ไม่นานนักอาหารและเครื่องดื่มก็ทยอยมาเสิร์ฟ นักดนตรีในร้านคล้ายดูออกว่าพวกเขาพูดคุยกันลำบาก จึงเปลี่ยนแนวดนตรีให้เป็แบบนุ่มนวลและเบาลง ซิ่วอิงยกเครื่องดื่มสีสดขึ้นมาชิม ก่อนจะรู้สึกว่ารสชาติของมันขมปะแล่มแปลก ๆ ลักษณะโดยรวมเหมือนเหล้าปั่นในโลกเดิมทุกประการ ไม่ผิดแน่..มันคือเหล้าปั่นดี ๆ นี่เอง
สิงเทียนตักหมูชิ้นหนึ่งมาวางให้เขา ซิ่วอิงตาค้างเพราะรู้สึกว่านี่มันแปลกจริง ๆ แปลกของแท้เลยล่ะ คราวก่อนยังปฏิเสธน่องไก่จากเขาอยู่เลย แต่หนนี้กลับเป็ฝ่ายตักอาหารมาให้เขาเองกับมือ พร้อมทำท่าราวกับคาดหวังให้เขากินมันอีก แปลกมาก แปลกที่สุด!
ซิ่วอิงยกมือขึ้นพนมเหนือหัวก่อนกล่าว “ข้าขออนุญาตนะคุณชาย”
พูดเสร็จก็จัดการซัดปราณบริสุทธิ์ใส่กลางอกอีกฝ่ายทันที สิงเทียนงุนงงเล็กน้อยแต่ก็ยินดีให้เขาทำอย่างไม่คิดขัดขืน ฝ่ามือบางถูกดึงกลับคืนแล้ว แต่สติของคนที่นั่งอยู่กลับยังลอยเตลิด ซิ่วอิงนึก ‘ร่างกายก็ปกติไม่มีภูติผีสิงอยู่ แล้วทำไมเขาถึงทำตัวแปลกขนาดนี้'
“ทำอะไรของเ้า”
ซิ่วอิงแกล้งพูดกลบเกลื่อน “อ้อ ข้าน้อยกลัวคุณชายจะแพ้สุราน่ะขอรับ เลยต้องถ่ายลมปราณกันไว้ก่อน แหะๆ”
“หึ”
สิงเทียนหัวเราะทีหนึ่งก็แทบจะทำให้เขาร่วงตกจากที่นั่งขาชี้ฟ้าแล้ว ไอ้คนที่ชอบทำหน้าดำทะมึนใส่ผู้อื่นตลอดบัดนี้กำลังเผยรอยยิ้มออกมาได้หน้าตาเฉย ซิ่วอิงนั่งตัวแข็งเพราะไม่รู้ว่าคุณชายตรงหน้าเป็อะไรกันแน่ นึกอยากหน้าบูดก็หน้าบูด นึกอยากหัวเราะก็หัวเราะ อารมณ์ขึ้นลงจนเขาเองก็สับสนตามไปด้วย ทำเอาปฏิบัติตัวไม่ถูกเลยทีเดียว
เสียงเพลงแ่เบา ช่างเข้ากับบรรยากาศภายในร้านนัก อาหารทุกอย่างล้วนเลิศรสดังที่พนักงานบริการบอกจริง ๆ ทั้งสุราหลากสีและของแกล้มที่มีให้เติมไม่อั้น
ซิ่วอิงดื่มไปก็หวนนึกถึงชีวิตตนเอง เมื่อครั้งยังมีชีวิตเขาก็เคยเที่ยวแบบนี้อยู่หลายครั้ง และนับั้แ่ได้เจอกับลูกหมีก็ไม่เคยออกไปเที่ยวที่ไหนอีกเลย แต่ในตอนนี้สิงเทียนกลับพาเขามาเลี้ยงฉลอง จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผ่อนคลายราวกับได้ย้อนไปใช้ชีวิตแบบเดิม
เขานั่งมองพระเอกที่กระดกเหล้าขึ้นดื่มครั้งแล้วครั้งเล่า เท่าที่ดู ๆ สิงเทียนน่าจะดื่มไปราวห้าเหยือกเห็นจะได้ ในขณะที่เขายังดื่มเหยือกที่สามไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ
