“เธอพูดถูกแล้ว!”
ในบรรดาพวกชาวบ้านที่มามุงดูยังมีบางคนที่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด
ยังไงซะทุกคนก็อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันพวกเขาเห็นมาตลอดว่าหวังซิ่วฉินปฏิบัติกับเฉียนจือลูกสะใภ้ของตัวเองอย่างไร
อันที่จริง ถ้าพูดกันตามตรงเฉียนจือลดตัวลงมาแต่งงานต่ำกว่าฐานะของตัวเองเสียด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่เธอแต่งเข้ามาก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานบ้านอย่างเต็มที่ไม่เคยปริปากบ่นเลยสักคำ
แต่หวังซิ่วฉินก็ยังไม่พอใจเธอคิดว่าในฐานะแม่สามีควรจะกดขี่ข่มเหงลูกสะใภ้
ดังนั้นจึงสรรหาวิธีต่างๆมาสร้างความเดือดร้อนให้
“เรื่องเมื่อคืนใครบ้างไม่ได้เห็นกับตาถ้าไม่ได้เมียฉินซู่ช่วยเอาไว้ ลูกชายเธอคงไม่รอด!”
“คนเขามีน้ำใจช่วยเหลือพาลูกชายเธอไปโรงพยาบาลกลางดึกแต่ตอนนี้เธอกลับมาโทษว่าเขาไม่สามารถรักษาขาลูกเธอไว้ได้!”
“เมียฉินซู่” คนในหมู่บ้านสองสามคนที่ดูมีไหวพริบก็พูดขึ้นมา“ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องค่ารักษาของบ้านนั้นแล้วแล้วก็ไม่ต้องเข้าไปในเมืองหรอก พักผ่อนอยู่บ้านดีกว่า”
ทุกคนต่างส่งเสียงพึมพำเห็นด้วยหวังซิ่วฉินเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดี
เธอลุกขึ้นยืนเตรียมจะทะเลาะกับเฉียนจือแต่แล้วก็ล้มลงไปกองกับพื้นจนเกิดเสียงดัง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเหลือบมองก่อนจะหันไปพูดขอบคุณทุกคน “เมื่อกี้ขอบคุณทุกคนที่พูดแทนฉันนะคะในเมื่อเรื่องมันเลยเถิดมาถึงขนาดนี้แล้ว ฉันก็ไม่อยากไปโรงพยาบาลอีกแล้วจริงๆ ค่ะ”
เธอสามารถช่วยชีวิตคนได้แต่เรื่องตอบแทนคนที่ทำร้ายเธอด้วยความดีแบบนี้ เธอทำไม่ลงจริงๆ
“รีบกลับไปดูแลฉินซู่เถอะ!”
“นั่นสิ” ป้าคนหนึ่งที่ดูใจดีพูดขึ้นมา“วันหลังมาเอาไข่ที่บ้านป้าไปกินนะ”
พูดจบพวกเขาก็พากันเดินจากไปเหลือเพียงคนที่สนิทกับหวังซิ่วฉินคอยประคองเธอกลับบ้าน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเดินไปหาเฉียนจือมองดูเธอจูงมือลูกสองคน ถือข้าวของพะรุงพะรัง “เธอคิดดีแล้วจริงๆใช่ไหม?”
“ตอนแรกฉันก็ยังคิดที่จะอยู่ดูแลหลี่ซิงชางนะ”เฉียนจือพูดจบก็ยกยิ้มเย็นเยียบ มุมปากเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย“แต่แม่เขาไม่เห็นฉันเป็นคนในครอบครัวด้วยซ้ำ ไม่อยากให้เงินฉันแล้วฉันจะทนอยู่ทำไม”
“ฉันจะไปแล้วนะ”
เฉียนจือสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วเงยหน้ามองต่งเสี่ยวเสี่ยว “ถ้ามีโอกาสได้เจอกันอีกฉันจะมาเรียนเรื่องการแพทย์กับเธอนะ”
พูดจบเธอก็ให้ลูกทั้งสองคนโบกมือลาต่งเสี่ยวเสี่ยว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเห็นแบบนั้นก็รีบเข้าไปในครัวหยิบปลากับปูตัวเล็กๆ ที่เพิ่งทอดเสร็จเมื่อวานออกมาให้เด็กทั้งสอง
“ลาก่อนนะ!”
