29 : True or False
“การแข่งขันตอบปัญหาทางพุทธศาสนา..ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นางสาวพนัสดา...”
เสียงประกาศพร้อมกับเด็กสาวร่างบางคนหนึ่งเดินขึ้นไปรับรางวัลบนเวที ถักผมเปีย ใส่แว่นตากลมโตหน้าตาคงแก่เรียน...และชื่อนี้ ทุกคนคงจะได้ยินกันบ่อยมากจึงไม่มีใครตื่นเต้นที่โรงเรียนตัวเองได้รับรางวัล
“สงสัยที่บ้านยัยนั่นคงขายเหรียญทองหาเลี้ยงครอบครัวซะละมั้ง ขยันได้ซะจริง” ริสหาเื่มาบ่นได้ทุกเวลาแม้นั่นจะไม่ใช่เื่ของตัวเองก็ตาม ส่วนหนุ่มหัวเกรียนที่อยู่ข้างๆก็ทำเป็หูทวนลม
“แหม่ อย่าไปว่าเนนอย่างนั้นสิ” จู่ๆ เสียงใครบางคนที่ไม่ค่อยคุ้นดังแทรกเข้ามาให้ทั้งคู่หันไปมอง
เด็กสาวในชุดนักเรียนรัดรูป ดูเปรี้ยวได้แม้ยามใส่ชุดเครื่องแบบ และดวงตาสีเขียวใสแปลกเด่นสะดุดตา
“ซีล/ยัยฮาล์ฟุ์” เล็ทและริสร้องพร้อมกัน แต่คนหลังกลับใช้คำเรียกแปลกทะแม่งกระแทกหู
“นี่ ฮาล์ฟุ์เชียวเหรอ ให้มันน้อยๆ หน่อย ฉันน่ะสายเืมนุษย์เต็มตัวนะ” สาวลูกครึ่งเถียงกลับ แต่เป็ที่รู้ดีว่าเถียงไปก็ไม่เข้าหู ริส และสาวผมปอยหน้าสีม่วงคนนี้ก็คงอินพุทชื่อ ‘ฮาล์ฟุ์’ ไปเรียบร้อยแล้ว
เล็ทแสร้งทำเป็ไม่สนใจสองคนหลัง สีหน้าหน่ายๆ แบบเอือมระอาเต็มทน เพราะั้แ่พวกเขารู้จักกับซีลมา ก็แทบไม่มีวันไหนเลยที่สองคนนี้จะไม่ทะเลาะกัน จนบางครั้งเขาก็รู้สึกสงสัย...พวกผู้หญิงนี่ เวลาสนิทก็สนิทกันแทบจะเป็คู่แฝดได้อยู่แล้ว แต่เวลาไม่ถูกกันละก็...ขอแค่เจอหน้าเถอะ พวกหล่อนนี่ทั้งสายตาทั้งฝีปาก..ปะฉะดะกันแบบอย่าหวังว่าชาตินี้จะได้อยู่ร่วมโลกเดียวกัน
สุดท้ายแล้ว เล็ทจำเป็ต้องพูดเื่อื่นเพื่อดึงความสนใจไปเื่อื่น “ว่าแต่...เธอรู้จักผู้หญิงคนนั้นด้วยเหรอซีล” เล็ทชี้ไปที่ผู้หญิงที่ขึ้นไปรับรางวัลเมื่อครู่
ซีลเลิกกัดกับริสแล้วตอบ “อ๋อ เนนน่ะเหรอ ใช่ ฉันรู้จักเธอตอนไปแข่งงานวิชาการด้วยกันน่ะ”
“เหอะ! อย่างเธอเนี่ยนะ” ริสว่าเสียงสูง “ไปแข่งวิชา ‘แพศยาศาสตร์’ ล่ะสิ”
“แข่งเล่านิทานภาษาอังกฤษต่างหาก แล้วก็ได้ที่ 1 ด้วย”
เล็ทถอนหายใจ เมื่อบทเถียงเริ่มขึ้นอีกยก
“ที่1? ฮาล์ฟุ์อย่างเธอเนี่ยนะ ยัดเงินให้กรรมการรึเปล่ายะ”
“ขอโทษนะ ฉันมีศักดิ์ศรีมากพอที่จะไม่ทำแบบนั้น หรือว่าเธอทำบ่อย?”
“นี่!”
“ขอทีเถอะ ถ้าพวกเธอช่วยหยุดทะเลาะกันสักนาทีนึงมันจะตายมั้ยหา” เล็ททนไม่ไหว ขอเป็ฝ่ายหยุดฉากเอง “เจอพวกเดียวกันเองทั้งที ไม่ดีใจอยากเป็เพื่อนกันบ้างรึไง”
“ไม่!”
“อยากสิ!”
