บทที่ ยี่สิบห้า
ไม่ต้องข้ามวันเซียนน้อยและผู้ติดสอยห้อยตามก็มาถึงหมู่บ้านทางตะวันตกของเมืองที่ป้าเหลียนบอกที่นี่มีชาวบ้านอยู่บางตากว่าที่หมู่บ้านเมื่อวานอีก ชื่อเรียกยังไม่มีเพราะหมู่บ้านอยู่ใกล้ชายป่าเกินไป ไม่เหมาะที่จะอาศัยส่วนมากคนที่อยู่จะเป็คนหาของป่า หรือจับสัตว์เพื่อเอาไปขายในเมืองและที่สำคัญสำหรับลู่อิงิ หวังว่าที่นี่จะไม่มีหญิงงามของสวีจ้าวหรงอีกเพราะได้เจอที่ไหนมีเื่เสี่ยงตายตลอด
ระหว่างควบม้าเหยาะๆในหมู่บ้านลู่อิงิก็มองหาชาวบ้านสักคนที่พอจะถามทางถามข้อมูลได้แต่เวลาบ่ายแก่ๆ เช่นนี้ไม่รู้ไปไหนกันหมด จนมาเจอชายคนหนึ่งแบกฝืนมาเต็มหลังเดินอยู่ไกลๆจึงมุ่งตรงเข้าไปหา
“ท่านลุง ถามอะไรหน่อยได้ไหมเ้าคะ” ที่ลู่อิงิเอ่ยถามด้วยสำเนียงหวานๆเช่นนี้เพราะก่อนออกมาจากบ้านป้าเหลียนเมื่อเช้าน่ะสิหญิงสูงวัยคิดว่านางไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนทั้งที่จริงนางเก็บไว้ในถุงเซียนป้าเหลียนจึงยกเสื้อผ้ามาให้นางอีกหลายชุดและบอกว่า ‘ตัวป้าเก็บไว้ก็ใส่ไม่ได้แล้วให้สาวๆ อย่างลู่อิงิเอาไปใส่ดีกว่า’นางเลยถูกจับใส่ชุดผู้หญิงอีกครั้งโดยชุดครั้งนี้เป็สีเปลือกไข่อ่อนหวาน
“ว่าไงแม่หนู มีอะไรให้ช่วย” ลุงท่านนั้นหันมายิ้มตอบกลับ
“ข้ามาหาบ้านที่มีดาวตกเ้าค่ะ”
“อ่อ แม่หนูก็อยากเห็นเศษดาวงั้นหรือ ไปสุดทางแล้วเลี้ยวซ้ายบ้านที่อยู่สุดทางที่มีหญิงตาบอดน่ะ” หญิงตาบอดหรือ? คนที่เป็เ้าของเศษดาวตอนนี้คือหญิงตาบอดหรือเช่นนั้นคงไม่ใช่แบบครั้งที่ผ่านๆ มา ที่มักจะเป็บ้านคนรวยสินะ
“ขอบใจเ้าค่ะท่านลุง”
ลู่อิงิจึงควบม้าต่อไปตามทางที่ลุงแบกฟื้นพูดแนะนำส่วนสวีจ้าวหรงที่ขี่ม้าอยู่ใกล้ๆ ก็บังคับม้าให้มาอยู่ข้างๆนางแล้วเริ่มเป็ฝ่ายบทสนทนาก่อน
“นางตาบอดแบบนี้เ้าจะไปรักษาตานางให้แลกกับดาวไหมล่ะ” เขาเสนอทางมาให้ก่อนที่นางจะเริ่มคิดวิธีเสียอีก
“แต่พลังเซียนก็รักษาไม่ได้ทุกอย่างเสียหน่อย ท่านอย่ามาล้อเลียนข้า”ถ้าาเ็ใหม่ๆ ก็อาจจะรักษาได้ แต่ถ้าบอดสนิทนานๆเส้นประสาทการมองเห็นคงถูกทำลายหมดแล้ว พลังเซียนก็รักษาไม่ได้และนางก็ไม่ใช่จักษุแพทย์ด้วยที่จะตรวจหาสาเหตุได้
หลังเลี้ยวซ้ายที่มุมถนนที่ลุงคนนั้นกล่าวแล้วเส้นทางก็แคบลงถนัดตาหมายความว่าเส้นทางนี้ไม่มีค่อยมีคนใช้ หญิงตาบอดแล้วอยู่ทางแบบนี้ไม่ลำบากแย่หรือหวังว่าจะไม่อยู่คนเดียวนะ
