หลายวันผ่านไปอันซิ่วเอ๋อร์สังเกตว่าสาวใช้ที่คอยรับใช้อยู่ข้างกายล้วนถูกเปลี่ยนหน้าไปเหลือเพียงป่านเซี่ยคนเดิมเท่านั้น
นางเดาว่าสาวใช้พวกนั้นคงเป็นคนที่จางเจิ้นอันส่งมาช่วยตรวจบัญชีจึงหาทางให้ป่านเซี่ยออกไปก่อน ปิดประตูลงกลอน แล้วจึงหยิบสมุดบัญชีออกมาเปิดอ่านช้าๆ
"ฮูหยิน พวกเรามาช่วยฮูหยินเจ้าค่ะ"สาวใช้คนหนึ่งเอ่ยขึ้นตามที่นางคาดไว้
"บัญชีพวกนี้ท่านแม่มอบให้ข้าดูแลจะให้พวกเจ้าดูคงไม่เหมาะกระมัง" อันซิ่วเอ๋อร์ยังไม่ไว้ใจนักจึงคิดทดสอบพวกนางดูก่อน
"ฮูหยินโปรดวางใจเถอะเจ้าค่ะเป็นคุณชายใหญ่สั่งให้พวกเรามาเอง" สาวใช้คนหนึ่งกล่าวพลางโค้งคำนับและยิ้ม
อันซิ่วเอ๋อร์จึงแสร้งทำเป็นคล้อยตามพยักหน้า"ในหีบยังมีอีกเยอะ พวกเจ้าก็ไปหยิบมาดูก็แล้วกันแต่ระวังหน่อยนะ อย่าทำตกหล่นเสียหายล่ะ"
"เจ้าค่ะ พวกเราทราบแล้ว"เหล่าสาวใช้ตอบรับพร้อมกัน
สาวใช้ที่ดูอาวุโสที่สุดคนหนึ่งโค้งคำนับอันซิ่วเอ๋อร์แล้วจึงเดินไปหยิบสมุดบัญชีออกมา แจกจ่ายให้สาวใช้คนอื่นๆ คนละเล่มสองเล่ม
อันซิ่วเอ๋อร์ให้พวกนางจัดโต๊ะเตี้ยหลายตัวในห้องแล้วให้นั่งหันหน้าเข้าหากันเป็นคู่ๆ เพื่อตรวจบัญชี
สมกับเป็นคนที่จางเจิ้นอันส่งมาสาวใช้ทุกคนต่างตั้งอกตั้งใจตรวจบัญชีอย่างจริงจัง อันซิ่วเอ๋อร์ก็นั่งดูอยู่ข้างๆพอได้อ่านบัญชีพวกนั้น นางถึงเพิ่งรู้ว่าในโลกนี้มีของล้ำค่ามากมายถึงเพียงนี้
ไม่ว่าจะเป็นสร้อยไข่มุกทะเลตงไห่กำไลหยกซีอวี้ หรือจี้หยกเขียวเหมี่ยนเตี้ยนราคาที่บันทึกไว้ในบัญชีทำให้นางตกตะลึงแค่เครื่องประดับชิ้นเดียวก็มีค่ามากพอให้ครอบครัวนางอยู่สุขสบายไปทั้งชาติ
ตั้งแต่มาอยู่ที่จวนตระกูลจางอันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกอึดอัดอยู่เสมอ ไม่กล้าใช้จ่ายเงินทองนักในใจยังรู้สึกเจียมเนื้อเจียมตัว กลัวว่าอูซื่อจะดูแคลน แต่พอได้อ่านบัญชีเหล่านี้นางถึงได้ตระหนักว่า ต่อให้นางพยายามทำตัวสูงส่งเพียงใด ในสายตาของอูซื่อนางก็ยังเป็นแค่นกกระจอกตัวหนึ่ง ชีวิตของนางกับพวกเขาแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เมื่อก่อนนางเคยคิดว่าชีวิตคนรวยก็คงแค่ได้กินเนื้อกินปลาไม่อั้นใส่เสื้อผ้าเนื้อดี ประดับทองเต็มตัว แต่ตอนนี้นางถึงรู้ว่าตนคิดผิดถนัดชีวิตของพวกเขาหรูหราเกินกว่าที่นางจะจินตนาการได้ แค่ปิ่นปักผมหยกอันเล็กๆอันเดียวก็อาจมีราคามหาศาล