ริสกับซีลตอบพร้อมกัน แต่พอตอบจบก็มองหน้ากันอย่างเอาเื่
“ใครเขาอยากจะเป็เพื่อนกับเธอกันยะยัยฮาล์ฟุ์” ริสกอดอก
“แล้วจะทำไมล่ะ ก็ฉนอยากมีเพื่อนนี่นา ทีเล็ทยังยอมรับฉันเป็เพื่อนเลย”
“เล็ทเป็เพื่อนกับเธอตอนไหนไม่ทราบ ฉันไม่เห็นได้ยินเขาพูดเลยสักคำ”
เปลี่ยนเื่ได้ก็มาทะเลาะกันอีก...ไม่มีจบสิ้นจริงๆ เล็ทนึกพลางอยากจบชีวิตตัวเองให้รู้แล้วรู้รอดไป แถมยังเอาเขาไปเอี่ยวด้วยอีก ให้ตายเถอะ
“ทำไมเธอจะต้องคอยกีดกันฉันมากขนาดนี้ด้วยล่ะ” ซีลแทบจะะโอยู่แล้ว จนคนข้างหน้าเริ่มหันมามอง อันที่จริง...ก็มองกันมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่มันเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆจนคุณครูที่อยู่หน้าแถวยังได้ยิน ก่อนจะเดินตรงมาหาพวกเขา
“คุณเลหาน คุณรันสิมา นี่ยังอยู่ในพิธีหน้าเสาธงอยู่นะคะ กรุณาเงียบๆ ด้วยค่ะ” คุณครูจอมเฮี้ยบสุดเื่มากเื่ระเบียบวินัย ที่เล็ทกับริสไม่ชอบหน้ามากที่สุด ก่อนจะส่งสายตาจิกใส่เด็กสาวั์ตาสีเขียวอีกคน
“แล้วคุณสมีรามาทำอะไรตรงแถวห้อง 3 กันคะ ถ้าแค่ระเบียบการเข้าแถวง่ายๆ ยังทำไม่ได้ แล้วเื่อื่นคุณจะสามารถทำอย่างมีระเบียบได้อย่างไรกัน ตอนเย็นขอให้คุณสมีราไปกวาดขยะที่สนามด้วยนะคะ”
ซีลขานรับเสียงอ่อย ริสได้ยินบทลงโทษนั้นแล้วก็อดหัวเราะกิ๊กกั๊กไม่ได้ และนั่นช่วยดึงความสนใจจากคนตรงหน้าได้มากเกินพอ
“คุณรันสิมากับคุณเลหานก็ต้องไปด้วยเช่นกันค่ะ โทษฐานที่ทำให้พิธีหน้าเสาธงอันศักดิ์สิทธิ์ต้องด่างพร้อย”
คราวนี้ริสถึงกับขำไม่ออกเลยทีเดียว แต่คนดวงซวยที่พลอยโดนหางเลขไปด้วยเริ่มรู้สึกได้ว่า จบเื่วันนี้ไปเมื่อไหร่ เขาขอตัดเพื่อนกับสองสาวนั่นจะได้ไหมนะ รู้สึกยิ่งเจอพวกพ้องมากขึ้นเท่าไหร่ ความซวยมันจะทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น
แต่ก่อนยังโดนแค่เรียกไปอบรม แต่ตอนนี้ถึงขั้นต้องไปกวาดขยะ นั่นอาจเป็บทลงโทษแสนปกติธรรมดาของโรงเรียนอื่น แต่สำหรับนิรารักษ์นั้น มันถือเป็การลงโทษที่น่าอับอายที่สุด เมื่อลูกคุณหนูต้องไปทำงานเยี่ยงภารโรงอันต่ำต้อย และยังต้องทำต่อหน้านักเรียนนับพันอีก
แม้จะไม่เห็นถึงพัน แต่เพียงแค่คนเดียวที่เห็นก็จะนำไปลือจนทั่วทั้งโรงเรียนได้เอง ว่าลูกตระกูลนี้มันทำงานต่ำช้า แล้วก็จะเริ่มลามปามไปถึงรุ่นพ่อแม่ ดีไม่ดีไปถึงรุ่นบรรพบุรุษที่ก่อตั้งวงศ์ตระกูลเลยทีเดียว
“ว่าไงคุณเด็กเก็บขยะ วันนี้ไม่ไปเก็บต่อแล้วเหรอ” เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งในห้อง เดินเข้ามาทักหนุ่มหัวเกรียนที่กำลังจัดกระเป๋าเตรียมกลับบ้านอยู่
เล็ทพยายามนับหนึ่งถึงสิบเพื่อข่มอารมณ์ไม่ตอบโต้ แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมเลิกราง่ายๆ
“เอ๊ะ รึว่าวันนี้เปลี่ยนงานไปเป็เด็กขัดส้วมซะแล้วล่ะ” ว่าจบก็หัวเราะ พาให้คนอื่นที่ยังเหลืออยู่ในห้องหัวเราะร่วนตามกันไป
ตึง!
