เส้นทางแห่งจอมราชัน

    ผู้ดูแลเรือสำราญสุ่ยเย่

    ผ่านไปราวๆสองเค่อกว่าๆ ก็มีคนออกมาจากเรือสำราญสุ่ยเย่ ซึ่งก็คือหลุนเสีย ส่วนอีกคนหนึ่งคือฟู่อ๋าว

    ทั้งสองเป็นสหายกัน หลังจากที่ฟู่อ๋าวเจอหลุนเสียในนั้น พวกเขาก็นั่งโต๊ะเดียวกันและสั่งอาหารมากินด้วยกัน ทั้งสองบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอาหารที่นี้อร่อยมาก อร่อยกว่าหอดาราฟ้าเสียอีก แต่น่าเสียดายที่มันก็ราคาแพงกว่าหอดาราฟ้าเช่นกัน แต่ก็นับว่ามันคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปเพราะอาหารอร่อยและได้บรรยากาศที่สวยงาม

    ไม่นานข่าวที่อาหารบนเรือสำราญสุ่ยเย่อร่อยกว่าหอดาราฟ้าก็กลายเป็นที่พูดคุยกันทันที ด้วยเหตุนี้ทำให้เรือสำราญสุ่ยเย่คนแน่นทั้งวัน 

    ตอนเย็น ในขณะที่ทุกคนกำลังยืนรอเพื่อเข้าไปกินอาหารในเรือสำราญสุ่ยเย่ ได้ปรากฏคนกลุ่มหนึ่งเดินมาพร้อมกับปล่อยกลิ่นอายที่แข็งแกร่งออกมา ซึ่งกลิ่นอายนั้นเป็นของตัวตนระดับเหนือยุทธ์

    “ เป็นผู้นำตระกูลเมิ่น เมิ่นชิงเจา นอกจากนี้เขายังพาผู้อาวุโสใหญ่อย่างเมิ่นกั่วมาด้วย ” 

    “ ดูเหมือนว่าตระกูลเมิ่นจะมาแก้แค้นให้กับเมิ่นต้าน ” 

    ฝูงชนพากันพูดคุยกันด้วยความสนใจและพวกเขาจะดูว่าทางฝั่งของเจ้าของเรือสำราญสุ่ยเย่จะทำการแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร 

    ไม่นานคนของตระกูลเมิ่นก็มาถึงที่ด้านหน้าของเรือสำราญสุ่ยเย่ 

    “ ไอสารเลวตัวไหนที่กล้าทำร้ายลูกชายของข้า! ” เมิ่นชิงเจาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาและเต็มไปด้วยความโกรธแค้น จากนั้นเขาก็ปล่อยออร่าของระดับเซียนยุทธ์ออกมากดดันใส่ผู้คุ้มกันทั้งสี่คนทันที 

    ผู้คุ้มกันสี่คนแม้ว่าจะถูกกดดันโดยเมิ่นชิงเจา พวกเขาทั้งสี่ก็ปล่อยออร่าของพวกเขาออกมาต่อต้าน 

    เมิ่นชิงเจาและคนอื่นๆพากันประหลาดใจ เพราะพวกเขาไม่คิดเลยว่าผู้คุ้มกันทั้งสี่คนจะสามารถต้านทานแรงกดดันของเมิ่นชิงเจาได้ 

    “ ดูเหมือนว่าพวกแกจะพอมีของอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นพวกแกจะต้องชดใช้กับสิ่งที่พวกแกทำ ” เมิ่นชิงเจาตะโกนออกมาก่อนที่จะวาดฝ่ามือไปด้านหน้าก่อนที่จะพุ่งใส่ผู้คุ้มกันคนหนึ่งทันที

    เพียงแต่ก่อนที่ฝ่ามือของเมิ่นชิงเจาจะมาถึงตัวของผู้คุ้มกัน จู่ๆก็มีคลื่นพลังสายหนึ่งพุ่งออกมาจากด้านในและทำลายฝ่ามือของเมิ่นชิงเจาและซัดใส่เมิ่นชิงเจาจะลอยกระเด็นไปไกลหลายเมตร 

    ทุกๆคนพากันยืนอึ้งเพราะพวกเขาไม่คิดเลยว่าจู่เมิ่นชิงเจาจะถูกซัดจนลอยกระเด็นไปไกลหลายเมตรแบบนั้น 