ลู่อิงิเห็นเส้นทางที่แทบจะไม่เหลือเส้นถนนแล้วก็เจอบ้านหลังสุดท้ายหลังหนึ่งตั้งอยู่เป็หลังเล็กๆ ก็คิดว่าคงใช่แน่จึงะโลงจากม้าแล้วเดินเท้าเข้าไปแทนสวีจ้าวหรงก็ทำตามเดินอยู่ไม่ห่างจนมาหยุดที่หน้าบ้านหลังนั้นพร้อมกัน
หญิงสาวมองเข้าไปในบ้านที่ทรุดโทรมมีหญิงแก่คนหนึ่งพยายามจะทุบทำอะไรที่หน้าต่างสักอย่างซึ่งหญิงแก่คนนี้น่าจะตาบอดด้วยเพราะจังหวะการทุบและมือที่คลำบ่งบอกว่ามองไม่เห็นลู่อิงิเมื่อแน่ใจแล้วว่าบ้านหลังนี้ก็แอบเปิดถุงหอมดูเศษเสี้ยวด้านในก็ร้องรับเสี้ยวที่อยู่ใกล้ๆทันที
“หลังนี้แน่ๆ”
“ตาบอดแบบนี้เ้าไปหยิบมาเลยนางก็ไม่รู้หรอก”สวีจ้าวหรงที่เห็นว่าผู้เป็เ้าของเศษดาวครั้งนี้ตาบอดก็ออกความเห็นร้ายกาจออกมาจริงอยู่ที่หยิบออกมาหญิงแก่ก็ไม่รู้ แต่ลู่อิงิจะไม่ยอมขโมยเด็ดขาดนางเลยเบ้ปากให้กับความคิดร้ายกาจของจอมมารแล้วไม่ใส่ใจเขาอีก
ขณะที่ทั้งสองกำลังยืนมองสังเกตการณ์อยู่พักใหญ่หญิงตาบอดผู้นั้นก็ละมือจากบานหน้าต่างที่วุ่นอยู่เมื่อครู่ลงนางค่อยๆ เดินคลำทางออกมาที่สวนเล็กๆ หน้าบ้าน สวนแห่งนั้นปลูกพืชผักเอาไว้คงหวังให้เป็อาหาร
“เฮ้อ..นางป่วย” ลู่อิงิถอนหายใจหลังจากสังเกตมาพักใหญ่ท่าทางการเดินและจังหวะหายใจของหญิงแก่คนนี้แสดงว่าคงจะเป็โรคชรารุมเร้าไม่น้อยแต่ที่สงสัยนางอยู่คนเดียวในบ้านทรุดโทรมนี้หรือตาบอดเช่นนี้นางอยู่คนเดียวได้อย่างไร
“และคงอยู่อีกไม่นาน” จริงอย่างที่สวีจ้าวหรงว่าหญิงชราท่าทางดูโรยรามากแล้วทั้งไม่มีคนดูแลด้วยและจากฐานะคงไม่ได้รับการรักษาแน่นอนลู่อิงิเห็นแล้วก็รู้สึกทั้งโดดเดี่ยวและปวดใจ นางควรทำอย่างไรดีระหว่างที่มองอยู่หญิงชราก็เดินเอากระบวยรดน้ำมาวักใส่ต้นไม้ถูกต้นบ้างไม่ถูกต้นไปลงที่ดินเปล่าๆ บ้าง
ขณะนั้นจู่ๆหญิงชราก็ปล่อยกระบวยในมือหลุดร่วงลงพื้นแล้วเซเหมือนจะล้มลู่อิงิเห็นก็ทนยืนเฉยไม่ได้วิ่งไปประคองคนป่วยเอาไว้ทันที แขนเล็กจับพยุงแต่เหมือนหญิงชราจะทรุดล้มไร้แรงยืนอยู่ดีนางจึงพยายามจะอุ้มคนป่วยขึ้น
สวีจ้าวหรงที่ก้าวเท้าตามมาไม่ห่างเขาแตะที่ไหล่หญิงสาวให้เบี่ยงตัวออกจากนั้นก็ตวัดร่างผ่ายผอมของหญิงชราเข้ามาอุ้มขึ้นแทนร่างสูงพาคนป่วยเดินเข้ากลับไปในบ้าน ซึ่งหญิงชรานั้นไม่ถึงกับหมดสติน่าจะเป็เพราะทำงานหนักเลยหน้ามืดอ่อนเพลียเท่านั้น
“ใคร..ใครหรือ? เสี่ยวหยุนหรือ..ลูก?” มือเหี่ยวย่นจากกรำงานหนักนั้นจับมือของสวีจ้าวหรงขึ้นมาแล้วเอ่ยเพ้ออย่างไม่รู้ตัวแต่จากที่ลู่อิงิฟังเหมือนหญิงชราเรียกหาบุตรชายที่ชื่อเสี่ยวหยุน
“นอนพักก่อนนะท่านยาย” เซียนน้อยตรงเข้ามาปลอบอาการหญิงตาบอดโดยลูบบนมือนางที่จับอยู่กับสวีจ้าวหรงไม่ยอมปล่อยอีกทีหวังจะให้หญิงชราได้หลับพักผ่อนลูบอยู่ได้พักหนึ่งนางก็หลับไปแรงจับที่อ่อนลงทำให้มือชายหนุ่มหลุดออกมา
“น่าจะหลับแล้ว” หลังจากที่หญิงชราหลับอยู่ลู่อิงิก็นำผ้าบิดหมาดมาเช็ดใบหน้าและแขนให้คนป่วยสบายตัวขึ้นระหว่างนั้นนางก็ได้ยินว่ามีคนกำลังเดินมาที่หน้าบ้านสองคนผู้มีหูทิพย์ก็พากันหันไปมองประตูที่กำลังเปิดออกอย่างพร้อมเพรียงที่ประตูบ้านปรากฏเป็หญิงวัยกลางคนและเด็กสาววัยไม่เกินสิบเอ็ดสิบสองอีกคนตามมาด้านหลัง
“พวกท่านเป็ใครกัน?” หญิงวัยกลางคนเอ่ยลู่อิงิจึงทำท่าทางบอกให้ทุกออกไปคุยด้านนอกเพราะเกรงจะทำให้คนป่วยตื่น
“ข้าสองคนแค่ผ่านมา” นางเอ่ยตอบหลังจากที่ออกมาจากบ้านแล้ว
“ไม่จริง บ้านป้าเวยอยู่ท้ายสุดหมู่บ้านแบบนี้ผ่านมาเฉยๆ คงไม่ได้ อีกอย่างพี่ชายข้าบอกว่ามีคนมาถามหาเศษดาวเป็ท่านสองคนใช่ไหม” สิ่งที่หญิงวัยกลางคนกล่าวก็จริง ยากที่จะผ่านมาเฉยๆก็บ้านทรุดโทรมนี้อยู่ไกลถนนขนาดนี้
“ใช่ พวกเราเอง ข้าอยากมาเห็นดาวที่เขาว่ากันเท่านั้น”
“พวกท่านมาดูอย่างเดียวจริงหรือ ไม่ได้้าจะเอาไปหรอกนะ”หญิงผู้นี้ถามดักทางก่อนเอ่ยต่อ“เคยมีคนมาขอซื้อก่อนหน้าพวกท่านแล้วแต่ป้าเวยไม่ขายและถ้าจะขโมยก็เห็นใจป้าเวยเถอะ นางแก่ขนาดนี้แล้ว”
“ใจเย็นก่อนท่านน้าเราไม่ได้จะมาขโมยแน่นอน ข้าชื่ออิงิท่านน้าไว้ใจเราได้ เมื่อกี้ท่านยายเป็ลมข้าเลยพาท่านไปพักเท่านั้นไม่ได้มาร้ายจริงๆ”
“ถ้าเป็เช่นนั้นจริงก็ขอบใจพวกท่าน นางแก่มากแล้ว ตาก็บอดอยู่ตัวคนเดียวข้าก็แวะมาหาทุกวันไม่ได้”หลังจากที่ลู่อิงิเล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้ฟังท่านน้าคนนี้ฟังก็ดูไว้ใจทั้งสองมากขึ้น
“แล้วลูกหลานท่านยายไปไหนกันหมดสักครู่ก่อนหลับท่านยายเรียกหาคนชื่อเสี่ยวหยุน”
“เติ้งหยุนน่ะ ลูกชายของป้าเวยไป๋ฉุน หายไปในป่านานแล้วนางเลยอยู่คนเดียวมาตลอดที่แกไม่ยอมขายเศษดาวเพราะแกว่าเศษดาวตกลงมากลางบ้านเป็ลางดีแสดงว่าลูกชายจะกลับมาเร็วๆ นี้” เซียนน้อยได้ฟังก็เ็ปบุตรชายหายตัวอยู่คนเดียวทั้งที่ตาบอด ร่างกายก็ทรุดโทรมหญิงชราตาบอดที่มีชีวิตอยู่เพื่อรอบุตรชายกลับมา พอได้เศษดาวมาก็คิดว่าเป็ลางดีแล้วแบบนี้นางจะกล้าเอาเสี้ยวแก้วผลึกไปได้อย่างไร