อันซิ่วเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองกล่องเครื่องประดับของตนไม่รู้ว่าในนั้นจะมีของราคาแพงอยู่บ้างหรือไม่ ต่อไปนี้นางคงต้องระวังให้มากขึ้นถ้าเผลอทำอะไรแตกหักเสียหายไป นางคงไม่มีปัญญาชดใช้แน่
นางลูบปิ่นเงินเรียบๆที่ปักอยู่บนมวยผมของตนอย่างโล่งใจ โชคดีที่นางยังยืนกรานจะปักแค่ปิ่นเงินอันนี้ไม่อย่างนั้น หากต้องปักปิ่นราคาหลายร้อยตำลึงไว้บนหัว นางคงรู้สึกกดดันแย่
อีกอย่างเมื่อก่อนนางเคยคิดว่าอาหารแต่ละจานของตระกูลจางมีนิดเดียวตอนนี้ถึงได้รู้ว่าถึงแม้ปริมาณจะน้อย แต่ราคากลับแพงลิบลิ่วอย่างขนมที่จางเจิ้นอันสั่งให้คนทำให้กินเมื่อหลายวันก่อนแค่ค่าวัตถุดิบก็ปาเข้าไปหลายสิบตำลึงแล้ว แถมขั้นตอนการทำก็ยุ่งยากซับซ้อนนับสิบขั้น
คราวหน้านางคงไม่กล้ากินอีกแล้ว
โดยเฉพาะเครื่องเรือนต่างๆ ในห้องของนางล้วนเป็นของล้ำค่า นางคิดว่าต่อไปนี้ต้องพยายามไม่แตะต้องมันเลย ถ้าทำแตกหักไปนางคงชดใช้ไม่ไหวจริงๆ
จางเจิ้นอันเคยบอกว่าบัญชีเหล่านี้ก็เหมือนตระกูลจางฉบับย่ออันซิ่วเอ๋อร์ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็นด้วยนางเริ่มมองเห็นภาพรวมชีวิตความเป็นอยู่ของตระกูลจางลางๆ ด้วยเหตุนี้ในใจจึงเริ่มรู้สึกประหม่า ทุกครั้งที่เจอหน้าอูซื่อนางไม่กล้าทำตัวซื่อบื้อต่อหน้านางอีกแล้ว กลับแสดงความเคารพยำเกรงออกมาอย่างอดไม่ได้
เพราะความรู้สึกยำเกรงนี้นางจึงยิ่งรู้สึกว่าอูซื่อมีรัศมีความสูงส่งแผ่ออกมาแน่นอนว่าความสูงส่งนั้นล้วนมาจากเงินทองกองเท่าภูเขา
เมื่ออยู่ในคฤหาสน์อันโอ่อ่าแห่งนี้นางก็ค่อยๆ ถูกหล่อหลอมและเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่รู้ตัวพยายามทำทุกอย่างเพื่อเข้าใกล้คนเหล่านั้นมากขึ้นราวกับกำลังสูญเสียความเป็นตัวเองไปทีละน้อย
ทีละเล็กทีละน้อย นางเริ่มสวมใส่อาภรณ์งดงามเกล้าผมทรงซับซ้อน วางตัวอย่างมีแบบแผน มีมารยาท เพียงไม่กี่เดือนนางก็เปลี่ยนไปจากตอนแรกที่มาถึงอย่างสิ้นเชิง
พริบตาเดียว ฤดูร้อนผ่านพ้นฤดูหนาวก็มาเยือน ใบไม้เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นเหลือง ร่วงหล่นลงสู่พื้น ในที่สุดอันซิ่วเอ๋อร์ก็ตรวจทานสมุดบัญชีที่อูซื่อมอบให้จนเสร็จสิ้น
