วยิ้มให้ปราณ
“เ้าเองหรือที่จัดการเ้าสองคนนี้?”
ปราณประนมกรอย่างสวยงามกล่าวทักทายเป็ภาษาแม่แม้จะไม่เข้าใจในสิ่งที่ถาม แต่ก็คาดเดาได้ทันทีว่าฟิราสกำลังถามเขาว่าเป็คนทำใช่หรือไม่?
“ใช่ครับ! ข้าเป็คนจัดการเ้าสองคนนี้เอง!”
แม้จะเป็การสื่อสารคนละภาษาแต่ด้วยอาการท่าทางและสถานการณ์เบื้องหน้า ทำให้คาดเดาได้ไม่ยากว่าต่างพูดถึงเื่อะไร
พลันหน้าผากของปราณก็เกิดประกายแสงขึ้นแว็บหนึ่งพลังปัญญาเทพประทานที่เพิ่มขึ้นตามความสามารถของเด็กหนุ่มเกิดความปรู๊ดปร๊าดลื่นไหลโดยพลันภาษาของฟิราสซึมซับเข้าสู่สมองของปราณ
ด้วยภาษาในมหาพิภพล้วนมีต้นกำเนิดมาจากรากศัพท์เดียวกันแต่เมื่อเวลาผันผ่านเนิ่นนานขึ้นเรื่อยๆภาษาที่เป็อันหนึ่งอันเดียวกันก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปตามความถนัดในการพูดของผู้คนในท้องถิ่นนั้นๆ
ปราณหลับตาพักหนึ่งเหมือนซึมซับภาษาอังกฤษที่ได้ยินเพียงนิดหน่อยแล้วพลังปัญญาเทพประทานก็แตกฉานภาษาในหัวสมองอย่างพรั่งพรูตัวอักษรแปลกตาปรากฏขึ้นในมโนภาพไล่เรียงเป็เส้นตรงหลากหลายเส้นผสานด้วยเสียงพูดในภาษาอังกฤษของทั้งหญิงและชายมากมายจนฟังไม่ได้ศัพท์
จนเมื่อปราณลืมตาความมั่นใจก็ปรากฏเด่นชัดยิ่งนึกสิ่งใดก็พรั่งพรูออกมาเป็ภาษาอังกฤษราวกับเป็พลเมืองยูโรเปี้ยน!
“ข้ามีนามว่าปราณโอฬารปฐี เ้าสองคนนี้แสดงกิริยาไม่เหมาะสมกล่าววาจาดูิ่หยามเกียรติหญิงสาวไปทั่ว ไม่รู้จักมารยาทในเมื่อพวกเขาไม่ให้เกียรติผู้อื่น แล้วเหตุใดข้าจะต้องให้เกียรติคนเช่นนี้ด้วย!”
ภุชโคที่ปรี่ตามเข้ามาได้ยินปราณพูดภาษาอังกฤษอย่างพรั่งพรูเสียยิ่งกว่านางก็ยืนตะลึงตาค้าง!!!
“ปะ...ปะ...ปราณ!!!...เ้า...เ้าแอบไปเรียนภาษาอังกฤษมาั้แ่เมื่อไหร่?เ้าพูดคล่องแคล่วกว่าข้าเสียอีกนะ!”
ภุชโคยืนตัวสั่นจ้องมองปราณด้วยความงุนงงถึงแม้ว่านางจะรู้ว่าปราณมีความแปลกประหลาดมหัศจรรย์เกินคาดเดาแล้วก็ตามแต่เื่ความสามารถทางภาษาต่างถิ่นเช่นนี้ปราณกลับสื่อสารได้ชัดเจนและยังพูดด้วยคำศัพท์ที่นางยังเข้าใจไม่หมดอีกด้วย
เหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้างามที่แสนงดงามปราณเหลือบเห็นจึงใช้ผ้านุ่มสีขาวซับเหงื่อบนหน้าผากภุชโค แล้วกระชับกุมมือของนางััได้ถึงความเย็นวาบแล้วจึงตอบเบาๆ
“พลังปัญญาเทพประทานคงช่วยให้ข้าสื่อสารได้กระมัง?ข้านึกอย่างไรก็พูดออกไปตามที่คิดแต่ก็กลายเป็ภาษาอังกฤษได้ ข้าเองก็ใเหมือนกัน!”
