หมอเทวดาเหลียงกุ่ยหราน 3
เมื่อกินยาตอนเช้าเสร็จ ข้าวต้มถ้วยใหม่ก็ถูกยกเข้ามา ถ้วยใหญ่กว่าเมื่อวาน ข้าวต้มก็ปริมาณมากกว่าเดิม ไม่มีเนื้อ ไม่มีผัก ไม่มีรสชาติเหมือนเดิม แต่เสวี่ยซูก็ตักกินจนหมด พอจะวางถ้วยที่โต๊ะข้างเตียงจึงค่อยเห็นว่ามีชุดวางพับเอาไว้อย่างเรียบร้อย เป็นชุดสีฟ้า คงไม่ใช่ของท่านหมอที่สวมใส่แต่ชุดขาวทุกวัน คาดว่าคงเป็นชุดของเหลียงจือผู้เป็นพี่ชายตนเสวี่ยซูลูบไล้อย่างเบามืออยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ สวมใส่มัน เหลียงจือเป็นบุรุษที่รูปร่างตามมาตรฐาน ไม่สูงใหญ่ ตัวไม่หนา แต่ชุดก็ยังดูใหญ่เมื่ออยู่บนร่างของสตรีเช่นตน เสวี่ยซูยิ้ม นำเชือกที่มีมาด้วยอย่างใส่ใจมามัดเก็บให้เรียบร้อยเมื่อย้ายมาที่ห้องของเหลียงจือ นางจึงรื้อเอาเสื้อผ้ามาสองสามชุดเพื่อใช้ผลัดเปลี่ยน ตอนแรกตั้งใจว่าเมื่อหายดีมีแรงมากขึ้นแล้ว จะนำเสื้อผ้ามาปรับแก้ขนาด ทว่าพอพยายามมองหาพวกเข็มเย็บผ้าหรือเส้นด้ายกลับไม่พบเลย แต่เดิมเสวี่ยซูก็รู้สึกเกรงอกเกรงใจต่อเจ้าของที่แห่งนี้อยู่แล้ว นางจึงไม่กล้าที่จะไปรบกวนถาม ทั้งยังไม่มีความกล้าพอที่จะรื้อค้นไปมากกว่านี้ จึงได้แต่รวบพันแล้วใช้เชือกมัดเก็บเอวเก็บแขนให้เรียบร้อยเท่านั้นครั้งแรกที่เสวี่ยซูมาที่ครัว ด้านในไม่มีของกินอะไรอยู่เลยจริงๆ มีเพียงข้าวสารที่อยู่ในถังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เสวี่ยซูจึงเข้าใจได้ว่าเป็นส่วนที่นำมาทำข้าวต้มให้นางกินอยู่ทุกวันนั่นเอง ท่านหมอผู้นั้นไม่กินไม่ดื่มเลยหรือเสวี่ยซูได้แต่สงสัย สังเกตดูอยู่หลายวัน ก็พบว่าหมอผู้นั้นไม่กินไม่ดื่มเลยจริงๆ งั้นข้าวพวกนี้ก็คงไปหามาให้นางโดยเฉพาะ หญิงสาวคิดไปแล้วยิ้ม ก่อนจะส่ายหัวกับความคิดไม่เป็นเรื่องของตนเสวี่ยซูไม่มีเสียง นางพยายามเปล่งเสียงทุกวัน เพราะหมอผู้นั้นบอกนางว่าไม่นานลำคอก็จะหายดี แล้วเสียงก็จะกลับมาเอง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถเปล่งวาจาได้ เสวี่ยซูเคยร้อนใจ แต่ก็เข้าใจดีว่าเพราะอะไรถึงเป็นเช่นนี้ นางเริ่มทำใจได้ แต่คำพูดอย่างมั่นใจของท่านหมอทำให้นางมีความหวัง นางยังอยากจะพูดคุยกับเหลียงจือผู้เป็นพี่ชายอยู่ ยังมีเรื่องอีกมากมายที่ยังต้องเล่าให้เขาฟัง นางไม่อยากเขียน นางอยากบอกเขาด้วยปากของตัวเอง และนางก็มั่นใจว่าเหลียงจือคงไม่สามารถฟังสิ่งที่นางคิดได้เช่นผู้เป็นอาจารย์ของเขาดูสิ คิดเรื่องอื่นไปแล้วยังวนกลับมาที่ท่านหมอได้ เสวี่ยซู เจ้านี่ยังไง เลิกคิดเพ้อเจ้อได้แล้วเสวี่ยซูพูดเตือนตัวเองในใจ ท่านหมอผู้นั้นวันๆ พูดกับนางไม่กี่ประโยค หากไม่ใช่ ‘กินยา’ ก็เป็น ‘อืม’ นานๆ ถึงจะเป็นประโยคอื่นเสวี่ยซูตักข้าวใส่ถ้วยเก่าๆ ที่ทำจากไม้ แต่ยังสภาพดี แล้วตักผัดผักป่า และน้ำซุปที่มีเพียงรสหวานของผักและสมุนไพรอ่อนๆ วางเรียงลงในถาดไม้ แล้วยกไปยังเรือนที่เป็นที่พักของท่านหมอเสวี่ยซูวางถาดอาหารลงที่โต๊ะด้านหน้า แล้วเคาะประตู จากนั้นก็จากมาหญิงสาวเคยใช้ชีวิตอยู่ในป่า ทั้งยังเคยเป็นสาวใช้มาก่อน เรื่องการดูแลรับใช้คนอื่นถือว่าเป็นงานถนัด เสวี่ยซูต้องการทำตนให้เป็นประโยชน์ เพื่อตอบแทนผู้มีพระคุณที่ทั้งรักษาและให้ที่อยู่อาศัยดังนั้นนางจึงทั้งทำความสะอาด ทำอาหาร รวมถึงซักผ้า งานบ้านทั้งหมดนางทำโดยไม่ต้องมีใครมาบอก ทั้งยังช่วยดูแลพวกสมุนไพรต่างๆ ที่อยู่บริเวณรอบๆ ที่พักด้วย เสวี่ยซูพอมีความรู้ด้านนี้อยู่บ้าง จึงสามารถดูแลเหล่าสมุนไพรได้อย่างเหมาะสม ยกเว้นต้นไม้ต้นใหญ่ที่ท่านหมอชอบไปยืนดูทุกวัน ต้นสนต้นนั้นเขาจะเป็นผู้รดน้ำให้มันเอง เสวี่ยซูเห็นว่าอีกฝ่ายให้ความสำคัญกับมันมาก จึงไม่กล้าแตะต้อง ทำเพียงมองดูชื่นชมอยู่ไกลๆ เท่านั้น ต้นสนต้นนั้นสูงใหญ่มาก น่าจะมีอายุมากแล้ว แต่ยังคงแข็งแรงเขียวสดใสอยู่เสวี่ยซูซักผ้าสีขาวของเหลียงกุ่ยหรานอย่างทะนุถนอมและเอาใจใส่ ชายผู้นั้นเปลี่ยนชุดวันละหลายรอบ วันหนึ่งไม่ต่ำกว่าสองชุด ประกอบกับตัวหญิงสาวเองก็มีเพียงไม่กี่ชุด ดังนั้นจึงต้องซักล้างทุกวันเสวี่ยซูสงสัยมาก ก่อนหน้านี้เขาทำอย่างไรกับเสื้อผ้าพวกนี้ นางไม่เคยเห็นเขาซักผ้าเลยสักครั้ง แต่ยังมีชุดเปลี่ยนอยู่ตลอด นางเห็นเขากำลังจะเอาชุดที่ใส่แล้วเผาทิ้ง นางรีบเข้าไปห้าม จากนั้นก็นำมันมาซักล้างให้เช่นนี้ทุกวันนี้ หากนางเดาไม่ผิด เขาคงจะเผาชุดที่สวมใส่แล้วตลอดสินะ เมื่อก่อนหน้านี้คงจะมีพี่ชายนางคอยซักให้ แต่เมื่อไม่มีเขาแล้ว อีกฝ่ายจึงเลือกที่จะเผาทิ้งไปเสื้อผ้าหอบนั้นที่หญิงสาวได้ช่วยชีวิตไว้มีเป็นกองโต เสวี่ยซูจึงเอาเลือกเอาผ้าผืนชุดที่ดูเก่าที่สุดออกมาชุดหนึ่ง นางนำมันมาตัดให้เป็นรูปร่างโดยไม่เย็บ เพื่อใช้บังทรงแทนชุดชั้นในสตรี ไหนๆ ก็เป็นผ้าที่อีกฝ่ายจะทิ้งอยู่แล้ว นางเอามาสักชุดก็คงไม่เป็นอะไร ถึงจะน่าอายไปหน่อย แต่ก็ดีกว่าที่ตนจะอยู่แบบโล่งๆ มันไม่สบายใจตกเย็นเสวี่ยซูเอาข้าวต้มใส่ผักไปให้ เห็นชายหนุ่มนั่งอยู่ที่โต๊ะบริเวณลานหน้าเรือน คล้ายกำลังรอนางอยู่ เขาพยักหน้าให้หนึ่งครั้ง เสวี่ยซูจึงนำข้าวต้มไปวางให้เหลียงกุ่ยหรานมองข้าวต้มตรงหน้า “ไม่ต้องทำให้ข้าก็ได้”เสวี่ยซูยืนสำรวมอยู่ด้านข้าง กล่าวว่า ‘ท่านอาจไม่ต้องกินดื่มก็อยู่ได้แต่ร่างกายของท่านผอมเกินไป อย่างน้อยก็ให้ข้าได้ตอบแทนท่านเถอะเจ้าค่ะ’เหลียงกุ่ยหรานไม่ได้กล่าวอะไร เขาตักข้าวต้มขึ้นกินหนึ่งคำ เหลือบมองสตรีที่ยังคงยืนอย่างสำรวมอยู่ กล่าวว่า “ส่วนของเจ้าเล่า?”เสวี่ยซูเงยหน้างุนงง ‘ส่วนของข้าอยู่ในครัว เดี๋ยวค่อยไปกินก็ได้เจ้าค่ะ’เหลียงกุ่ยหรานวางช้อนลง “ไปเอาส่วนของเจ้ามา”หญิงสาวไม่รอช้า นางรีบไปเอาส่วนของตัวเองมา เมื่อมาถึงนางกลับวางถ้วยข้าวต้มลงตรงหน้าของชายหนุ่ม แล้วถอยไปยืนที่เดิมเหลียงกุ่ยหรานมองข้าวต้มอีกถ้วยนิ่ง กล่าวถาม “นี่คืออะไร?”อีกคนตอบในใจว่า ‘ข้าวต้มส่วนของข้าเจ้าค่ะ’ได้ยินดังนั้น ใบหน้าที่เรียบนิ่งก็มีรอยย่นที่หว่างคิ้ว “แล้วเหตุใดเจ้าไม่มานั่งกิน”‘เอ๊ะ?’ เสวี่ยซูกะพริบตาปริบๆ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อิ่มจึงอยากได้ส่วนของนางด้วยหรอกหรือเสียงถอนหายใจเบาๆ ของเหลียงกุ่ยหรานดังลอดออกมา รู้สึกเหนื่อยหน่ายใจกับพี่น้องคู่นี้พิกล คนหนึ่งก็พูดมาก ตามตื๊อจนน่ารำคาญ ส่วนอีกคนกลับเจียมตัวจนรู้สึกเหมือนได้สาวใช้มาหนึ่งคน นางไม่พูดมากความ แต่กลับไม่เคยบอกความต้องการของตนเองเลย ดูแล้วคงผ่านอะไรมาเยอะอยู่เหมือนกันว่าแต่ พี่ชายของนางไปถึงไหน ผ่านไปเป็นเดือนๆ แล้วยังไม่กลับมาอีก เป็นลูกศิษย์ที่ไม่ได้เรื่องแล้วยังเป็นพี่ชายที่ไม่ได้เรื่องอีกหรือนี่เหลียงกุ่ยหรานเลื่อนถ้วยข้าวต้มไปอีกด้าน เสวี่ยซูนั่งลงแล้วตักข้าวต้มกินในที่สุด นางละเมียดกินช้าๆ สายตาก็มองหมอหนุ่มไปด้วยเขาเป็นคนเงียบๆ แต่ที่จริงเป็นคนจิตใจดีมาก ทั้งยังอบอุ่นหลังจากกินข้าวต้มจนหมด เหลียงกุ่ยหรานพูดกับเสวี่ยซูว่า “ข้าวพอหรือไม่?”เสวี่ยซูส่ายหน้า แล้วก็เปลี่ยนเป็นพยักหน้าในครั้งต่อมา อีกคนย่นคิ้วอีกหน เสวี่ยซูจึงรีบตอบ ‘ยังพอมีเหลืออยู่เจ้าค่ะ แต่ไม่มากแล้ว’เหลียงกุ่ยหรานตอบ “อืม”หลังจากนั้นความเงียบก็กลับมาอีกหน เดิมทีเสวี่ยซูก็ไม่ใช่คนพูดมาก พอมาอยู่กับคนที่ไม่ค่อยพูดเช่นกัน จึงกลายเป็นว่าไม่มีใครพูดอะไร....................................................................เมื่อวา่นลืมมาลง วันนี้เลยมาลงชดเชยให้น้า