บทที่ 23 เื่ราวของอันผิน
"เ้าบอกว่าองค์รัชทายาทถูกเทพเซียนสังหาร มิใช่สิ้นพระชนม์เพราะประชวรหรอกหรือ?"
อันผินนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะปักลายในตำหนักอวี๋อัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ขณะฟังบุตรชายของนางเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตำหนักไท่เหอในวันนี้
"ผู้นั้นไม่เหมือนเทพเซียน กลับมีลักษณะคล้ายมารเสียมากกว่า ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายคาวเื"
จิงอวี่ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า "ท่านแม่ขอรับ ระยะนี้วังหลวงคงจะวุ่นวายไปอีกสักพัก ท่านอย่าได้ออกไปนอกตำหนักอยากมิมีกิจธุระเลยนะขอรับ เื่ที่ข้าเล่าวันนี้ก็ขอให้เก็บงำไว้"
"แม่เ้าเป็คนเช่นไร เ้าก็น่าจะรู้ดี" อันผินถอนหายใจเบา ๆ
"ข้าขี้ขลาดยิ่งกว่ากระต่ายในสวนอวี๋ชวี่เสียอีก ไปที่ใดก็อยากจะขุดโพรงซ่อนตัวสักสองสามที่ เช่นนี้แล้วจะเป็คนที่ชอบนำเื่ไปนินทาได้อย่างไร"
"แต่ตำแหน่งวังบูรพาที่ว่างลงนี้ เกรงว่าต่อไปเหล่าองค์ชายองค์หญิงคงได้วุ่นวายกันเป็แน่!"
หลี่อันรั่วชำเลืองมองลูกชายตนด้วยสีหน้าเป็กังวล "ิจิ้ง เ้าบอกความจริงกับข้ามาเถิด เ้าไม่มีความคิดที่จะแย่งชิงบัลลังก์จริง ๆ หรือ?"
"ไม่มีจริง ๆ ขอรับท่านแม่ ข้าตั้งปณิธานไว้แล้วว่าจะมุ่งมั่นบำเพ็ญตนบนเส้นทางยุทธ์ตลอดชีวิต!"
จิงอวี่กล่าว "ดูเหมือนว่าระดับปรมาจารย์เต๋ายังไม่ใช่จุดสูงสุดในโลกนี้ บางทีต่อไปข้าอาจจะต้องไปแสวงหาวิถีเซียนก็เป็ได้นะขอรับ!"
หลี่อันรั่วยิ้มน้อย ๆ แล้วเอ่ยเสียงนุ่มนวล "ไม่ว่าเ้าจะเลือกทางยุทธ์หรือทางเซียน ข้าก็ไม่ขัด ขอเพียงแค่เ้าไม่ไปแย่งชิงบัลลังก์เป็พอ... ไม่เพียงแค่ไม่แย่งชิงเท่านั้น เ้าก็จงอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่แย่งชิงบัลลังก์ของเหล่าองค์ชายองค์หญิงด้วยเล่า!"
"ท่านแม่ นิสัยระมัดระวังเช่นนี้ ข้าอยากรู้นักว่าท่านเหมือนใครกันแน่" จิงอวี่หัวเราะ
"แม่ของเ้าเข้าวังมาั้แ่เด็กเป็นางกำนัลยังเยาว์วัย แรกเริ่มถูกส่งไปรับใช้ที่ตำหนักลี่เฟย ลี่เฟยผู้นั้นในยามนั้นเป็คนโปรดของฝ่าา มีโอกาสที่จะได้เลื่อนตำแหน่งเป็กุ้ยเฟย แม้จะเป็สตรีเลื่องชื่อในยามนั้น แต่ไม่ถึงสองปี ลี่เฟยผู้นั้นก็ถูกส่งไปอยู่วังเย็น นางกำนัลที่ใกล้ชิดที่สุดสองคนก็ถูกขับออกจากวังหลวง"
"แม่ของเ้าซึ่งเป็นางกำนัลชั้นผู้น้อยก็ถูกส่งไปรับใช้ที่ตำหนักของฉู่กุ้ยเฟย"
"ฉู่กุ้ยเฟยในยามนั้นเป็บุคคลที่มีอำนาจมากถึงขั้นสามารถต่อกรกับจางกุ้ยเฟยได้เลยทีเดียว ส่วนถานกุ้ยเฟย พระมารดาขององค์ชายเจ็ด ในยามนั้นเป็เพียงไฉเหรินผู้เพิ่งเข้าวังมาไม่นาน"
