วังปักษาสุดา ่ฤดูร้อนจะเปิดเป็สถานที่ศึกษาตำราเรียนต่างๆ ภาษา วัฒนธรรมและดนตรี ให้กับลูกหลานของมิตรสหายที่สนิทสนมกับหม่อมราชวงศ์อติเทพ ทวิชากร หัวเรือใหญ่วัยหกสิบปีเศษ แม้วัยชรากำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ชายสูงวัยผู้นี้แต่เขาก็ยังคงหมั่นศึกษาใฝ่รู้อยู่เสมอ โดยเฉพาะศาสตร์ของสมุนไพร แพทย์แผนไทยที่เขาทุ่มเทและตั้งใจจะเรียนรู้ให้จงหนักใน่บั้นปลายชีวิตที่เหลืออยู่นี้เพื่อถ่ายทอดให้กับบุตรชายทั้งสอง บุตรคนแรกคือ พิชญุตม์ ทวิชากร บุตรคนโตผู้มีนิสัยโผงผาง เอาแต่ใจ หนำซ้ำยังไม่ชอบเล่าเรียนด้านวิชาการนัก แต่ชอบวิชาทางทหารตำรวจเสียมากกว่า ั้แ่เด็กจนโตมาก็สนใจเพียงเื่ศิลปะการต่อสู้เพียงอย่างเดียว ผิดกับบุตรคนเล็กของเขาที่ถอดแบบเขามาอย่างกับแกะ เผลอๆ อาจจะหลงใหลคลั่งไคล้ศาสตร์แห่งสมุนไพรนี้มากกว่าเขาด้วยซ้ำ เพราะเมื่อเดือนก่อนหายออกจากบ้านไปร่วมสิบห้าวัน
“กลับมาั้แ่เมื่อไหร่ล่ะ ตาชน แล้วตกลงลูกไปสำรวจป่าที่ไหนมาอีกล่ะ”
“เขาหลวงครับ” ชายหนุ่มบอกพลางจรดปากกาลงบนบันทึก
“แล้วเจอสิ่งที่พ่อเล่าให้ฟังหรือเปล่า”
“ถ้าเจอก็ดีสิครับ แต่ผมเชื่อว่าวันหนึ่งต้องเจอแน่นอน”
“อืม….อ้าวนั่นเ้านุ เพื่อนลูกหอบข้าวหอบของอะไรมาซะเยอะแยะ” เด็กชายผมยุ่งใส่แว่นตาหนาเตอะ เดินแบกกระเป๋าเป้ที่มีสิ่งของจำนวนมากมาฝากเพื่อนรักทันทีหลังจากที่เขาเพิ่งกลับมาจากป่าแทบกาญจนบุรี ครอบครัวของตนุภัทร สิปโปทัย ตระกูลทวิชากรเป็เพื่อนกับตระกูลสิปโปทัยมายาวนาน จนแทบจะเป็ครอบครัวเดียวกัน
“สวัสดีครับอาติ ผมมีของมาฝากอากับเ้าชนด้วยนะครับ นี่…..เห็ดป่า” ตนุภัทรที่เพิ่งจะอายุ 25 ไปหมาดๆ แต่การแสดงออกไม่ต่างกับหนุ่มน้อย
“เ้าแน่ใจรึ ว่าดอกไหนกินได้ กินไม่ได้”
อติเทพเดินเข้ามาดูใกล้ๆ แล้วหยิบเห็ดหลากหลายสายพันธ์ขึ้นมาพินิจพิจารณาดู ขณะที่ชนภูมิลดหนังสือลงเพื่อมองดูเห็ดป่าในมือของเพื่อนรัก มุมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นเห็ดดอกนึงมีหน้าตาคล้ายกับเห็ดพิษ เขาปิดหนังสือแล้วหยิบเห็ดดอกนั้นขึ้นมาชูตรงหน้าของตนุภัทร
“ดอกนี้กินเข้าไปรู้ไหมจะเป็ยังไง”
“ทำไมเหรอ หรือมันเป็เห็ดพิษ” ตนุภัทรทำหน้าแตกตื่น ผิดกับอติเทพผู้เป็พ่อที่รู้สึกทึ่งในความสามารถของลูกชายที่รู้จักสังเกตุเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
“นี่มันเห็ดมันปูใหญ่ ถ้านายหรือฉันกินเห็ดพิษเหล่านี้เข้าไปอาจทำให้การทำงานของตับและไตล้มเหลวจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
“ความจริงเ้าเห็ดมันปูใหญ่ มันมีญาติฝ่ายดีอยู่ คือเห็ดมันปู และสามารถกินได้ ไม่เป็พิษ ด้วยความที่ลักษณะของมันคล้ายกัน คนส่วนใหญ่ก็เหมารวมว่ามันคือพวกเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามอาว่าหากเราอยากกินเห็ดเพื่อความอร่อย ก็กินเห็ดฟาง เห็ดโคน เห็ดนางฟ้า น่าจะง่ายกว่าการออกไปเสาะแสวงหาเห็ดป่ามากิน เพราะแทนที่จะสนุกและได้อรรถรส เ้าจะได้เข้าโรงพยาบาลแทน” อติเทพกล่าวเสริม
“ตายล่ะหว่า ผมขอโทษด้วยนะครับอาติ เกือบเอาไปให้แม่ครัวในวังทำแกงเห็ดป่าให้กินซะแล้ว”
“เอาเถอะ เ้าก็รู้ไว้เป็วิทยาทาน ครั้งหน้าจะเข้าป่าก็ดูให้ดี ว่าเห็ดแบบไหนกินได้ ถ้าไม่รู้ทีหลังก็ชวนเ้าชนไปด้วย”
“ครั้งหน้าฉันจะเป็ฝ่ายพานายไปบ้าง” ชนมภูมิบอก
“ฉันหวังว่านายคงจะไม่พาฉันไปนั่งเก็บใบไม้ใบหญ้ามาสเก็ตภาพอีกนะ”
ประโยคชวนขบขันของตนุภัทรทำให้อติเทพและชนภูมิต่างะเิเสียงหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน บ่งบอกถึงมิตรภาพที่เด็กหนุ่มทั้งสองมีให้กันอย่างแน่นเหนียว
สองอาทิตย์ต่อมาที่คนในวังปักษาสุดา ผลัดเปลี่ยนกันไปงานเลี้ยงสังสรรค์ที่วังวายุกรของหม่อมราชวงศ์ปฏิคม สิปโปทัย เพื่อฉลองวันเกิดอายุครบ 60 ปีพร้อมกับสหายคนสนิทอย่างหม่อมราชวงศ์อติเทพ ทวิชากร ยามนี้สองเฒ่าทั้งสองต่างพากันนั่งระลึกความหลังครั้งที่ยังเป็เด็กเล็กวิ่งเล่นอยู่ภายในวังวายุกร เพราะวังแห่งนี้ก่อสร้างก่อนวังปักษาสุดาเกือบสิบปี จึงทำให้สถานที่แห่งนี้เป็ยิ่งกว่าความทรงจำและสถานที่แห่งคำมั่นสัญญา
“ติ แกยังจำได้ใช่ไหมว่าฉันเคยบอกว่าอะไร เมื่อครั้งที่เรายังหนุ่ม แต่เราสองคนก็ทำพลาด”
“เื่ของรุ่นลูกคงต้องปล่อยวางแล้วล่ะพี่คม แต่หากเป็รุ่นหลาน ก็ยังพอมีหวังอยู่”