ริสกระแทกกระเป๋าตัวเองกับโต๊ะเสียงดังจนทั้งหมดหันมามอง เธอตวาดแว้ดใส่ผู้ชายคนนั้นอย่างไม่มีคำว่ารักษามารยาท “สนุกมากนักใช่มั้ย ที่ได้พูดดูถูกเหยียดหยามคนอื่นน่ะ”
แม้จะโดนสายตากับคำพูดแดกดันเข้าไป คนพวกนั้นก็หาได้รู้สึกอะไรไม่
“อ้อ จะว่าไปแล้วคุณรันสิมาเองก็ไปทำงานประเภทนี้ด้วยเหมือนกันนี่นา อย่างว่าแหละนะ...พวกสันดานถ่อยก็มักจะมาอยู่รวมกัน”
“แก!”
ริสกระโจนเข้าใส่คนพูดอย่างเดือดดาล ยังดีที่เล็ทไหวตัวทันเข้าไปขวางไว้ก่อนที่เธอจะเข้าถึงตัว ถึงกระนั้นตัวคนพูดกับเพื่อนคนอื่นก็พากันผงะถอยอย่างตื่นตระหนก บางคนถึงกับสะดุดเท้าตัวเองล้มด้วยซ้ำ
“แน่จริงก็พูดอะไรออกมาอีกสิ ฉันจะได้ฆ่าพวกแกทุกคนให้หมดเลย พูดสิ!”
เล็ทเรียกชื่อเธอเป็การปราม แล้วต้องหันมาล็อกแขนเด็กสาวจากทางด้านหลังแทน กระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคนเท่านั้น “อย่าลืมที่เราตกลงกันไว้สิ”
“ก็เอาสิคุณรันสิมา ถ้าคุณทำอะไรเราละก็...จะสั่งไล่คุณออกก็ไม่ยากเลยสักนิด” ราวกับลูกยั่วให้อีกฝ่ายโมโหจัด
“เล็ท ปล่อยฉัน ฉันจะเผาสั่งสอนพวกมัน” ริสทั้งดิ้นทั้งเตะคนที่ล็อกอยู่ข้างหลัง แต่ก็ไม่เป็ผลเมื่ออีกฝ่ายขยับแขนแน่นขึ้น และยังพยายามลากตัวเธอออกไปจากที่นี่ก่อนจะมีปะทุไฟเกิดขึ้นมา เพราะเล็ทรู้ดีว่าริสทำตามอย่างที่พูดไว้จริงแน่
แต่คนอื่นกลับมองว่าเธอกำลังพูดเื่ตลกอยู่
“ฮ่ะๆ แล้วอย่าลืมพกไม้ขีดไฟมาแล้วกันนะคุณรันสิมา”
เล็ทใช้เท้าปิดประตูกั้นเสียงเ่าั้ออกไป แล้วรีบพาตัวเด็กสาวไปที่ลับสายตาผู้คนโดยด่วน จนถึงขั้นแม้จะเจอกับซีลระหว่างทาง เขาก็ไม่แม้แต่จะหยุดตอบคำถามที่เธอส่งมาทางสายตาว่าริสเป็อะไรไป ทำให้ซีลต้องไปหาคำตอบเองที่ห้องเรียนของพวกเขา
“อ้าว คุณสมีรามีธุระอะไรกับห้องนี้เหรอ” คนที่พูดจายั่วโมโหริสเมื่อกี้นี้เปลี่ยนท่าทีทันทีที่เป็ซีล
“ฉันอยากรู้ว่าพวกคุณไปพูดอะไรกับคุณรันสิมา เธอถึงได้โกรธถึงขนาดนั้น” ซีลถามเสียงเรียบ
พอรู้ว่าเป็เื่ของสองคนนั้น ทุกคนในนั้นก็พากันสบตาแอบหัวเราะ
“คุณสมีราอย่าไปใส่ใจกับคนพวกนั้นเลย ก็แค่พวกตระกูลเล็กๆแถมยังไปทำงานต่ำช้านั่นอีก”
“อย่าลืมสิว่าฉันก็ถูกลงโทษแบบนั้นเหมือนกัน” ซีลย้อนกลับ ในใจพลางคิดแย้งว่า ตระกูลของพวกเล็ทนั้นไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าพวกเขาเลย เพียงแค่ด้อยกว่าเพียงเล็กน้อยกลับโดนดูถูกได้ถึงขนาดนี้
“คุณกับสองคนนั้นต่างกันนะ...เลิกเป็ห่วงพวกนั้นแล้วมาคบกับพวกเราจะดีกว่า ลูกสาวเอกอัครราชทูตอย่างคุณไม่เหมาะจะเป็เพื่อนกับคนประเภทนั้นหรอก” ฝ่ายชายเชิญชวน และคงไม่ได้มีเป้าหมายแค่การเป็เพื่อนอย่างเดียวตามปากว่า เมื่อเจอกับสายตากรุ้มกริ่มขณะมองหุ่นของเด็กสาว
