ย้อนกลับไปเล็กน้อยก่อนที่โจวหยางจะปลดปล่อยพลังปราณที่ใช้สะกดพิษทั้งหมดออกมานั้นไกลออกไปในสถานที่แห่งหนึ่งของภูมิภาคทางเหนือบนยอดเขาที่มีหิมะตกลงมาตลอดปีนั้นมีกระท่อมไม้หลังหนึ่งตั้งอยู่แม้จะอยู่ท่ามกลางูเาหิมะแต่หน้าต่างแต่ละบานนั้นกลับเปิดออกโล่งจนมองเห็นด้านใน
ภายในนั้นมีชายชราสองคนกับลังนั่งเดินหมากด้วยใบหน้าสงบแม้จะอยู่ท่ามกลางพายุหิมะแต่อากาศภายในกระท่อมกลับอบอุ่นเย็นสบายราวกับฤดูใบไม้ผลิแม้แต่หิมะสักเม็ดก็ไม่มีเล็ดรอดเข้ามาด้านใน่เวลาเดียวกันกับที่โจวหยางเริ่มลงมือนั้นฝ่ามือของชายชราที่กำลังจะวางหมากก็หยุดนิ่งไปก่อนที่ทั้งสองจะหันมองออกไปนอกหน้าต่างพร้อมๆกัน
“ดาวดวงที่สิบสามเริ่มเกิดประกายขึ้นมาแล้วแม้จะเพียงชั่วครู่เดียวย่อมต้องกระตุ้นความสนใจของคนมากมายแน่นอน”
ชายชราชุดขาวใบหน้ายิ้มแย้มดูใจดีกล่าวขึ้นมาขณะที่ทอดสายตาผ่านพายุหิมะออกไปยังฟากฟ้าอันแสนไกลคำพูดนี้ทำให้ชายชราชุดเทาใบหน้าเคร่งขรึมดวงตาคมกริบพยักหน้าก่อนจะกล่าวต่อ
“สามปีก่อนดาวดวงที่สิบสามได้ปรากฏขึ้นบนผังนภาของอวิ้นจูก่อนจะดับมอดไปในเวลาไม่นานไม่คิดว่าตอนนี้ดาวดวงนั้นจะเกิดประกายขึ้นมาอีกครั้ง”
“ผังนภาคือความพิศวงของฟ้าดินที่บ่งบอกถึงตัวตนของปรมาจารย์ฟ้าหนึ่งดาราคือหนึ่งชีวิตที่ผสานเข้ากับฟ้าดินจนเกิดปรากฏการณ์ผังนภาการปรากฏตัวของเขาในครั้งนี้คงส่งผลกระทบต่อประเทศอวิ้นจูแน่นอน”
หลังจากถอนสายตากลับมาสองผู้เฒ่าก็หันมาสนใจหมากบนกระดานต่อแล้วทิ้งคำพูดไว้เพียงประโยคเดียวก่อนลืมเลือนเื่นี้ไปจนสิ้น
“แค่ประเทษเล็กๆแห่งหนึ่งไม่มีอะไรต้องกังวลหรอกผังนภาของแดนเหนือมีดวงดาวนับร้อยนับพันยิ่งไม่ต้องพูดถึงทั่วทั้งทวีปของเราแม้ประกายดวงดาวที่สว่างสดใสจะบอกได้ว่าเขาอายุยังน้อยก็เถอะในสำนักอารามชั้นนำก็มีให้เห็นอยู่มากมายเหลือเกิน...”
เดินหมากเพียงตาเดียวสองผู้เฒ่าก็ลืมเลือนเื่ผังนภาของประเทศอวิ้นจูไปแล้วแน่นอนว่าดาวดวงนั้นก็คือตัวแทนของโจวหยางที่ผสานเข้ากับผ้าดินบรรลุถึงขั้นปรมาจารย์ฟ้าน่าเสียดายแค่เพียงคำวาอายุน้อยของสองผู้เฒ่านั้นอย่างต่ำก็มากกว่ายี่สิบปีเข้าไปแล้วในตอนที่ดาวดวงที่สิบสามปรากฏขึ้นครั้งแรกนั้นคือสามปีก่อนตอนที่โจวหยางอายุเพียงสิบสามขวบปีเท่านั้น!