“มีหวังอย่างไรรึ หญิงไผ่ก็ได้หกขวบแล้ว ส่วนตาต้นก็ย่างเข้าสี่ขวบแล้ว ส่วนลูกแกยังไม่เห็นจะตบแต่งกับสาวงามที่ไหนสักที หรือแกจะให้เ้าชนกับเ้านุมันแต่งงานกันแทนรึ”
“พี่ก็…เด็กๆสมัยนี้คงไม่เหมือนรุ่นเราที่พ่อแม่วางรากฐานไว้ให้อย่างดี แต่เด็กรุ่นนี้ต่อให้พยายามจะวางรากฐานให้สวยงามยังไง ก็ยากที่จะออกมาเป็ในแบบที่เรา้า ยิ่งตาชนเป็คนที่พูดน้อยต่อยหนัก ยากจะคาดเดาว่าคิดอะไรอยู่ ที่สำคัญผมยังไม่เห็นลูกชายคนนี้ข้องแวะกับผู้หญิงคนไหนสักคน ผิดกับตานุที่พาแม่ปัทมาที่บ้านผมบ่อยๆ ”
ตนุภัทรที่เผลอมาได้ยินเข้าต้องรีบปรี่เข้ามาคุยกับสองเฒ่าเพื่อไขข้อสงสัยให้กับชายแก่วัยกลางคนทั้งสอง เขานั่งลงบนเก้าอี้ถัดจากหม่อมราชวงศ์อติเทพ ผู้เป็พ่อของเพื่อนรัก
“ผมขอแทรกสักครู่นะครับ ไอ้ที่พ่อกับอาติบอกว่าไอ้ต้นมันไม่ข้องแวะกับสาวเมืองใดเลย มันไม่เป็ความจริงเลยสักนิดเดียว ผมขอเอาหัวเป็ประกัน เห็นมันหงิมๆ แบบนี้ แต่มันช่างเลือกนะครับ แถมยังเลือกคนไม่ธรรมดาซะด้วย”
“อะไร ไหนบอกมาให้หมด อาอยากจะรู้จนเนื้อเต้นหมดแล้ว”
“ก็เมื่อปีที่แล้วที่ไปพุทธคยาเพื่อไปแสวงบุญกัน มันเจอสาวงามคนหนึ่ง แล้วก็ตกหลุมรักมาจนถึงตอนนี้ ไอ้ที่เห็นมันหมกหมุ่นอ่านแต่ตำรา เอะอะก็ชวนไปเข้าป่า มันกำลังคิดถึงขนาดหนัก แต่ไอ้ผมจะไปสืบหาว่าเธอเป็ใครก็ยากนัก รู้ข้อมูลเพียงน้อยนิดจากพี่เลี้ยงชาวอินเดีย เห็นว่าเป็เชื้อพระวงศ์ แต่เชื้อพระวงศ์ที่ไหนอย่างไรก็ไม่ทราบ รู้สึกว่าเธอจะชื่อ……อะไรวีๆ สักอย่าง”
“ทยาวีร์สมิตานันพรรณนารา”
เสียงพูดแทรกขึ้นปรากฏร่างสูงโปร่งใส่แว่นตากรอบสีทอง ทำให้สองเฒ่ากับหนึ่งหนุ่มถึงกับผงะด้วยความใ
“หืม….ชื่อนี้เหมือนเคยได้ยินอยู่น้า”
หม่อมราชวงศ์อติเทพบอก
“อาก็ว่าชื่อนี้คุ้นๆ อยู่นะ”
หม่อมราชวงศ์ปฏิคมเอ่ยขึ้นมองหน้ากับพ่อของเพื่อนลูก พลันทำหน้าตื่นตะลึงพร้อมกัน เมื่อถึงบางอ้อของพระนามที่ฟังคุ้นหู
“เ้าฟ้าหญิงทยาวีร์!! ”
สองเฒ่าพูดขึ้นพร้อมกันเสียงดังอย่างมิได้นัดหมาย แล้วมองหน้าผู้เป็หลานและลูกเพื่อขอให้ช่วยอธิบายความเป็ไปเป็มา
“โหว…อย่าบอกนะที่แกนั่งเพ้อทั้งวันทั้งคืน แกเพ้อถึงเ้าหญิงเลยหรอว่ะ ผมขอถามหน่อยแล้วคุณพ่อกับคุณอารู้จักเ้าหญิงพระองค์นี้มาจากไหนครับ พวกเราไม่เคยได้ยินข่าวหรือเห็นเ้าหญิงออกสื่อมาก่อนเลย
“รู้มาจากสมัยที่สมเด็จสาคเรศราชินทร์ แห่งราชวงศ์ ศากวระ เป็พระบิดาของเ้าหญิงและมักเดินทางมาเป็การส่วนพระองค์เพื่อชมการแสดงที่โรงละครวัฒนธรรม ซึ่งตอนนั้นผู้จัดงานการแสดงวัฒนธรรมเชื่อมสัมพันธ์
ไทย-ฮาลาปัญ คือ ปู่สองคนเอง ในตอนนั้นองค์หญิงน้อยทยาวีร์อายุเพียง 10 ชันษาก็เสด็จตามมาด้วย”
“พรมหลิขิตบันดาลชักพาจริงๆ แล้วชน แกกับเ้าหญิงติดต่อกันอยู่หรือเปล่าตอนนี้”
“ไม่พลาดอยู่แล้ว” ชนมภูมิควักการ์ดออกจากหนังสือที่เขาถืออยู่ออกมาแล้วส่งให้คนทั้งสามดู เป็การ์ดที่มีตราประทับครั่งสีทองของราชวงศ์ศากวระ แห่งฮาลาปัญ และสัญลักษณ์แสดงพระยศอักษรภาษาอังกฤษ V และข้อความจำนวนหนึ่งถึง ชนมภูมิ ตนุภัทรจึงเป็ฝ่ายขออ่านให้ทุกคนได้ฟังพร้อมกัน
ถึง ชนที่รัก
“เป็เวลาเกือบหนึ่งกว่าปีแล้วที่เราไม่เจอกัน เวลานั้นที่พุทธคยาเป็่เวลาที่มีความหมายกับฉันมากค่ะ เพราะใจที่อยากไปแสวงบุญ จึงทำให้ได้เจอผู้ที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าเป็คู่บุญอย่างแท้จริง ฉันบอกเสด็จพ่อกับเสด็จแม่แล้วว่าฉันพบคนที่อยากจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยแล้ว และพวกท่านก็สนับสนุน และอยากจะพบกับคุณและครอบครัวของคุณค่ะ ตอนนี้ที่ฮาลาปัญอากาศเริ่มหนาวแล้ว ที่เมืองไทยอากาศเป็อย่างไรบ้าง อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยนะคะ หวังว่าเราจะได้พบกันเร็วๆ นี้” จาก V
ทั้งสามยิ้มออกมาอย่างกับว่าเป็วาสนาของพวกเขาโดยแท้ และวาสนาของชนมภูมิ ข่าวดีนี้ถูกเผยแพร่ออกไปให้หม่อมราชวงศ์ ฉัตรชารี ทวิชากร ผู้เป็มารดาบังเกิดเกล้าของชนมภูมิ เื่รักใคร่ระหว่างลูกชายคนเล็กกับเ้าฟ้าหญิงจากแดนมรกตสร้างความวิตกกังวลให้เธออย่างมาก เพราะเธอรับปากกับคุณหญิงผกา เพื่อนสนิทว่าจะให้ลูกชายหมั้นหมายและแต่งงานกับบุตรสาวของคุณหญิงผกา แต่หากลูกชายของเธอเลือกเ้าฟ้าหญิงองค์นั้น และหนี้บุญคุณที่เธอต้องชดใช้คืนให้กับคุณหญิงผกาจะทำอย่างไรดี คุณหญิงผกาเคยช่วยเหลือจัดหาไตมาให้เธอ จึงทำให้เธออยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้
