11.20 น.
ผมออกจากห้องมารับอาหารที่สั่งเอาไว้ที่ล็อบบี้คอนโดผมโทรสั่งไว้ั้แ่ตอนที่ออกมาตากผ้าที่ผมซักไว้แต่ลืมตากั้แ่เมื่อคืนกลับเข้ามาในห้องก็ยังไม่เห็นว่าเธอจะออกมาจากห้องสักที
“น้อง น้องครับ ออกมาทานข้าวเร็ว” ผมเคาะประตูห้องเรียกเธอแต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เลยลองเปิดประตูปรากฏว่ามันล็อกอยู่ผมเคาะประตูห้องและเรียกเธออีกหลายครั้งก็ยังไม่มีเสียงตอบรับผมเลยเดินไปหยิบกุญแจห้องมาไขเข้าไปดูว่าเธอเป็อะไรหรือเปล่า
“น้อง เข้าห้องน้ำอยู่หรือเปล่า”ผมเดินมาที่ประตูห้องน้ำก็พบว่ามันปิดอยู่
“เข้ามาได้ยังไง น้องล็อกห้องแล้วนะ ออกไปเดี๋ยวนี้เลย”เสียงเธอะโไล่ผมดังออกมาจากในห้องน้ำ
“ครับ ออกไปแล้ว” ผมเดินออกจากห้องตามความ้าของเธอและไม่ลืมกดล็อกประตูก่อนออกจากห้องด้วยระหว่างรอก็จัดอาหารเช้าที่กำลังจะกลายเป็อาหารเที่ยงรอกินพร้อมกับเธอที่หน้าทีวี
“มากินข้าวก่อนสิ”ผมเรียกเธอเมื่อเห็นว่าเธอออกมาจากห้องด้วยชุดเดิมที่ใส่มาเมื่อวานแล้ว
“ไม่ล่ะ น้องกลับก่อนนะ” เธอไม่สนใจจะกินข้าวกับผมผมเลยเดินไปขวางทางไม่ยอมให้เธอกลับ
“กินข้าวก่อน เดี๋ยวเราไปส่งกลับคอนโด นะ”เธอมองหน้าผมอย่างเอาเื่ ผมถอนหายใจ เธอคงยังไม่หายโกรธผมจริงๆ
“กินเสร็จต้องไปส่งทันทีนะ”
“ครับ มานั่งเถอะ ปวดหัวหรือเปล่า”ผมจับมือเธอให้มานั่งกินข้าวด้วยกัน ผมสั่งต้มยำรวมน้ำใส ผัดกะเพราหมูสับและไข่เจียวกุ้งมาให้เธอ
“อืม” เธอพยักหน้าตอบผม แล้วนั่งลงกินข้าวเงียบๆ ผมมองเธอกินช้าๆดูไม่เจริญอาหารเหมือนครั้งนั้นที่เรากินข้าวกับครอบครัวที่ร้านอาหารจีนเมื่อปีก่อน
“ไม่อร่อยหรอ”
“กินไม่ลงน่ะ เจ็บปากด้วย แดนไม่กินหรอ”เธอเงยหน้ามองผม คงสังเกตเห็นว่าผมไม่ได้ตักอาหารเลย
“กินสิ น้องก็ฝืนกินหน่อยต้มยำซดน้ำเยอะหน่อยจะได้สดชื่นขึ้น” ผมแนะนำเธอเพราะเวลาแฮงค์ต้มยำน้ำใสช่วยผมไว้ได้มาก
“อืม ต้มยำช่วยได้จริงๆ แต่ไข่เจียวไม่ได้เลย เลี่ยนไป”ตอนนี้เธอเลือกกินเฉพาะน้ำต้มยำเท่านั้น
“กินข้าวอีกสองคำเถอะน้อง กินกับน้ำแกงก็ได้กลับไปก็นอนพักเยอะหน่อย”
“อืม ขอบคุณนะที่ช่วยดูแล”
“ขอโทษด้วยนะ”
“ช่างเถอะ อย่าพูดถึงมันอีกเลย” เธออิ่มแล้วผมเลยรีบกินจะได้ไปส่งเธอ ผมรู้สึกได้ว่าเธอไม่อยากอยู่กันแค่สองคนกับผมมากๆในตอนนี้
“ไปกันเถอะ เดี๋ยวเราไปส่ง”เธอเป็คนแรกที่ทำผมเสียความมั่นใจขนาดนี้ผู้หญิงส่วนใหญ่ถ้ามีโอกาสใกล้ชิดผมจะทอดสะพานให้ผมทั้งนั้น แต่เธอกับแสดงออกว่าเธอไม่สนใจผมผมไม่ชอบที่เธอเป็แบบนี้เลยจริงๆ
12.00 น.