    “ เป็นผู้ใดกันแน่ถึงได้ทำให้เมิ่นชิงเจาลอยกระเด็นไกลแบบนั้นได้ ” 

    เสียงผู้คนต่างพากันส่งเสียงพูดคุยกันด้วยความตกใจ 

    ไม่นานพวกเขาก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมา 

    นางสวมชุดหนังจิ้งจอกสีดำพร้อมกับมีขนจิ้งจอกพาดคอเดินออกมา นางคือเซวียนลู่

    “ ใครกันที่กล้าทำร้ายคนของข้า? ” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเย็นชา จากนั้นสายตาของนางก็กวาดไปมองกลุ่มคนตระกูลเมิ่น 

    “ ที่แท้ก็คนจากตระกูลเมิ่นนี้เอง หรือว่าจะมาแก้แค้นแทนเมิ่นต้านงั้นหรือ งั้นก็เข้ามาเลยข้าจะได้จัดการกับพวกเจ้าให้ผู้อื่นดูว่าใครที่คิดที่จะมีปัญหาที่นี้จะต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี ” เซวียนลู่กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม นางคิดที่จะเชือดตระกูลเมิ่นให้ทุกๆตระกูลในเมืองหลวงกุ่นดู เพื่อที่จะได้ไม่มีใครมาท้าทายที่นี้อีก

    “ เจ้าเป็นใครกัน!! ” เมิ่นกั่วตะโกนขึ้นด้วยความโกรธ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ภายในใจเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว เพราะเขามองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเมิ่นชิงเจาได้รับบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว เพียงแค่คลื่นพลังเดียวก็ทำให้เมิ่นชิงเจาบาดเจ็บได้แสดงว่าคนๆนั้นจะต้องแข็งแกร่งกว่าพวกเขา หรือก็คือนางจะต้องเป็นตัวตนระดับเซียนยุทธ์ขึ้นไป

    “ ข้าเป็นใคร? ข้ามีนามว่า เซวียนลู่ และข้าก็คือผู้ดูแลเรือสำราญสุ่ยเย่แห่งนี้ ” เซวียนลู่กล่าวด้วยรอยยิ้ม 

    ทันใดนั้นทุกๆคนก็มองไปที่เซวียนลู่ด้วยความสนใจ

    “ เนื่องจากวันนี้เป็นวันเปิดเรือสำราญสุ่ยเย่ข้าจะไม่เอาเรื่องพวกเจ้า แต่ถ้าหากพวกเจ้าตระกูลเมิ่นกล้าที่จะมาก่อปัญหาที่นี้อีกล่ะก็พวกเจ้าจะถูกห้ามเข้าเรือสำราญสุ่ยเย่อีกต่อไป ” เซวียนลู่กล่าวพร้อมกับปล่อยออร่าของเทพยุทธ์ออกมา 

    ทันใดนั้นทุกๆคนก็พากันตกใจ

    “ ที่แท้นางเป็นถึงเทพยุทธ์!! ” 

    “ ดูเหมือนว่าตระกูลเมิ่นจะเจอตอเข้าให้แล้ว ” 

    ผู้คนโดยรอบพากันประหลาดใจ พวกเขานึกไม่ถึงเหมือนกันว่าเจ้าของเรือสำราญสุ่ยเย่จะเป็นถึงเทพยุทธ์

    สำหรับพวกเขา เทพยุทธ์คือตัวตนที่แข็งแกร่งและทรงพลัง แม้ว่าเซียนยุทธ์จะห่างจากเทพยุทธ์เพียงแค่ระดับเดียวแต่มันก็ต่างกันราวฟ้ากับเหว อีกอย่างเทพยุทธ์นั้นส่วนมากจะอยู่ในกองกำลังใหญ่ๆและพวกเขาต่างก็เป็นเสาหลักของกองกำลังเหล่านั้น 

    สีหน้าของผู้คนตระกูลเมิ่นพากันซีดขาวด้วยความกลัว การไปมีปัญหากับเทพยุทธ์ไม่ใช่เรื่องดีเลย

    ไม่นานเมิ่นชิงเจาก็ค่อยๆลุกขึ้นยืนก่อนที่เช็ดเลือดที่มุมปาก จากนั้นสีหน้าของเขาก็มองไปที่เซวียนลู่ด้วยความหวาดกลัว นอกจากนี้ก็ยังเต็มไปด้วยความโกรธ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ทำได้เพียงแค่กำหมัดแน่นเท่านั้น เพราะพวกเขานั้นอ่อนแอกว่าเซวียนลู่