“แล้วลูกชายป้าเวยหายไปไหน พอจะมีวิธีหาตัวไหม”
หญิงวัยกลางคนผู้นี้ส่ายหน้าให้คำถามนั้นทันที“หายไปในป่านานมากแล้วเป็สิบๆ ปีไม่น่ารอด เคยมีคนเจอเศษเสื้อผ้าแต่ป้าเวยแกไม่ยอมฟังบอกว่าลูกนางยังอยู่”จากที่ฟังเื่เล่าก็อาจจะไม่น่ายังมีชีวิตอยู่จริงๆหายไปั้แ่ยังไม่เข้าวัยหนุ่มด้วยซ้ำ เด็กขนาดนั้นจะอยู่ในป่าหลายปีคงไม่รอดถึงรอดป่านนี้ก็ควรกลับออกมาได้แล้ว
“เสี่ยวหยุนๆๆ” ระหว่างที่พูดคุยอยู่หญิงชราก็ตื่นขึ้นนางจึงพยายามดันบานประตูออกมาพร้อมเรียกหาบุตรชายเหล่าคนที่นั่งอยู่หน้าบ้านทุกคนก็หันไปมองยายเวยที่คลำอากาศหวังจะเจอคนที่ตามหาเซียนน้อยทนเห็นภาพนี้ไม่ไหวหันไปมองสวีจ้าวหรงแล้วขยับปากช้าๆ พูดกับเขาว่า‘ช่วยทีเถอะ’
สวีจ้าวหรงพยักหน้าเบาๆอย่างจำยอมแล้วลุกขึ้นยืนแล้วจับมือหญิงชรา “ข้าอยู่นี่ท่านแม่”
“ลูกจริงหรือ? เสี่ยวหยุนๆ”นางจับมือสวีจ้าวหรงคว้าตัวเขาให้เข้ามาใกล้ก่อนจะจับไปทั่วแขนแล้วสุดดึงคนตรงหน้ามากอด“กลับมาได้ยังไง ลูกหายไปไหนมา”
“เื่ยาวท่านแม่ ข้าว่าท่านพักผ่อนก่อน เราค่อยคุยกันตอนทานข้าวดีไหม”สวีจ้าวหรงเลี่ยงการตอบคำถาม เพราะเื่ที่จะพูดอาจจะไม่ถูกต้องแล้วจะโดนจับได้ว่าไม่ใช่บุตรชายที่หายไป
“อืม ได้ๆ แม่จะไปเตรียมกับข้าวนะ” หญิงตาบอดปล่อยแขนคนที่อ้างว่าเป็บุตรชายแล้วเริ่มเดินคลำทางไปหลังบ้านแต่กลับถูกรั้งไว้เสียก่อน
“ไม่ต้องขอรับท่านแม่ ท่านไปพักเถอะ ข้ากับเมียจะดูแลท่านเอง” อะไรนะ!สวีจ้าวหรงเอ่ยจบก็หันมาเรียกนางพร้อมพยักหน้าเรียกให้หญิงสาวอีกคนเดินเข้ามา‘นี่ข้าต้องแสร้งเป็สามีภรรยากับท่านอีกแล้วหรือ’ลู่อิงิอยากจะะโใส่หน้าท่านจอมมารดังๆ
แต่พอได้มาลองคิดทบทวนดูจะให้เป็อย่างอื่นนอกจากภรรยาก็ไม่ได้จริงๆเพราะถ้าเป็น้องสาวอยู่ๆ จะมีได้อย่างไรเติ้งหยุนเป็ลูกคนเดียวหรือถ้าลูกสาวยิ่งไม่ได้เติ้งหยุนไม่ได้หายไปนานขนาดนั้น ฉะนั้นแสร้งเป็ภรรยาคือทางออกที่พอรับได้ที่สุด
หลังสวีจ้าวหรงพาหญิงชรากลับเข้าไปนอนพักในบ้านอีกครั้งหญิงวัยกลางที่มากับเด็กสาวน่าจะเป็คนในหมู่บ้านแห่งนี้จึงหันมาคุยกับลู่อิงิอีกครั้ง
“สรุปพวกท่านจะทำอะไรกัน?”
