ที่บ้านของสองชั้นในเขตพื้นที่ส่วนกลางอันเงียบสงบของผู้มีอันจะกิน ในสวนหลังบ้านหลังหนึ่งที่เต็มไปด้วยวัชพืชรกรุงรังจากการไม่ได้ดูแลมาเป็นเวลานาน ร่างซูบผอมของเด็กหนุ่มค่อยๆตวัดดาบกางเขนในมือวาดผ่านอากาศไปมากลายเป็นท่วงท่าจู่โจมรูปแบบหนึ่งอย่างเชื่องช้า คล้ายกำลังร่ายรำดาบอยู่ การเคลื่อนไหวจะดูเชื่องช้าและสบายตาแต่ทว่ารเสื้อผ้าของเมอร์ริส กลับชุ่มไปด้วยเหงื่อชนิดที่มากขนาดบิดออกได้น้ำสักขันหนึ่ง ด้วยจังหวะลมหายใจที่แปลกประหลาดควบด้วยท่วงท่าของร่างกาย มันกลับเค้นพลังงานจะกล้ามเนื้อของเขาอย่างมหาศาลมากกว่าการออกกำลังกายอย่างหักโหมเสียอีก
หลังจากการฝึกฝนเทคนิคลมหายใจเป็นรอบที่3 เมอร์ริสจึงทิ้งตัวลงกับพื้นอบ่างอ่อน หอบหายใจกล่าวอย่างแรง แต่ดวงตาของเขากลับไม่มีความเหนื่อล้าแม้แต่นิดเดียว กลับกลายเป็นทอประกายยิ่งมายิ่งเจิดจ้า
“ผลร้ายจากคำสาปนั้นหายไปแล้ว ”เมอร์ริสกล่าวด้วยความยินดีอย่างมาก หลังจากที่เขาออกจากห้องไต้ดิน เมอร์ริสได้ตรงไปที่ห้องครัวและ ใช้วัตถุดิบไม่กี่อย่างที่หาได้ทำอาหารและกินมันเพื่อยับยั้งความหิวที่ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง เนื่องด้วยสถานการณ์ของเมอร์ริสในตอนนี้ค่อนข้างซับซ้อน เขาจึงตัดสินใจที่จะจับดาบฝึกฝนเทคนิคหายใจอัศวินเพื่อทำให้จิตใจสงบ ก่อนที่เขาจะค้นพบว่า ร่างกายของเขาไม่มีอาการเหนื่อยอ่อนไร้เรี่ยวแรงหลังจากการฝึกฝนลมหายใจไปรอบหนึ่ง เพราะเหตุนั้นทำให้เมอร์ริสดีใจจนแทบคลั่ง
สาเหตุเป็นเพราะร่องรอยสีดำที่เมอร์ริสเรียกว่าคำสาปนั้น มันค่อยๆกลืนกินพลังงานชีวิตของเขาทีล่ะนิดไปเรื่อย และมันยังคงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาร่างกาย ซึ่งด้วยเหตุผลนั้นมันทำให้ร่างกายของเมอร์ริสค่อยๆซูบผอมลงแม้จะกินอาหารครบห้าหมู่และฝึกฝนทุกวัน
‘ด้วยความยอดเยี่ยมของเทคนิคฝึกฝนลมหายใจของตระกูลไซเรนชาดต์ ในระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือน ร่างกายของข้าก็อาจจะกลับมามีสภาพเดิมก่อนที่ข้าจะได้รับคำสาป…’เมอร์ริสคิดในใจอย่างปลื้มปิติ ริมฝีปากฉีกกว้างเหม่อมองดวงตะวัน เขาทนทุกข์ทรมานกับเรื่องเป็นเวลานานถึงสองปี! และเป็นสองปีที่อยู่อย่างลำบาก เขาเกือบจะกระโดดโลดเต้นไปแล้วถ้าไม่ใช่เพราะผลจากการฝึกฝนเทคนิคลมหายใจทำให้ร่างกายของเขาเหนื่อยล้าจนถึงที่สุด