    “ ท่านเซวียนลู่ได้โปรดยกโทษให้กับความอวดดีของข้าและตระกูลเมิ่นด้วย ” เมิ่นชิงเจากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเทา 

    เซวียนลู่พยักหน้าและกล่าวต่อว่า “ ถ้าหากมีครั้งหน้าที่ตระกูลเมิ่นก่อเรื่องขึ้นที่นี้ข้าจะไม่ให้ตระกูลเมิ่นเข้ามาภายในเรือสำราญสุ่ยเย่ทั้งตระกูล จำเอาไว้ให้ดี เจ้าเองก็ควรไปอบรมบุตรหลานของตัวเองให้ดี ” 

    “ ข้าจะกลับไปอบรมบุตรหลานให้ดี ” เมิ่นชิงเจากล่าวออกมา ก่อนที่จะพาคนของตระกูลเมิ่นกลับไป

    ไม่นานข่าวที่เจ้าของเรือสำราญสุ่ยเย่เป็นถึงเทพยุทธ์ก็ทำให้ตระกูลทั้งหมดภายในเมืองหลวงกุ่นสั่งไม่ให้บุตรหลานของพวกเขาก่อเรื่องขึ้นภายในเรือสำราญสุ่ยเย่ นอกจากนี้พวกเขาก็พากันตรวจสอบข้อมูลของเซวียนลู่ เพราะพวกเขาอยากรู้ว่านางเป็นใครและมาจากไหน 

    เมื่อหยวนหมิงเย่ทราบข่าวเรื่องนี้เขาก็พยักหน้ารับ เนื่องจากเขามอบตำแหน่งผู้จัดการให้กับเซวียนลู่แล้วทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเซวียนลู่ 

    พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกหนึ่งปีครึ่ง 

    เวลานี้หยวนหมิงเย่อายุสิบเจ็ดปีแล้ว

    สงครามระหว่างสองอาณาจักรก็ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง แต่มันก็ไม่ได้รุนแรงอย่างที่ทุกๆคนคิดเพียงแค่การปะทะกันเท่านั้น เพราะทั้งสองอาณาจักรไม่กล้าที่จะปะทะกันอย่างรุนแรงจริงๆ เนื่องจากทั้งสองอาณาจักรนั้นแข็งแกร่งพอๆกัน

    เพราะถ้าหากพวกต้องการที่จะทำลายอาณาจักรศัตรูที่มีความแข็งแกร่งพอๆกันพวกเขาจะต้องทุ่มทรัพยากรหมดหน้าตักหรือไม่พวกเขาก็ต้องไปขอความช่วยเหลือจากอาณาจักรที่แข็งแกร่งกว่าให้ส่งคนมาช่วยเหลือพวกเขาในการจัดการ 

    ด้วยเหตุนี้ทั้งสองอาณาจักรก็ยังไม่กล้าที่จะทุ่มเทกำลังทั้งหมดในการทำลายอาณาจักรของแต่ละฝั่ง ทำให้ทั้งสองอาณาจักรได้แต่ปะทะกันที่แถวชายแดนเท่านั้น

    ทางด้านความแข็งแกร่งของหอเฟิงเซียงก็พุ่งทะยานอย่างยิ่ง

    เวลานี้หยวนหมิงเย่ได้เข้าสู่ระดับราชันสวรรค์ขั้นต้นแล้ว นับว่าความเร็วของเขานั้นรวดเร็วอย่างยิ่ง 

    ส่วนทางด้านปู่ของเขาหยวนเฉิงได้ทะลวงเข้าสู่ระดับสวรรค์วิบัติแล้ว ซึ่งของหยวนเฉิงคือขั้นสมบูรณ์ ส่วนของอู๋จวินหยางคือขั้นสูง

    นอกจากทั้งสองคนนี้แล้วก็ยังมีตัวตนระดับสวรรค์วิบัติขั้นต้นอีกแปดคน ซึ่งห้าคนนี้นับว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์อย่างมากในหอเฟิงเซียง

    สำหรับอาณาจักรสวรรค์พวกเขาก็เพิ่มขึ้นมาอีกสี่ร้อยกว่าคน หนึ่งในนั้นคือเซวียนลู่ผู้ดูแลเรือสำราญสุ่ยเย่ เพียงแต่ตอนนี้นางถูกส่งไปทำหน้าที่ที่อื่นแล้ว โดยที่นางถูกส่งไปยังอาณาจักรศิลาสวรรค์เพื่อรวบรวมข้อมูล