แม้จะรู้ว่าเป็เหล้าปั่น แต่ส่วนผสมของมันก็ยังมีเหล้าผสมอยู่ดี ซิ่วอิงในอดีตเคยเป็ถึงนักดื่มมือฉมัง แต่ ณ เวลานี้เขาต้องยอมใจให้สิงเทียนจริง ๆ ทั้งที่ดื่มไปตั้งขนาดนั้นแต่ยังดูปกติเหมือนไม่ได้ดื่มสักอึก
เขากลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อกเพราะรู้สึกชื่นชมในความคอแข็งของอีกฝ่าย นั่งจ้องคนตรงข้ามไปได้ไม่นาน ก็ต้องพบกับสิ่งที่ชวนหัวปวดตามมา สิงเทียนคล้ายกับยังไม่หนำใจเพราะแก้วที่ใช้ตักมันใบจ้อยเสียเหลือเกิน จึงยกเหยือกขึ้นมาดื่มโดยตรงมันเสียเลย
“โอ้โห!”
ซิ่วอิงที่นั่งมองถึงกับลืมตัวร้องเสียงหลง ไม่ใช่ว่าเขาเป็คนดีอะไรมากมายหรอกนะ แต่ไอ้การดื่มของมึนเมาแบบขาดสติแบบนี้มันค่อนข้างจะเกินไปหน่อยแล้ว หรือที่อีกฝ่ายกำลังทำอยู่ นั่นคือการโชว์ความสามารถให้เขาเห็นงั้นรึ?
“มีอะไร”
เดิมทีตัวเขาที่นั่งมองอีกคนสำราญไปกับเหล้ายา ก็ไม่ได้รู้สึกอยากขัดเท่าไหร่ แต่ยิ่งนานไปอีกฝ่ายยิ่งทำตัวแปลกขึ้นทุกทีจึงกล่าว
“ข้าว่าคุณชายควรหยุดได้แล้วนะขอรับ”
“หยุด? หยุดอะไร”
เขาชี้ไปที่เหยือกในมืออีกฝ่าย “หยุดดื่มของพวกนี้ได้แล้ว”
“ทำไมล่ะ น้ำผลไม้นี่ออกจะรสชาติดี”
“แต่มันมีสุราอยู่ด้วยนะขอรับ ท่านกินไปตั้งเท่าไหร่ได้นับบ้างไหม ที่ถืออยู่ในมือนั่นเหยือกที่ห้าแล้วนะขอรับ!”
“แล้วอย่างไร”
“ท่านจะเมาเอาได้นะ”
“ข้าไม่เมาหรอก”
ซิ่วอิงี้เีพูดกับคนหัวแข็งแล้ว เขาปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งดื่มต่อไป ส่วนตนเองก็เดินไปเข้าห้องน้ำและล้างหน้าให้สดชื่น เพราะตอนนี้นอกจากจะรู้สึกง่วงงุนแล้ว เขาก็ยังรู้สึกมึนหัวขึ้นมานิดหน่อยอีกด้วย อาจเป็เพราะฤทธิ์สุรา ไม่ก็แสงไฟวิบวับจากในร้านเป็แน่
หลังทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำเสร็จ เขาก็เดินออกมาหมายจะนั่งเฝ้าคุณชายน้อยต่อ แต่ภาพในร้านที่เห็นขณะนี้กลับแลดูเปลี่ยนไป กลุ่มคนจำนวนมากกำลังยืนเกาะกันราวกับเป็กำแพงหนา ก่อตัวเป็วงล้อมขนาดใหญ่คล้ายกับล้อมบางอย่างเอาไว้ด้านใน
ซิ่วอิงยืดคอมองเข้าไปยังใจกลางวงล้อม ก็เห็นบุรุษสองคนยืนประจันหน้ากัน และหนึ่งในนั้นคือคุณชายของเขา ไม่ได้การล่ะสิ เมื่อครู่ยังปฏิเสธว่าไม่มีทางเมาอยู่เลย แล้วเหตุใดจึงกลายมาเป็แบบนี้ได้เล่า ซิ่วอิงรีบแทรกตัวผ่านฝูงชนเข้าไปยังข้างใน เมื่อมาเห็นเต็มตาจึงได้รู้ว่าเพราะสาเหตุใดพวกเขาถึงต้องล้อมวงปะทะกันเช่นนี้