“ข้าไม่ควรหักโหมร่างกายที่ยังอ่อนแอนี่เกินไป”เด็กหนุ่มใช้สายตามองท้องฟ้าที่เปลี่ยนเป็นสีส้มเข้ม บ่งบอกว่าเวลานี้เป็นเวลาเย็นและเป็นเวลาที่ควรจะรับประทานอาการ
“ในห้องครัวมีอาหารไม่เพียงพอ ข้าต้องออกไปซื้ออาหารที่ให้พลังงานสูง เพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายของข้า" แม้ว่าการฝึกฝนเทคนิคลมหายใจ จะเป็นส่วนหลักในการที่พัฒนาความแข็งแกร่งของร่างกาย แต่อาหารที่มีคุณค่าก็เป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะ เมอร์ริสในยามนี้
เขาต้องการที่จะทำให้ตัวเองกลับมามีสภาพเดิมโดยเร็วที่สุด เมื่อคิดได้ดั่งนั้นเมอร์ริสก็ไม่รอช้า ลุกขึ้นยืนและตรงไปที่ห้องอาบน้ำเพื่อชำระคราบเหงื่อใคลที่สกปรก ก่อนจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าลินิลสีเทาและเดินออกจากบ้านไปที่ตลาดในเขตพื้นที่ส่วนกลางของเมือง สาเหตุที่เขามาที่ตลาดแห่งก็เพราะว่ามันมีขนาดใหญ่กว่าตลาดแห่งอื่นของเมือง ซ้ำยัง เมอร์ริสมองผู้คนที่ตั้งแผงลอยหรือร้านข้างตามรายทาง
“ข้าควรจะเน้นพวกเนื้อสัตว์ แต่อันดับแรกข้าต้องหาเนื้อชนิดพิเศษ ข้ากังวลว่าข้าจะหาพวกมันได้หรือไม่” ในโลกนี้อาหารไม่ได้มีเพียงพวกพืชผักหรือเนื้อหมูเห็ดเป็ดไก่ธรรมดาๆ มันยังมีวัตถุดิบชนิดหนึ่งที่ให้สารอาหารและพลังงานสูงกว่าปกติ พวกมันส่วนใหญ่เป็นสัตว์ร้ายที่อันตรายหรือพืชหายากตามหุบเขาลึก วัตถุดิบพวกนี้ค่อนข้างมีน้อยและยากที่จะหามารับประทาน เพราะนายพรานปกติไม่สามารถที่จะล่าหรือเก็บเกี่ยววัตถุดิบพวกนี้ เพราะความแข็งแกร่งของพวกเขาน้อยเกินไป ส่วนใหญ่จะต้องเป็นพรานที่ประสบการณ์ทำงานมานาน หรืออัศวินเท่านั้น ซึ่งพวกเขามักจะไม่มาวางขายในตลาดธรรมดาๆสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่พวกเขาจะขายให้ตระกูลขุนนางหรือคนที่มีเส้นสายกว้างขว้าง
โชคดีที่เมอร์ริสเป็นพวกอย่างหลัง
เด็กหนุ่มเดินผ่านผู้คนรอบข้างโดยไม่สนใจพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายที่กำลังตะโกนเรียกลูกค้าอย่างไม่ขาดสาย เดินไปสักพักจนมาถึงร้านเบเกอรี่แห่งหนึ่งที่มีสองชั้น จมูกของเมอร์ริสได้กลิ่นหอมของขนมปังที่ถูกอบจากเตา ท้องของเริ่มที่จะส่งเสียงออกมาเบา
