ถานเวยเวยใช้มีดหั่นโสมคน หลิงจือแดงและราแมลงออกเป็ชิ้นบางๆ รวมๆ ราวห้าสิบชิ้นแล้ววางมันลงบนดินที่เตรียมมาในกระจาดใบที่หนึ่งจากนั้นก็ใช้ดินกลบด้วยวิธีการเพาะต้นกล้าทั่วไป
ทว่าความต่างที่แปลกไป ก็คือเกิดความน่าอัศจรรย์ขึ้นทันตาเห็นเมื่อขั้นตอนการเพาะปลูกสมบูรณ์
ต้นอ่อนสีเขียวของาาสมุนไพรแตกหน่อขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เตรียมพร้อมให้สามารถลงดินในวันพรุ่งนี้ได้อย่างใจคิด
หญิงสาวแอบหัวเราะด้วยความยินดีแต่ผู้เดียว
เท่านี้การปลูกทองคำก็เสร็จสิ้น ไม่นานนางคงจะเก็บเงินเข้ากระเป๋าได้แล้ว ถึงอุปกรณ์การปลูกจะแปลกๆ ไปเสียหน่อยก็เถอะ แต่เพราะไม่มีถาดเพาะเมล็ดอย่างในโลกเดิม กระจาดนี้ก็ถือว่าใช้แก้ขัดไปก่อน
เมื่อกระจาดใบที่หนึ่งได้ปลูก ‘ทองคำ’ เต็มแล้ว
ถานเวยเวยก็หันไปปลูกถั่วแดงและถั่วสายพันธุ์อื่นๆ ที่จำเป็ต้องใช้ในการเปิดร้านอาหารลงในถาดที่สอง ส่วนถาดที่สามก็เอาเพียง ‘ส่วนเล็กๆ” ของพืชผักลงดิน
เช่น ใบต้นหอม ใบกระหล่ำ ก้านหัวไชเท้า แตงกวาหั่นแว่น ที่นำออกมาจากร้านค้าออร์แกนิกปลูกลงไปในกระจาดเพื่อเตรียมต้นกล้าไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ต่อไป
รุ่งเช้า
เสี่ยวต้งเสวียก็นำต้นกล้าพืชผักที่ถานเวยเวยมอบให้ไปปลูกด้วยความขยันขันแข็ง โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าต้นกล้าผักที่อยู่ในมือของเขานั้นเพียงแค่ข้ามคืนก็เจริญเติบโตพร้อมลงดินได้อย่างน่าอัศจรรย์เพียงใด
“เมื่อก่อนตอนข้ากับท่านปู่เอาหัวมันที่ปลูกได้มาขายให้คนในหมู่บ้าน ข้าเคยเห็นเ้ากับสามีด้วย” เด็กชายชวนพูดคุยขณะกำลังนำต้นกล้าผักลงดิน
ถานเวยเวยเพิ่งจะเคยได้ยินคนพูดถึงสามีที่ไม่เคยเห็นหน้าของตนเองเป็ครั้งแรกั้แ่ทะลุมิติมา นางชะงักมือที่กำลังปลูก ‘ทองคำ’ ไปจังหวะหนึ่งก่อนจะแสร้งยิ้มบาง
“อ่อ อย่างนั้นหรือ แต่ข้าจำไม่ได้เสียแล้ว” ไม่ใช่ว่าจำเ้าไม่ได้นะ แต่จำสามีไม่ได้ต่างหาก
“ไม่แปลกหรอก ตอนนั้นข้าเห็นเ้าเพียงแวบเดียวเท่านั้นเอง แต่เห็นสามีของเ้านั้นตัวสูงใหญ่นัก ข้าจึงสังเกตเห็นเขาได้ง่าย ไม่รู้ว่าหากโตไปข้าจะสูงเท่าเขาไหม”
“ก็ไม่แน่นะ เช่นนั้นเ้าก็ต้องกินที่มีประโยชน์เยอะๆ ห้ามเลือกกินเชียว”
เด็กชายพยักหน้าเชื่อฟัง “ข้าไม่เลือกกินหรอก ข้ากินได้ทุกอย่าง! ขนาดท่านปู่ยังชมเลย”
หญิงสาวหัวเราะกับท่าโต้แย้งของเขา
“ดีแล้วล่ะแต่ไหนๆ ก็พูดเื่ปู่ของเ้าแล้ว ข้าก็ขอถามเื่ครอบครัวที่เหลือของเ้าได้หรือไม่ ข้าสงสัยว่าคนที่เหลือนั้นไปไหนก็หมด เหตุใดพวกเขาจึงปล่อยให้พวกเ้าปู่หลานให้อาศัยอยู่ในถ้ำเล่า”
เสี่ยวต้งเสวียหันมาหยิบต้นกล้าของไชเท้าลงดิน พลางตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ “ไม่รู้สิ ท่านปู่เล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อน ตอนไปขอเศษเงินในเมืองก็บังเอิญพบข้าเข้า เขาจึงอุ้มข้ากลับมาเลี้ยงดูที่นี่เท่านั้นเอง เื่อื่นๆ ก็ไม่รู้แล้ว”
เช่นนั้นปู่ของเขาก็เคยเป็ขอทานมาก่อนหรือ
ช่างน่าสงสารนัก
“แล้วซิ่วไฉคนนั้นเล่า ข้าได้ยินว่าซิ่วไฉคนนั้นเคยรับเ้าไปอุปการะเลี้ยงดู เหตุใดจึงได้แยกจากกันล่ะ?”