กลับมาที่ป้อมปราการแดนเหนือตอนนี้โรงฝึกใบไม้์กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยเป็มาก่อนนอกจากเปิดรับสมาชิกใหม่แล้วตัวโจวหยางอี้ก็หลุดพ้นจากเงามืดของปรสิตกลืนใจมาได้ระยะเวลาหนึ่งแม้ว่าขั้นพลังยุทธ์ของเขาจะเหลืออยู่แค่ปรมาจารย์ดินขั้นที่หนึ่งแต่ก็ต่างกับก่อนหน้านี้ที่แทบจะเคลื่อนพลังปราณในร่างไม่ได้!
ปรมาจารย์ดินจริงๆกับปรมาจารย์ดินที่ถูกลดระดับมาจากปรมาจารย์ฟ้านั้นต่างกันราว์และพิภพยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเดิมทีโจวหยางก็มีบางอย่างที่เหนือกว่าปรมาจารย์ฟ้าทั่วไปเสียอีก!
ผ่านวันนั้นที่ทำการสะกดพิษไปคนในโรงฝึกชั้นสองยิ่งเคารพเทิดทูนโจวหยางเป็เท่าทวีปรมาจารย์ฟ้าที่สูงส่งขนาดนั้นแท้จริงแล้วกลับเป็หัวหน้าใหญ่ของพวกเขานั่นเอง!
“วันรับสมัครสมาชิกใหม่ก็จัดการให้เรียบร้อยหลังจากนี้ข้าจะเก็บตัวเสียหน่อยหากมีเื่อะไรเ้าก็จัดการไปได้เลย”
โจวหยางกล่าวขึ้นขณะกวาดสายตาไปรอบๆด้วยความพึงพอใจหลังจากฟื้นกำลังกลับมาโดยมีเตาเหวินเทียนติดตามมาด้วยทั้งสองก็มุ่งหน้าเข้าสู่เทือกเขาเสิ่นเทียนตอนนี้โจวหยางสะกดพิษเอาไว้ได้แล้วก็จริงแต่ก็ต้องแลกมาด้วยพลังปราณของตัวเองถึงเก้าส่วนทำให้พลังยุทธ์ถดถอยลงมาเหลือแค่ชั้นปรมาจารย์ดินเท่านั้นหากจะก่อการใหญ่ด้วยพลังของเขาตอนนี้ไม่เพียงพออย่างแน่นอนอย่างน้อยหากเผชิญหน้ากับปรมาจารย์ฟ้าก็คงต้านได้ไม่กี่กระบวนท่านอกจากจะงัดไพ่ตายที่สุ่มเสี่ยงออกมาใช้
ทว่าปัญหานี้ก็ไม่ได้ทำให้เขากังวลนักก็แค่ฝึกฝนให้กัลป์บไปอยู่จุดเดิมได้ก็พอแล้วด้วยความสามารถของเขาแค่ฝึกไปถึงขั้นปรมาจารย์ดิน่ปลายก็พอจะรับมือกับปรมาจารย์ฟ้าได้อย่างไม่เสียเปรียบมากนักที่จริงสถานการณ์ยังดีกว่าก่อนหน้านี้ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ถึงก่อนหน้านี้จะใช้พลังของปรมาจารย์ฟ้าได้แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงจากปรสิตกลืนใจ
“เทือกเขาเสิ่นเทียนมีอันตรายมากมายอีกทั้งยังเป็อาณาเขตของสามสำนักใหญ่ด้วยอีกไม่นานโรงฝึกใบไม้์ก็ต้องส่งคนเข้ามาฝึกฝนดังนั้นข้าถือโอกาสนี้เตรียมการเอาไว้ก่อนก็ไม่เลวเหมือนกัน”
“นายน้อยจะส่งพวกเขาเข้ามา?”
ได้ยินโจวหยางพูดแบบนี้เตาเหวินเทียนก็อดไม่ได้ที่จะแทรกขึ้นคนของโรงฝึกใบไม้์จะให้พูดจริงๆแล้วก้มีแค่ห้องเรียนกระบี่เท่านั้นที่แข็งแกร่งกว่าโณงฝึกอื่นๆอย่างไรก็ตามในเทือกเขาเสิ่นเทียนนั้นนอกจากสัตว์อสูรที่ร้ายกาจแล้วอันตรายหลักๆเลยก็คืุ์ต่างหากโดยเฉพาะพวกศิษย์ของสามสำนักใหญ่!
