บทที่4
พบหน้าสามีหรือว่าลูกชายคนโต
หนิงเหมยจูเดินเข้ามาหลังบ้านห้องครัวของบ้านหลังนี้แยกตัวออกมาอยู่ทางด้านหลัง ถึงแม้จะมีสองเตาแต่อุปกรณ์เครื่องครัวนี่โคตรจะเก่าและมีแต่รอยปะแต่ช่างเถอะค่อยเป็ค่อยไปก็แล้วกัน หากเอาออกมาทีเดียวรับรองได้หากคนที่บ้านเห็นจะพลันช็อกตายเปล่าๆ
เื่สำคัญที่สุดคือสร้างบ้านใหม่และพาสามีไปหาหมอจะปล่อยให้นอนาเ็ไปแบบนี้ตลอด มีหวังได้พิการจริงๆแต่ตอนนี้เธอต้องหาอาหารมาทำก่อนดูท่าทางแล้วบ้านนี้ไม่เหลืออะไรให้กินเลยข้าวสารก็ไม่เหลือ ธัญพืชสักอย่างก็ไม่มี ไข่ก็หมด ไก่ตัวเป็ๆ ที่ควรมีก็ไม่มี
"โอ๊ย มีอะไรให้กินบ้างไหมเนี่ย"
หนิงเหมยจูที่ตอนนี้มีจิติญญาของพัชราเกาหัวด้วยความมึนแต่เหมือนจะนึกอะไรได้จึงเดินกลับเข้าไปที่ห้องของตัวเองเธอเปิดตู้เสื้อผ้าที่ล็อกกุญแจไว้ เมื่อเปิดออกมา กลับเจอข้าวสารหลายชั่งไข่ไก่อีกเกือบสิบฟอง เกลือ น้ำตาลทรายแดง ถั่วเขียวกลับมีมาแอบไว้ในนี้ยังมีเนื้อตากแห้งอีกส่วนหนึ่ง
"ไม่อยากจะด่า แต่เธอนี่โคตรเลวเลยเหมยจูขนาดฉันยังรับไม่ได้เลย" หนิงเหมยจูหอบทุกอย่างเข้ามาในครัวเอาข้าวสารใส่ไว้ในถังและยังเอาออกมาจากมิติมาเติมไว้นอกจากนั้นยังเอาแป้งออกมาใส่ไว้ให้เต็มอีกถัง เวลาทำอาหารจะได้ไม่ต้องตามหานอกจากนั้นยังเอาเครื่องปรุงต่างๆ และโถแก้วออกมาใส่เครื่องปรุงไว้
อาหารง่ายๆ สำหรับเด็กน้อยเธอทำข้าวผัดไข่ใส่เนื้อตากแห้งฉีกเพิ่มเข้าไป ส่วนคนป่วยเธอเคี่ยวโจ๊ก ใส่เนื้อตากแห้งและยังต้มไข่ยางมะตูมเพิ่มเข้าไปอีก หนิงเหมยจูคิดว่ามื้อนี้กินแค่นี้ไปก่อนค่อยเข้าอำเภอหรือไปสหกรณ์สักครั้ง จะได้มีข้ออ้างออกไปซื้อเนื้อมากินถ้าจำไม่ผิดจากความทรงจำ แม้ว่าจะมีการเปิดสอนมหาลัยแล้วแต่ชีวิตความเป็อยู่ชาวบ้านยังลำบาก
รัฐยังไม่มีการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับชาวบ้านยังคงให้ทำการแลกแต้มอาหารและยังมีการแจกจ่ายคูปองอยู่แต่ไม่ได้บังคับว่าทุกคนจะต้องลงทำงาน อีกทั้งตอนนี้มีการเปิดประเทศและสามารถให้ชาวบ้านเปิดร้านค้าได้แล้วแต่ก็ยังต้องใช้จ่ายคูปองได้มาที่เดียวที่ไม่ต้องใช้คือตลาดมืด หนิงเหมยจูมัวแต่คิดว่าจะต้องทำยังไงต่อไปกับชีวิต
ทางด้านสองพ่อลูกตงลู่จิงและตงซีเฉินคนตัวน้อยนั่งท้องร้องเพราะกลิ่นของอาหารที่แสนจะยั่วยวนท้องน้อยๆ ของเธอเหลือเกินส่วนคนตัวโตได้แต่สงสัยว่ากลิ่นอาหารมาจากไหนแต่ก็เก็บความสงสัยได้ไม่นานเลยเลือกที่จะถามลูกสาวตัวน้อยเพื่อให้หายข้องใจ