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งต้องขอบคุณเหล่าสาวใช้พวกนั้นที่ช่วยให้นางได้เรียนรู้อะไรมากมาย
เมื่อก่อนนางไม่รู้อะไรสักอย่างแต่หลังจากอ่านบัญชีเหล่านี้ นางไม่เพียงเข้าใจเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับอาหารการกินเสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และการเดินทางแต่ยังพอรู้เรื่องการคบค้าสมาคมของตระกูลจางอยู่บ้างเพราะรายการของขวัญที่ตระกูลจางมอบให้ผู้คนล้วนบันทึกอยู่ในบัญชีพวกนี้
เดิมทีอูซื่อคิดจะแกล้งนางจึงสั่งให้พ่อบ้านนำบัญชีทั้งหมดของตระกูลจางในช่วงสองปีที่ผ่านมามอบให้นางแต่กลับคาดไม่ถึงว่าการทำเช่นนั้นกลับช่วยให้นางได้เรียนรู้อะไรมากมายจากบัญชีเหล่านั้นแทน
นางยังค้นพบจุดผิดปกติบางอย่างซึ่งช่วยให้จางเจิ้นอันสามารถจับทุจริตของคนบางคนได้
เมื่อก่อนอันซิ่วเอ๋อร์อ่านหนังสือไม่ออกหลายตัวแต่หลังจากอ่านบัญชีเหล่านี้ นางก็พอจะอ่านตัวอักษรส่วนใหญ่ได้แล้วแถมยังคิดเลขในใจได้คล่องแคล่วขึ้นมากแค่เหลือบมองก็คำนวณยอดรวมออกมาได้อย่างรวดเร็วทำเอาเหล่าสาวใช้ที่ช่วยตรวจบัญชีพากันชื่นชมไม่หยุดปาก
ระหว่างนั้นเองนางก็ได้ค้นพบว่าตนเองมีความสามารถในการเรียนรู้ที่ดีมาก เรียนรู้อะไรได้รวดเร็วและมักจะนำไปปรับใช้ได้เสมอ นางยังช่างสังเกตสามารถมองเห็นรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ได้ บัญชีปลอมหลายจุดก็เป็นนางที่ตรวจพบ
ตอนแรกนางแค่คิดจะเป็นฮูหยินสบายๆโยนเรื่องบัญชีทั้งหมดให้สาวใช้จัดการ แต่ต่อมานางก็คิดได้ว่าต่อให้ปักผ้าไปทั้งชาติ ก็คงไม่มีปัญญาซื้อเครื่องเรือนสักชิ้นในห้องนี้หรือเครื่องประดับสักชิ้นในกล่องได้ สู้เรียนรู้วิชาติดตัวไว้บ้างดีกว่าอย่างน้อยก็มีวิชาหากิน ไปไหนไม่อดตาย แถมการเรียนรู้วิธีตรวจบัญชีไว้เผื่อวันหน้าต้องดูแลกิจการ จะได้ไม่เงอะงะทำอะไรไม่ถูก
หลังจากนั้นนางจึงลงมือตรวจบัญชีร่วมกับสาวใช้เหล่านั้นจนกระทั่งนางได้ตรวจทานบัญชีทั้งหมดที่พวกสาวใช้ตรวจไปแล้วซ้ำอีกครั้งกระบวนการทั้งหมดนี้กินเวลาร่วมสองเดือน
ยิ่งนางเรียนรู้เกี่ยวกับตระกูลจางมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกหวั่นใจมากขึ้นเท่านั้นนางได้ยินมาว่าตระกูลใหญ่มักมีอนุภรรยากันหลายคน อย่างน้องชายของจางเจิ้นอันก็มีทั้งอนุภรรยาและสาวใช้อุ่นเตียงมากมาย ไหนจะภรรยาน้อยที่เลี้ยงไว้นอกบ้านอีกโชคยังดีที่จางเจิ้นอันกลับมานอนบ้านทุกคืนไม่ว่าจะดึกแค่ไหนหากวันใดเขาไม่กลับขึ้นมา นางก็อดคิดฟุ้งซ่านไม่ได้