ใครจะรู้ว่าร้านเบเกอรี่ธรรมดาๆจะเป็นร้านที่ขายสินค้าพิเศษอยู่ลับๆ เขาได้รู้เรื่องนี้ในตอนที่ทรีริตี้ยังอยู่ เธอมักจะมาที่นี้ในแต่ล่ะเดือนและซื้อสินค้าพิเศษกลับไปให้เมอร์ริสเป็นจำนวนมาก ซึ่งเหตุผลก็เพื่อการทดลองของเธอนั้นแหละ
เมอร์ริสเปิดประตูร้านเขาไปทันที ในร้านมีคนอยู่ไม่กี่คนนั่งทานเมนูเบเกอรี่อยู่เงียบๆ ในเวลาเด็กสาวอายุวัยประมาณ18ปีสังเกตเห็นเมอร์ริสจึงดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้ม
“สวัสดีคะ ตอนนี้ทางร้านของเรามีขนมปังที่อบใหม่ๆพร้อมทาน หลายเมนู ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าจะรับเป็นอะไรหรือค่ะ”เด็กสาวพนักงานพูดแนะนำ เมอร์ริสผงกหัวทักทายก่อนจะเข้าประเด็นทันที
“ข้าต้องการที่จะพบ พรานนาธานข้าคือเมอร์ริสน้องสาวของ ทรีริตี้”เด็กสาวชะงักไปวูบหนึ่งเมื่อได้ยินคำว่า ทรีริตี้ ก็จะเผยสีหน้าเข้าใจ
“ที่แท้เป็นท่านลูกค้าที่ทรงเกียติ งั้นเชิญที่ชั้นสองเลยค่ะ”เด็กสาวกล่าวพร้อมพาเมอร์ริสเดินผ่านหลังเคาเตอร์เข้าไปในตัวบ้านก่อนจะนำเขาไปยังชั้นสอง บนชั้นสองถูกออกแบบให้มีลักษณะโล่งกว้างไม่มีเฟอร์นิเจอร์ยกเว้นเตียงและโต๊ะเก้าอี้ และห้องอีกไม่กี่ห้อง ตรงมุมหนึ่งปรากฏร่างของชายวัยกลางคนรูปร่างแข็งแรง เขาประหลาดใจเมื่อเห็นการมาถึงของเมอร์ริสจึงลุกขึ้นเละเดินเข้ามาต้อนรับ ส่วนเด็กสาวก็กลับลงไปชั้นล่างเมื่อเสร็จสิ้นหน้าที่
“ไม่ค่อยมีคนมาซื้อวัตถุดิบด้วยตัวเองมานานแล้วนะนี่ เจ้าต้องการอะไรล่ะหนุ่มน้อย”ชายวัยกลางคนหรือนายพรานนาธานกล่าว มันก็นานแล้วที่ไม่ได้มีคนมาเลือกสินค้าของเขาและเป็นเด็กหนุ่ม ส่วนใหญ่จะเป็นการสั่งจองของพวกขุนนางซะมากกว่า และที่ชั้นสองแห่งนี้จะคัดบุคคลโดยดูจากพื้นฐานของฐานะ ถ้าชั้นล่างปล่อยผ่านขึ้นมาได้ล่ะก็แสดงว่ามีทรัพย์สินมากพอที่จะซื้อสินค้าของเขา
“ถ้าเป็นไปได้ข้าต้องการ เนื้อของ หมาป่าตาเดียว หรือไม่ก็หมีทมิฬ และสมุนไพรที่มีผลบำรุงร่างกาย ข้าต้องการพวกมันจำนวนมาก”เมอร์ริสกล่าวเสียงเรียบ
“โอ้”พรานนาธานส่งเสียงประหลาดใจก่อนที่จะพยักหน้าเมื่อมองไปยังร่างกายที่ซูบผอมของเมอร์ริส จากนั้นกล่าวว่า
“เนื้อหมีทมิฬช่วงนี้ข้าหรือคนอื่นๆไม่สามารถตามล่ามันได้ แต่ข้ายังพอมีเนื้อหมาป่าตาเดียวและสมุนไพรที่มีผลตามที่เจ้าต้องการบางชนิดที่เหลือจาการสั่งซื้ออยู่บ้าง แต่ว่า..ราคาของมัน..”
“เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา”เมอร์ริสโยนถุงเล็กๆไปให้อีกฝ่าย นายพรานเปิดถุงดูเห็นเหรียญทองอยู่สามเหรียณก็ผงกหัวอย่างพึ่งพอใจ
“แค่นี้เพียงพอแล้ว ข้าจะแถมผลึกเย็นให้เจ้าด้วยเพื่อ เก็บรักษาวัตถุดิบเหล่านี้ ส่วนเรื่องสินค้าจะจัดส่งในภายหลังจากได้ที่อยู่ของเจ้า”เมอร์ริสพยักหน้าและบอกที่อยู่ของตัวเองไป
เมื่อทำการซื้อขายเสร็จสินเมอร์ริสออกจากร้านเบเกอรี่และซื้อเครื่องปรุงและเนื้อสัตว์ธรรมดาอีกเล็กน้อยก่อนจะเดินทางกลับที่พักของตน
ในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง นาธานได้ส่งคนมาถึงหน้าประตูเพื่อส่งมอบสินค้าให้กับเมอร์ริส เด็กหนุ่มมองเนื้อและสมุนไพรที่อยู่ในกล่องขนาดกลางแล้วส่ายหน้า วัตถุดิบพวกนี้มีราคาแพงเกินไป เงินสามเหรียญทองมีค่ามากพอที่จะให้ครอบครัวทำธรรมดามีกินมีใช้ไปเกือบครึ่ง แต่นี่กลับได้แค่เนื้อสองกิโลกรัมและสมุนไพรจำนวนเล็กน้อย….
โชคดีที่ทรีริตี้ได้ทิ้งเงินก่อนที่จะหายตัวไปไว้มากพอที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายนับสิบปี แสดงให้เห็นถึงในฐานะแพทย์ปาฏิหารของเธอมีรายได้มากขนาดไหน และเงินนี้กับบ้านทำให้เขาไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเหมือนแต่ก่อน เมอร์ริสเดินไปที่ห้องครัวทันที
ตอนนี้พระอาทิตย์ได้ลับขอบฟ้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในห้องครัวเมอร์ริสกำลังนั่งหน้าย่นขณะรับประทานซุบที่ตัวเองทำขึ้นมาเงียบๆ
“รสชาติห่วยแตกชะมัด”เขากล่าวพลางมองซุบสีเหลืองในถ้วยตรงหน้าที่มีเนื้อลอยอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ต้องจำใจฝืนทานเพราะความเสียดายของแพง แม้จะอยู่ตัวคนเดียวมาสองปี แต่เมอร์ริสไม่มีการสนใจในด้านอาหารการกินสักเท่าไหร่ ขอแค่กินอาหารที่ครบห้าหมู่และฝึกฝนเทคนิคลมหายใจอัศวินทุกวันเพื่อประคองผลจากคำสาปเท่านั้น ด้วยเหตุนั้นเองเขาจึงไม่มีความสามารถด้านการทำอาหารเลยแม้แต่น้อย
“หรือว่าข้าควรจ้างพ่อครัวและแม่บ้านสักคน" เมอร์ริสแสดงสีหน้าครุ่นคิดกล่าวมองโต้ะยาวที่ไม่มีคนนั่งนอกจากเขา บรรยากาศก็เงียบเชียบวังเวง ครั้งหนึ่งบ้านหลังเคยเต็มไปด้วยแม่บ้านและพ่อครัวในตอนที่ทรีริตี้อยู่ แต่เมอร์ริสก็ไล่พวกเขาออกไปในภายหลัง เพราะอยากอยู่คนเดียวในตอนนั้น ส่วนเรื่องความสะอาดเขาจะจ้างแม่บ้านแถวนั้นมาทำความสะอาดทุกอาทิตย์
“ช่างเถอะ เรื่องนี้เอาไว้ค่อยคิดทีหลัง ตอนนี้มันถึงเวลาที่ข้าจะตรวจเช็คความทรงจำที่ถูกเพิ่มเข้ามาในหัวของข้า”ดวงตาของเมอร์ริสทอประกายวาวโรจ์ แม้จะมีเศษเสี้ยวความทรงจำที่ถูกเพิ่มเข้ามาได้พักแล้ว แต่มันกลับไม่ได้หลอมรวมกับความทรงจำของเขาอย่างเต็มที่ เขาต้องใช้เวลาสักพักในการย่อยสลายมันเพื่อดูว่าด้านในมีอะไรบ้าง