บทที่ 15 พี่น้อง
"บัดซบ!"
ลู่หลีโกรธจนปากเบี้ยวเมื่อเห็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ทั้งสิบบ่อมีน้ำเต็มเพียงแค่สามบ่อ ส่วนอีกเจ็ดบ่อนั้นว่างเปล่า
ตามกฎแล้ว เขาจำเป็ต้องรักษาระดับน้ำให้เต็มอย่างน้อยห้าบ่อ โดยแต่ละบ่อต้องตักน้ำให้เต็มอย่างน้อยหนึ่งร้อยถัง นั่นหมายความว่าเขาต้องตักน้ำให้ได้อย่างน้อยสองร้อยถังเพื่อให้มีน้ำเต็มห้าบ่อ
ด้วยวิธีการตักเช่นนี้ เขาคาดว่าต้องทำงานทั้งวันทั้งคืนไม่หยุดพัก และต้องตักน้ำให้เต็มถังทั้งสองทุกครั้ง ใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนกว่าจะเติมน้ำให้เต็มได้สองบ่อ
"ไอ้ลูกเต่าบ้านั่นตั้งใจแกล้งข้าแน่ ๆ"
ลู่หลีทิ้งตัวนั่งลงบนพื้น จ้องมองไปทางเชิงเขาด้วยความแค้นใจ
น่าเสียดายที่ตอนนี้เขาเพิ่งจะอยู่ขอบเขตก่อปราณระดับหนึ่งเท่านั้น ยังไม่สามารถเปิดเส้นลมปราณได้แม้แต่เส้นเดียว ไม่อาจใช้พลังวิเศษเก็บของหนัก ๆ ได้ มิเช่นนั้นคงพอจะแอบเก็บน้ำไว้ในวิหารเอกภพได้บ้าง
"โอ้ โทสะไม่น้อยเลยนะ" ในตอนนั้นเอง บุรุษในอาภรณ์ยาวสีน้ำเงินก็เดินออกมาจากพุ่มไม้ข้างทาง "แบ่งคะแนนความดีให้ข้าเก้าส่วน ข้าจะให้เ้าแบกน้ำแค่วันละสิบเที่ยว ว่าอย่างไร"
ลู่หลีเหลียวมองไปทางข้าง ถ้าไม่ใช่ไอ้ซุนจื่ออันแล้วจะเป็ใครไปได้
เก้าส่วน นั่นหมายความว่าต้องแบ่งค่าคุณความดีออกไปสองร้อยเจ็ดสิบคะแนน ลู่หลีลุกขึ้นมองซุนจื่ออันแวบหนึ่ง พลางแบกคานหาบขึ้นบ่า แล้วยิ้มกว้าง "ขอบคุณศิษย์พี่ที่มีน้ำใจ แต่ข้าคิดว่าข้าทำได้!"
พูดจบก็ไม่สนใจอะไรอีก เดินตรงลงเขาไปทันที
"หึ ช่างไม่รู้จักบุญคุณ" แววตาของซุนจื่ออันวาบขึ้นด้วยแสงอำมหิต ะโไล่หลังมา "ข้าให้เวลาเ้าสามวัน เติมน้ำในบ่อทั้งสองให้เต็ม มิเช่นนั้นอย่าโทษว่าศิษย์พี่ผู้นี้ไม่สุภาพ"
สามวัน?
ลู่หลีชะงัก ความรู้สึกน้อยใจพลันผุดขึ้นมาอย่างรุนแรง "ที่แท้...นี่ก็คือสำนักชิงหยาง"
เขาได้เห็นด้านที่น่าเกลียดของผู้บำเพ็ญเพียรอีกครั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากร พวกเขาทำได้ทุกวิถีทาง
ก็แค่อยากได้ผลงานของตัวเองเท่านั้นเอง
"ข้าจะไม่ทำตามใจเ้า!"
ลู่หลีกัดฟันวิ่งลงเขาอย่างบ้าคลั่ง เขาไม่หยุดพักตลอดทาง มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำปี้สุ่ย คราวนี้เขาตักน้ำใส่ถังทั้งสองครึ่งหนึ่ง จากนั้นรีบวิ่งกลับด้วยความเร็วสูงสุด
ั้แ่ยามเช้าจนดวงอาทิตย์ทอแสงกล้า และกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า
ในที่สุดลู่หลีก็ทนไม่ไหวแล้ว เขานอนอยู่ริมสระน้ำ มองดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ ในใจรู้สึกหมดเรี่ยวแรง ทั้งวันที่ลำบากตรากตรำ เมื่อนับดูแล้วเขาแบกน้ำได้เพียงสิบเที่ยวเท่านั้น
"หรือว่าจะยอมแพ้เขาดี เ้าสู้เขาไม่ได้หรอก"
เสียงหนึ่งดังขึ้นในใจของลู่หลี
"ไม่! ไม่มีทาง! คุณความดีสามร้อยคะแนนนะ สามารถแลกยากลั่นพลังแท้ได้ถึงสามเม็ด ข้าจะยอมแพ้ได้อย่างไร!"
อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นทันที
ในตอนนั้นเอง มีร่างเลือนรางสองร่างเดินขึ้นมาบนยอดเขา เมื่อเข้ามาใกล้ ลู่หลีจึงพบว่าเป็ฉินโซ่วเหรินและเฉินจง
"ลู่หลีเ้า..." ฉินโซ่วเหรินถือถาดซาลาเปาและผักดองมา เมื่อเห็นสีหน้าหม่นหมองของลู่หลีเขาก็พูดไม่ออก
"ไม่เป็ไร ข้าไหว" ลู่หลีส่ายหน้า
"เฮ้อ กินอะไรก่อนเถอะ" ฉินโซ่วเหรินยื่นซาลาเปาให้ลู่หลี
"ขอบคุณ"
"พูดเื่นี้ระหว่างพี่น้องกันทำไมกัน"
ลู่หลีพยักหน้า ก้มหน้าลงกินอาหารคำโต ๆ "เ้าอ้วน เ้าตัดต้นไม้ไปได้เท่าไรแล้ว"
เฉินจงส่ายหน้าอย่างจนใจพลางกล่าว "ข้าตัดได้แค่ต้นเดียว แต่งานของข้าไม่ได้มีข้อบังคับตายตัว แค่ตัดให้ครบเก้าสิบต้นภายในหนึ่งเดือนก็พอ..."
หลังจากกินเสร็จ ลู่หลีหันไปมองบ่อน้ำแวบหนึ่ง "พวกเ้ากลับไปก่อนเถอะ ข้าอยากลองอีกสักครั้ง"
"จะลองไปทำไม ไอ้หมอนั่นมันตั้งใจแกล้งพวกเราชัด ๆ ข้าว่าพวกเราเลิกทำกันดีกว่า สำนักชิงหยางบ้านี่ไม่อยู่ก็ได้!" ฉินโซ่วเหรินกล่าวอย่างเดือดดาล
"ข้าก็คิดเช่นกัน เขาแค่แก้แค้นที่พวกเราไม่แบ่งค่าคุณความดีให้"
"ข้าก็รู้ดี" ลู่หลีส่ายหน้า "แต่พวกเราเพิ่งจะเข้าร่วมสำนักชิงหยางได้ด้วยความยากลำบาก ที่นี่มีทรัพยากรบำเพ็ญเพียรมากมายอยู่ตรงหน้า เพียงแค่มีคุณความดีก็สามารถแลกเปลี่ยนได้ตามใจ หากต้องจากไป... พวกเราจะไปหาทรัพยากรบำเพ็ญเพียรจากที่ใดกัน"
"แต่ว่า..."
ลู่หลีกล่าวด้วยแววตาดุร้าย "อดทนไว้ก่อน พอถึงขอบเขตก่อปราณระดับสาม พวกเราก็จะได้เป็ศิษย์สำนัก ส่วนไอ้ชาติหมาคนนั้นคงเป็แค่ก่อปราณระดับสองเท่านั้น รอให้พวกเราบรรลุถึงระดับสองก่อน แล้วค่อยจัดการมัน"
เมื่อได้ยินเื่การจัดการกับซุนจื่ออัน ฉินโซ่วเหรินและเฉินจงต่างก็ตาเป็ประกาย สุดท้ายฉินโซ่วเหรินเสนอว่าจะช่วยลู่หลีตักน้ำใส่บ่อให้เต็มก่อน ขอผ่านด่านตรงหน้านี้ไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน
เฉินจงก็ตอบตกลงด้วยความยินดี ลู่หลีคิดดูแล้วก็เห็นว่าคงต้องทำเช่นนั้น
ดังนั้นพี่น้องทั้งสามจึงลงจากเขาไปหาไม้คานหาบน้ำมาอีกสองอัน แล้วเริ่มลงมือทำงานั้แ่กลางดึก
ตอนแรกฉินโซ่วเหรินก็เหมือนกับลู่หลีตอนที่หาบน้ำครั้งแรก ตักน้ำได้เพียงหนึ่งในสามของถังเท่านั้น แต่หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนสามารถตักได้ครึ่งถัง
ส่วนเฉินจงเพราะร่างกายกำยำแข็งแรงแต่กำเนิด ั้แ่แรกก็ตักน้ำได้ครึ่งถัง จนสุดท้ายถึงกับตักได้เต็มถังเลยทีเดียว
เงาร่างทั้งสามเคลื่อนไหวไปมาระหว่างเขาชุ่ยอวิ๋นและแม่น้ำปี้สุ่ยในความมืดอย่างไม่หยุดหย่อน
ลู่หลีรู้สึกซาบซึ้งใจ นึกในใจว่าชาตินี้จะไม่มีวันทรยศต่อพี่น้องทั้งสองคนนี้เด็ดขาด
ฟ้าเริ่มสาง มีคนพบว่าพวกเขายังคงตักน้ำอยู่ ในใจอดรู้สึกสงสารพวกเขาไม่ได้ แต่เมื่อซุนจื่ออันเห็นภาพนี้กลับทำหน้าบึ้งตึง เดินเข้าไปขวางหน้าเฉินจง
"เ้าโค่นต้นไม้เสร็จแล้วหรือ ถึงได้มาตักน้ำอยู่ที่นี่!"