การที่ซีลแต่งตัวรัดรูปแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าใส่มายั่วยวนใคร เพียงแต่วัฒนธรรมที่เธอรับมาั้แ่เกิดนั้นทำให้เธอเป็เช่นนี้โดยธรรมชาติ แต่ประเทศที่มีวัฒนธรรมแตกต่างออกไปอย่างที่นี่ คงจะตีความหมายว่าเป็การตั้งใจแต่งมายั่วผู้ชายซะละมั้ง
“ขอโทษนะ ไม่จำเป็ต้องมาเสนอตัวกันแบบนี้หรอก ฉันมีเกณฑ์ในการเลือกคบคนอยู่ แล้วพวกคุณ...ก็ไม่มีคุณสมบัติตรงตามที่ว่านั้นสักนิด” ซีลตอบอย่างไร้เยื่อใย ทำให้อีกฝ่ายเสียหน้าอย่างแรง หากยังฝืนยิ้ม
“ไม่มีคุณสมบัติงั้นเหรอ อย่าทำเป็เื่มากหน่อยเลยคุณสมีรา พวกเราอุตส่าห์ใจดียอมยื่นสัมพันธไมตรีให้คุณ ที่แม้แต่คนในห้องคุณก็ยังไม่อยากจะยุ่งด้วยแล้วนะ แต่คุณกลับคิดเลือกคนพวกนั้นเป็เพื่อนเหรอ”
ซีลถอนหายใจเมื่อเื่เริ่มบานปลายไปจากตอนแรก ถึงอาชีพที่พ่อของเธอเป็ จะสอนให้เป็มิตรกับคนทุกคนไว้ดีกว่าเป็ศัตรูก็ตามที แต่ยังไงซะเธอก็ไม่คิดจะเดินตามรอยเท้าท่านอยู่แล้วนี่นา แล้วเื่อะไรที่จะให้เธอมาทำฉีกยิ้มเสแสร้งเป็คนดีต้อนรับทุกคนที่เข้ามาในชีวิตด้วย
เด็กสาวเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่เกรงกลัวต่อสิ่งที่จะตามมาทีหลัง กล่าวเสียงหนักแน่น “ใช่ ฉันยินดีจะคบกับพวกคุณรันสิมามากกว่าพวกคุณ แล้วพวกคุณจะคว่ำบาตรหรือจะเอาเื่นี้ไปฟ้องพ่อฟ้องแม่ให้ตัดสิทธิพิเศษกับครอบครัวฉันก็ตามใจ เพราะยังไงซะ ก็ไม่ได้มีแต่คนของประเทศนี้อยู่แล้ว ที่คอยสนับสนุนคุณพ่อฉันอยู่”
คนฟังถึงกับตะลึงงัน นิ่งอึ้งด้วยความคาดไม่ถึงว่าเธอจะกล้าพูดได้ขนาดนี้ แต่ซีลไม่อยากมาเสียเวลากับคนพวกนี้อีก จึงเอ่ยคำลาและปิดประตูเป็การตัดบทสนทนาไปเสีย
บริเวณที่ทิ้งขยะ ซึ่งเป็อีกสถานที่หนึ่งที่คุณมั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครเดินผ่านมาแถวนี้แน่นอนในโรงเรียนแห่งนี้ เหมาะสำหรับจะเป็ที่คุยเื่ส่วนตัวเป็อย่างยิ่ง
แต่ความจริงแล้ว ถ้าเป็ไปได้เล็ทก็ไม่อยากจะพาสาวเ้ามาที่นี่นักหรอก แต่ให้เทียบระหว่างเดินลงมาที่นี่กับเดินขึ้นบันไดไปยังดาดฟ้า ในขณะที่ต้องถูลู่ถู่ถังเด็กสาวขนาดตัวพอๆกันมาด้วย...คิดดีๆ แล้วการมาที่นี่น่าจะสะดวกกว่า
แต่ว่าเมื่อมาถึงจริงๆ เขาก็ชักไม่มั่นใจว่าตนมาถูกที่รึเปล่า เพราะที่ที่ควรจะมีขยะกองระเนระนาดบนพื้นดินเละๆ กับกลิ่นขยะฟุ้งไปทั่ว แต่แท้จริงแล้วนั้น ถ้าเกิดไม่มีป้ายติดว่าตรงนี้เป็ที่ทิ้งขยะ เขาคงนึกว่ามาโผล่ในสวนดอกไม้ที่ไหนซะอีก
พื้นเป็สนามหญ้าเขียวชอุ่ม ดอกไม้หลากสีสันโตขึ้นจัดเรียงอย่างสวยงามราวกับมีคนจงใจปลูกไว้ ส่งกลิ่นหอมบางสดชื่นอย่างน่าเชิญชวน เหล่านกน้อยและผีเสื้อหลากสีก็พากันบินไล่จับกันอย่างสนุกสนาน
ตัวเขา แม้กระทั่งริสเองยังถึงกับทึ่งในสิ่งที่เห็น เล็ทขยี้ตาตัวเองแล้วถอยกลับไปดูป้ายที่ติดอยู่ตรงทางเข้าอีกรอบ แต่แล้วก็ได้หลักฐานเป็ถุงขยะสีดำกองโตที่ถูกจัดวางไว้อยู่ตรงมุมหนึ่งในสวน อันเป็การบอกว่าที่นี่นี่แหละเป็ที่ทิ้งขยะ คุณไม่ได้ฝันหรือคิดไปเอง
พรึ่บ!