ด้านหนึ่งนางก็ปลอบใจตัวเองว่าบุรุษมีภรรยาหลายคนเป็นเรื่องปกติอย่างไรเสียนางก็เป็นฮูหยินเอก เป็นภรรยาหลวง แต่อีกใจหนึ่งนางก็ไม่อยากแบ่งสามีให้ใคร
แต่หากนางทำเช่นนั้นก็จะถูกกล่าวหาว่าขี้หึงหวงอย่างอูซื่อเองก็เคยเรียกนางไปพูดเรื่องนี้เป็นการส่วนตัวหลายครั้งแต่นางก็เอาตัวรอดมาได้แบบคลุมเครือทุกครั้ง
ตอนอยู่บ้านนอกทุกคนต่างมีสามีภรรยาเพียงคนเดียว น้อยคนนักที่จะมีเมียหลายคนแต่ที่นี่กลับต่างออกไป ราวกับทุกคนกำลังบีบให้นางต้องยกสามีให้คนอื่น
ก่อนหน้านี้เวลาอูซื่อเรียกพบเรื่องนี้นางก็อ้างว่าต้องตรวจบัญชี ไม่มีเวลามาจัดการเรื่องรับอนุแต่ตอนนี้บัญชีตรวจเสร็จแล้ว นางจึงไม่มีข้ออ้างที่จะผัดผ่อนอีกต่อไป
ระหว่างทางที่นำบัญชีไปคืนอันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกกระสับกระส่ายอย่างยิ่งตอนนี้นางไม่กลัวว่าอูซื่อจะหาเรื่องมอบงานให้นางทำอีกแล้วหากอูซื่อจะมอบบัญชีอื่นๆ ของตระกูลจางให้นางตรวจอีก นางกลับจะยินดีเสียอีกเพราะนางสามารถเรียนรู้อะไรได้มากมายจากบัญชีเหล่านั้น และยังอาจช่วยจางเจิ้นอันได้ด้วย
ดังนั้นนางไม่ได้กลัวอูซื่อหาเรื่องมอบงานให้แต่กลัวว่าอูซื่อจะเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นต่างหาก
นางยังจำได้ ก่อนแต่งงานท่านแม่เหลียงเคยบอกว่าการเป็นสะใภ้บ้านอื่นนั้นลำบากนักตอนนั้นอันซิ่วเอ๋อร์ยังไม่เข้าใจ พอแต่งกับจางเจิ้นอันก็ไม่มีใครมาคอยควบคุมดูแลนาง นางแค่เอาใจเขา ดูแลเรื่องอาหารการกินของเขาก็พอแต่ตอนนี้ต่างออกไป นางมีแม่สามีเพิ่มมาอีกคน แม้ความสัมพันธ์ระหว่างอูซื่อกับจางเจิ้นอันจะไม่ดีนักแต่อูซื่อก็ยังเหมือนภูเขาลูกใหญ่ที่กดทับนางอยู่
ไม่ทันรู้ตัว ก็เดินมาถึงเรือนของอูซื่อแล้วถึงนางจะไม่ต้องมาคารวะเช้าเย็น แต่นางก็คุ้นเคยกับเรือนหลังนี้ดี
ครั้งนี้พอสาวใช้เห็นนางก็รีบเข้าไปรายงานทันที ไม่ได้รอช้าเหมือนแต่ก่อนนางอยู่ที่ตระกูลจางมาหลายเดือนแล้วพวกบ่าวรับใช้เห็นว่านางยังคงนั่งตำแหน่งฮูหยินใหญ่ได้อย่างมั่นคงไม่ได้ถูกขับไล่ออกไป ท่าทีของพวกเขาต่อนางก็เปลี่ยนไปบ้าง เมื่อเทียบกับแต่ก่อนพวกเขาดูจะให้ความเคารพนางมากขึ้น
