เสียงของพิธีกรพูดขึ้นทุกคนก็ต่างปรบมือเสียงดัง แต่ดูเหมือนว่าแขกผู้โชคดีของงานกำลังจะเดินจากไปพร้อมกับช่อดอกไม้อย่างน่าเวทนา เขาเดินไปท่ามกลางความมืดมนบนท้องถนนเพียงลำพัง แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงต้องเดินตามเขามาเหมือนกัน เพราะเป็คนเคยรู้จักดีล่ะมั้ง!? แล้วอยู่ ๆ ท้องถนนที่มีแต่ความมืดมิดก็ปรากฏแสงไฟส่องจ้าไปทั่วสองข้างทาง และแสงไฟนั้นก็กำลังพุ่งเข้ามาหาคนที่ผมเดินตามด้วยความเร็ว ขณะนั้นเอง!ขาของผมมันก็วิ่งเข้าไปหาเขาคนนั้นทันทีโดยไม่มีเหตุผล
ตึก ตึก ตึก ตึก!
“ธีร์!!”
“ปี๊ดๆ ปี๊ดดดดดดด!!!!!”
“เห้ยยยย!!!!!!”
................
มันจะเป็ไปได้ยังไงที่คนตายไปแล้วตั้งหลายปี จะมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเรา…..
ปี 2010
ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนกรุงเทพวิทยา
สวัสดีครับ ผม ไทน์ อิทธิพัทธ์ นักเรียนชั้น ม.5/1
ย่ำสนธยา ณ โรงเรียนใจกลางกรุงเทพมหานคร เวลา 16:30 น.นักเรียนหลายคนต่างทยอยกลับกันไปเกือบหมดแล้ว ผมที่ยังไม่อยากกลับบ้านอันเต็มไปด้วยความเงียบเหงาและว่างเปล่า ก็กำลังนอนพักผ่อนหย่อนใจฟังเสียงนกเสียงกาอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างลำคลองเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านโรงเรียน มันเป็สถานที่หลบซ่อนความวุ่นวายประจำหลังเลิกเรียนของผม
แต่อยู่ ๆ ผมก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างร้องขอความช่วยเหลือ “เหมี๊ยว! ๆ ” ก็นั่นแหละครับ มันคือเสียงลูกแมวที่กำลังติดอยู่บนโขดหินกลางลำคลอง พอเจอสถานการณ์แบบนี้ สำหรับทาสแมวอย่างผมก็คงรีบะโลงน้ำไปช่วยอย่างไม่รอช้าแน่นอน “ตู้มมม!” ไม่ใช่เสียงะเินะครับ แต่มันคือเสียงผมะโลงน้ำ สภาพคือเปียกั้แ่หัวจรดเท้า
ลูกแมวตัวนั้นมีท่าทีเหมือนดีใจที่ผมลงไปช่วย มันยอมให้ผมจับโดยไม่มีท่าทีที่กลัวผมเลยแม้แต่นิดเดียว ขณะที่ผมอุ้มลูกแมวไว้แล้วกำลังเดินขึ้นจากลำคลองอยู่นั้น ก็พึ่งมานึกขึ้นได้ว่าจะะโลงไปทำไม ทั้ง ๆ ที่น้ำมันลึกไม่ถึงเอวของผมด้วยซ้ำ แค่ค่อย ๆ เดินลงไปแบบเท่ ๆ ก็คงจะช่วยลูกแมวได้โดยที่สภาพตัวเองยังดูดีแบบ80เปอร์เซ็นอยู่
“ฮ่าา ๆ ๆ ๆ!>.< คนอะไรแม่งโคตรบื้อ”
เสียงของชายคนหนึ่งนั่งหัวเราะอยู่ตรงหน้าผม ซึ่งผมก็ไม่รู้จักว่าเขาเป็ใคร แต่ชายคนนั้นใส่ชุดนักเรียนแบบเดียวกันกับผม สีผมของเขาดำประกายเทาเงาสวยน่าค้นหา ดวงตาสีฟ้าหม่นกลมโตดูมีเสน่ห์ สีผิวขาวนวลอย่างกับผู้หญิง “จะไปสังเกตอะไรขนาดนั้นวะ” ผมคิดในใจ พอชายคนนั้นลุกขึ้นยืนก็ดูเหมือนว่าเขาจะสูงประมาณ 170 เิเเกือบเท่าผม แต่รูปร่างเล็กกว่า
ชายคนนั้นคงเห็นว่าในมือข้างหนึ่งของผมอุ้มลูกแมวไว้อยู่ เขาก็เลยโค้งตัวลงโดยเอามือข้างนึงจับเข่าตัวเองแล้วมืออีกข้างก็ยื่นมือมาให้ผมจับเพื่อจะช่วยดึงผมขึ้นจากลำคลอง แต่ผมก็ไม่สนใจ แล้วก้าวเท้าขึ้นเหยียบปูนที่ขอบคลองน้ำด้วยความมั่นใจว่าจะสามารถขึ้นไปได้อย่างง่าย ๆ....แต่ผมพลาด
“พรืดดด!”