“พี่ฉัตร ใครๆ ก็รู้คุณหญิงผกาเป็คุณหญิงที่น่ากลัวพอดู แม้จะเป็ภรรยาของนายแพทย์ใหญ่ผู้ใจดีเคยถวายรับใช้ในพระราชสำนักก็ตาม แต่คุณหญิงก็หน้าเนื้อใจเสือต่างกับสามีของเธอราวฟ้ากับเหว
“ถ้าถึงตอนนั้นคุณหญิงผกาจะมาเอาไตพี่ไป พี่ก็ยอมนะ ถ้าหากพี่ต้องเป็ฝ่ายทำร้ายจิตใจลูก พี่ก็ยอมตายซะดีกว่า”
“เื่นี้น้องว่าต้องปรึกษากับพี่ติก่อนไหมคะ เผื่อว่าจะมีทางออกเจรจา”
ขณะที่หม่อมราชวงศ์ฉัตรชารีกำลังครุ่นคิดหนักเื่ทดแทนบุญคุณ ชนมภูมิก็เดินมาพร้อมกับตนุภัทรที่เพิ่งเสร็จงานที่กระทรวงการต่างประเทศแต่เห็นสีหน้าท่าทางของน้าอมเรศ น้องของพ่อที่กำลังแกว่งยาดมให้กับมารดาของเขา จึงต้องเดินเข้ามาดูว่าคนทั้งสองเป็อะไร
“แม่ไม่สบายเหรอครับ”
“อ้อตาชน ตานุ แม่เป็หวัดนิดหน่อยเดี๋ยวก็หายดีลูก”
“คุณพี่เราจะปิดบังเื่นี้กับคนอื่นๆ ไปอีกเมื่อไหร่คะ”
“เื่อะไรครับน้าเรศ”
“เดี๋ยวพี่พูดเอง เพราะพี่คือสาเหตุของเื่นี้”
“ตาชนตานุนั่งก่อนสิ”
“ครับ”
หม่อมราชวงศ์ฉัตรชารี ยื่นมือจับใบหน้านวลของลูกชายแสนดีของเธอ และเริ่มเล่าความจริงเมื่อครั้งยังเยาว์วัยให้ชายหนุ่มทั้งสองฟัง ขณะที่หม่อมราชวงศ์อติเทพบังเอิญเดินเข้ามาได้ยินเข้าจึงตัดสินใจแอบฟังอยู่ที่เสาห้องโถง
“ก่อนที่แม่จะมาแต่งงานกับพ่อของลูก แม่มีปัญหาสุขภาพ ป่วยป็นโรคไต จนกระทั่งไตของแม่มีปัญหาหนักขึ้น แม่ที่เป็บุตรสาวคนเดียวของตระกูลช่างทำรองเท้าในพระราชสำนักในตอนนั้นใกล้จะจากโรคนี้ไป ทั้งที่ตอนนั้นพ่อของลูกที่ไปศึกษาอยู่ต่างประเทศไม่เคยรับรู้ว่าแฟนสาวที่เขาหมั้นหมายกำลังป่วยหนัก ้าไตมาเปลี่ยนใหม่อย่างเร่งด่วน วันหนึ่งแม่บังเอิญเจอกับรุ่นพี่ที่เคยฝึกเรียนทำขนมชาววังด้วยกันมาก่อน เธอคือ คุณหญิงผกามาศ ภรรยาอดีตนายแพทย์ใหญ่และเริ่มสนิทสนมกัน แต่แล้ววันหนึ่งร่างกายของแม่ก็อ่อนล้าลง แม่หมดแรง โชคดีที่ได้อมเรศคอยดูแล และคอยหาข้อมูลเกี่ยวกับการรับบริจาคไต และเป็เหตุบังเอิญอีกครั้งที่คุณหญิงผกามาศเดินทางมาเยี่ยมแม่เพื่อเสนอทางเลือก เธอจัดหาไตมาให้กับแม่ได้ แต่ให้แม่รับปากว่าจะตอบแทนเธอคืน เมื่อเธอ้า เธอให้แม่ลงนามในเอกสารเป็ลายลักษณ์อักษร คือ หนึ่งหากแม่มีบุตรชายคนใดคนหนึ่ง ขอให้บุตรคนนั้นได้หมั้นหมายกับลูกสาวของเธอเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
“พ่อครับ”
เสียงเข้มห้าวเข้ามากระซิบกระซาบกับหม่อมราชวงศ์อติเทพ เขาสะดุ้งโหยงด้วยความใ
“แกมาจากทางไหนกัน เ้าพิช”
“ผมจะคุยเื่แม่ครับ”
“ฮึ! .......”
ลูกชายคนโตที่อยู่ในชุดข้าราชการของกรมราชทัณฑ์ ดึงแขนบิดาของเขาให้มาคุยเป็การส่วนตัวที่ห้องทำงานเพื่อขอคำปรึกษา
“เ้าพิช มีอะไรถึงได้ลากพ่อมาคุยที่นี่”
“เื่ของคุณหญิงผกามาศ ผมจะเป็ตัวแทนแต่งงานแทนเ้าชนเองครับ เพราะน้องยังเด็กที่จะแต่งงาน ผมน่ะอายุจวนจะสี่สิบอยู่แล้ว ตาชนห่างกับผม 9 ปี ให้คนพี่อย่างผมเป็ฝ่ายแต่งออกไปแทนดีกว่า ไหนๆ ผมก็ไม่มีเวลาหาแฟนอยู่แล้วด้วย”
“เดี๋ยวก่อนลูก ทำไมถึงได้กะทันหันนัก พ่อเวียนหัวไปหมดแล้ว”
“ความจริงผม้าเข้าไปสืบความลับของคุณหญิง ผมคิดว่าคุณหญิงรุ่นพี่คนสนิทของแม่คนนี้จะทำธุรกิจมืดบังหน้า เมื่อปีที่แล้ว นักโทษหญิงในเรือนจำหลายคนที่ได้รับการตรวจเช็คสุขภาพ หลายคนที่มีอวัยวะไม่ครบ 32 อีกทั้ง มีนางพยาบาลคนหนึ่งเคยทำงานกับอดีตนายแพทย์ใหญ่ แต่ไม่ทราบว่าถึงมามีจุดจบในคุกได้อย่างไร”
“เฮ้อ…สุดแล้วแต่เ้า พ่อไม่เคยบังคับลูกคนไหนได้ เป็พ่อก็คงไม่อยากถูกบังคับเช่นกัน”
“แต่พ่อต้องห้ามบอกเื่นี้กับแม่และเ้าชนเด็ดขาด เื่นี้ถือเป็ความลับของราชการ อีกอย่างที่คุณหญิงให้แม่เซ็นสัญญาเป็ลายลักษณ์อักษรมาก่อนหน้านี้ คงไม่ใช่แค่อยากได้ลูกหลานตระกูลทวิชากรหรอกครับ แต่คงอยากได้ที่ดินแถวคลองบางกอกน้อยมากกว่า ที่ดินของทวด”
“มันก็น่าคิด…..เพราะพ่อของพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าท่านฝังสมบัติแผ่นดินไว้ให้คนที่คู่ควรมาดูแลต่อ จะเป็ของมีค่าแบบไหนพ่อก็มิอาจรู้ได้ เพราะนี่มันก็เป็เื่เล่าต่อๆ กันมา”