เล็ทถึงกับสะดุ้ง ที่จู่ๆกองขยะนั่นลุกเป็ไฟ ไหม้เป็เถ้าถ่านในพริบตาเดียว
“ขัดหูขัดตาชะมัด” เด็กสาวปอยผมด้านหน้าเป็สีม่วงพูดเสียงเย็น รู้สึกฉุนขาด ก่อนดวงตาจะเลื่อนมาจับจ้องอีกคน ราวกับเห็นเขาเป็สิ่งขัดตาด้วยเช่นกัน
“นายจะถอยไปดีๆ หรือต้องให้ฉันใช้กำลัง”
ได้ยินดังนั้นแล้วเล็ทก็ยกแขนขึ้นกั้นทางออกทันที “หวังว่าเธอคงยังไม่ลืมที่เราตกลงกันไว้ ว่าจะไม่ใช้พลังนี้ทำร้ายหรือฆ่าใคร”
“ไอ้พวกนั้นมันดูถูกเราซะขนาดนั้น นายยังจะบอกให้ฉันปล่อยมันอีกรึไง!”
การโดนดูถูกนับเป็เื่ธรรมดาที่ไม่ว่าใครก็ต้องเจอ แต่ยกเว้นลูกคุณหนูอย่างริส ตัวเล็ทเองก็เช่นกัน เพียงแต่เขารู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีกว่า และยิ่งมีพลังนี้กับตัวด้วยแล้วยิ่งต้องระวังเป็พิเศษ
เล็ทถอนหายใจ ก่อนจะค่อยๆงัดเอาความรู้วิชาจิตวิทยาขึ้นมาใช้กับสาวตรงหน้า “เธอฆ่าพวกนั้นแล้วมันจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมารึไงริส”
“ได้ความสะใจไงล่ะ” เธอตอบทันควัน...จิตวิทยา...ปิ๋วไปเรียบร้อย
“เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าเธอยังหัดควบคุมตัวเองไม่ได้แบบนี้ สักวันเธอจะกลายเป็ฆาตกรแน่”
“ฉันขอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นแหละน่า” ริสพยายามผลักเขาให้พ้นทาง แต่เล็ทกลับใช้แรงที่มีมากกว่าดันเธอออกไปก่อนจะ...
เพี๊ยะ!
คนถูกตบเบิกตากว้างอย่างคาดไม่ถึง เมื่อโดนตบโดยคนที่นึกไม่ถึงมาก่อนว่าจะกล้าทำ
เล็ทลูบมือข้างที่ทำร้ายอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย ถ้าให้เลือกก็ไม่อยากทำแบบนี้หรอก ผู้ชายตบผู้หญิง...ดูเลวมากไหมล่ะ แต่เพราะริสควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว เขาจึงต้องเรียกสติเธอคืนมา
“...นาย...” ริสกุมแก้มที่ขึ้นรอยแดงเด่นชัด มันยังไม่ทำให้เล็ทเสียใจได้เท่ากับสายตาที่เธอส่งมา
“ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะ...”
“นี่นายกล้าตบฉันงั้นเรอะ!” ริสเข้าไปกระชากคอเสื้อเขาอย่างไม่คิดฟัง คงกะต่อยเป็การเอาคืนไปแล้วหากไม่มีคนมาขัดเสียก่อน
“หยุดนะ!!”