"ต่อมานางได้ต่อสู้กับจางกุ้ยเฟยและฮองเฮาซึ่งในยามนั้นยังเป็เพียงกุ้ยเฟยอยู่เป็เวลานาน จนในที่สุดก็ถูกทั้งสองร่วมมือกันวางแผน จนถูกฝ่าาพระราชทานผ้าขาวให้"
"ในยามนั้นข้าอยู่รับใช้ในตำหนักของฉู่กุ้ยเฟยไม่ถึงสามปีก็ถูกย้ายอีกครั้ง ครานี้ข้าถูกส่งไปรับใช้หว่านผิน"
"หว่านผินผู้นี้เป็คนของฝ่ายจางกุ้ยเฟย และเป็คนที่ชอบเรียกร้องความสนใจ ข้ารับใช้นางไม่ถึงสองปี นางก็ไปพัวพันกับเื่ลับในวังหลวง ภายหลังถูกฝ่ายของจางกุ้ยเฟยผลักให้เป็แพะรับบาป ด้วยความหวาดกลัอย่างหนัก นางถึงกับดื่มยาพิษฆ่าตัวตายไป"
"แม่ของเ้าเข้าวังรับใช้นายหญิงมาสามคน ทั้งสามคนล้วนจบชีวิตไม่ดีนัก ภายหลังข้าจึงขอย้ายไปทำงานในห้องเครื่องหลวง ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งบังเอิญได้พบฝ่าา และได้รับความโปรดปราน ถึงขั้นได้เลื่อนขึ้นเป็ไฉเหริน"
"ิจิ้ง เ้ารู้หรือไม่ว่าตอนที่ข้าได้รับความโปรดปรานครั้งแรก ข้ามีความรู้สึกเช่นไร?"
จิงอวี่หัวเราะพลางกล่าวว่า "ข้าทราบดี คงจะต้องหวาดหวั่นพรั่นพรึงไม่เป็อันกินอันนอนเป็แน่!"
"เ้ารู้ใจข้าเสียจริง!"
หลี่อันรั่วตบขาตนเองพลางกล่าวอย่างสะท้อนใจ "ในยามนั้นข้ากลัวจริง ๆ การได้รับความโปรดปรานจากฝ่าา นางกำนัลคนใดบ้างเล่าที่จะไม่ปรารถนา? แต่ข้ากลับนอนไม่หลับคืนแล้วคืนเล่า ทุกครั้งที่หลับตาในยามค่ำคืน ก็มีแต่ใบหน้าของลี่เฟย ฉู่กุ้ยเฟย และหว่านผินปรากฏขึ้นมา"
"โชคดีที่ภายหลังฝ่าาทรงยุ่งกับราชกิจ คงจะทรงลืมข้าไปแล้ว เวลาห้าปีที่ข้าอยู่เพียงลำพังในมุมหนึ่งของวังหลวง ก็นับว่าสงบดี"
"หลังจากผ่านไปห้าปี แม่ของเ้ากลับถูกฝ่าาพลิกแผ่นป้ายอีกครั้ง ครานี้กลับตั้งครรภ์เ้าเสียด้วย ดังนั้นข้าจึงได้เลื่อนตำแหน่งกลายเป็กุ้ยเหริน มีนางกำนัลคอยปรนนิบัติโดยเฉพาะ"
"แต่ข้ากลับนอนไม่หลับทั้งคืนอีกครา กลัวว่าบรรดาพระสนมเมื่อเห็นข้าตั้งครรภ์จะเกิดความอิจฉาริษยา แล้วลอบทำร้าย"
"โชคดีที่แม้ฝ่าาทรงสั่งปะาพระสนมไปไม่น้อย แต่กลับทรงให้ความสำคัญกับพระโอรสพระธิดาเป็อย่างยิ่ง ในยามปกติบรรดาพระสนมต่างแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน แม้จะถึงขั้นเอาชีวิตกันก็ไม่ใช่เื่แปลก แต่หากตั้งครรภ์แล้ว นั่นก็เท่ากับมีใบไถ่ชีวิต แม้แต่ฮองเฮาก็ไม่กล้าล่วงเกินถึงขั้นลอบทำร้ายบุตรในครรภ์"
"หลังจากคลอดเ้าแล้ว ฝ่าาทรงเลื่อนตำแหน่งข้าเป็ผิน ผู้อื่นต่างพูดกันว่าข้าช่างมีวาสนานัก จากนางกำนัลตัวเล็ก ๆ ค่อย ๆ ก้าวขึ้นมามีตำแหน่งอย่างทุกวันนี้"
"แต่หากข้าเป็พวกชอบเลียแข้งเลียขา ั้แ่ตอนเข้าวังใหม่ ๆ ก็คงไปประจบสอพลอลี่เฟย จนป่านนี้คงถูกขับออกจากวังไปนานแล้ว!"