เฉินจงวางคานหาบลง "ศิษย์พี่ ต้นไม้ข้าก็จะโค่นอยู่แล้ว รับรองว่าเดือนนี้จะให้ครบเก้าสิบต้นเลย"
"ไม่ได้! ตอนนี้กฎเปลี่ยนไปแล้ว เ้าต้องโค่นต้นไม้วันละสามต้น ไม่เช่นนั้นห้ามกินข้าว ห้ามนอน!" พูดจบก็คว้าตัวฉินโซ่วเหรินไว้ "ส่วนเ้า ลานของสำนักต้องกวาดวันละสามครั้ง ถ้ามีเศษขยะแม้แต่น้อย ข้าจะไม่ปล่อยเ้าไว้!"
"สามครั้งบ้าไปแล้วหรือ ทำไมไม่ไปตายซะละ!" ฉินโซ่วเหรินได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด ลานกว้างขนาดหลายหลี่ กวาดคร่าว ๆ ครั้งเดียวก็เสียเวลาครึ่งวัน กวาดสามครั้งก็เท่ากับไม่ให้เขาได้พักผ่อนนอนหลับเลย
"เ้าว่าอะไรนะ!" ซุนจื่ออันสีหน้าเ็า ก้าวเข้าไปตบหน้าฉินโซ่วเหรินเต็มแรง
"เ้าเด็กนี่ กล้าดีนักสินะ ไปให้พ้นหน้าข้า!"
ดวงตาของฉินโซ่วเหรินแดงก่ำทันใด เขาจะพุ่งเข้าไปแต่ถูกเฉินจงรั้งตัวไว้ ส่ายศีรษะห้ามอย่างแรง
ลู่หลีเห็นเหตุการณ์แต่ไกล รีบวิ่งเข้ามา "ฉินโซ่วเ้าเป็อย่างไรบ้าง?"
ฉินโซ่วเหรินเห็นลู่หลีวิ่งพรวดพราดเข้ามา มือที่กำแน่นคลายออก แล้วยิ้มกว้างพลางเอ่ยว่า "ไม่เป็ไร เื่เล็กน้อย เ้าลิงโคลน ข้าจะไปทำความสะอาดก่อนนะ"
พูดจบก็ไม่รอให้ลู่หลีตอบ แบกน้ำไปเทลงถังเก็บน้ำด้านล่าง กลั้นน้ำตาเอาไว้แล้วก้มหน้าเดินไปยังลานกว้างของสำนักชิงหยาง
เฉินจงสีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดก็เดินกลับห้องไปหยิบขวานมาคาดเอว แล้วแบกน้ำเดินขึ้นเขา "ไปกันเถอะ ข้าจะช่วยเ้าแบกน้ำสองถังนี้ขึ้นไป"
"ห้ามช่วย!"
ซุนจื่ออันเตะถังน้ำของเฉินจงจนคว่ำ แล้วพูดเยาะเย้ยว่า "ข้าจะบอกให้รู้ไว้ งานของใครก็ให้คนนั้นทำเอง ใครกล้าช่วยคนอื่นทำงานอีก คงไม่ใช่แค่เตะถังคว่ำเท่านั้น"
"เ้า!" เฉินจงโยนไม้คานทิ้งแล้วจะพุ่งเข้าไปชกต่อย
"เ้าอ้วน หยุดเถอะ ข้าจัดการเอง" ลู่หลีไม่อยากให้เฉินจงเสียเปรียบจึงโพล่งขึ้น
เฉินจงคลายกำปั้น จ้องซุนจื่ออันเขม็งแล้วหมุนตัวเดินจากไปทันที
ลู่หลีแม้ภายนอกจะดูสงบ แต่ในใจโกรธจนถึงขีดสุด เขาไม่แม้แต่จะมองซุนจื่ออัน เพียงก้มหน้าเดินขึ้นเขาไป
หลังจากความพยายามทั้งคืนของพี่น้องทั้งสาม บัดนี้บ่อน้ำที่สี่เต็มแล้ว แต่บ่อที่ห้ายังว่างเปล่า เมื่อคิดว่าเหลือเวลาแค่สองวัน ความหวังช่างริบหรี่เหลือเกิน
ลู่หลีมองดูเมฆหมอกที่ลอยอยู่ระหว่างูเาพลางถอนหายใจ "ช่างเป็ดินแดนเซียนในโลกมนุษย์ที่งดงามยิ่งนัก น่าเสียดายที่ดินแดนอันงดงามเช่นนี้ กลับมีพวกสัตว์เดรัจฉานที่ไร้ซึ่งความเป็มนุษย์อาศัยอยู่"
เขานั่งลงบนพื้นถือโอกาสหายใจหอบ หมอกหนาเบื้องหน้าทำให้เขานึกถึงวิหาริญญาที่อยู่ชั้นหนึ่งของหอแก้วสามสมบัติ
เขาจำได้ว่าที่นั่นมีผลไม้วิเศษอยู่ต้นหนึ่งใช่หรือไม่
ไม่รู้ว่าตอนนี้มันสุกแล้วหรือยัง