ผมลื่นจากขอบปูนและกำลังจะตกน้ำอีกรอบเพราะลืมมองว่าที่ขอบปูนมีตะไคร่น้ำเกาะอยู่เต็มไปหมด
“เชี้ยยยยยยย!!!!!” ผมกับชายปริศนาอุทานพร้อมกันด้วยความใ
ชายคนนั้นรีบคว้ามือผมไว้แน่น “ตู้มมมม!!” “ต้ามม!!!” แต่เพราะผมที่ตัวใหญ่กว่า มันเลยทำให้เราสองคนตกน้ำด้วยกันทั้งคู่ ด้วยความที่เป็ทาสแมวนั้น คือตัวเองเปียกได้แต่แมวห้ามเปียก ก่อนที่จะตกลงน้ำผมก็เลยจับลูกแมวยื่นขึ้นให้ห่างตัว ให้สูงที่สุดเพื่อไม่ให้ลูกแมวโดนน้ำ ส่วนผมกับชายคนนั้นก็คงจะเจ็บตัวด้วยกันทั้งสองคน เพราะน้ำมันไม่ลึกและข้างล่างก็มีแต่หิน.....
“มั่วะ!...”
“จุ๊บ!.....”
ก็นั้นแหละครับ ชายแท้สองคนต้องมาจูบกันเนี่ยนะ ชีวิตมันช่างตลก ชายคนนั้นตกลงมาค่อมทับตัวผมพร้อมกับริมฝีปากน้อยๆอมชมพูที่เผลอมาประกบกับปากของผมด้วย แต่แปลกที่ผมก็ไม่ได้รู้สึกรังเกลียดอะไรเลย
“อร๊ากกกก ไอ้เหี้ยนี่”
เสียงผมและชายคนนั้นอุทานพร้อมกัน ต่างคนต่างใและผลักกันออกแทบไม่ทัน
“โอ้ยไอ้โง่!! โง่แล้วยังเสือกหยิ่งอีกนะมึงอ่ะ กูอุตส่าห์จะช่วยเสือกทำเก่ง เป็ไงทีนี้ สภาพเหมือนหมาตกน้ำกันทั้งคู่”
เสียงชายปริศนาตะคอกใส่ผม
“อ้าวไอ้นี่!! เสือกเข้ามาเสนอหน้าเอง กูไปขอให้มึงมาช่วยตอนไหน!”
ผมก็เลยด่ากลับไปนิดหน่อย เพราะดูแล้วเหมือนว่าเขาจะมีเจตนาดี ที่คิดจะช่วยผมจริง ๆ ถึงจะปากดีไปสักหน่อยก็เถอะ
“พลเมืองดีอ่ะมึงรู้จักป่ะ! เห็นใครลำบากก็ต้องช่วยดิวะ ยิ่งอยู่ในโรงเรียนอีก ถือว่าทำบุญช่วยเหลือสัตว์”
ชายปริศนายังคงปากดีไม่เลิก
“ปากดีนะมึงอ่ะ!”