แล้วก็เป็อย่างที่คิด เธอหลบหน้าผมมาทั้งสัปดาห์รายวิชาสารสนเทศที่เราเรียนห้องเดียวกันเธอก็เลือกนั่งซะไกลจากผมแถมยังหนีกลับก่อนไม่ยอมเจอหน้าผมอีกต่างหากผมรู้สึกหงุดหงิดมากผมชอบที่เธอกล้าคุยกล้าแสดงออกเหมือนเมื่อก่อนมากกว่าวันนี้ผมต้องคุยกับเธอให้รู้เื่
“เดี๋ยวก่อนน้อง”ผมดักรอเธออยู่ที่มุมตึกที่จะไปโรงอาหารอาคารเรียนรวมผมสืบจากไอ้ดิฟมาแล้วว่าวันนี้พวกเธอจะมากินข้าวที่นี่และต้องผ่านมาทางนี้
“อ้าว แดน มายืนทำอะไรตรงนี้” เธอสะดุ้งใที่เห็นผมแต่ก็ปรับสีหน้าให้เป็ปกติได้รวดเร็ว และยอมคุยกับผมสักที
“หลบหน้าเราทำไม” ผมถามในสิ่งที่ทำให้หงุดหงิดมานานแล้วสังเกตริมฝีปากของเธอพบว่าตอนนี้ไม่มีแผลแล้ว
“ใครหลบหน้าแดน น้องไม่ได้หลบ” เธอตอบผมแต่ไม่ยอมสบตาผม
“ก็เห็นๆ อยู่ว่าหลบ” ผมไม่ยอมถอยยังไงวันนี้ผมต้องได้คำตอบ
“ไม่ได้หลบ แล้วมายืนคุยอะไรตรงนี้คนเดินผ่านไปผ่านมาเยอะแยะ”เธอลากแขนผมให้เดินตามเธอมาฝั่งหลังอาคารที่ไม่ค่อยมีคนคงไม่อยากให้ใครมาได้ยินเื่ที่พวกเราคุยกัน
“ตกลงยังไง หายหน้าไปทั้งสัปดาห์เพื่อนชวนมากินข้าวด้วยกันก็ไม่ยอมมา จงใจหลบหน้าเราชัดๆ”
“จงใจอะไรกัน แค่ไม่ว่างไปกินข้าวด้วยแค่นั้น่นี้น้องอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนอยู่ที่ห้องเพื่อนๆน้องก็เจอทุกวันกินข้าวด้วยกันทุกวัน ไม่เห็นแปลกไปตรงไหนแดนต่างหากที่แปลก เพื่อนเค้ามากินข้าวที่โรงอาหารเรียนรวมกันเกือบจะทุกเที่ยงแต่ตัวเองไม่เคยจะมาใครหลบใครกันแน่” เธอแก้ตัวยาวเหยียดเื่มากินข้าวที่โรงอาหารเรียนรวมผมมาบ้างไม่มาบ้างอยู่แล้วเธอก็ไม่เห็นจะเคยพูดอะไร ตอนนี้เอามาเป็ข้ออ้าง แก้ตัวน้ำขุ่นๆ
“แก้ตัวไปเรื่อย” ผมว่าเธอตรงๆ
“นี่จะมากเกินไปแล้วนะแดนตัวเองทำอะไรเอาไว้ยังมีหน้ามาหาความผิดคนอื่น ไม่รู้ตัวเลยสักนิด”เธอว่าผมเสร็จก็เดินหนีผมซะอย่างนั้น
“ไหนบอกว่าอย่าพูดถึงอีกไง แล้วนี่รื้อฟื้นอะไรขึ้นมา”ผมดึงแขนเธอไว้เริ่มโมโหที่เธอพูดไม่รู้เื่แล้ว
“ไอ้แดนบ้า รู้จักไหม อายน่ะ คนเค้าอายเข้าใจหรือเปล่า” เธอตะคอกผมเสียงดังก่อนจะลดเสียงลงเมื่อรู้ตัวว่าเราอยู่กันที่อาคารเรียนที่อาจจะมีคนเดินผ่านมาได้ยินเราคุยกันได้ทุกเมื่อ
“เลิกอายได้แล้วมั้ง บอกไม่ให้พูดถึงก็ไม่เคยพูดเลยนะขอโทษอีกครั้งก็ได้ ให้ขอโทษทุกวันก็ได้ เลิกเป็แบบนี้เถอะนะ มันอึดอัด”ผมบอกความรู้สึกออกไปให้เธอฟัง มันรู้สึกแปลกๆที่ไม่เห็นว่าเธอมาป้วนเปี้ยนอยู่รอบตัว