"ิจิ้ง เ้าอาจจะไม่รู้ ในตอนที่ข้าคลอดเ้าออกมา นางกำนัลน้อยที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายนั้น รีบเรียกข้าว่าอันผินทันที! ในยามนั้นตำแหน่งผินยังไม่ได้รับพระราชทานเลยด้วยซ้ำ เหตุใดจึงรีบร้อนถึงเพียงนั้น? นี่แหละคือลักษณะของคนที่ชอบประจบสอพลอ"
"โดยทั่วไปแล้วเหล่าผินมักจะมีคนลักษณะเช่นนี้อยู่ข้างกายสักคนสองคน พวกนางคิดว่าตนเองเป็กำลังสำคัญ แต่กลับไม่รู้ว่าเื่วุ่นวายในตำหนักนั้น มักเกิดจากคนประเภทนี้เสียมากกว่า"
"หากเป็ผู้ที่้าไต่เต้าขึ้นไปสูงกว่านี้ ก็พอจะใช้ประโยชน์จากคนพวกนี้ได้บ้าง แต่สำหรับคนอย่างแม่เ้าที่ชอบเก็บตัวเงียบ ๆ นางกำนัลเช่นนี้เป็คนที่ไม่ควรเก็บไว้ข้างกายได้เด็ดขาด"
จิงอวี่พยักหน้าอย่างครุ่นคิด "เมื่อท่านแม่พูดเช่นนี้ ข้าก็พอจะนึกออกอยู่บ้าง"
"นางกำนัลผู้นั้น วันรุ่งขึ้นข้าก็หาข้ออ้างไล่นางออกจากวังไปแล้ว เ้านี่จำผิดแล้ว!" หลี่อันรั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน
—
คืนนั้น ณ ท้องพระคลังลับของราชวงศ์ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างแ่าหลายชั้น พื้นหินที่แข็งแกร่งพลันระลอกคลื่นวูบไหวราวกับผิวน้ำ ศีรษะหนึ่งค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาจาก ‘ผิวน้ำ’ ไม่นานนักจิงอวี่ที่ใช้วิชาแสงผ่านทุกข์ภัยก็ปรากฏกายขึ้นมาจากใต้พื้น
การมาเยือนอย่างกะทันหันของนักพรตขั้นสร้างฐานสองคนทำให้จิงอวี่รู้สึกถึงภัยคุกคาม ทำให้เขาแอบเข้ามาในท้องพระคลังลับในคืนถัดมาทันที
ท้องพระคลังลับของราชวงศ์จ้าวมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ตลอดปีมียอดฝีมือระดับแนวหน้าสองคนคอยสอดส่องเฝ้าระวังอยู่ในความมืด อีกทั้งยังมีทหารองครักษ์ลาดตระเวนเป็ประจำ เฉพาะประตูใหญ่ของท้องพระคลังลับก็สร้างไว้ถึงสามชั้น แต่ละชั้นมีกลอนประตูที่ถูกสร้างขึ้นมาแยกกัน แม้แต่ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์เต๋ามาเองก็ไม่อาจหาทางเข้าได้
โชคดีที่จิงอวี่ใช้วิชาดินเข้าไปในท้องพระคลังชั้นในได้โดยตรง การลาดตระเวนและการเฝ้ายามที่เข้มงวดด้านนอกจึงไร้ประโยชน์สำหรับเขา
จิงอวี่ค่อย ๆ เดินไปยังบริเวณที่เก็บยาวิเศษล้ำค่า หยิบผลไม้กลมป้อมสีชาดออกมาจากกล่องไม้ใบหนึ่ง
"ผลไม้สีชาดที่อายุร้อยปี... ไม่สิ สามสิบปีต่างหากเล่า!"