“ฝึกฝนอยู่แต่ในโรงฝึกต่อไปพวกเขาจะทำงานใหญ่ได้อย่างไร?ในเมื่อเข้ามาเป็คนของข้าแล้วยังต้องไปกลัวพวกสามสำนักใหญ่อะไรนั่นอีกหรือ?ใช้เวลาไม่นานนักหรอกที่โรงฝึกใบไม้์จะขึ้นเป็ขุมกำลังแนวหน้าของประเทศอวิ้นจู!”
เสียงของโจวหยางราบเรียบใบหน้าก็ขณะพูดก็ยังนิ่งสงบแต่เตาเหวินเทียนรู้สึกราวกับว่าคำพูดของเขาคือบัญชา์ที่ไม่อาจขัดขืนได้ก่อนจะตอบกลับไปอย่างนอบน้อม
“ทราบแล้วขอรับ”
“เ้ากลับไปก่อน เื่คำเชิญจากกองทัพก็จัดการให้เรียบร้อยรอข้ากลับไปพวกเราจะใช้โอกาสนี้เคลื่อนไหวครั้งใหญ่!”
“ขอรับ”
หลังจากเหวินเตาเทียนจากไปโจวหยางก็เริ่มออกสำรวจพื้นที่รอบๆอีกครั้งบนเทือกเขาเสิ่นเทียนนั้นประกอบไปด้วยหุบเขามากมายที่กระจายอยู่ทั่วแนวเขาใหญ่ จุดที่โจวหยางเขามานั้นเป็บริเวณทางตะวันตกเรียกว่าป่าเพลิงเมฆาที่นี่เป็หนึ่งเขตที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของสามสำนักใหญ่รวมไปถึงกองทัพด้วย ที่ป่าเพลิงเมฆานั้นคือสถานที่อิสระที่มีชาวยุทธ์เข้ามาเสี่ยงโชคแน่นอนว่าคนของสี่ขุมอำนาจเองก็มีอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน
กฏอย่างหนึ่งของป่าเพลิงเมฆานั้นถูกยอมรับโดยทั่วกันและผ่านข้อตกลงระหว่างสี่ขุมอำนาจแล้วก็คือชีวิตตัวเองก็ต้องรักษาเอาเอง!นี่เป็เหตุผลที่ทำให้ป่าเพลิงเมฆานั้นคึกคักมาโดยตลอดศิษย์ของสี่ขุมอำนาจหากเข้ามาที่ป่าเพลิงเมฆาก็ต้องพึ่งพาแต่ความแข็งแกร่งของตัวเองเท่านั้นอำนาจเื้ัอะไรนั่นใช้ได้แต่ในพื้นที่ของพวกเขาไม่ใช่ที่นี่!
หลังจากสำรวจไปได้ไม่นานโจวหยางก็เลือกขุดถ้ำที่หน้าผาริมสระแห่งหนึ่งเพื่อใช้ในการเก็บตัวฝึกฝนตอนนี้พลังยุทธ์อยู่แค่ขั้นปรมาจารย์ดินยังไม่พอให้ผลักดันโรงฝึกใบไม้์ขึ้นเป็สำนักต่อสู้ได้แม้ว่าเขาจะแข็งแกร่งกว่าปรมาจารย์ดินทั่วไปแต่ก็ใช่ว่าจะกำราบทุกคนได้อยู่หมัด
หากโรงฝึกใบไม้์จะผงาดขึ้นมาอย่างน้อยคำพูดของโจวหยางก็ต้องมีน้ำหนักพอที่จะทำให้คนอื่นออกหน้าด้วยในสังคมอันซับซ้อนเช่นนี้หากไม่ใช่ตัวตนที่สยบทั่วหล้าอย่างปรมาจารย์ฟ้าอาศัยคำพูดของคนๆเดียวไม่พอที่ทำให้คนอื่นคล้อยตามหรอก
“บันทึกของโลกนี้แบ่งวรยุทธ์ออกเป็สามส่วนคือคน เซียนเทพ และยังไม่แน่ว่าจะมีอยู่แค่นี้ด้วย ในประเทศอวิ้นโจววรยุทธ์ระดับคืนถือเป็จุดสูงสุดแล้วส่วนภูมิภาคทางเหนือเองก็คงมีเซียนไม่มากเท่าไหร่กระมัง?”