“เลิกอายเมื่อไหร่จะบอก แต่ไม่ใช่วันนี้ปล่อยแขนได้แล้ว หิวข้าวจะไปกินข้าว” ผมยอมปล่อยแขนเธอ เธอรีบเดินหนีผมทันทีผมเลยเดินตามเธอไป ปลายทางของเราคือโรงอาหารอาคารเรียนรวม
“ไปไหนกันมาสองคน” น้ำที่นั่งกินข้าวกับกลุ่มเพื่อนๆของเราทั้งสองคนถามขึ้น
“แถวนี้แหละ” ผมตอบเธอ
“ไม่ต้องไปสนใจหรอกน้ำ”น้องพูดกับเพื่อนแต่กลับส่งสายตาที่บ่งบอกว่ากำลังโกรธมาให้ผม
“มึงไปทำอะไรเขาอีกวะ”ไอ้ดินถามเมื่อเห็นว่าน้องแสดงออกว่าไม่พอใจผมอย่างมาก
“นั่นสิวะ เมื่อกี้ก็ดีๆอยู่พอเจอมึงหน้าก็เปลี่ยนไปเลย” ไอ้เดียวเข้ามาผสมโรง
“ไม่รู้” ผมตอบกวนตีนเพื่อนก่อนจะเดินตามเธอไปผมไม่มีทางบอกพวกมันหรอกว่าเธอโกรธผมเื่อะไร
“ตามมาทำไมอีก จะกินอะไรก็ไปสั่งเอาสิ”เธออารมณ์เสียใส่ผมทันทีที่ผมแกล้งดึงเสื้อเธอ
“สั่งให้ด้วย เดี๋ยวไปสั่งน้ำให้”
“จะกินอะไร” เธอถามผมเสียงห้วนบ่งบอกว่ายังไม่หายโกรธ
“อะไรก็ได้” ผมตอบแบบกวนๆ ให้เธอยิ่งหงุดหงิด
“แล้วอย่ามาบ่นที่หลังนะ”
“อืม” ผมเดินไปสั่งน้ำมะพร้าวปั่นที่เธอชอบดื่มสั่งน้ำเปล่าสำหรับตัวเอง ซื้อผลไม้สองสามอย่างที่เธอชอบ แล้วมานั่งรอเธอที่โต๊ะ
“ตกลงพวกมึงทะเลาะอะไรกัน”ไอ้ดิฟยังคงสอดรู้ไม่เลิกแถมมันยังดึงเพื่อนคนอื่นเข้ามาแจมด้วยอีกต่างหาก
“เื่ส่วนตัว พวกมึงอย่ายุ่ง”ผมตอบกวนพวกมันแกล้งให้อยากรู้มากขึ้น แล้วนั่งแกะซีลห่อผลไม้ที่ผมซื้อมาให้เธอแล้วหันมาคุยกับเพื่อน
“อย่าบอกนะว่ามึง”ไอ้ดิฟหรี่ตามองผมอย่างจับผิดก่อนจะชี้หน้ากล่าวหาผมแต่ไม่ได้พูดในสิ่งที่มันคิด
“ไม่ใช่อย่างที่มึงคิดหรอก”ผมรีบตอบไม่อยากให้พวกมันเข้าใจผิดคิดว่าผมมีอะไรกับน้องแล้วไม่อยากให้พวกมันคิดไปไกลและไม่อยากให้เธอเสียหายแม้แต่กับเพื่อนสนิทของผมก็เถอะ
“แมนฉิบหายมีสาวคอยซื้อข้าวให้”ไอ้นนท์เพื่อนสาขาผมที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนเอ่ยแซวเมื่อเห็นว่าน้องเดินถือชามบะหมี่มาให้ผม
“อิจฉาเพราะมึงไม่มีเหมือนกูล่ะสิ” ผมแซวมันกลับบ้างไม่ใช่มันไม่มีหรอก แค่มันไม่เอามากกว่า ไอ้นนท์มีดีกรีเป็ถึงเดือนมหาวิทยาลัยสาวๆ เดินหน้าแจกขนมจีบมันทุกชั้นปีแต่ผมไม่เห็นมันจะสนใจใครสักคนทำตัวเ้าชู้เหมือนพวกผมไปเรื่อย
“กูไม่ได้วาสนาดีอย่างพวกมึงนี่ ใช่ไหมครับสาวๆ”พูดจบประโยคมันก็แจกยิ้มหวานให้กับน้องและเพื่อนของเธอตามสไตล์หนุ่มเ้าชู้
“แกล้งกันใช่ไหมน้อง”ผมดันชามบะหมี่ที่มีรสเปรี้ยวเข็ดฟันไปตรงหน้าเธอ
“พอดีทำน้ำส้มหกน่ะ”เธอลอยหน้าลอยตาพูดไม่ได้รู้สึกผิดสักนิด
“แต่มันกินไม่ได้นะแบบนี้ กินเข้าไปได้ปวดท้องกันพอดี”ผมพูดเบาๆ ให้ได้ยินกันสองคน ไม่อยากขายหน้าต่อหน้าเพื่อนที่สาวซื้อข้าวให้กินแต่ดันกินไม่ได้