หม่อมราชวงศ์อติเทพ เดินไปพร้อมกับพิชญุตม์ เพื่อเผชิญหน้าและช่วยภรรยาสุดที่รักแก้ปัญหาด้วยกัน ซึ่งเมื่อบุตรคนโตของตระกูลทวิชากรตัดสินใจออกโรงแต่งงานกับบุตรสาวของคุณหญิงผกามาศ ก็ทำให้ผู้เป็แม่รู้สึกละอายใจ เคยหวังว่าลูกของตนจะได้เจอกันคนที่รักจริง แต่ต้องมาถูกคลุมถุงชนด้วยสาเหตุจากการให้คำมั่นสัญญาของเธอใน่เวลาที่ตกต่ำของชีวิต เวลาของความตายที่เธอคิดว่าน่ากลัวที่สุดในชีวิต
“แม่ไม่ต้องคิดมากนะครับ ผมอาจจะรั้นไปบ้าง แต่ก็ไม่มีวันที่ผมจะทอดทิ้งครอบครัวเด็ดขาด”
ชนมภูมิรู้สึกถึงความสงบเยือกเย็นในตัวของพี่ชายที่ฉายแววออกมาอย่างที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต อะไรกันที่ทำให้พี่ชายของเขาเปลี่ยนไป
ขณะที่พี่ชายผละจากการต้อนรับแเื่ที่มาร่วมแสดงความยินดีในงานแต่งงานของเขากับกรองแก้ว ชนมภูมิก็ได้โอกาสเข้ามาคุยกับพี่ชายของเขาที่ใต้ร่มไม่ใหญ่ประจำวังทวิชากร สถานที่ในวัยเด็กที่พี่น้องมักจะมานั่งเล่นตัวต่อเลโก้ด้วยกันเป็ประจำ
“คนอย่างพี่ทำทุกอย่างเพื่องาน ครั้งนี้คงไม่ใช่เพราะงานอีกหรอกนะ”
“ฉันก็ไม่เคยโกหกน้องอย่างนายได้สักที ทุกครั้งที่ฉันหนีเที่ยว แกก็ช่วยปิดบังให้ตลอด คอยหลอกว่าฉันไปติวหนังสือ ทั้งที่ฉันไปเล่นรักบี้ นายคงอยากถามฉันใช่ไหมว่า ฉันกำลังทำอะไรอยู่”
“ความจริงเื่การแต่งงานนี้มันจำเป็ขนาดนั้นเลยเหรอกับคนอย่างพี่”
“ใช่..ในแง่ของการทำงาน แต่จำเป็ในแง่ของการทดแทนพระคุณ ตอนนี้ฉันได้รับมอบหมายงานให้มาสืบเื้ัของคุณหญิงผกามาศ คุณหญิงผู้นี้ไม่ได้มีชื่อเสียงในวงการของกลุ่มคนผู้ใจบุญสุนทานเท่านั้น แต่ยังโด่งดังในวงการธุรกิจสีเทาและสีดำอย่างมาก และบังเอิญเหลือเกินที่แม่เราดันติดหนี้บุญคุณ ด้วยช่องโหว่นี้จึงทำให้ฉันสามารถลอบเข้าไปสืบความจริงเพื่อช่วยเหลืออีกหลายชีวิตที่ไม่ได้รับความยุติธรรม”
“แต่พี่ก็ระวังพิษรักไว้บ้าง เพราะคุณกรองแก้วเป็คนดีคนหนึ่ง ถ้าหากเทียบกับมารดาเธอ ผมรู้มาว่าเธอมักจะไปอ่านอักษรเบลล์ช่วยเหลือเด็กพิการอยู่บ่อยครั้ง แถมยังไม่โอ้อวดใคร เป็การกระทำของผู้ที่ปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง”
“ไม่เหมือนนายหรอกน้องชาย ชอบเล่นของสูง”
“ผมไม่ได้เล่น ผมจริงจัง”
“เออๆ ฉันก็แค่แซวแกไอ้น้องชาย”
วันนี้พี่น้องได้เปิดอกคุยกัน หลังจากที่หลายปีมานี้ทั้งคู่เอาแต่ต่างคนต่างทำงาน แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง มาวันนี้กลับนั่งคุยกันตามประสาพี่น้องปกติทั่วไปสักที
และแล้วคำเตือนของชนมภูมิก็เป็เื่จริงจนยากที่จะปฏิเสธ เพราะหม่อมราชวงศ์พิชญุตม์ บัดนี้ตกหลุมรักกรองแก้ว ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของตนเองจนหมดหัวใจ เมื่อเขาได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของคุณหญิงผกามาศ ชวานิล แม้จะอยู่คนละหลังแต่ก็อยู่บริเวณเดียวกัน เขาได้เห็นความไม่เที่ยงธรรมที่เกิดขึ้นกับภรรยาของตนเอง ทั้งที่เธอท้องแก่ใกล้คลอดแม่ของเธอยังใช้ให้เธอตอบจดหมายมูลนิธิเป็กองๆ แทนน้องสาวของเธอที่ชื่อกินรี ที่วันๆ เอาแต่กิน เที่ยว อย่างกับผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้า พอทีเผลอก็พยายามเข้ามายั่วยวนเข้าอยู่เป็นิจ หากว่าเขาพลาดพลั้งไม่ระวังตัวคงไม่ถูกหล่อนวางยาแล้วลากขึ้นเตียงเลยหรือ
กลางดึกคืนหนึ่งที่ห้องใต้ดินของบ้านคุณหญิงผกามาศ กลายเป็ห้องประชุมเล็กๆ เพื่อวางแผนลักลอบส่งออกอวัยวะเถื่อนไปต่างประเทศ พิชญุตม์ที่แอบเจาะผนังห้องเป็รูเล็ก ให้เสียงจากอีกฝั่งสามารถทะลุมาด้านนอก พันเอกหนุ่มได้ยินแผนการทั้งหมด จังหวะลูกน้องคุณหญิงผกามาศคนหนึ่งที่กำลังล้วงซองบุหรี่อยู่ได้เผลอทำมวนบุหรี่ตก หนึ่งมือที่เอื้อมหยิบ สองตาเงยหน้าแสงสว่างเล็กๆ ก็ลอดเข้ามาส่องดวงตาของเขา เมื่อจ้องมองดูดีๆ ก็เห็นดวงตาของชายอีกคนจากอีกฟาก
“เฮ้ย…มีคนแอบดูเราอยู่ครับ”
ด้วยความใพิชญุตม์รีบหนีก่อนที่พวกของคุณหญิงผกามาศจะจับได้ว่าเขาคือสายของตำรวจ เขารีบผละออกจากผนังกำแพง ทำให้กิ่งไม้ที่เกี่ยวกับสร้อยพระที่ห้อยติดตัวประจำกระชากหลุดออกจากลำคอของเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าความหายนะกำลังมาเยือนตัวเขาและครอบครัวซึ่งจะนำมาด้วยโศกนาฏกรรมอันเลวร้าย