“อะไรของเ้ากันเนี่ย?...ยังมีเื่อะไรที่ลึกลับซับซ้อนอีกอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน! แต่หากสื่อสารกับท่านฟิราสได้ราบรื่นก็ไม่น่าจะมีอะไร ดูท่าทางท่านฟิราสก็ไม่ได้แสดงตนเป็ศัตรูกับข้า”
ภุชโคเม้มปากพยักหน้าแล้วขยับกายโอบแขนปราณราวกับจะแสดงตนว่านางคือหญิงงามของบุรุษหนุ่มผู้นี้แม้ภุชโคจะอายุมากกว่าปราณไม่กี่ปี แต่ก็ศรัทธาปราณมาโดยตลอด ไม่เคยมองว่าปราณอายุน้อยกว่าแต่เป็นางต่างหากที่ได้รับการสั่งสอนจากปราณ ทำให้ทั้งสองมองข้ามเื่ของอายุไป
ฟิราสได้ยินปราณพูดภาษาอังกฤษได้ฉะฉานแบบไม่ต้องนึกก็รู้สึกประทับใจนักอีกทั้งภาษาที่ใช้กับเขาก็เป็คำศัพท์ที่ค่อนข้างยาก ถึงแม้ว่าฟิราสจะพูดและฟังภาษาไชยครามได้บ้างแต่จะดีเสียยิ่งกว่าหากมีชาวไชยครามสามารถสื่อสารกับเขาด้วยภาษาแม่ที่ชัดเจนถึงเพียงนี้ฟิราสยิ้มกริ่มด้วยความดีใจส่งภาษาแม่ตอบกลับในทันที
“ยอดเยี่ยมมาก!...คิดไม่ถึงว่าเมืองอโยดาแห่งอาณาจักรไชยครามจะมีหนุ่มน้อยสื่อสารภาษาของข้าได้คล่องแคล่วเช่นนี้...ข้ามีนามว่าฟิราสลิอองบลูส์ เป็ทูตเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรไชยครามรู้สึกยินดียิ่งนักที่ได้พบกับเ้า!”
แล้วฟิราสก็ยื่นมือขวาออกมาให้ปราณแล้วพยักหน้าปราณงุนงงครู่หนึ่งภุชโคจึงกระซิบว่านี่เป็การทักทายของชาวยูโรเปี้ยนเวลาเจอหน้ากันจะยื่นมือขวาให้ส่วนผู้ที่สนทนาด้วยก็จะยื่นมือขวาออกไปจับกัน
ปราณพยักหน้าเข้าใจแล้วยื่นมือของตนจับมือหนาใหญ่ของฟิราสทันทีที่ได้ัั ทูตจากยูโรเปี้ยนก็แผ่พลังฌานยุทธ์ผ่านฝ่ามือส่งแรงกดดันใส่ปราณในทันทีปราณสะดุ้งเล็กน้อยแล้วแผ่พลังฌานยุทธ์ของตนเข้าปะทะบ้าง
“แบบนี้หรือการทักทายของชาวยูโรเปี้ยน?...คงไม่ต่างอะไรกับการท้าทายกระมัง?”
ปราณฉีกยิ้มกว้างแผ่พลังออร่าหกมหัศจรรย์(เป็ออร่าสีขาวมีเหลือบเกลียวแทรกด้วยออร่าของสหายทั้งห้า ได้แก่ สีฟ้าครามสีแดงเพลิง สีเขียวประกายเพชร และสีเขียวเข้มพฤกษชาติ)ออกมาห่อหุ้มกายและแผ่กระจายหายในอากาศ
ใน่จังหวะที่แผ่ออกไปนั้นก็เหมือนเป็แรงอัดอากาศส่งร่างฟิราสที่จับมือให้ไถลไปสองก้าวจนมือหลุดออกจากกัน!
ฟีราสหน้าซีดเผือดด้วยหวังว่าการจับมือจะเป็การข่มพลังฌานยุทธ์ของหนุ่มน้อยเพราะเขามั่นใจว่าพลังฌานยุทธ์ของเขานั้นเหนือกว่านักฌานยุทธ์ชาวไชยครามยิ่งนัก
‘ชิ...ชาวไชยครามมีคนเช่นนี้ด้วยงั้นหรือ? เป็ไปไม่ได้!!! เท่าที่รู้มาจากคนของเรา นักฌานยุทธ์ชาวไชยครามมีแต่พวกขยะทั้งนั้น!’
แม้ฟิราสจะนึกเป็ภาษาแม่ของตนแต่ปราณก็ยังได้ยินพลังปัญญาเทพประทานประมวลภาษาในสมองแล้วกรองเป็ความเข้าใจ ปราณปั้นหน้ายากแววตาดุดันเอ่ยวาจาภาษาอังกฤษเข้มข้นดุเดือดใส่ฟิราส
“ท่านว่านักฌานยุทธ์ชาวไชยครามเป็ขยะงั้นหรือ?ถ้าเช่นนั้นข้าขอท้าประลองกับท่าน!...”