    แม้ว่าหยวนหมิงเย่จะมอบทักษะบ่มเพาะให้กับหอเฟิงเซียงแต่ไม่ใช่ทักษะระดับสูงเท่าไหร่ แต่ถ้าหากพวกเขาทำผลงานได้ดีก็อาจจะได้รับการยอมรับจากหยวนหมิงเย่ที่จะมอบทักษะบ่มเพาะระดับสูงให้

    นอกจากตัวตนระดับขอบเขตสวรรค์แล้ว พวกเขาก็มีตัวตนระดับเทพยุทธ์มากกว่าสองพันคน เนื่องจากพวกเขาได้ฝึกฝนจนมาถึงระดับเซียนยุทธ์แล้วพวกเขาก็จะได้รับโอสถกระจ่างฟ้าคนละหนึ่งเม็ดเพื่อที่จะทะลวงเข้าสู่ระดับเทพยุทธ์ทันที

    เทพยุทธ์จำนวนหนึ่งพันคนนี้ พวกเขาถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วนเพื่อแทรกซึมไปยังทั้งอาณาจักรต่างๆเพื่อรวบรวมข่าวสารและส่งกลับมาที่หมู่บ้านผิงอัน 

    นอกจากนี้หยวนหมิงเย่ยังส่งตัวตนระดับเทพยุทธ์สองคนไปยังหมู่บ้านฟ้าครามเพื่อคอยดูแลความปลอดภัยให้กับพวกเขา

    สาเหตุที่พวกเขาบ่มเพาะกันได้อย่างรวดเร็วก็เพราะหยวนหมิงเย่สั่งให้อู๋จวินหยางไปที่อาณาจักรเพลิงราตรีและรวบรวมทรัพยาการเท่าที่จะทำได้กลับมานั่นเอง

    ซึ่งทรัพยากรที่อู๋จวินหยางรวบรวมได้นั้นมีทั้งศิลาค่ายกลระดับเจ็ดและระดับแปด สมุนไพรวิญญาณระดับสวรรค์จำนวนมากพร้อมกับเตาปรุงโอสถมากมายนับไม่ถ้วน

    ด้วยหินค่ายกลระดับแปดที่จะเพิ่มความเร็วในการบ่มเพาะยี่สิบสี่เท่า ทำให้หยวนหมิงเย่และคนอื่นจึงพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว 

    ซึ่งค่ายกลกลั่นสวรรค์ที่ถูกสร้างโดยหินค่ายกลระดับแปดนั้นจะถูกมอบให้กับผู้อาวุโส ส่วนรุ่นเยาว์ที่ต้องการใช้ค่ายกลนี้จะต้องเอาแต้มมาแลกจึงจะใช้ได้ 

    ซึ่งปัจจุบันรุ่นเยาว์ทั้งหมดก็บ่มเพาะในค่ายกลกลั่นสวรรค์ที่สร้างขึ้นมาจากหินค่ายกลระดับเจ็ด แค่ระดับเจ็ดก็นับว่ารวดเร็วแล้วเพราะมันจะเพิ่มเวลาบ่มเพาะได้ถึงยี่สิบเอ็ดเท่าเลยทีเดียว

    เวลานี้ชื่อเสียงของหอเฟิงเซียงโด่งดังไปทั่วอาณาจักรแสงจันทร์ เนื่องจากจู่ๆพวกเขาก็ปรากฏตัวขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อน พวกเขามีความแข็งแกร่งที่ลึกล้ำมาก แม้กระทั้งตัวตนระดับอาณาจักรสวรรค์ยังมีอยู่หลายคน ทำให้กองกำลังทั้งหมดต่างก็ให้ความสนใจและคอยจับตามอง

    แต่กองกำลังทั้งหมดพากันตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วก็ยังไม่พบกับตัวตนที่แท้จริงของหอเฟิงเซียง นอกจากนี้ตัวตนไหนที่กล้ารุกล้ำเข้ามาในเขตของหอเฟิงเซียงพวกเขาจะถูกสังหารทิ้งอย่างไม่ใยดีแม้ว่าจะเป็นคนของกองกำลังระดับสุดยอดก็ตาม ทำให้เกิดการต่อสู้กันขึ้นระหว่างหอเฟิงเซียงและกองกำลังชั้นยอดอยู่หลาย แต่สุดท้ายก็เป็นหอเฟิงเซียงที่ชนะเพราะพวกได้ส่งตัวตนระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นสมบูรณ์สามคนออกมา ทำให้หลังจากนั้นเป็นต้นมากองกำลังต่างๆก็เลือกที่จะเลิกสืบเรื่องราวของหอเฟิงเซียง 