ในงานเลี้ยงแสดงความยินดีกับหลานชายคนแรกของหม่อมราชวงศ์อติเทพ ทวิชากร ที่วังปักษาสุดาท่ามกลางบรรยากาศเสียงดนตรีขับกล่อม พิชญุตม์กำลังโอบอุ้มลูกชายตัวน้อยด้วยความรักอย่างเต็มเปี่ยม เป็จังหวะเดียวกันที่คุณหญิงผกามาศเดินเข้ามาในวังกับลูกน้องคนสนิท กรองแก้วที่นั่งคุยกับหม่อมราชวงศ์ฉัตรชารีต้องหยุดบทสนทนาขึ้นมากระทันหันเพราะร้อยวันพันปีมารดาของเธอแทบไม่เคยมเหยียบวังทวิชากร นอกจากไม่มีธุระสำคัญกับเธอและสามี
“ไหนว่าไม่ว่างไงคะ”
“แล้วถ้าฉันไม่ว่างจะมายืนเสนอหน้าให้แกเห็นรึ”
พิชญุตม์เห็นท่าไม่ดีจึงได้เดินไปฝากลูกชายของเขากับชนมภูมิ
“ฝากตาพาด้วย”
พิชญุตม์เดินเข้าไปประกบกรองแก้วพลางกระซิบกับภรรยาว่าถ้ามีอะไรควรออกไปคุยกันที่อื่นจะดีกว่า เพราะที่บ้านเขาไม่เคยรู้เลยว่า คุณหญิงผกามาศมักจะทำลำเอียงและกดขี่ลูกสาวคนโตของตนเองไม่ต่างกับลูกกาฝาก
“ผมว่าคุณแม่มีอะไรไปคุยกันที่ห้องรับแขกดีกว่าครับ”
“ดี! ฉันมีเื่สำคัญที่จะต้องคุยวันนี้เท่านั้น”
ภายในห้องรับแขกสไตล์ไทยย้อนยุคคุณหญิงผกามาศที่นั่งลงจิบชา ชายตามองเครื่องลายครามและเครื่องเบญจรงค์ที่ประดับอยู่ในตู้โชว์อย่างไร้ค่า ถ้าเป็เธอคงเปลี่ยนสิ่งของเหล่านี้ให้กลายเป็เม็ดเงิน เธอถอนหายใจมองลูกสาวตัวดีที่ดูจะเข้าขากับสามีหม่อมราชวงศ์ยิ่งกว่าแม่แท้ๆ ของเธอ กรองแก้วเดินเข้ามาพร้อมกับชุดน้ำชาและจัดแจงรินน้ำชาส่งให้แม่เธอลิ้มรส
“ชาใบหม่อนที่เรือนเพาะชำของวังปักษาสุดาค่ะ”
“รู้สึกแกจะเข้ากับคนที่นี่ได้ดีกว่าฉันอีกนะ แล้วนี่มีแค่น้ำชาไม่มีของหวานทานคู่กันบ้างหรือไง เห็นวันนี้มีงานเลี้ยงฉลองตาพาอายุครบ 1 เดือน แต่แกมีแค่น้ำชาถ้วยเดียวให้ยายของเขาเท่านั้นเองเหรอ”
“ปกติคุณแม่ไม่ชอบของหวานนิคะ……..”
“วันนี้วันดีๆ ฉันก็เลยอยากของหวาน”
“งั้นรอสักครู่นะคะ”
เมื่อได้โอกาสหลังจากที่ลูกสาวคนดีของเธอออกไปยกของหวานมาเสริฟ์ คุณหญิงผกามาศก็รีบหยิบบางอย่างจากกระเป๋าเสื้อคลุมผ้าไหมราคาแพงออกมา มันคือหลอดแก้วเล็กๆ ที่บรรจุน้ำสีเหลืองใสแต่เพียงสี่ห้าหยดที่เธอใส่ลงในกาน้ำ และรีบเก็บมันใส่ไว้ในเสื้อดังเดิมก่อนที่ลูกสาวของเธอและลูกเขยจะมา
กรองแก้วเดินเข้ามาพร้อมกับพิชญุตม์และชั้นวางขนมนานชาติที่ตกแต่งโดยหม่อมราชวงศ์ฉัตรชารีและหม่อมราชวงศ์อมเรศ พิชญุตม์นั่งลงข้างภรรยามองใบหน้าที่คล้ายกับมีนัยนะแอบแฝง คงเพราะเขารู้อยู่แก่ใจว่าบุคคลที่ขึ้นชื่อว่าเป็แม่ยายของเขา เป็คนลักษณะแบบใด ยากนักที่เขาจะวางใจจากกระทำของเธอ
“มีอะไรอยู่ในใจหรือเปล่า หม่อมราชวงศ์พิชญุตม์ มีก็พูดกับแม่ตรงๆ ”
“ไม่มีครับ แล้วคุณแม่ล่ะ มีความลับอะไรจะบอกกับพวกเราหรือเปล่า”
“ฮ่ะๆ คนอย่างฉันไม่มีความลับอะไรแอบซ่อนอยู่แล้ว วันนี้แม่แค่จะมาบอกว่าจะไม่อยู่หลายวัน หรืออาจเป็อาทิตย์”
“นี่ค่ะ คุณพิช”
ภรรยาสาวส่งถ้วยน้ำชาที่เพิ่งรินเสร็จให้สามีหนุ่ม รอยยิ้มภายใต้ถ้วยน้ำชายกขึ้นอย่างผู้มีชัย ตอนนี้ทั้งลูกสาวและลูกเขยต่างพากันผลัดจิบน้ำชา ทั้งสามสนทนาสารทุกข์สุขดิบอยู่เกือบ 3 ชั่วโมง กระทั่งแก้วน้ำชาของคุณหญิงถูกวางลงบนจานรองแก้ว ลำคอของพิชญุตม์ก็รู้สึกแห้งผาก ริมฝีปากชา เ็ปตามร่างกายคล้ายกับโดนเข็มทิ่มแทง คุณหญิงผกามาศรู้ดีว่าจุดจบของพวกเขากำลังมาถึง เธอจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางหยิบกล่องไม้เล็กๆ วางตรงหน้าพิชญุตม์ พันเอกหนุ่มกล้ำกลืนฝืนทนและหยิบกล่องไม้มาเปิดออก ดวงตาของเขาเบิกกว้าง เมื่อพบว่าสร้อยพระหินจินดามณีของเขาอยู่ข้างในกล่องไม้ แสดงว่าคุณหญิงผกามาศรู้เื่ทุกอย่างหมดแล้ว
“รู้สึกยังไงบ้างล่ะ ไอ้ลูกเขย และอีนังลูกสาวนอกคอกของฉัน คงทรมานเหมือนกับโดนเข็มหลายพันเส้นแทงเข้าไปภายในเนื้อหนังเลยล่ะสิ พวกแกรู้ไหมว่าฉันก็เ็ปที่ต้องโดนคนอย่างพวกแกแทงข้างหลัง ทั้งที่ฉันอุตสาห์ให้โอกาสแล้วแท้ๆ ให้โอกาสในการเลือกข้าง แต่พวกแกมันก็โง่ และไอ้การที่ฉันยอมให้ตำรวจอย่างแกมาแต่งกับนังลูกสาวของสามีเก่าก็ยังไม่น่าผิดหวังเท่ากับการที่แผนการลักลอบขนส่งสินค้าของฉันต้องสะดุดกลางคัน ให้ตายเถอะ…รู้ไหมว่าเม็ดเงินมันมหาศาลแค่ไหน เทียบไม่ได้กับวังเก่าๆ โทรมๆ ที่นี่เลยสักนิด”
คุณหญิงผกามาศเดินไปกระชากผมของกรองแก้วและพิชญุตม์ให้เงยหน้าสบตาเธอครั้งสุดท้าย ใบหน้าที่ซีดเผือดของทั้งคู่มองสบตาของคุณหญิงอย่างไม่มีวันให้อภัย
“คนที่วังนี้ ใครก็ตามที่รู้เห็นเื่ของฉัน พวกมันต้องไปเที่ยวแดนสุขาวดีเหมือนกับพวกแกสองคน ลาก่อน ขอให้ไปสู่สุขคติ”