สตรีผิวขาวในอาภรณ์สีแดงสดผู้หนึ่งยืนแอบอยู่หลังพระเอก แน่นอนว่าแม่นางนั่นคงจะเป็หนึ่งในภรรยาของอีกฝ่ายแน่นอน มิเช่นนั้นคนอย่างสิงเทียนจะออกโรงปกป้องไปทำไมกัน แต่เขาไม่รู้ว่านางชื่ออะไรหรือเป็เมียลำดับที่เท่าไหร่ เพราะมองเห็นใบหน้าได้ไม่ชัดเจนนัก ดังนั้นจึงได้แต่พยายามเก็บรายละเอียดเสียก่อน หากบุ่มบ่ามเข้าไปขัดฉากอันสำคัญเนื้อเื่ของพระ-นางอาจบิดเบี้ยวไปไกลได้
จากการเฝ้าสังเกตและคาดเดาเอาเอง เขาเดาไว้แล้วว่าเด็กสาวผู้นั้นแลดูจะเป็ผิงผิง ที่ในขณะนี้เพิ่งจะอายุสิบแปดปีและได้เข้ามาทำงานบริการในร้านแห่งนี้
ซึ่งเขาก็เดาถูกจริง ๆ ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามที่ยืนกอดอกมองมาตวาดเสียงดังสนั่น
“ผิงผิง! ข้าจะให้เ้าเลือกว่าจะยอมไปกับผู้ใด ระหว่างข้าที่อ่อนโยนต่อเ้าและจะเลี้ยงดูเ้าให้สุขสบาย กับชายผู้นั้นที่ไร้หัวนอนปลายตีน!”
เสียงแซงแซ่ของผู้คนในร้านต่างพากันซุบซิบไม่หยุดหย่อน ซิ่วอิงที่ยืนรวมอยู่ด้วยก็ได้แต่รอฟังคำตอบของนาง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีผู้ใดตอบกลับชายผู้นั้นสักคน
เสียงอึกทึกครึกโครมดังขึ้นอีกครา ชายผิวคล้ำผู้นั้นโมโหที่สาวงามไม่ตอบเขา ใบหน้าที่บานชื่นเมื่อครู่จึงแลดูราวกับหดเหลือเท่าเหรียญบาท ด้วยความอับอายจึงง้างเท้าถีบโต๊ะตัวหนึ่งจนข้าวของพังเละเทะทันที
เขากางมือออกจนสุดแล้วแหงนหน้าพูดท้าทายคนทั่วร้าน หวังจะทำให้นางเสื่อมเสียที่กล้ามาหักหน้าตน
“วันนี้ข้าจะเหมาร้านเลี้ยงทุกคน แต่มีข้อแม้ว่าต้องจับนางเปลื้องอาภรณ์และรุมชำเราเสียก่อน ผู้ใดกล้าลงมือเป็คนแรก ข้าจะยกทรัพย์สินให้เป็รางวัล!”
เสียงเอ็ดตะโรดังก้องขึ้นมาทันที ทั้งมีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยขัดแย้งกันไปมา ซิ่วอิงเริ่มหวั่นใจเพราะสิงเทียนยังคงยืนนิ่งไม่มีทีท่าว่าจะจัดการผู้ก่อเื่สักนิด
แม่นางผิงผิงเองก็ดูหวาดกลัวอย่างมาก แอบร้องห่มร้องไห้อยู่ด้านหลังจนเสื้อเปียกเป็ดวง ฉับพลันนั้นเองที่ผู้คนเริ่มทยอยเคลื่อนไหวเข้าใกล้นางอย่างช้า ๆ โดยไม่รู้วัตถุประสงค์ ผิงผิงกลับหันมาสบตาเขาพอดีแล้ววิ่งพรวดมากอดขาแน่น
“ช่วยข้าด้วย! ช่วยข้าด้วยนะเ้าคะ!”