"เสี่ยวลู่หิวหรือยังพ่อขอโทษนะลูกที่ทำให้หนูต้องลำบากไปด้วย พ่อไม่น่าาเ็เลย"
"หิวแล้วค่ะ แต่แม่บอกให้หนูมาดูแลพ่อรอแม่ทำอาหารเสร็จแม่จะเอามาให้"
ตงซีเฉินได้แต่ไม่เชื่อหูตัวเองเมื่อลูกสาวเรียกหนิงเหมยจูว่าแม่และเธอยังเป็คนทำอาหารที่ส่งกลิ่นหอมไปทั่วบ้านอีกด้วย
"ทำไมถึงเรียกเธอว่าแม่ล่ะลูกก่อนหน้านี้ไม่เคยเรียกไม่ใช่เหรอเสี่ยวลู่"
"ไม่เคยเรียกแต่ไม่ใช่ว่าจะเรียกไม่ได้นี่พี่ซีเฉิน เสี่ยวลู่ไปกินอาหารได้แล้ว แม่ทำข้าวผัดไข่ให้อยู่บนโต๊ะหนูไปกินได้เลยนะ" หนิงเหมยจูเดินเข้ามาได้ยินคำสนทนาระหว่างพ่อกับลูกเธอจึงเป็ฝ่ายตอบคำถามเสียเอง เสี่ยวลู่ได้ยินแม่บอกว่าทำอาหารไว้แล้วและหนูน้อยทนไม่ไหวเพราะกลิ่นมันยั่วยวนเหลือเกินทำให้เด็กน้อยรีบวิ่งออกไปจนลืมพ่อกับแม่ไปเลย
"อย่าวิ่งลูกเสี่ยวลู่ ค่อยๆ เดิน เดี๋ยวล้ม"หนิงเหมยจูะโบอกไล่หลังไป แต่คิดว่าคงไม่ทันหนูน้อยน่าวิ่งไปถึงจานข้าวเรียบร้อยแล้ว
"ทำแบบนี้ทำไม" ตงซีเฉินกัดฟันถามเขาไม่รู้ว่าผู้หญิงตรงหน้านี้้าอะไรจึงได้ทำดีกับเสี่ยวลู่ ทั้งๆที่ตลอดหนึ่งปีที่แต่งงานกันมาเธอไม่เคยสนใจเสี่ยวลู่เลยสักครั้งเดียวนอกจากดุด่า่ที่เขาไม่อยู่ แต่ดีที่ไม่เคยทุบตี
"ทำแบบนี้คืออะไร พี่ช่วยพูดให้เข้าใจหน่อยได้ไหมจะประหยัดคำพูดทำไมเงินก็ไม่ได้เสียสักหยวน รู้อยู่หรอกว่าพี่รังเกียจฉันแต่ช่วยพูดประโยคยาวๆ ได้ไหมล่ะ" ไม่ได้คุยกันทางจิตนะที่มองหน้าแล้วจะเข้าใจผู้ชายยุคนี้เป็เหมือนกันหมดทุกคนหรือเปล่า
"ทำดีกับเสี่ยวลู่ทำไมในเมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมาเธอไม่เคยสนใจอะไรเลย อีกทั้งเธอ..."ตงซีเฉินไม่กล้าพูดออกไปว่าเธอกำลังจะหนีไปกับชายหนุ่มที่ชื่ออาซ่าง
"ก็ไม่ทำไมแค่อยากทำ ฉันไม่ขอให้พี่เชื่อแต่ฉันกล้าสาบานว่าไม่ได้คิดร้ายต่อพี่และเสี่ยวลู่เลย พี่จะเชื่อหรือไม่อยู่ที่ตัวพี่ส่วนฉันก็เพียงพิสูจน์ตัวเองให้พี่และเสี่ยวลู่เห็นก็พอ แล้วฉันก็ไม่คิดที่จะไปไหนถ้าไม่โดนพี่ไล่ไปเสียก่อนนะ
พี่ซีเฉินก่อนหน้านี้ฉันอาจจะทำไม่ดีใช้เล่ห์กลกับพี่จนพี่ต้องแต่งงานกับฉันด้วยความจำยอมหากวันหนึ่งพี่เจอคนที่พี่รักหรือชอบจริงๆ ก็บอกฉัน ฉันยินดีจะหย่าให้แต่ฉันขอช่วยเลี้ยงเสี่ยวลู่ด้วยได้ไหมพี่แต่งงานใหม่พี่ยังมีลูกใหม่ได้อีกหลายคน"
"เธอก็แต่งงานใหม่ได้มีลูกใหม่ได้ไม่ใช่เหรอ"