คุณหญิงผกามาศผลักหัวของพวกเขาออก และลุกออกจากห้องรับแขกอย่างไม่รู้สึกรู้สา ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชนมภูมิที่นั่งกระเตงพาสุกรีอยู่นั้น เห็นท่าทีเร่งรีบของลูกน้องคุณหญิงผกามาศและเ้านายาุโ เขาก็รู้สึกแปลกใจ เพราะอย่างน้อยก็น่าจะมาหาหลานชายคนแรกของตัวเองหน่อยก็ยังดี
กรองแก้วเองก็รู้มีอาการเดียวกับพิชญุตม์ ทั้งคู่พูดไม่ออก เพราะความเ็ปปานตายนี้ พิชญุตม์รีบประคองร่างตนเองไปหาเศษกระดาษและปากกามาเขียน เพื่อบอกให้ทุกคนในวังทวิชากรระวังตัว เขาพยายามเขียนให้ได้มากที่สุด จวบจนกระทั่งร่างกายของเขาเริ่มขาดอากาศหายใจ และร่วงลงกับพื้น ขณะที่กรองแก้วพยายามแกะเข็มกลัดที่กลัดอยู่ภายในเสื้อของตนเองด้วยความลำบากเพราะขีดจำกัดของร่างกาย เธอพยายามเดินไปยังร่างของสามีที่พิงอยู่กับตู้หนังสือและวางเข็มกลัดใส่ไว้ในกล่องไม้ที่ใส่พระจินดามณีของพิชญุตม์ ร่างของเธอทรุดลงเคียงข้างสามี ทั้งสองกุมมือกันและกันไว้ เป็จังหวะเดียวกับที่ชนมภูมิเดินเข้ามาพร้อมกับหลานชายตัวน้อย เขาตื่นตะลึงร่างรีบพุ่งเข้าหาพี่ชายและพี่สะใภ้
“เกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมเป็แบบนี้”
เขาวางทารกน้อยลงบนพื้นพรม แล้วรีบไปตรวจดูถ้วยน้ำชาที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้น ชนมภูมิหยิบถ้วยชามาดมรู้สึกถึงกลิ่นของความเผ็ดร้อน ของพิษในถ้วยชานี้ ชนมภูมิรีบวิ่งไปที่ห้องครัวแล้วหยิบกล่องนมกับไข่ ขณะที่หม่อมราชวงศ์อติเทพเดินเข้าบ้านมาพอดี เห็นลูกชายมีสีหน้าแตกตื่นหายเข้าไปในห้องรับแขกจึงรีบเดินตามไป เมื่อเห็นสภาพของพิชญุตม์กับกรองแก้วที่กำลังโดนชนมภูมิกรอกนมและไข่ขาวให้กินอยู่อย่างกระวนกระวาย
“พี่ครับ กลืนลงไป พยายามเพื่อพาสุกรี เพื่อลูกนะครับ”
“เ้าพิช แม่กรองแก้ว”
หม่อมราชวงศ์อติเทพปรี่เข้ามาประคองร่างของพิชญุตม์ขณะที่พาสุกรีตัวน้อยก็ส่งเสียงร้องไห้โยเยเพราะสัญชาติญานของเด็กที่รู้ว่าพ่อแม่กำลังจะจากไป หม่อมราชวงศ์อติเทพจึงอุ้มหลานตัวน้อยขึ้นมาปลอบประโลมภายในอ้อมแขน พลันน้ำตาของผู้เป็พ่อก็ไหลแทบเป็สายเื พอๆ กับใบหน้าชุ่มน้ำตาของชนมภูมิที่เต็มด้วยคราบน้ำตา แต่ไร้ซึ่งเสียงสะอื้นใดๆ มีเพียงสติอย่างเดียวที่เขารับรู้
ไม่นานพิชญุตม์กับกรองแก้วที่กล้ำกลืนนมกับไข่ขาวที่ชนมภูมิให้กินก็อาเจียนขับพิษออกมา ขณะที่หม่อมราชวงศ์อติเทพก็อุ้มหลานตัวน้อยของเขาออกไปกดโทรศัพท์โทรเรียกรถพยาบาลที่มุมโต๊ะภายในห้องรับแขก แต่ดูเหมือนว่าจะสายเกินไป
พิชญุตม์ส่งกล่องไม้ให้ชนมภูมิด้วยมือที่สั่นเทาและไร้เรี่ยวแรง ชนมภูมิรับกล่องไม้จากมือของพี่ชาย น้ำตารินไหลอาบแก้มเมื่อเห็นสภาพของพี่ชายที่เขาเห็นมาตลอดว่าเข้มแข็ง และไม่เคยแสดงความอ่อนแดให้เห็น
“ผมจะพาพี่กับพี่แก้วไปโรงพยาบาล…..”
ขาสองข้างที่เตรียมจะลุกขึ้นถูกพิชญุต์ห้าม เขาส่ายหน้าด้วยแววตาอ่อนล้าและริมฝีปากที่ซีดเซียวเริ่มเขียวคล้ำ เนื้อตัวเริ่มเย็นเฉียบ เขาชี้นิ้วไปที่หม่อมราชวงศ์อติเทพ บิดาของเขาจึงได้รีบเดินเข้ามาทรุดเข่านั่งตรงหน้า เขาใช้นิ้วแตะหน้าผากของลูกชายตัวน้อยเพื่อล่ำราครั้งสุดท้าย ชนมภูมิใช้แขนข้างหนึ่งโอบกอดคอของพี่ชาย เขาร้องไห้ฟูมฟายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนในชีวิต นี่ไม่ใช่เื่จริงที่พี่ชายตัวดีของเขากำลังจะจากไป
“เ้าพิช ลูกพ่อ” หม่อมราชวงศ์อติเทพลูบไล้ใบหน้าของลูกชายที่เขาภาคภูมิใจและสะอื้นเสียงดัง เพราะเวลานั้นกำลังมาถึงแล้ว
“ผมจะจัดการคนที่มันทำกับพี่แบบนี้ ใครที่มันทำกับพี่มันจะต้องชดใช้กรรม หลับให้สบายนะครับ ผมจะดูแลพาสุกรีให้เอง”
พิชญุตม์ค่อยๆ หลับตาลงเขาส่งยิ้มให้น้องชายครั้งสุดท้ายและสิ้นลมหายใจอย่างเงียบๆ พร้อมกับกรองแก้ว
งานพระราชทานเพลิงศพของพิชญุตม์และกรองแก้วถูกจัดขึ้นภายในหนึ่งอาทิตย์ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของราชสกุลทวิชากร หม่อมราชวงศ์อติเทพ และ หม่อมราชวงศ์ฉัตรชารี ตัดสินใจละทางโลกและออกบวชตลอดชีวิต คนหนึ่งไปบวชอยู่ที่พม่า อีกคนไปบวชอยู่สำนักชีในภูฏาน แยกย้ายกระจัดกระจายไปตามทางที่ตนสบายใจ
“เ้าชนของพ่อ หากลูกมีเื่เดือดร้อนอะไร โทรหาคนในเบอร์นี้ เขาจะช่วยเหลือลูกทุกอย่างแทนพ่อ”