“ไปซื้อใหม่สิแดน”เธอยังคงทำเมินเฉยไม่สนใจบะหมี่น้ำส้มสายชูชามนี้สักนิด
“ไม่ไปหรอก ดูแถวสิยาวจะตาย พอกลับมาน้องก็กินหมดก่อนเราก็ต้องนั่งกินข้าวคนเดียว”
“งั้นก็อดนะแดน”
“ไม่อดหรอก กินกับน้องก็ได้”
“ไม่ได้ น้องสั่งมาแค่พออิ่มเองนะ” เธอดึงจานข้าวหนีห่างจากช้อนของผมที่กำลังจะตักอาหารในจานของเธอ
“ขอเรากินด้วยนิดเดียวเองนะ สองคำ”ผมดึงจานอาหารของเธอกลับมาและต่อรองกับเธอ
“บ้าบอ แค่สองคำนะ”เธอว่าผมก่อนจะชู้นิ้วชี้กับนิ้วกลางขึ้นเป็สัญลักษณ์บอกว่าห้ามเกินนี้เด็ดขาด
“ครับ” ถึงเธอจะเอ็ดผม แต่สุดท้ายเธอก็ยอมให้ผมตักอาหารในจานของเธอกินไปสองคำเธอใจดีกับผมเสมอถึงแม้ว่าจะโกรธผมก็ตาม
“อ้าวไอ้แดน บะหมี่มึงไม่อร่อยหรอ”ไอ้นนท์ตัวร้ายมันกลับมาพร้อมข้าวราดแกงและเริ่มแซวผมอีกแล้ว
“กูอยากกินข้าว” ผมดันชามบะหมี่ไปตรงหน้ามัน
“ถุย! เปรี้ยวฉิบหาย” ไอ้นนท์คีบหมูแดงมาชิมก่อนจะรีบคายทิ้งแล้วรีบดื่มน้ำตาม
“อิ อิ อิ”น้องปล่อยขำเพราะกลั้นหัวเราะไม่อยู่กับท่าทางของไอ้นนท์
“แกล้งไอ้แดนคนเดียวก็พอคนสวย ไม่ต้องมาแกล้งเราหรอก”ไอ้นนท์ดันชามบะหมี่คืนให้ผม แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวของมันต่อไปเงียบๆ
“ขอโทษนะนนท์” น้องยิ้มขอโทษเพื่อนผม มันก็พยักหน้ารับ
“ไปขอโทษมันทำไมน้อง มันอยากลองเอง”
“ก็มึงยื่นชามมาให้กูเอง กูก็สงสัยสิว่าทำไมมึงไม่กิน”
“มึงก็เห็นอยู่ว่าไอ้แดนมันไม่กิน มึงก็ยังไปอยากลองพวกกูยังไม่ลองสักคำ” ไอ้เดียวเข้ามาผสมโรงกับเราด้วย
“เออ กูโง่เอง ก็เอะใจอยู่ว่าทำไมบะหมี่ไม่พร่องไปเลยที่แท้คนสวยก็วางยานี่เอง” ไอ้นนท์พูดเสียงดังในท้ายประโยคเพราะอยากให้น้องได้ยิน
“เลิกแซวน้อง แล้วกินข้าวมึงต่อไปเงียบๆ เลย”ผมพูดกับมันเบาๆ ไม่อยากให้น้องได้ยินว่าเรายังไม่เลิกพูดถึงเธอสักที
“รู้แล้วว่าหวงครับคุณเพื่อน” ไอ้นนท์ยังคงแซวผมไม่เลิก
“ไม่ได้หวงโว้ย รำคาญ” ผมตอบกลับมันหมั่นไส้ที่มันรู้ทันความคิดของผม
“่บ่ายมีเรียนหรือเปล่าน้อง”ผมถามเมื่อเห็นว่าเธอกินข้าวเสร็จแล้วและกำลังจะเอาจานไปเก็บ
“มีเรียนวิจัยน่ะ เดี๋ยวจะไปกันแล้ว แดนล่ะ”
“ไม่มี”
“ขับรถกลับคอนโดดีๆล่ะ”
“เดี๋ยวเดินไปส่ง”ผมเก็บจานชามของเราที่กินเสร็จแล้วไปไว้ที่เก็บภาชนะ และไม่ลืมจัดการกับขยะอื่นๆน้องก็เก็บกระเป๋าหนังสือเรียนของเราและไม่ลืมหยิบเครื่องดื่มที่ผมซื้อมาให้ติดมือมาด้วยจากนั้นพวกผมก็เดินไปส่งพวกเธอที่อาคารเรียน