เธอมองดูเฉียนจือจูงมือลูกทั้งสองคนจากไปต่งเสี่ยวเสี่ยวก็กลับเข้าไปในบ้าน
เธอนึกขึ้นได้ว่าลูกหมูยังขดตัวอยู่ในมุมคอกต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ตั้งใจจะไปดูพวกมันสักหน่อย
หลังจากดูแล้วเธอก็ตัดสินใจจะไปหาหวังชิงซานที่หน้าหมู่บ้าน
หวังชิงซานเป็นชายโสดสูงวัยประจำหมู่บ้านปีนี้อายุห้าสิบกว่าแล้ว เขามีชื่อเสียงในด้านงานช่างในหมู่บ้านมีเรื่องอะไรก็มักจะไปขอให้เขาช่วย
เมื่อต่งเสี่ยวเสี่ยวไปถึงบ้านหวังชิงซานก็เห็นเขานั่งอยู่ในห้องรับแขกสูบยาเส้นด้วยกระบอกยาสูบอยู่
“ฟู่ว..."
ควันพวยพุ่งออกมาจากกระบอกสูบพอเห็นว่ามีคนอยู่หน้าประตู หวังชิงซานก็หยิบผ้าขนหนูมาปัดฝุ่นที่ตัว“ที่แท้ก็เมียฉินซู่นี่เอง เข้ามานั่งก่อนเถอะ”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเดินเข้าไปนั่งเล่าเรื่องที่บ้านของเธอจะสร้างเล้าหมูอย่างคร่าวๆ ให้เขาฟัง
“นอกจากคอกหมูแล้วช่วยเจาะหินตรงด้านหลังบ้านให้หน่อยนะคะ ฉันกลัวว่าถ้าฝนตกหนักหินพวกนั้นจะร่วงลงมา”
หวังชิงซานฟังความต้องการของต่งเสี่ยวเสี่ยวแล้วก็ตบหน้าอก“พรุ่งนี้ฉันจะไปทำให้ที่บ้านเธอเลย”
“อ่า ไม่ใช่สิ” หวังชิงซานเพิ่งนึกขึ้นได้“อาจจะต้องรออีกอาทิตย์หนึ่งนะ วันมะรืนฉันยังมีงานอื่นต้องทำ”
“เร็วกว่านี้หน่อยได้ไหมคะ” ต่งเสี่ยวเสี่ยวเป็นห่วงลูกหมูสองตัว “หรือว่าจะให้ฉันเพิ่มเงินให้ลุงก่อนก็ได้ให้ลุงมาทำให้บ้านฉันก่อนได้ไหมคะ?”
“นี่มัน…” หวังชิงซานยังพูดไม่ทันจบก็ไออย่างรุนแรงเขาหายใจแทบไม่ทัน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรีบเข้าไปรินน้ำส่งให้เขา
มือของหวังชิงซานสั่นไม่หยุดจับแก้วแทบไม่อยู่ ต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงต้องใช้มือข้างหนึ่งลูบหลังเขาเอาไว้ส่วนอีกข้างก็ประคองแก้วป้อนน้ำให้เขา
หลังจากดื่มน้ำไปเล็กน้อยอาการไอของหวังชิงซานก็ดีขึ้นมาก แต่ร่างกายก็ยังสั่นไม่หยุดเขาไอจนกระทั่งไอออกมาเป็นเลือด
ดวงตาของต่งเสี่ยวเสี่ยวฉายแววคมกริบเธอค่อยๆ ลูบหลังให้หวังชิงซานเบาๆ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วกดนวดข้อมือของเขาเพื่อกระตุ้นจุดฝังเข็มและปรับสมดุลพลังชี่ในร่างกาย
ระหว่างที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวนวดให้หวังชิงซานก็มีคนคนหนึ่งเดินมาถึงมุมกำแพง
นั่นก็คือหลี่เจียวเจียว
เมื่อคืนฝนตกหนักคอกหมูของบ้านเธอก็ถูกก้อนหินที่ร่วงลงมาจากเขาทับจนเสียหายเหมือนกันแถมลูกหมูยังโดนหินทับบาดเจ็บไปตัวหนึ่ง
ดังนั้นแม่ของเธอจึงให้เธอมาหาหวังชิงซานไปช่วยซ่อมคอกหมู
เธอเดินบ่นพึมพำมาถึงหน้าประตูกำลังจะเข้าไปก็เห็นว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวกำลังประคองหวังชิงซานแถมมือข้างหนึ่งยังวางอยู่บนข้อมือของเขา
บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนดูชวนให้เข้าใจผิดหลี่เจียวเจียวมองซ้ายมองขวา ก่อนจะกลอกตาสองรอบราวกับกำลังคิดอะไรอยู่
เธอรีบเดินไปตามถนนเล็กๆ ทันที
ทีแรกเธอตั้งใจจะไปบอกพวกป้าๆที่กำลังนินทาใต้ต้นไม้หน้าหมู่บ้าน
แต่หลี่เจียวเจียวนึกถึงเรื่องครั้งที่แล้วจึงคว้าเด็กคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ มา
“หนิวหนิว” เด็กน้อยยิ้มหวานเห็นเธอแล้วน้ำลายไหล “อยากได้ลูกอมของน้าไหม?”