พอปิดปากถ้ำโจวหยางก็เริ่มตกอยู่ในภวังค์คิดถึงหนทางในอนาคตต่อไปปรมาจารย์ฟ้าต่อให้เก่งกาจแค่ไหนก็ยังเป็แค่วรยุทธ์ระดับคน เป็แค่คนๆหนึ่งที่มีพลังแก่กล้าเท่านั้นหากก้าวผ่านไปได้ถึงจะเรียกว่าข้ามผ่านประตูัหลุดพ้นจากความเป้นปุถุชนอย่างแท้จริงฝึกฝนถึงวรยุทธ์ขั้นเซียนได้ก็ไม่ต้องกินต้องนอนอายุยืนยาวนับพันปี ยิ่งหากฝึกไปจนถึงระดับเทพยิ่งมีมีชีวิตใกล้เคียงกับคำว่าะนี่คือสิ่งที่บันทึกเอาไว้ในตำราของประเทศอวิ้นจู
“หากอ้างอิงตามบันทึกชีวิตก่อนของข้าคงเหนือกว่าขั้นเซียนอยู่นิดหน่อยแต่ก็ยังเรียกว่าขั้นเทพได้อย่างไม่เต็มปากเต็มคำนักหากจะหลุดพ้นจากคำสาปของปรสิตกลืนใจได้ก็ต้องละทิ้งสังหารปุถุชนกลายเป็เซียน...มีแค่หนทางเดียวเท่านั้นแถมเวลาก็ยังมีอย่างจำกัด!”
“วิชายุทธ์ต่างๆรวมถึงวิธีการบำเพ็ญเพียรที่มีอยู่ก็คงจำกัดแค่ขั้นเซียนเท่านั้นอืม...หนทางยังอีกยาวไกลนักเอาไว้มีโอกาสค่อยลองหาวิชายุทธ์ขั้นเทพทีหลังก็แล้วกัน”
พึมพำกับตัวเองอยู่นานโจวหยางก็ตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเองได้ก่อนหน้านี้ฝึกฝนจนบรรลุขั้นปรมาจารย์ฟ้าอย่างรวดเร็วก็ใช่ว่าจะเป้นสิ่งที่เขา้าอย่างไรรากฐานนั้นก็เป้นสิ่งสำคัญแต่ช่วยไม่ได้ที่ปรสิตใจกลืนใจนั้นน่ากลัวเกินไปทำให้เขาไม่มีทางเลือกต้องเร่งวรยุทธ์ของตัวเองเพื่อใช้พลังปราณกดพิษเอาไว้
ทว่าตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว ปรสิตกลืนใจถูกสะกดเอาไว้อย่างสมบูรณ์ด้วยพลังปราณของเขาที่ยอมสละไปอย่างน้อยก็อีกหลายปีดังนั้นจากปรมาจารย์ดินขั้นที่หนึ่งขึ้นไปโวหยางจะฝึกฝนสร้างรากฐานของตัวเองให้มั่นคงเพื่อปูสู่เส้นทางในอนาคตโรงฝึกใบไม้์นอกจากห้องเรียนศาสตร์อื่นๆแล้วในสายการต่อสู้ก็มีแค่ห้องเรียกระบี่เท่านั้นเมื่อเป็แบบนี้ก็เดาได้ไม่ยากว่าโจวหยางอี้มือกระบี่คนหนึ่งในชีวิตก่อนและในชีวิตนี้เขาก็ยังคงเลือกเดินบนเส้นทางของมือกระบี่!
เวลาเริ่มไหลเวียนผ่านไประหว่างที่โจวหยางเริ่มฝึกฝนทางด้านโรงฝึกใบไม้์ก็เริ่มเปิดรับสมาชิกใหม่อย่างเป็ทางการแล้ว!