“ท่านยายปวดหนักเช่นนี้ข้าแค่อยากให้ท่านความสุขบ้าง ยิ่งร่างกายท่านนั้นอีกไม่นานก็อาจจะ..”จากอาการที่รุมเร้าลู่อิงิว่ายายเวยคงรอลูกชายได้อีกไม่นาน“ให้ท่านได้คิดว่าพบบุตรชายสักครั้งเถอะ”
คนฟังได้ยินเช่นนี้ก็ถอนหายใจตามกัน“ถ้าจะทำแบบนี้ก็ขอให้ทำจากใจหวังดีจริงๆ แล้วกัน”หลังจากนั้นหญิงวัยกลางผู้นี้ก็ว่าเริ่มเล่าเื่ที่ลู่อิงิควรรู้ให้ฟังเพื่อจะได้ไม่ทำให้ท่านยายเวยไป๋ฉุนสงสัยตัวตนแท้จริงว่าคนผู้นั้นไม่ใช่บุตรชายตนเองจนตะวันเริ่มคล้อยจากฟ้าน้าตู้ก็ขอตัวกลับบ้าน ทั้งบอกว่าจะมาเยี่ยมใหม่วันหลัง
ส่วนเด็กสาวตัวเล็กที่เงียบมาตลอดก็เอ่ยถามประโยคสุดท้ายก่อนจะจากกันน่าจะเป็คำถามที่อยากถามมานานแล้วเสียด้วย“เ้าเป็เมียพี่ชายรูปงามท่านนั้นจริงหรือ?”
“ฮ่าๆๆ” ลู่อิงิที่ได้ยินคำถามก็หลุดขำทันทีสวีจ้าวหรงโปรยเสน่ห์ใส่เด็กสาวชาวบ้านเข้าให้เสียแล้ว “เ้าชอบเขาหรือไง?”