หนิวหนิวหัวเราะคิกคักหลี่เจียวเจียวก็ส่งลูกอมให้เธอ “น้าจะสอนคำคล้องจองให้แล้วเดี๋ยวหนูไปพูดให้ทั่วหมู่บ้านตามนี้นะ”
แต่สอนไปสองรอบ หนิวหนิวก็ยังพูดไม่ได้เพราะตอนเด็กๆ เธอเป็นไข้สูงเกินไป ไม่ได้รับการรักษาทันที ทำให้สมองพิการ
ตอนนี้หลี่เจียวเจียวกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรดี
เถียหนิวก็เดินออกมาจากข้างๆ
“ผมทำได้” เถียหนิวยิ้มมุมปาก“ผมไม่อยากได้อะไรเลย ขอแค่ต่งเสี่ยวเสี่ยวซวยก็พอ!”
คำพูดพวกนี้หวังฮุ่ยเป็นคนสอนเขาทั้งหมด
…
ต่งเสี่ยวเสี่ยวปรับลมปราณและนวดให้หวังชิงซานจนในที่สุดเขาก็รู้สึกสบายตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ลุงชิงซานคะ” ต่งเสี่ยวเสี่ยวประคองหวังชิงซานให้นั่งลง“อาการไอของลุงน่าจะเป็นมาหลายปีแล้ว ต้องรีบรักษาให้เร็วที่สุดนะคะ”
หวังชิงซานยิ้มอย่างขมขื่น“ฉันรู้ แต่ไปรักษาที่โรงพยาบาลแต่ละครั้งมันต้องใช้เงินตั้งเยอะ”
ดวงตาของต่งเสี่ยวเสี่ยวเป็นประกาย“ฉันมีความคิดดีๆ ค่ะ”
หวังชิงซานได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่าความคิดนี้ดีแถมเขายังเคยได้ยินเรื่องที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวรักษาโรคได้อีกด้วย
“ถ้างั้นพรุ่งนี้ฉันจะไป!” หวังชิงซานตอบตกลง ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็บอกว่าที่บ้านยังมีธุระต้องจัดการจึงขอตัวลากลับก่อน
เธอกลับไปทำอาหารเย็นให้เด็กๆ กินพอทุกคนกินข้าวเสร็จก็นั่งเล่นพักผ่อนกันในลานบ้าน
“แม่คะ” ฉินไห่เยว่นั่งอยู่ในลานบ้านคอยชะเง้อมองเข้าไปในบ้านเป็นระยะ “พวกเรา…”
ยังพูดไม่ทันจบ ประตูก็ถูกเปิดออกเสียงดังหวังซิ่วฉินวิ่งเข้ามาอย่างทุลักทุเล คุกเข่าลงต่อหน้าต่งเสี่ยวเสี่ยวเสียงดัง
“สหายต่ง” หวังซิ่วฉินคุกเข่าร้องไห้“ฉันไปโรงพยาบาลมา หมอบอกว่าลูกชายฉันมีภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดเริ่มมีไข้แล้ว เธอช่วยไปดูอาการลูกชายฉันหน่อยเถอะนะ”
หวังซิ่วฉินไปโรงพยาบาลถึงได้รู้เรื่องทั้งหมดตอนนี้มีเพียงต่งเสี่ยวเสี่ยวเท่านั้นที่จะช่วยชีวิตลูกชายของเธอได้
ดังนั้นตอนนี้เธอจึงไม่สนใจอะไรทั้งนั้นทำได้แค่วิ่งโล่มาขอความช่วยเหลือ