จู่ๆ ทั้งคู่ก็ถูกแรงที่มองไม่เห็นดันออกห่างกันอย่างแรง จนต่างฝ่ายต่างล้มไถลไปไหนทิศตรงกันข้าม
“เล็ท!? เป็อะไรรึเปล่า” ซีลเข้าไปพยุงเขาขึ้นมาซึ่งเล็ทดูแปลกใจที่เห็นเธออยู่ที่นี่ “ฉันรู้เื่พวกเธอกับคนในห้องแล้วล่ะ...ขอโทษนะ เป็เพราะฉันแท้ๆ” จู่ๆ เธอก็ขอโทษเขาซะอย่างนั้น ยังไม่ทันให้เล็ทได้ถามว่าทำไม ผู้หญิงอีกคนที่ยังนั่งอยู่ตรงพื้นก็ะโขึ้นมา
“ใช่! ทุกอย่างมันเป็เพราะเธอคนเดียว ถ้าพวกเราไม่เจอเธอซะั้แ่แรก ก็คงไม่เกิดเื่แบบนี้ขึ้นหรอก” ริสส่งสายตาไปให้อย่างชิงชังโดยไม่คิดปิดบัง
“ว่าแรงเกินไปแล้วนะริส” เล็ทไม่อยากให้ทั้งคู่ต้องมาทะเลาะกันแบบนี้ จึงพยายามปกป้อง แต่เด็กสาวั์ตาสีเขียวกลับก้มหน้าลงราวกับจะสำนึกผิด
“ขอโทษนะ ฉัน...มัวแต่ดีใจที่ได้เจอพวกเดียวกันมากไปหน่อย ก็เลย...” เธอค้างคำไว้แค่นั้นก่อนจะกำมือแน่น เงยหน้าขึ้นพูดต่อด้วยสีหน้าเ็ป “ต่อจากนี้ฉันจะไม่มายุ่งกับพวกเธออีกแล้วล่ะ” ว่าแล้วเธอก็วิ่งออกไปจากที่นี่ทันที
“ซีล!?”
แต่คนถูกเรียกไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
ริสยังคงก้มหน้านิ่ง มือกำต้นหญ้าไว้แน่น ทั้งๆที่ตัวต้นเื่ก็บอกจะไม่มายุ่งอีกแล้ว แต่ทำไมเธอถึงยังไม่รู้สึกดีอีก
ราวกับจะรู้...สิ่งที่เธอ้าไม่ใช่แบบนี้
เด็กสาวมองคนที่เดินกลับเข้ามาด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อน ก่อนจะทัก “ตามบท...พระเอกต้องวิ่งตามนางเอกไปไม่ใช่รึไง” ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นางร้ายไม่มีผิด
ส่วนฝ่ายพระเอกก็พูดกลับมาเพียง “เหรอ...’โทษที” ก่อนจะเข้ามายื่นมือให้ “แล้วเธอจะอยู่แบบนี้อีกนานมั้ย”
ริสมองมืออีกฝ่ายอย่างอึ้งๆ แล้วสายตาก็เลื่อนไปมองหน้าเ้าของมือนี้ที่ดูไม่ได้เอาซะเลย ทำให้เธอปัดมือนั้นไปแล้วลุกขึ้นเอง
“ฉันลุกเองได้ ไม่ต้องมาสนฉันหรอก...นายต่างหาก ไม่ไปตามคุณนางเอกไปจะดีเหรอ”
เล็ทยักไหล่ “ไม่รู้สิ บังเอิญว่าฉันไม่ใช่พระเอก แล้วซีลก็ไม่ได้เป็นางเอกซะด้วยสิ...และฉันคงปล่อยเธอไว้คนเดียวไม่ได้ด้วย”
ริสกำมือแน่น “กลัวฉันจะกลับไปฆ่าเ้าพวกนั้นรึไง”
“เพราะเป็เพื่อนเธอต่างหาก” เล็ทชิงพูดก่อนที่เธอจะพูดจบซะอีก แต่นั่นยิ่งทำให้ริสโมโห
“ทำไม! นายจะมาห่วงฉันทำไม ทั้งๆ ที่ฉันก็เป็ฝ่ายลากนายมาเอง โดยไม่ได้ถามความสมัครใจนายเลยด้วยซ้ำ โน่น...” ริสชี้ไปทางที่ซีลวิ่งไป “คนโน้นต่างหากที่เต็มใจอยากจะเป็เพื่อนกับนายจนตัวสั่น นายเองก็คงอยากด้วยใช่มั้ยล่ะ ฉันรู้หรอกน่า ว่านายคงไม่พอใจฉันอยู่เหมือนกันนั่นแหละ ฉะนั้น...ตอนนี้ฉันให้โอกาสนายไปได้เลย แล้วก็ไม่ต้องมายุ่งกับฉันอีกล่ะ”
เสียงถอนหายใจยืดยาวของเด็กหนุ่ม ราวกับเหนื่อยหน่ายซะเหลือเกินทำเธอชะงัก
เล็ทลูบหัวตัวเองพลางเอ่ยเสียงยานคาง “ก็นึกไว้อยู่แล้วว่าเธอจะต้องคิดแบบนี้ ถึงได้ไม่ไปไงล่ะ...จริงอยู่ที่ฉันก็ไม่ค่อยพอใจนักหรอก ที่จู่ๆ ก็ถูกลากให้มาอยู่ด้วยกัน แถมยังทำอะไรไม่ได้อีก เถียงก็ไม่ได้ โดนด่าปมด้อยว่าเตี้ยบ้างล่ะ เกรียนบ้างล่ะ โดยที่ฉันไม่ชอบเลยสักนิด ยิ่งหลังๆ มานี่ไม่พอใจก็จ้องจะเผากันท่าเดียว”
“เห็นมั้ยล่ะ นายเองก็...”