“ใช่ ข้าชอบ! ั้แ่เกิดมาพึ่งเคยเห็นคนรูปงามเช่นนี้”
“เดี๋ยวเถอะตู้มู่เอ๋อ แก่แดดแก่ลมนักถามเช่นนี้ได้อย่างไรกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย” แต่น้าตู้ก็ดึงตัวเด็กสาวให้ตามกลับบ้านไปเสียก่อนทั้งที่เด็กน้อยดูจะไม่อยากกลับสักนิด
หลังจากสวีจ้าวหรงพาหญิงชราเข้าสู่นิทราอีกรอบเขาก็เดินออกมาจากบ้านเห็นลู่อิงิโบกมือลาแขกทั้งสองอยู่
“แล้วจะให้ข้าเป็เติ้งหยุนนานขนาดไหน” เขาเอ่ยถาม
“ท่านได้ยินเื่ที่น้าตู้เล่าแล้วใช่ไหม ยังไงก็ช่วยก่อนเถอะท่านก็คงพอมองออก ท่านยายเวยคงอยู่ได้อีกไม่นาน”ลู่อิงิไม่อยากคิดถึงเวลาที่เหลืออยู่ แค่อยากช่วยให้หญิงชราไม่ต้องทนทุกข์เื่บุตรชายก่อนจากโลกนี้ไปเท่านั้น
“เ้าช่างยุ่งยากเสียจริง”
“ขอบคุณนะเสี่ยวหรง ยังไงถ้าท่านยายตื่นก็ช่วยดูให้ด้วยข้าไปเตรียมหุงอาหารก่อน”ลู่อิงิเดินอ้อมตัวบ้านที่ทรุดโทรมไปด้านหลังที่พอจะมีเตาไฟและเครื่องมือเอาไว้ทำอาหารแต่ของแต่ละชิ้นดูสภาพเก่าและผ่านการซ่อมมานับครั้งไม่ถ้วนเห็นทีจากนี้จะต้องยกครัวซ่อมบ้านกันยกใหญ่
กว่าอาหารจะเสร็จได้ยกสำรับมาตั้งในบ้านก็มืดเสียแล้วเพราะปกติมีหญิงชราตาบอดอยู่คนเดียวจึงไม่มีเทียนสักเล่ม ดีที่มีตะเกียงเก่าๆใส่น้ำมันให้จุดอยู่หนึ่งดวงลู่อิงิจึงจุดวางไว้กลางบ้านแล้วสะกิดบอกสวีจ้าวหรงให้ปลุกคนที่ตอนนี้ต้องคือมารดาของเขา
“ท่านแม่ๆ ตื่นเถอะ ทานข้าวขอรับ”หญิงตาบอดค่อยชันตัวลุกขึ้นหลังจากที่ถูกปลุก
“เสี่ยวหยุนหรือ?” ยายเวยตื่นขึ้นมาก็ร้องหาบุตรชายทันทีพอได้จับมือชายหนุ่มคงจะสบายใจขึ้น นางถึงปล่อยมือเขาออกแล้วค่อยๆขยับตัวมากลางบ้าน
“ทานข้าวกัน อาหารพร้อมแล้ว”
“เมียเ้าทำหรือ? หายไปเสียนานกลับมาทีก็พาเมียมาเสียแล้วเ้านี่จริงๆ เลย ไหนๆ เมียเ้าอยู่ไหน” หญิงตาบอดคลำหาด้วยมืออีกข้าง ลู่อิงิจึงขยับตัวเข้าไปหาจับมือท่านยายเวยเอาไว้
“ข้าเองเ้าค่ะ ชื่อลู่อิงิ”
“ชื่อไพเราะน่าฟัง ไปไงมาไงถึงกลับมากันได้”หญิงตาบอดจับมือหญิงสาวเอาไว้แล้วลูบที่หลังมืออย่างเอ็นดู
“คือท่านพี่ประสบอุบัติเหตุเ้าตกเขาเ้าค่ะ สูญความจำจากนั้นก็เร่รอนไปอาศัยอยู่ในเมือง จนเดือนก่อนอยู่ดีๆ ก็ความจำกลับมาเ้าค่ะพวกเราเลยพากันเดินทางมาหาท่านแม่”ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรที่หายตัวไปนานขนาดนั้นได้นอกจากว่าความทรงหายพอลืมก็เลยไม่หาทางกลับบ้านไม่ได้
“ความจำหายหรือ แล้วไปอยู่ไหนมาบ้างใช้ชีวิตเป็อย่างไร”