ปราณชี้หน้าฟิราสคนติดตามทั้งสองเห็นท่าไม่ดีก็พุ่งปราดเข้าหาทันที
“โครมมมมม”
ยังไม่ทันจะทำอะไรปราณก็เหวี่ยงแขนราวกับเป็ดาบยาวเกิดออร่าหกมหัศจรรย์จางๆดั่งเสี้ยวจันทร์เข้าปะทะชายต่างชาติทั้งสองจนล้มกลิ้งไปกองใกล้เคียงกับสบชัยและสหายที่ยังคงสลบเหมือดหายใจแ่
“ปราณ!...เ้ากำลังหาเื่กับคนใหญ่คนโตจากในรั้วในวังเชียวนะ!”
ภุชโคหน้าเสียปราณหันมองแล้วบอกผ่านทางจิตแทนที่จะะโก้องให้ผู้คนรู้ความคิดของฟิราสแต่เมื่อพิจารณาแล้วเขายังมิได้มีบทบาทในอาณาจักรมากพอที่จะให้ผู้คนเชื่อถือได้
ยิ่งเอ่ยความในใจของฟิราสออกมาเช่นนี้ย่อมหาคนเชื่อได้ยากนัก เพราะไม่มีใครอ่านใจได้ พาลจะหาว่าปราณปลิ้นปล้อนใส่ความอีกทั้งฟิราสยังมีตำแหน่งใหญ่โตที่ผู้คนให้ความสำคัญมิใช่น้อย
‘เมื่อครู่เ้าฟิราสคิดหยาดเกียรตินักฌานยุทธ์ของเราว่ามีแต่พวกขยะ...’
ภุชโคเดือดดาลทันทีขยับกายจะเข้าไปถามให้ชัดเจนมากขึ้นแต่ปราณดึงแขนไว้
“เ้าสู้มันไม่ได้หรอกเ้านั่นมันอยู่ระดับอาจารย์ยุทธ์!”
ภุชโคหน้าเสียจ้องมองปราณแล้วถอนหายใจแต่แล้วก็คิดขึ้นได้ ถ้าหากปราณเอ่ยว่าสามารถจับระดับพลังฌานยุทธ์ของฟิราสแสดงว่าปราณต้องอยู่ในระดับอาจารย์ยุทธ์เป็แน่
“เ้า...เ้าอยู่ในระดับ...”
“ชู่...”ปราณทำท่าจุ๊ปากแล้วส่ายศีรษะ “เอาเถอะน่าจะระดับไหนก็ตามข้ามีวิธีกำราบเ้าหัวทองคนนี้”
ในระหว่างที่ปราณและภุชโคสนทนากันนั้นฟิราสก็กำลังงงว่าปราณสามารถอ่านความคิดของเขาถูกต้องได้อย่างไร นั่นก็แสดงว่าเด็กหนุ่มชาวไชยครามคนนี้มีพลังจิตที่แก่กล้าพอตัว
แม้ฟิราสจะพยายามจับพลังฌานยุทธ์ของปราณแต่ก็ไม่สามารถทำได้เลยเพราะปราณหมั่นฝึกฝนจนเก็บงำพลังฌานยุทธ์ได้โดยสมบูรณ์ดังนั้นนักฌานยุทธ์จึงไม่มีทางรู้ว่าเขาอยู่ในระดับใดและอาจจะมองเห็นว่าปราณเป็เพียงปุถุชนหรือบุตรหลานของคหบดีเท่านั้น
ความหวาดหวั่นในใจเริ่มก่อเกิดแต่หากจะยอมรับเช่นนั้นก็ดูจะยังไง ความรู้สึกเหยียดหยามชาวไชยครามเริ่มสั่นคลอนแต่ก็ยังอยากทดสอบฝีมือเด็กหนุ่มเบื้องหน้ามิใช่น้อยจึงหวังให้ปราณกลายเป็คนหาเื่เขาน่าจะง่ายกว่าด้วยอายุและประสบการณ์ต่อสู้ที่โชกโชนของฟิราสจึงไม่ใช่เื่ยากที่จะพลิกเื่
แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรคนติดตามทั้งสองที่ลุกขึ้นมาได้ก็จ้องปราณด้วยแววตาโกรธจัด ะโด่าหยาบคายเป็ภาษาแม่ปราณถลึงตามอง พริบตาเดียวทั้งสองก็เหมือนถูกตบแก้มซ้ายขวาจนแดงซ่านมีเืไหลซิบๆที่มุมปากทันทีที่ด่าจบ ในขณะที่ปราณแค่ขยับกายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ปราณหันมองคนทั้งสองแววตาวาวโรจน์ทำเอาความกร่างหดหายแม้แต่ฟิราสยังยืนงงยาวนานว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร รู้แค่เพียงเด็กหนุ่มขยับมือเล็กน้อยเท่านั้น