ผมกับชายปริศนามีปากเสียงกันอยู่ในคลองน้ำสักพัก “เหมี๊ยว ๆ เหมี๊ยว ๆ ” ก็ได้ยินเสียงแม่แมวมา ตามหาลูกแมว ผมและชายคนนั้นจึงได้ขึ้นจากลำคลอง
พออุ้มลูกแมวขึ้นจากคลองน้ำ ผมก็ได้ใช้เสื้อคลุมที่ถอดไว้ใต้ต้นไม้มาเช็ดตัวให้ลูกแมว ก่อนจะส่งลูกแมวคืนให้แม่แมวไป
"ลูบๆ! อย่ามาเล่นซนจนตกน้ำอีกนะเ้าเหมียว"
แมวทั้ง 2 ตัวเดินมาคลอเคลียผมและเหมือนจะยิ้มให้ผมก่อนจะเดินจากไปหลังโรงเรียนอย่างช้า ๆ
“อ่ะ! ผ้าเช็ดตัว”
ชายปริศนายื่นผ้าสีสันสดใสให้กับผม
“ห้ะ! มึงคิดว่ากูจะใช้ผ้าเน่า ๆ ของมึงหรอ”
"พลึบ!"
“กูซื้อมาสองผืน ว่าจะไปเตะบอล ยังไม่ได้ใช้”
ชายปริศนาพูดแทรกพร้อมโยนผ้าให้ผม ผมเลยต้องจำใจบอกขอบคุณไป จากที่ผมสังเกตในการแต่งกายและลายละเอียดที่ปักอยู่บนเสื้อของเขา ทำให้รู้ว่าเขาเรียนอยู่ที่โรงเรียนเดียวกันกับผม อยู่ชั้นม.5เหมือนกันแต่อยู่คนละห้อง
“ขอบใจละกัน แล้วมึงชื่ออะไร “
ผมถามชายคนนั้นพร้อมมองผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก สีฟ้าครามเหมือนกับสีของดวงตาคนให้
“มึงไม่มีตาอ่านหรือไง! ชื่อกูก็ปักอยู่บนเสื้อเนี่ย”
ชายคนนั้นคงหัวร้อนไม่เลิกเพราะหวังดีมาช่วยผม แต่ผมไม่ค่อยตอบรับความหวังดีนั้นเลย แต่คำพูดของไอ้หมอนี่มันก็ขวัญผ่าซากซะจนผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกรอบ
“ชิ นา ธิป....กูหมายถึงชื่อเล่น ไอ้โง่!”
ผมอ่านชื่อที่ปักอยู่เสื้อของชายคนนั้นในใจ.....แล้วเราก็มีปากเสียงกันอีกครั้ง
"กูไม่บอก ชื่อกูมีลิขสิทธิ์"
"กูอยากรู้มากมั้ง เล่นตัวชิปหาย"
"ไม่อยากรู้แล้วถามหา___หรอครับบ"
-_-
“ไอ้ธีร์!! มึงมาอยู่นี่เองหรอวะ พวกกูตามหามึงให้ทั่ว เขาจะเริ่มแข่งกันแล้วนะเว้ย!!"
ยังไม่ทันที่ผมจะได้คำตอบ เพื่อนของชายปริศนาก็มาตามให้ไปแข่งขันอะไรสักอย่างที่ดูเหมือนว่าจะสำคัญมาก
“เสียงดังหยวกหูว่ะพวกมึงอ่ะ กูก็กำลังจะไปแล้วเนี่ย!”
ชายคนนั้นพูดกับเพื่อนพร้อมเก็บผ้าเช็ดตัวใส่กระเป๋า แล้วกำลังจะเดินไป
“ทำไมมึงเปียกเหมือนหมาตกน้ำแบบนี้วะธีร์!?”
เพื่อนของเขาดูแปลกใจกับสภาพของคนที่พวกเขาตามหา และได้ลากแขนของตัวเ้าปัญหาไปอย่างเร่งรีบ
“ผ้าไม่ต้องคืนกูนะ มึงจะเก็บไว้หรือทิ้งเลยก็แล้วแต่มึง กูไปละ”
ชายปริศนาหันมาพูดกับผมก่อนจะถูกลากตัวไป
“ธีร์หรอ.....น่าสนใจดีนี่”
ผมพูดพึมพำคนเดียว พร้อมกับมองผ้าผืนนั้นว่าจะทำยังไงกับมันต่อดี ที่จริงผมควรจะทิ้งมันไปเลยดีกว่า แต่ผมกลับรู้สึกอยากเก็บมันไว้...ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
หลังจากเหตุการณ์วันนี้จบไป มันก็มักจะมีเื่บังเอิญให้ผมต้องมาเจอกับไอ้ธีร์อยู่บ่อย ๆ .....