“ข้าก็ระหกระเหินอยู่หลายปี ได้อิงิช่วยไว้เลยตั้งตัวได้ดีที่ท่านแม่ยังรอข้า” ครั้งนี้เป็ชายหนุ่มเอ่ยตอบบ้างแต่สวีจ้าวหรงก็ช่างแต่งเื่อยู่เหมือนกัน นางไปช่วยเขาให้ตั้งตัวตอนไหนฟังแล้วก็แอบกลั้นขำ แต่จากนั้นหญิงชราก็ไม่ได้ถามอะไรอีกเวยไป๋ฉุนมัวแต่ตบมือชายหนุ่มลูบไปมาอย่างคะนึงหาพักใหญ่เหมือนคิดถึงมากจนไม่รู้จะกล่าวเป็คำพูดอย่างไรจนความเงียบเข้าปกคลุม ซึ่งเป็ความเงียบที่ไม่อึดอัดสักนิดทั้งสามนั่งอยู่อย่างนั้นจนหญิงชราเป็ฝ่ายเอ่ยออกมาก่อน
“เ้าว่าเมียทำอาหารไว้หรือ เช่นนั้นกินข้าวเถอะ คงหิวกันแล้วใช่ไหม”
ลู่อิงิส่งตะเกียบและถ้วยข้าวใส่มือหญิงชราแล้วเริ่มคีบกับข้าวใส่ในถ้วยแต่บางอย่างเวยไป๋ฉุนก็คีบไม่ได้เพราะสูญเสียการมอง เซียนน้อยจึงต้องคีบป้อนให้
“ให้ข้ากับท่านพี่ช่วยนะเ้าค่ะ”
“โธ่ เอาแต่ป้อนข้าพวกเ้าจะกินอย่างไร”
“อย่าหวงเลยท่านแม่ เดี๋ยวพวกเราก็มากินทีหลังได้”ชายหนุ่มเอ่ยตอบเลี่ยงไปก่อนเพราะความจริงมีเพียงหญิงชราคนเดียวที่ในถ้วยมีข้าวอยู่ของลู่อิงิและสวีจ้าวหรงนั้นยังเป็ถ้วยเปล่า
“งั้นหรือ ว่าไปเมียเ้าทำอาหารอร่อยนักฝีมือดีอย่างนี้เ้าต้องรักนางให้มากๆ ล่ะ”
“ขอรับ ข้าจะรักนางให้มากๆ” ลู่อิงิที่คีบก้านผักอยู่มือไม้อ่อนแทบทำตะเกียบร่วงเพียงเพราะคำตอบของสวีจ้าวหรง ขนลุกไปหมดแล้วแสดงสมบทบุตรชายยอดกตัญญูและสามีที่น่ารักสุดๆ
เมื่อเวลาอาหารจบลงเซียนน้อยก็นำผ้ามาเช็ดตัวให้เวยไป๋ฉุนเพื่อทำความสะอาดร่างกายแทนที่จะไปอาบน้ำเองด้านนอก และจากนั้นก็ส่งนางเข้านอน
“เดี๋ยวข้านอนเฝ้าท่านแม่นะเ้าคะ”ลู่อิงิเอ่ยหลังจากที่หญิงชราเอนลงตัวนอน
“จะมานอนกับข้าทำไม ไปนอนกับเสี่ยวหยุนเถอะ ห้องของเสี่ยวหยุนก็มี”ที่นางจะนอนเฝ้าหญิงชราเพราะนางไม่อยากไปนอนกับเขาต่างหากเล่าก็นับั้แ่เมื่อคืนนางไม่รู้สึกปลอดภัยเท่าไรเลย
“ท่านแม่นอนเถอะ ข้าพาอิงิกลับห้องแล้ว”สวีจ้าวหรงได้ทีพาตัวลู่อิงิออกมาจากที่นอนของหญิงตาบอด ในบ้านหลังเล็กๆแห่งนี้ความจริงมีเพียงห้องเดียว ส่วนที่เวยไป๋ฉุนนอนคือกลางบ้านเพราะว่าเข้าออกง่ายและอุ่นที่สุดและใกล้เตาผิง จึงเหลือห้องไว้ให้ทั้งสองแยกไปนอนพอดี
“จะพาข้าออกมาทำไม ข้าจะนอนเฝ้าท่านแม่” ลู่อิงิโวยวายเพราะโดนดึงออกมา
“สามีภรรยาก็ควรนอนด้วยกัน เ้าอย่าเื่มาก”
“เช่นนั้นท่านก็ห้ามมากอดข้าตอนนอนอีก” ก็เมื่อเช้านะสิที่บ้านป้าเหลียน ตื่นมาเขาก็มานอนกอดนางเสียแน่นทั้งที่จำได้ว่าก่อนหลับนางแอบแกล้งดิ้นดันตัวชายหนุ่มไปจนสุดขอบเตียงแล้วแท้ๆ
แต่เหมือนอีกฝ่ายก็ไม่ยอมเช่นกันจึงโต้กลับบ้าง“ตอนนอนเ้าอาจจะมากอดข้าก่อนก็ได้”
“ไม่มีทาง!”