การจ้องมองด้วยตาเนื้อย่อมไม่สามารถเห็นการเคลื่อนไหวที่แท้ได้ปราณใช้ความเร็วสูงเข้าตบหน้าซ้าย-ขวาของทั้งสองจนห้อเืใน่ที่กำลังตกตะลึง
ปราณจับความรู้สึกแม้กระทั่งการหายใจของผู้คนรอบข้างได้โดยเฉพาะใครที่เขาหมายตาไว้จะสามารถรับญาณััได้มากกว่าคนอื่นๆเมื่อรู้ว่าทั้งสองกำลังเผลอและฟีราสกำลังงุนงงจึงใช้่เวลานั้นในการจู่โจมทันที
จิตใจของฟิราสไม่อยู่กับเนื้อกับตัวความหวาดหวั่นเริ่มปรากฏในกายเป็ครั้งแรกแต่เมื่อได้ยินเด็กหนุ่มประกาศท้าทายในที่สาธารณะแม้จะไม่ใช่ภาษาไชยครามก็ตามแต่คนเช่นเขาจะยอมได้อย่างไร
“ได้เ้าหนุ่ม...ในเมื่อเ้าอยากาเ็ข้าก็ไม่ขัดศรัทธา...แต่หากจะให้มาสู้ข้างถนนเช่นเ้าพวกนี้ข้าเกรงว่ามันจะทำลายเกียรติยศชื่อเสียงของข้า...อีกสามวันเราจะประลองยุทธ์กันที่ลานฝึกยุทธ์ในวังไชยคราม”
“ไม่...ข้าไม่เข้าไปที่นั่น!”
ปราณโบกมือฏิเสธทำเอาฟิราสหัวเราะร่วน เดินไปกระตุกร่างคนติดตามทั้งสองขึ้นมาแล้วกล่าวลั่น
“เ้ากลัวหรือ?”
“หึ...เปล่า...ข้ามิได้กลัว...แต่นั่นเป็สถานที่ในวังท่านย่อมได้เปรียบและหลังจากนั้นไม่ว่าผลจะเป็อย่างไร ข้าอาจจะถูกล้อมจับง่ายๆเพียงแค่ท่านเอ่ยปากบอกบรรดาทหารทั้งมวล!...หรือไม่แน่!!!...”
ปราณหยุดเงียบจ้องหน้าฟิราสแล้วกล่าวต่อกลั้วหัวเราะ
“หรือข้าอาจจะไม่ได้ประลองกับท่านทูตฟิราสเพราะบรรดานายทหารจะกรูล้อมจับข้าเข้าเสียก่อนที่จะทันได้กระดิกตัว!”
ฟิราสได้ยินเช่นนั้นก็กัดกรามแน่นเพราะเขาตั้งใจจะให้เป็เช่นนั้นจริงๆ โดยที่ไม่จำเป็ต้องประลองยุทธ์แค่ปราณเข้าไปในวังเขาก็มีอำนาจเด็ดขาดในการสั่งล้อมจับได้ทันที
เพราะระดับทูตเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างอาณาจักรย่อมมีอำนาจเต็มที่ในการเอารัดเอาเปรียบชาวไชยคราม ยิ่งคนในวังหนุนหลังด้วยฟิราสยิ่งได้ใจ
ทำไมทูตเช่นเขาจะต้องมาต่อยตีกับเด็กเมื่อวานซืนรู้ถึงไหนอายถึงนั่น แต่ก็คิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มเืร้อนที่เหมือนอยากปะทะหนักหนากลับปฏิเสธชัดเจนพร้อมเหตุผลที่เหมือนอ่านความคิดเขาทะลุปรุโปร่ง
ปราณอ่านแววตาเสียดายของฟิราสออกจึงยิ้มบางๆ ผายมืออย่างสบายๆ เอ่ยช้าๆ ด้วยภาษาอังกฤษ
“ข้าเดาว่าท่านคงคิดเช่นนั้นจริงๆ...ถ้าจะประลองในแบบไม่เสียศักดิ์ศรีและเพื่อความปลอดภัยของข้า...ก็ควรประลองที่จัตุรัสกลางเมืองอโยดาที่นั่นกว้างขวางมากพอ อีกทั้งยังมีผู้คนมากมายร่วมสักขีพยานการประลองยุทธ์ของเราหาใช่เพียงแค่คนในวังที่มีศาสตราวุธครบมือไม่!...”
ฟิราสกัดกรามกรอดๆกำหมัดจนกายสั่นสะท้าน ท้าทายเช่นนี้ก็เหมือนหยามเกียรตินัก...
“ได้...ข้าตกลงที่จะไปประลองกับเ้าที่จัตุรัสกลางเมืองอโยดา!...เตรียมกระอักเืเสียเถอะ...เ้าหนุ่ม!”