"ไม่ล่ะหากเมื่อไหร่ที่ฉันหย่ากับพี่ฉันก็ไม่คิดแต่งงานใหม่ฉันยินดีจะช่วยเลี้ยงเสี่ยวลู่ไปจนโต และทำงานหาเงินจากนั้นก็ไปรับแม่ของน้องชายมาอยู่ด้วยแค่นี้เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตฉัน"
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ตงซีเฉินรู้สึกว่าหญิงสาวตรงหน้านี้เปลี่ยนไปมากหรือว่าก่อนที่เธอจะสลบไปนั้นหนิงเหมยจูล้มหัวกระแทกพื้นเลยทำให้คนที่แสนร้ายกาจและแสนี้เีกลายเป็คนรู้ความขึ้นมาเขาอยากจะเดินได้เหลือเกินจะได้ไปดูว่าตอนนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางไหนหรือว่าจะขึ้นผิดฝั่งเลยทำให้หนิงเหมยจูภรรยาในนามคนนี้ของเขากลายเป็คนดีขึ้นมา
"อย่าพูดเื่หย่าอีกฉันไม่เคยคิดที่จะหย่ากับเธอ มีแต่เธอนั่นแหละที่พูดว่าจะหย่ามาตลอดหากฉันไม่ตกเขาจนเดินไม่ได้ คิดว่าตอนนี้เราคงจะแยกทางกันเดินแล้วยิ่งฉันไม่ต่างจากคนพิการแบบนี้มีแต่เธอนั่นแหละที่อยากจะไป"
"พี่จะพิการหรือไม่มันไม่สำคัญฉันรู้ว่าฉันสามารถดูแลพี่และเสี่ยวลู่ได้ และไม่ได้รังเกียจหากพี่จะพิการอย่าเพิ่งพูดเื่นี้เลย พี่อยู่ได้ยังไงในห้องอับๆ แบบนี้ พอจะลุกได้ไหมเท้าแตะพื้นได้หรือเปล่า"
หนิงเหมยจูเปลี่ยนเื่พูด แต่เธอก็ถามไม่คิดนะคนขาหักจะลุกขึ้นเดินได้ยังไงแต่ด้วยรูปร่างของตงซีเฉินตอนนี้เขาผอมไม่ต่างอะไรกับไม่เสียบลูกชิ้นและจิติญญาของเธอคือพัชราสตั๊นท์เกิร์ลอันดับต้นๆ ความแข็งแรงและแข็งแกร่งไม่ต้องพูดถึงและที่สำคัญร่างกายนี้ก็บำรุงตัวเองมาตลอด อยู่ๆเธอก็ช้อนร่างของชายหนุ่มในท่าเ้าสาวเดินออกมาด้านนอก ทำเอาตงซีเฉินร้องเสียงหลง"เฮ้ย!! ทำอะไร"
"พาไปเที่ยวมั้ง พี่ก็ถามแปลก ลูกออกไปกินข้าวแล้วพี่ขาหักมือไม่ได้หัก คงตักข้าวกินเองได้" หนิงเหมยจูไม่พูดเปล่าอุ้มชายหนุ่มเดินลิ่วๆ จนมาถึงโต๊ะอาหารเสี่ยวลู่พอเห็นว่าแม่อุ้มพ่อออกมาเด็กน้อยที่กำลังมุ่งมั่นอยู่กับข้าวผัดไข่แสนอร่อยในจานจึงเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มตาหยี ก่อนจะปรบมือชอบใจ ั้แ่พ่อตกเขาเป็เดือนๆ พ่อไม่เคยออกจากห้องเลย
หนิงเหมยจูเดินไปตักข้าวโจ๊กมีทั้งเนื้อมีทั้งไข่มายื่นให้ชายหนุ่มคนที่ได้ชื่อว่าเป็สามีแต่สำหรับหนิงเหมยจูนั้นคิดว่าเป็ลูกเสียมากกว่า ตอนนี้คิดว่าเธอมีลูกสองคนคือเด็กชายตัวโข่งอย่างตงซีเฉินและลูกสาวตัวน้อยอย่างตงลู่จิง
********************