ไม่นานสาวใช้ก็ออกมาเชิญอันซิ่วเอ๋อร์เข้าไป อันซิ่วเอ๋อร์เดินเข้าไปอย่างสง่างามโดยมีบ่าวชายสองคนแบกหีบตามหลัง เมื่อเห็นอูซื่ออันซิ่วเอ๋อร์ก็ทำความเคารพแล้วยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง
"บัญชีพวกนี้ เจ้าตรวจเสร็จแล้วหรือ?"ตอนที่อันซิ่วเอ๋อร์เข้ามา สาวใช้รายงานแล้วอูซื่อจึงย่อมรู้จุดประสงค์ที่นางมา
"เจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า "ข้าจดบันทึกจุดที่ผิดปกติไว้ในสมุดเล่มนี้แล้วเจ้าค่ะ"
ครั้งนี้อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้จดข้อผิดพลาดทั้งหมดออกมาเหมือนครั้งก่อนแต่เลือกจดมาเพียงบางส่วน
อูซื่อเปิดดูผ่านๆ สีหน้าพลันบึ้งตึงแค่บัญชีไม่กี่เดือนก่อนก็มีการทุจริตอยู่บ้างแล้วไม่ต้องพูดถึงบัญชีตลอดสองปีที่ผ่านมา พอข้อผิดพลาดตลอดสองปีสะสมรวมกันแม้ว่าอันซิ่วเอ๋อร์จะจดมาแค่บางส่วน แต่ช่องโหว่ที่เห็นก็ยังมากมายนัก
ยิ่งกว่านั้นอันซิ่วเอ๋อร์ในตอนนี้ก็ไม่เหมือนเมื่อสองเดือนก่อนแล้วเมื่อสองเดือนก่อนนางไม่รู้อะไรเลย แต่หลังจากตรวจบัญชีเหล่านั้นนางก็เรียนรู้อะไรไปมาก ข้อผิดพลาดที่นางหาเจอจึงมีมากขึ้นจดไว้เสียเต็มสมุดเล่มหนา
เดิมทีอูซื่อกำลังโมโหอยู่แต่พอเปิดดูสมุดบันทึกผ่านๆ ความโมโหบนใบหน้าก็พลันจางลงนางโยนสมุดเล่มนั้นลงบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจนัก กล่าวเรียบๆ ว่า"ดูเหมือนเจ้าจะเหมาะกับงานนี้จริงๆ ข้าดูถูกเจ้าไปแล้ว"
"ท่านแม่กล่าวเกินไปแล้วเจ้าค่ะการตรวจบัญชีพวกนี้ก็ทำเอาข้าเหนื่อยแทบแย่เหมือนกันเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์รีบกล่าว
"แต่เจ้าก็ทำได้ดีจริงๆ"อูซื่อกล่าวซ้ำ
อันซิ่วเอ๋อร์จึงกล่าว"ขอบคุณท่านแม่ที่ชมเชยเจ้าค่ะไม่ทราบว่ามีอะไรให้ข้าช่วยอีกหรือไม่เจ้าคะข้ายินดีช่วยแบ่งเบาภาระเรื่องบัญชีให้ท่านแม่"
"เรื่องบัญชีไม่ต้องแล้ว"อูซื่อโบกมืออย่างไม่ใส่ใจนัก เป็นสัญญาณให้คนยกหีบบัญชีลงไปนางเป็นคนจมูกไว แม้ในห้องจะอบอวลด้วยกลิ่นเครื่องหอม แต่พอกลิ่นอับจางๆจากหีบบัญชีลอยออกมา ก็ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
สาวใช้ที่อยู่ข้างๆสังเกตเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของนาง จึงรีบเปิดฝาเตากำยาน พัดเบาๆให้กลิ่นหอมฟุ้งเร็วขึ้น