“แต่เธอเป็เพียงคนเดียวที่ฉันกล้าพูดได้เต็มปากว่าคือเพื่อน” เล็ทเอ่ยเสียงดังกลบคำพูดเธอ
เป็อีกครั้งที่ริสตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน...เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้คนที่เข้ามาตีสนิท ล้วนแต่สวมหน้ากากเข้าหากันทั้งนั้น เพื่อหวังผลประโยชน์จากเธอไป แต่นี่เป็ครั้งแรก...ที่เธอรับรู้ถึงความจริงใจที่อยากจะอยู่ด้วยกัน
ราวกับ...ช่องว่างที่เคยว่างเปล่ากำลังได้รับการเติมเต็มด้วยคำพูดนั้น
ริสแค่นหัวเราะ มือปิดป้องตาตัวเอง “เป็แค่ไอ้เตี้ยเกรียนเล็ทแท้ๆ มาทำเป็พูดดีนะ”
...เพิ่งบอกไปอยู่หยกๆ ว่าไม่ชอบให้พูดถึงปมด้อย แถมยังครบสูตรทั้งเตี้ยทั้งเกรียนอีกต่างหาก...เล็ทแอบถอนหายใจเล็กน้อย เอาเถอะ ถึงเตือนไป สาวเ้าก็คงไม่คิดจะเลิกไปชั่วชีวิตแน่
เหมือนจะรู้ว่าริสคงเข้าใจดีแล้ว คนที่ครบสูตรเตี้ยและเกรียนจึงพูดต่อ “ซีลก็คงอยากมีเพื่อนเหมือนกันแหละนะ”
“...นั่นน่ะสินะ คงไม่มีใครกล้ายุ่งกับยัยฮาล์ฟุ์นั่นชัวร์” เธอหันมายื่นมือให้เล็ท พร้อมด้วยรอยยิ้ม “ไปกันเถอะเล็ท ไปรับยัยนั่นกัน”
‘คิกๆ’.......’ฮ่าๆๆ’
เหล่าเด็กเล็กๆ พากันเล่นโยนรับลูกบอลกันอย่างสนุกสนาน แต่ละคนมีผมสีน้ำตาลบ้าง สีทองบ้าง ทุกคนล้วนมีรอยยิ้มสดใสร่าเริงราวกับเทพตัวน้อย
‘นี่ๆ ขอเราเล่นด้วยคนสิ’
เด็กหญิงรุ่นคราวเดียวกันดวงตาเป็สีเขียวไม่ต่างจากคนอื่น หากแต่เส้นผมกลับเป็สีดำขลับผิดแผกไป ในมือเล็กๆ โอบกอดลูกบอลลูกใหม่มาด้วย หวังจะมาเล่นกับเพื่อนด้วยกัน
เด็กพวกนั้นหันมามองเธอราวกับตัวประหลาดแล้วต่างมองหน้ากัน ก่อนจะมีเด็กผมทองคนหนึ่งเป็คนพูดขึ้น
‘ไม่ได้หรอก ป๊ากับม๊าเราบอกว่าอย่าไปเล่นกับลูกท่านทูต เกิดาเ็อะไรขึ้นมาจะลำบาก’
พูดจบเด็กคนอื่นก็พากันสนับสนุน แล้วหันไปเล่นกันต่อโดยทิ้งเด็กสาวผมดำไว้เพียงลำพัง
ั์ตาสีเขียวสะท้อนภาพเพื่อนๆ ที่เล่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีใครคิดสนใจเธออีก เด็กน้อยก้มหน้ามองลูกบอลในมือที่อุตส่าห์ซื้อมาด้วยแววตาหมองเศร้า
‘...เรา...ก็อยากเล่นด้วยเหมือนกันนะ’
“...ฉัน...ก็อยากมีเพื่อนเหมือนกัน”
ซีลถอนหายใจอยู่ข้างหน้าต่าง เมื่อนึกถึงวันวานที่ไม่ได้ต่างไปจากตอนนี้เลยสักนิดเดียว...
อยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางคนมากมาย พิเศษกว่าใคร...และผิดแปลกไปกว่าใครด้วยเช่นกัน
สาวลูกครึ่งถอนใจอีกรอบก่อนจะลุกขึ้นหยิบกระเป๋าเดินออกไปจากห้องเรียน
เธอไม่โทษพ่อกับแม่หรอกที่ทำให้เธอแปลกไปจากคนอื่น ก็เธอเลือกเกิดไม่ได้นี่นา และยอมรับมันได้มานานแล้ว แต่...ทำไมเธอถึงต้องมีพลังแปลกๆ มาไว้กับตัวอีกกันนะ ยิ่งทำให้เธอคบกับคนอื่นได้ยากขึ้นไปอีก
แต่ว่า...ทั้งๆ ที่ครั้งนี้อุตส่าห์ได้เจอคนที่เหมือนกันแล้วแท้ๆ ก็ยัง...
“จะเหม่อลอยแบบนั้นอีกนานมั้ยยะ ยัยฮาล์ฟุ์”
คำเรียกแปลกพิลึก มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่กล้าเรียกเด็กสาวแบบนี้ ทำให้ซีลเงยหน้ามองต้นเสียงทันที แล้วก็พบกับรถเปิดประทุนสีม่วงเข้ม มีเพ้นท์ลายไฟเข้าไปดูร้อนแรงเป็อย่างยิ่งมาจอดดักหน้าเธออยู่
คนที่ขับไม่ใช่ใครอื่นเลย...ริสนั่นเอง ส่วนตรงเบาะหลัง เล็ทกำลังส่งยิ้มกว้างมาให้เธอ
“พวกเธอ...” ซีลยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
ริสเห็นท่าทีน่ารำคาญนั่นก็แหวใส่ “จะมัวยืนนิ่งทำไมล่ะคะคุณสมีรา ต้องให้อัญเชิญมาประทับรึไงยะ ฉันจะไปส่งที่บ้านเอง”
ซีลทำหน้าไม่ถูกด้วยความงุนงง แต่พอเห็นเล็ทยิ้มแบบขำๆกับประโยคขอคนไปส่งบ้านของริสแล้วก็เข้าใจได้ทุกอย่าง แต่...
ซีลอมยิ้มกับตัวเองแล้วแสร้งทำหน้านิ่งๆ ขณะตอบกลับไปว่า “ไม่ต้องไปส่งฉันหรอก”
“อะไรนะยะ!”
ริสไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ ทั้งที่เธออุตส่าห์ลงทุนถึงขนาดนี้แล้ว ยอมลดตัวขอไปส่งแล้วแท้ๆ แต่ยัยฮาล์ฟุ์กลับกล้าปฏิเสธเธองั้นเรอะ!
แต่สักพักก็มีรถลีมูซีนสีดำแวววับทั้งคันมาจอดเทียบข้างตัวเด็กสาวั์ตาสีเขียว พร้อมกับที่คนขับเปิดกระจกรถเรียกเธอว่า ‘คุณหนู’ ...เพียงแค่นั้น ริสถึงกับอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว ส่วนเล็ทก็ก้มไปกลั้นหัวเราะเต็มที่ แล้วยังแอบส่งสายตาให้กับซีลเป็ทำนองว่า ‘สะใจมาก’ ไปให้อีกด้วย
แต่ก่อนที่ซีลจะขึ้นไปนั่งบนรถนั้น เธอหันมายิ้มให้กับริส พูดอย่างจริงใจ “ไว้พรุ่งนี้ฉันกลับกับเธอละกันนะริส รถเธอสวยสุดยอดไปเลยล่ะ”
คำพูดนั้นทำให้ริสกลับมาเชิดหน้าต่อ “ฉันเป็คนออกแบบเอง มันต้องสวยแน่อยู่แล้ว แล้ว...เจอกันพรุ่งนี้” ประโยคหลังริสพูดอุบอิบด้วยใบหน้าที่ติดจะแดงอยู่เล็กน้อย กับอุณหภูมิรอบข้างที่ดูจะสูงขึ้นตามด้วย ทำเอาคนที่นั่งอยู่เบาะหลังใช้มือพัดเป็การใหญ่
“อืม แล้วเจอกันนะ”
เล็ทมองผู้หญิงทั้งสองคนแล้วคลี่ยิ้มบาง
อย่างน้อย...ท่ามกลางกลุ่มคนสวมหน้ากากเหล่านั้น ก็ยังซ่อนเร้นมิตรภาพที่แท้จริงเอาไว้ เพียงแต่พวกเขาจะสามารถหามันเจอได้หรือเปล่าก็เท่านั้นเอง