"งั้นข้าจะดูดซับพลังของมันที่นี่เลยก็แลัวกัน…" จิงอวี่กำผลไม้สีชาดไว้ในมือ แล้วทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิทันที ก่อนจะกลืนผลไม้ลงท้องทั้งลูก
‘ซ่า... ซ่า…’
ผลไม้สีชาดถูกจิงอวี่ดูดซับพลังในท้องเกือบจะในทันที เขารู้สึกได้ถึงพลังเือันทรงพลังที่หมุนวนไม่หยุดภายในร่างกาย
ผลไม้ิญญาและยาลูกกลอนอย่างผลไม้สีชาดคุณค่าไม่น้อยไปกว่าแร่เหล็กและทองคำเลย เป็ยาวิเศษที่ง่ายต่อการดูดซับพลังที่สุดสำหรับการฝึกวรยุทธ์ อีกทั้งด้วยคุณสมบัติพิเศษของ 'ร่างสมบัติผ่านทุกข์ภัย' ที่สามารถดูดซับพลังจากสรรพสิ่งในโลก ร่างกายของจิงอวี่จึงก้าวขึ้นไปอีกระดับในชั่วพริบตา!
‘ตูม!’
จิงอวี่รู้สึกว่ามีกำแพงขีดจำกัดถูกทำลายลง แสงผ่านทุกข์ภัยรอบกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นอีกเล็กน้อย
"ร่างสมบัติผ่านทุกข์ภัยก้าวเข้าสู่ขั้นที่สามแล้ว!"
จิงอวี่ถอนหายใจเบา ๆ เขาได้ขัดเกลาตนเองในขั้นที่สองจนสมบูรณ์มาเป็เวลานาน แม้ว่าจะไม่มีผลไม้สีชาดนี้ การก้าวเข้าสู่ขั้นที่สามก็คงเกิดขึ้นในอีกสองปีข้างหน้า ผลไม้สีชาดเพียงแค่ผลักดันขั้นสุดท้ายเท่านั้น
"คัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยแตกต่างจากวรยุทธ์ทั่วไป การก้าวหน้าช้ามาก สาเหตุหนึ่งก็คือในขณะที่ขัดเกลาและเพิ่มพูนวรยุทธ์ ก็ต้องเสริมสร้างรากฐานอย่างต่อเนื่อง หากทำเช่นนั้นก็มิไม่ต้องกังวลเื่รากฐานไม่มั่นคง... แต่การที่เร็วขึ้นก็ย่อมเป็เื่ดี"
จิงอวี่ครุ่นคิดในใจ "ยามนี้วรยุทธ์ของข้าสามารถเทียบชั้นกับนักพรตขั้นก่อปราณขั้นที่สามได้แล้ว อีกทั้งคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยก็เป็วรยุทธ์ระดับเทพเต๋า แต่ไม่อาจรู้ได้ว่าจะสามารถต่อสู้ข้ามขั้นกับนักพรตขั้นก่อปราณขั้นกลางได้หรือไม่..."
"ไม่ถูก ไม่ถูก ทัศนคติเช่นนี้ไม่ถูกต้อง!"
"ชีวิตข้ายังยืนยาวอีกนาน ไยต้องรีบร้อนหาความสะใจในชั่วขณะ? เหตุใดข้าจึงต้องต่อสู้กับผู้ที่มีระดับสูงกว่า?"
จิงอวี่พินิจพิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง เขาเพิ่งจะบรรลุขั้นใหม่ จิตใจยังไม่มั่นคง แต่กลับคิดจะสู้กับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเสียแล้ว ช่างโง่เขลาเสียจริง!
"แต่หากต้องเผชิญหน้ากับอู่เจวี๋ยเฉิงในยามนี้ คงจะมีโอกาสชนะเก้าในสิบส่วน..."
จากนั้นจิงอวี่ก็หยิบของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดูไม่มีค่าจากท้องพระคลังลับติดมือมาสองสามชิ้น แล้วดำดิ่งลงใต้พื้นดิน ก่อนจะหายวับไปในพริบตา