“เอ๋!?”
ผู้ถูกอ้อนวอนก้มมองใบหน้ากระจ่างใสนั่นให้ชัดอีกครั้ง ดวงหน้าอ่อนเยาว์เคล้าน้ำตาหลั่งรินกำลังกอดขาขอร้องให้เขาช่วยหรือนี่ เมียพระเอกขอให้ตัวประกอบช่วยเหลือมันมีอยู่ด้วยเรอะ! ตามความเป็จริงเ้าต้องกอดขาขอร้องคนผู้นั้นสิถึงจะถูก มาทำแบบนี้ผู้อื่นได้เข้าใจข้าผิดไปไกลโขแล้ว!
เขานั่งลงแล้วกล่าวกับนาง “ผิงผิงปล่อยขาข้าเถิด เ้าลองดูให้ดีว่าควรจะไปเกาะขาใคร”
เขาชี้ไปยังด้านหลังนางกล่าวอย่างแนะนำว่า “เห็นไหม บุรุษผู้นั้นคือคนที่เ้าควรไปเกาะขามากกว่านะ ทั้งรูปหน้าหล่อเหลาราวกับหลุดจากภาพวาด ไหนจะเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ดูดีมีชาติตระกูลนั่นอีก”
ผิงผิงมองตามพลางมีท่าทีขบคิด เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงร่ายต่อ “เขาน่ะทั้งจิตใจดีมีเมตตา ราศีเปี่ยมไปด้วยความน่าเคารพนับถือ ควรค่าแก่การขอร้องให้ช่วยไหมล่ะ”
นางยังคงมองสิงเทียนโดยไม่กะพริบตา แต่เพียงแค่เสี้ยววิก็คลานกลับมากอดขาเขาดังเดิม คราวนี้ร้องไห้เสียงดังกว่าเก่าและกอดขาเขาแน่นเสียยิ่งกว่างูรัดอีก
“ไม่เอา! ได้โปรดช่วยข้าทีเถอะ!”
“นี่แม่นาง ข้าบอกว่าไปกอดขาเขายังไงเล่า! จะมาลากข้าให้ซวยทำไมเนี่ย!”
ใครจะรู้ว่าแม่นางผู้นี้เอาใจยากเสียยิ่งกว่าเด็กทารกอีก ไล่อย่างไรก็ไม่ยอมไป จนทำให้สายตาทุกคู่หันมาสนใจแต่เขา สิงเทียนเองก็จ้องเขาอยู่เช่นกัน สายตาคู่นั้นมองแม่นางด้านล่างแล้วสลับมองที่หน้าเขา เป็เช่นนี้อยู่พักใหญ่จนกระทั่งฝั่งคนหาเื่เริ่มเคลื่อนไหวอีกหน
“น่าสนใจ มีบุรุษหล่อเหลามากมายแต่นางกลับเลือกเ้า ช่างน่าสนใจยิ่งนัก”
ซิ่วอิงยืนทำหน้านิ่งมิได้กล่าวสิ่งใด แต่เสียงในหัวเขากลับะโดังก้อง ‘ข้าอยากมีส่วนเอี่ยวที่ไหนเล่า!ชีวิตแบบเดิมก็รันทดพอแล้วยังจะต้องมาเจอปัญหาอีกหรือ! คนยืนกันเต็มร้านกลับไม่เลือกผู้อื่น ดันวิ่งมาเลือกตัวประกอบอย่างข้าเนี่ยนะ! แม่นางหากเ้าไม่ใช่หนึ่งในนางเอกข้าคงถีบเ้าหงายเก๋งไปแล้ว!’