คราวนี้เสี่ยวต้งเสวี่ยไม่ได้มีทีท่าสบายๆ อีกแล้ว เขาตัวแข็งทื่อ สองมือก็สั่นเทาขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ถานเวยเวยเห็นอาการของเด็กชายแล้วอยากจะตบปากตัวเองนัก นี่สงสัยว่านางจะต้องถามอะไรที่โดนปมในจิตใจของเขาเข้าแล้วเป็แน่
หญิงสาวรีบลุกขึ้นแล้วเดินมายังตรงที่เสี่ยวต้งเสวี่ยกำลังนั่งยองปลูกต้นกล้าอยู่ นางยื่นมือไปััศีรษะเล็กๆ อย่างแ่เบา
“ข้าขอโทษ ข้าไม่คิดว่าการถามเื่นี้จะทำให้เ้าเสียใจ”
เด็กชายเงยใบหน้าขึ้นมามอง ใช้สองตาที่เคลือบไปด้วยน้ำตามองนาง คำขอโทษนี้ เขาไม่เคยได้ยินใครพูดกับตนมาก่อนเลย
“ท่านซิ่วไฉคนนั้น... ตบตีข้าบ่อยๆ หากข้าเขียนหนังสือไม่ได้ เขาก็จะไม่ให้ข้ากินข้าว หรือหากข้าพูดเสียงดังเพียงเล็กน้อย เขาก็จะเอาข้าไปขังไว้ในห้องมืดๆ วันหนึ่งที่ข้าหิวมาก ข้าจึงไปหยิบหมั่นโถวมากิน ทว่าเมื่อเขามาเห็น จึงหาว่าข้าลักขโมย ไล่ข้าออกจากเรือน ทั้งสาปแช่งว่าต่อไปเด็กอย่างข้าจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะไม่มีใครเอา....”
“คำสาปแช่งนี้ไม่มีทางเป็จริงหรอก”
ถานเวยเวยยืนนิ่ง ฟังเสี่ยวต้งเสวียพูดจบก็เอ่ยแทรกออกมาทันควัน นางลงมานั่งยองๆ ข้างๆ กายเด็กชายตัวผอมแห้ง “ก็ข้านี่ไงครอบครัวของเ้า ทั้งมีถั่วน้อยในท้องของข้า แล้วก็ยังมี...สามีของข้าด้วย พวกเราคือครอบครัวของเ้า”
“ครอบครัวหรือ?” เสี่ยวต้งเสวียมองหญิงสาวตาพริบๆ
“อื้อ ครอบครัว จากนี้ไปเราก็เป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว เสี่ยวต้งเสวียเป็น้องชายของข้า เป็น้าชายของถั่วน้อย เป็น้องภรรยาของสามีข้า แบบนี้ดีหรือไม่”
“ดีสิ!” เด็กชายแทบร้องะโ
ถานเวยเวยยื่นมือไปขยี้เรือนผมเขาอย่างเอ็นดู ได้จังหวะสั่งสอนเขาเพิ่มเติม “แต่ว่าจากนี้ไปเ้าต้องเรียกข้าว่าพี่สาวนะ ห้ามเรียกแค่ว่าเ้าและห้ามพูดจาห้วนๆ อีก ครอบครัวเดียวกันน่ะ ต้องพูดจากันให้ดีๆ รู้ไหม”