เมื่ออูซื่อรู้สึกว่ากลิ่นไม่พึงประสงค์ในห้องจางหายไปแล้วจึงกล่าวขึ้นว่า "แต่การที่เจ้าคิดจะช่วยแบ่งเบาภาระข้าเช่นนี้ก็นับว่าน่ายินดี ตอนนี้ข้ามีเรื่องกลุ้มใจอยู่เรื่องหนึ่งพอดี"
"เรื่องอันใดหรือเจ้าคะ?"อันซิ่วเอ๋อร์ถามไปอย่างนั้นเอง
"ก็เรื่องทายาทของเจิ้นอัน"อูซื่อมองนางอย่างเย็นชาแล้วกล่าวว่า "ลูกชายข้าอายุก็ไม่น้อยแล้วปาเข้าไปสามสิบแล้ว คนอื่นในวัยนี้ เขามีลูกหลานเต็มบ้านกันหมดแล้วเจ้าแต่งกับลูกชายข้ามานานเท่าไหร่แล้ว ท้องเจ้าก็ยังไม่เห็นมีวี่แววหากเจ้ามีลูกไม่ได้ ก็ควรจะรีบหาคนอื่นมาช่วยลูกชายข้าสืบตระกูลเสียแต่เนิ่นๆ"
พอได้ยินเช่นนั้นอันซิ่วเอ๋อร์ก็พลันพูดไม่ออก
"ทำไมเงียบไปเล่า? หรือไม่เต็มใจ?" อูซื่อก้มมองนางน้ำเสียงเจือแววเยาะหยัน
อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น"ใช่เจ้าค่ะ ข้าไม่เต็มใจ"
"ไม่เต็มใจ? เจ้าไม่ได้อ่านคัมภีร์สตรีหรือไร?คงจะรู้กฎเจ็ดประการขับไล่ภรรยาสินะ หนึ่งในนั้นคือความหึงหวง"อูซื่อมองดูเล็บมือที่ทาสีแดงสดของตนเล็บของนางได้รับการดูแลอย่างดีจนกลมมนและเปล่งปลั่งไม่เหมือนมือของสตรีวัยสี่สิบห้าสิบเลย
"ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไร เจ้าคงไม่อยากดังนั้นข้าจึงหาคนมาให้เจ้าแล้ว" อูซื่อตบมือเบาๆเย่จิ้งซูก็เดินออกมาจากหลังม่าน นางทำความเคารพอย่างงดงามแล้วจึงถอยไปยืนอยู่ด้านข้างอย่างสงบเสงี่ยม
"ลูกชายข้าเป็นคนมีความรับผิดชอบจะให้เขาทอดทิ้งเจ้าคงเป็นไปไม่ได้ แต่การหาอนุให้เขาสักคนคงไม่มีปัญหาตอนนี้ข้าแค่ถามเจ้า ว่าเจ้าเต็มใจหรือไม่?" แววตาของอูซื่อคมปลาบราวกับมีด
อันซิ่วเอ๋อร์ก้มหน้าลงในหัวสับสนวุ่นวายไปหมด "เรื่องนี้ไม่ควรต้องถามข้าควรไปถามเจ้าตัวเองมากกว่าเจ้าค่ะ"
"เจ้าเป็นภรรยาเอกของเขาเรื่องนี้ก็ควรให้เจ้าเป็นคนจัดการ" อูซื่อกล่าว
"คงต้องรอให้ท่านพี่ตกลงก่อนเจ้าค่ะสามีเป็นฟ้าของภรรยา ข้าตัดสินใจแทนท่านพี่ไม่ได้เจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์ตอบเสียงเบา
"ข้าก็นึกว่าช่วงนี้เจ้าจะหัวอ่อนลงบ้างแล้วที่แท้ก็ยังเหมือนเดิม" น้ำเสียงของอูซื่อเย็นชายิ่งขึ้น"เจ้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ตกลง เรื่องนี้จะทำไม่สำเร็จหรือไร?"