    สำหรับสมาชิกหอเฟิงเซียง หยวนหมิงเย่ไม่ต้องการคนขยัน ไม่ต้องการคนเก่ง ไม่ต้องการคนที่มีพรสวรรค์ เขาต้องการเพียงแค่คนที่ซื่อสัตว์เท่านั้น 

    นอกจากนี้สมาชิกของหอเฟิงเซียงจะต้องทำการกินโอสถแบ่งจิต ไม่อย่างนั้นจะถือว่าเป็นคนทรยศและถูกกำจัดทิ้งอย่างไร้ความปราณี

    โอสถแบ่งจิตเมื่อกินแล้วดวงวิญญาณของคนผู้นั้นจะถูกแบ่งออกมาแล้วถูกผนึกลงในลูกแก้ววิญญาณ

    เมื่อดวงวิญญาณของใครสักคนถูกผนึกอยู่ในลูกแก้วจิตวิญญาณ คนๆนั้นจะไม่สามารถหนีรอดไปได้เลย เพราะหยวนหมิงเย่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆของคนที่อยู่ในลูกแก้วผนึกวิญญาณได้ทั้งหมด และถ้าหากลูกแก้วผนึกวิญญาณถูกทำลาย คนที่เป็นเจ้าของของลูกแก้วผนึกวิญญาณก็จะเสียชีวิตทันที

    ส่วนสำหรับที่เก็บลูกแก้วผนึกวิญญาณ หยวนหมิงเย่ได้ทำการสร้างที่เก็บลูกแก้วผนึกวิญญาณไว้อย่างลึกลับมีเพียงไม่กี่คนที่รู้ถึงที่เก็บของลูกแก้วผนึกวิญญาณ

    ซึ่งที่เก็บลูกแก้วผนึกวิญญาณก็คือจวนฟ้ากระจ่างนั่นเอง แต่เป็นห้องที่อยู่ภายในชั้นใต้ดินลึกจากพื้นดินหลายร้อยเมตร

    นอกจากนี้รอบๆก็ยังมีค่ายกลระดับสูงอีกหลายสิบค่ายกลไม่ว่าจะเป็นค่ายกลลวงตา ค่ายกลปัองกัน ค่ายกลสังหาร ปกป้องที่เก็บลูกแก้วผนึกวิญญาณไว้อีกชั้นหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ทำให้หยวนหมิงเย่สามารถปกครองหอเฟิงเซียงได้อย่างมั่นคง

    ณ จวนฮวาสุ่ย 

    หยวนหมิงเย่กำลังมองเรือสำราญสุ่ยเย่ที่จอดอยู่ไม่ไกลจากจวนฮวาสุ่ยด้วยความพึงพอใจ

    เพราะชื่อเสียงของเรือสำราญสุ่ยเย่นั้นโด่งดังทั่วอาณาจักร ไม่ใช่แค่เมืองหลวงกุ่นที่จะมีเรือสำราญสุ่ยเย่ แต่เมืองหลวงทุกแคว้นรวมไปถึงเมืองหลวงแสงจันทร์ก็มีเรือสำราญสุ่ยเย่เปิดบริการ ถ้าหากไม่มีแม่น้ำก็จะเป็นภัตตาคารสุ่ยเย่แทน

    “ ดูเหมือนว่ากิจการจะดำเนินไปได้ด้วยดี ” หยวนหมิงเย่กล่าวออกมาด้วยความพึงพอใจ 

    ด้านหลังของหยวนหมิงเย่มีเหม่ยเจียงที่ยืนอยู่ไม่ไกล เวลานี้บ่าวรับใช้ในจวนฮวาสุ่ยต่างก็เป็นถึงเทพยุทธ์ทั้งสิ้น มีเพียงแค่เหม่ยเจียงและชุนหานสองคนที่เข้าสู่ระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นกลาง

    เนื่องจากหยวนหมิงเย่ผลักดันบ่าวรับใช้ในจวนของเขาอย่างมากทำให้บ่าวรับใช้ในจวนของเขานั้นพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องเส้นทางแห่งจอมราชัน ที่คุณอ่าน