“เขาคือใครครับ”
“อดีตหน่วยซีลกองทัพเรือ ผไทธร เป็ทั้งรุ่นน้องและเพื่อนสนิทอีกคนของพ่อเป็แฟนเก่าน้าอมเรศของลูก ความจริงพ่อก็อยากให้เ้าไปขอความช่วยเหลือสิบโปทัยอยู่หรอก แต่เราติดหนี้บุญคุณกันไว้มากโข อนาคตยังไม่รู้จะมีโอกาสได้ตอบแทนกันไหม ถ้าเ้าเจออาปฏิคมก็บอกว่าพ่อขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา”
และในวันที่ชนมภูมิกับอมเรศกำลังเตรียมเดินทางไปอยู่ฮาลาปัญพร้อมกับพาหลานตัวน้อยคนเดียวของเขาไปด้วย รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างคันหนึ่งก็ขับมาสุ่มจอดอยู่หน้าวังปักษาสุดา ชายหนุ่มเห็นท่าไม่ดีคิดว่าต้องเป็พวกของคุณหญิงผกามาศจึงรีบโทรออกไปหาผไทธร
“ชนมภูมิรึ! ”
“ครับ พ่อคงโทรบอกคุณอาแล้ว”
“ใช่ แล้วเรามีเื่อะไรหรือเปล่า”
“ตอนนี้มีคนร้ายดักอยู่หน้าวังของเราครับ ผมจะให้น้าอมเรศพาหลานหนีไปก่อนส่วนผมจะล่อมันไป”
“เอางี้อาจะโทรเรียกตำรวจและไปหาที่วัง อย่าเพิ่งทำอะไรกระโตกกระตากนะหลานชน”
เหมือนเื่จะไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะอยู่ดีๆ ตนุภัทรก็ขับรถมาจอดหน้าวัง แถมไม่ทันไรก็โดนคนร้ายสองคนเอาปืนจี้หลังบังคับให้เดินเข้ามาในวังซะแล้ว
“เดี๋ยวๆ ใจเย็นๆ หน่อยครับ ช่วยเลือกว่าจะใช้ปืนหรือมีด นี่ถ้าจะขู่ก็อ่อนโยนกันบ้าง อย่าหนักหน่วงนักเลยพี่”
“หุบปากแก แล้วเดินไป”
อมเรศที่กำลังกระเตงหลานชายตัวน้อยอยู่รู้สึกกระวนกระวายใจกลัวว่าอดีตคนรักของเธออาจมาไม่ทันการเธอกับชนมภูมิคงจะตายเสียก่อน
ป้าง!!!!!!!
เสียงปืนยิงข่มขู่ขึ้นฟ้า ชนมภูมิกลัวว่าอมเรศกับพาสุกรีจะเป็อะไรไป เขาจึงเป็ฝ่ายออกไปเจรจาเอง และสั่งให้เธออยู่เงียบๆ ทำเหมือนกับว่ามีแค่เขาคนเดียวที่เหลืออยู่ในวังนี้
“น้าเรศ เข้าไปหลบที่ห้องหนังสือใต้ดินแล้วล็อคประตูอย่าให้ใครเข้าไปได้”
“จ้ะ”
ชนมภูมิเดินยกมือสองข้างออกมาแต่ก็ไม่ลืมแอบหยิบปืนสั้นหนีบใส่เอวของพี่ชายออกมาด้วยเพื่อความปลอดภัย
“ที่นี่มีแค่ฉัน พวกแกปล่อยเพื่อนฉันไปก่อน แล้วจะเอาอะไรค่อยมาเจรจากันดีกว่ามั้ย”
“ส่งสมบัติของตระกูลแกมา”
“สมบัติแบบไหน ทอง พลอย อัญมณี ฉันไม่มีให้แกหรอก ฉันมีเพียงคลังปัญญาเท่านั้น”
“โฮ้ย! ไอ้ชนอย่าเพิ่งมาวาทะกรรมตอนนี้ได้มั้ย ฉันเสียวไส้จะแย่อยู่แล้ว”
“แกอย่ามาทำเป็ไม่เข้าใจ สมบัติของปู่ทวดแกไง อยู่ที่ไหนบอกมา”
คนร้ายคนหนึ่งตะคอกใส่เสียงดังพลางปลุกสติของชนมภูมิให้ตั้งรับทันเวลา แถมโชคดีตอนนี้ตำรวจจำนวนหนึ่งกำลังส่งสัญญาณให้เขาอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าวัง
“อ้อ ไปสิสมบัติของปู่ทวดอยู่ที่ อู่ทอง สุพรรณบุรี นายแกคงหาที่อยู่ได้ไม่ยาก สมบัติถูกฝังลึกราวๆ 3 เมตร ข้างในมีของมีค่าจำนวนมากซึ่งประมาณค่าไม่ได้ ฉันบอกแกไปหมดแล้ว ส่งตัวเพื่อนฉันมา”
“เดินไปหาเพื่อนแกสิ”
คนร้ายคนหนึ่งผลักร่างของตนุภัทร เขาค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ชนมภูมิ ทว่าคนร้ายอีกคนยกกระบอกปืนขึ้นมาเตรียมยิงไปที่ชนมภูมิ ตนุภัทรรีบวิ่งไปบังวิถีะุปืนแทนเพื่อนรัก ร่างของเขาโดนอัดด้วยแรงยิงจนล้มลงกับพื้น คนร้ายสองคนรีบวิ่งหนี โชคร้ายที่ตำรวจต่างล้อมดักอยู่ทางด้านหลังจึงสามารถเข้าจับกุมคนร้ายที่เป็ลูกน้องของคุณหญิงผกามาศสำเร็จ
เวลานี้ตนุภัทรนอนหลับอยู่ในห้องไอซียูเป็ตายเท่ากันเพราะะุปืนเฉียดใกล้หัวใจ เวลานี้ชนมภูมิรู้สึกเกลียดตัวเองที่ไม่สามารถปกป้องใครเพื่อนของเขาหรือแม้แต่ครอบครัวได้เลย ชนมภูมิตัดสินใตเลื่อนการเดินทางไปฮาลาปัญเพื่อคอยมาดูแลตนุภัทรกระทั่งเขาอาการดีขึ้นและพ้นขีดอันตราย เขาที่นั่งกระเตงหลานชายอยู่ข้างเตียงของเพื่อนรัก ขณะที่เสียงเคาะประตูห้องพักผู้ป่วยดังขึ้น เขาจึงได้หอบสัมภาระของหลานชายตัวน้อยเพื่อส่งต่อให้กับบุคคลที่พ่อของเขาให้การไว้เนื้อเชื่อใจว่า ชายผู้นี้จะสามารถฟูมฟักสายเืแห่งทวิชากรได้เป็อย่างดี
“ชนมภูมิ เธอแน่ใจนะว่าจะให้อารับเขาเป็บุตร”
ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่ามองดูหลานชายคนแรกผ่านกรอบแว่นสีดำอย่างอาลัยอาวรณ์ จวบจนวันที่พี่สะใภ้คลอดเด็กคนนี้มา พี่ชายของเขาก็โยนภาระหน้าที่ของการเป็พี่เลี้ยงเด็กมาให้เขาดูแล เขาแทบไม่คาดคิดเลยว่าวันนี้จะต้องลาจากกับหลานที่เขาเลี้ยงมากับมือ แม้อยากจะรั้งความคิดตนเองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องปล่อยวางมากเท่านั้น เขาในเวลานี้ตกผลึกทางความคิดได้ว่า ต่อให้เขาเก่งกาจในเื่วนศาสตร์ สมุนไพรศาสตร์ ดาราศาสตร์ จะอีกกี่ศาสตร์ก็ไม่ได้ช่วยให้เขาสามารถรักษาชีวิตพี่ชายเอาและพี่สะใภ้ไว้ได้ แล้วถ้าพาสุกรียังอยู่กับคนอ่อนแออย่างเขา ชีวิตของเด็กคนนี้อาจเป็ภัย
“แน่ใจครับอาไท”
เขาบอกพลางจูบหน้าผากของเด็กทารกตัวน้อยเป็ครั้งสุดท้ายและยื่นส่งให้กับไผทธร ชายวัยสี่สิบโอบอุ้มร่างบุตรบุญธรรมของเขาด้วยความถนุถนอม บัดนี้เขาไม่เหงาอีกต่อไป เขาสัญญาด้วยหัวใจว่าจะรักหลานของรุ่นพี่อย่างหม่อมราชวงศ์อติเทพดั่งลูกแท้ๆ
“เดี๋ยวก่อนค่ะ พี่ไทจะมาเอาหลานของเรศไปไม่ได้นะคะ”
อมเรศ ผู้มีศักดิ์เป็ย่าแท้ๆ ของพาสุกรีปรี่ออกมาจากลิฟต์ด้วยความว่องไวเมื่อเห็นอดีตคนรักของเธอ ไผทธร กำลังเตรียมพาหลานของเธอไปอยู่ที่ต่างประเทศด้วยกัน
“งั้นคุณก็ไปกับผมสิ ไหนๆ เราก็เคยมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน แล้วผมก็ยังไม่มีใคร ถ้าเพิ่มพาสุกรีกับคุณเข้ามาในชีวิตอีกสักสองคน คงไม่ลำบากหรอก”
“เสนอมา เดี๋ยวก็สนองซะเลย”
อมเรศอึ้งไม่คิดว่าอดีตคนรักที่เลิกรากันมาเกือบยี่สิบกว่าปีจะพูดประโยคแบบนี้ออกมาจากปาก ทว่าอมเรศที่ยังดูตะลึงงึงงันกับลูกหยอดของไผทธร ชนมภูมิก็รู้ทันว่าถ่านไฟเก่ากำลังประทุคุกรุ่น นับว่าเป็เื่ดีหากว่าอมเรศตัดสินใจไปกับไผทธร เพราะเธอจะได้เป็หูเป็ตาคอยส่งข่าวคราวของหลานชายให้กับเขา เมื่อเขาไปอยู่ฮาลาปัญแล้ว
“ผมเห็นด้วยนะครับอาเรศ แถมอายังได้อยู่กับพาสุกรี คอยดูแลเขา หรือจะให้ดีผมอยากให้อารับเป็แม่แล้วช่วยอาไทดูแล” ชนมภูมิจับมือของอมเรศวางทาบกับมือของไผทธรที่กำลังอุ้มพาสุกรีตัวน้อยอยู่ สายตาของอดีตคู่รักสบตาหวานซึ้งนึกถึงวันวานที่เคยผูกพัน มาวันนี้พวกเขากำลังจะเริ่มต้นใหม่ด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง สิ่งหลักคือเพื่อทารกเพศชายที่กำพร้าพ่อแม่ผู้นี้ ส่วนเื่อื่นให้เป็ไปตามโชคชะตา
เกือบสองอาทิตย์มาแล้วที่ตนุภัทรนอนพักอยู่ในโรงพยาบาล โดยมีชนมภูมิคอยดูแลเพราะปัทมาที่ทำอาชีพครูวิชานาฏศิลป์พานักเรียนไปประกวดแข่งขันเพื่อให้สามารถเข้าสู่รอบการแข่งขันระดับประเทศจึงต้องฝึกซ้อมกันอย่างหนัก ชนมภูมิจึงอาสาคอยดูแลคนรักของเธอให้ เพราะเขาเป็ต้นเหตุทำให้ตนุภัทรเจ็บตัว อีกอย่างสิ่งเดียวที่เขาทำได้ก่อนย้ายไปอยู่ที่ฮาลาปัญเป็การถาวรก็คือ การเห็นเพื่อนรักแข็งแรงดีแล้ว เขาจึงวางใจที่จะจากไป
“จริงๆ นายไม่จำเป็ต้องมาประกบติดฉันอย่างกับเป็เด็กอ่อนขนาดนี้ก็ได้”
“แต่นายก็เหมือนเด็กอ่อนจริงๆ ”
ชนมภูมิบอกพลางยื่นแอปเปิ้ลที่เพิ่งปอกเสร็จส่งให้กับตนุภัทรที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงนอนกิน
“นายจะไปเมื่อไหร่”
มีดที่ปอกแอปเปิ้ลอยู่ชะงักค้าง เหลือบมองเพื่อนตัวดีที่กำลังเคี้ยวแอปเปิ้ลในปากตุ้ยๆ พลางเปิดหนังสือนวนิยายแฟนตาซีเื่โปรดอ่าน
“ใครบอกนาย”
“สัญชาติญาณฉันบอกว่านายกำลังจะเดินทางไกล และคราวนี้ดูท่าจะไปแล้วไปลับ…ไม่กลับมา”
“ใครบอก”
ตนุภัทรหยิบสมาร์ทโฟนของตัวเองแล้วเปิดข่าวที่กำลังดังที่สุดในยามนี้ให้ชนมภูมิผู้ปลิกวิเวกดู ชายหนุ่มรับมาแล้วฟังข่าวที่ลุงโรจน์พ่อบ้านประจำวังให้สัมภาษณ์ว่าวังปักษาสุดาจะกลายเป็วังร้าง ราชสกุลทวิชากรแยกย้ายไปอยู่ต่างถิ่น หม่อมราชวงศ์อติเทพกับหม่อมราชวงศ์ฉัตรชารีตัดสินใจออกบวช เพื่ออุทิศส่วนบุญให้กับบุตรชายคนโต หม่อมราชวงศ์พิชญุตม์ ส่วนคนเล็ก หม่อมราชวงศ์ชนมภูมิตัดสินใจย้ายไปอยู่ต่างประเทศเป็การถาวร
“ฮาลาปัญไม่ได้ไกลจากไทย”
“นายไปเถอะ หมอยังให้ฉันอยู่ในโรงพยาบาลอีกหลายวัน ถ้านายเลื่อนนัดเ้าหญิงบ่อยๆ มันจะไม่ดีเอานะ”
“ปัทมาบอกว่านายจะเข้าทำงานที่สถานทูตแห่งใหม่ แล้วที่ไหนล่ะ”
“ยังไม่รู้”
ชนมภูมิวางมีดปอกผลไม้ แล้วหยิบจดหมายออกมาจากเสื้อโค้ท เขาส่งให้ตนุภัทรพลางถอนหายใจ
“ต่อจากนี้นายไม่มีฉันคอยเตือนสติ ทำอะไรก็หัดใจเย็นบ้าง ถึงแม้ฉันจะไปอยู่ที่อื่น เราก็ยังเป็เพื่อนกันเสมอ ส่วนอนาคตถ้าฉันสามารถตอบแทนสิปโปทัยกลับไปได้บ้าง ขอโอกาสให้ฉันตอบแทนนายด้วยไอ้นุ” ชนมภูมิชูกำปั้นขึ้น ตนุภัทรยิ้มแล้วชนกำปั้นของเขากับเพื่อนรัก เป็ดั่งคำมั่นสัญญาของทั้งคู่