เมื่อทุกคนทำสัญญาเืเสร็จสิ้น ประมุขเจียงจวิ้นเหยียนรวมทั้งผู้าุโทั้งสี่ จึงได้พาผู้เป็ศิษย์ใหม่มายังด้านหลังสำนักศึกษาที่เป็พื้นที่ป่าทึบเต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่งยวด เมื่อยามผู้เป็ประมุขวาดมือครั้งหนึ่งทิวทัศน์เบื้องหน้าจึงแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง กลับกลายเป็ดินแดนที่พวกเขาไม่รู้จักราวกับภาพฝันที่ไม่มีอยู่จริง
หลิวอ้ายผิงตื่นตาตื่นใจจนอกแทบะเิ นี่สมกับเป็ความฝันที่นางรอคอยมาโดยตลอด...
วิทยาการ ความรู้ สัตว์เทพ สมุนไพรหายาก และอื่นๆ อีกมากมาย ทุกสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่บนโลกมนุษย์ ที่แห่งนี้เปรียบเสมือน์อย่างแท้จริง หญิงสาวในยามนี้เกิดอาการดวงตาเป็ประกายอย่างช่วยไม่ได้ พินิจมองทิวทัศน์เบื้องหน้าด้วยความตะลึง เขาน้อยใหญ่ที่เรียงตัวกันเป็ขั้นขึ้นไปสุดลูกหูลูกตา กำลังลอยอยู่เหนือเมฆสีขาวที่ปกคลุมเป็ก้อนหนาทึบ มีสะพานเชื่อมที่สวยงามวิจิตรตระการตา เขาแต่ลูกมีองค์ประกอบแตกต่างกันไป อย่างจุดที่นางกำลังยืนอยู่คล้ายเป็สำนักขนาดใหญ่ที่มีกำแพงสูงชันล้อมรอบ ถัดจากกำแพงอีกชั้นจึงเป็หอคอยบางอย่างทั้งสี่ทิศ ไม่อาจเรียกได้ว่ามนุษย์สามารถสรรค์สร้างสิ่งเหล่านี้ได้เลย
“ที่แห่งนี้คือดินแดนปีกเมฆา เป็ดินแดนลึกลับที่เหล่าบรรพชนของข้าร่วมกันสละชีวิตในบั้นปลายเพื่อสร้างมันขึ้นมา พลังจิติญญาได้หลวมรวมกันนับหลายพันปี กำเนิดเป็สิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่โลกภายนอกคาดไม่ถึง” คนพูดเว้น่ไปพักหนึ่งในขณะที่ทุกคนกำลังตั้งอกตั้งใจฟัง “ไม่ต้องห่วง ไม่มีผู้ใดนำสิ่งอื่นออกจากที่นี่ได้ นอกเหนือจากความแข็งแกร่งขึ้นเพียงเท่านั้น” เจียงจวิ้นเหยียนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าศิษย์ใหม่แห่งสำนักพรรคมาร เอ่ยถึงความเป็มาในที่แห่งนี้ ปกติเขาเป็คนไม่ชอบการพูดให้มากความซึ่งประโยคยาวเกินไปทำให้รู้สึกเหนื่อยหน่ายอย่างไม่ทราบสาเหตุ
พวกเขาเคยได้ยินเพียงว่ามนุษย์สามารถสร้างมิติขนาดย่อมเพื่อเก็บสิ่งของก็ถือเป็เื่เหลือเชื่อที่พวกเขาไม่เคยเห็นกับตาแล้ว ทว่านี่คือมิติขนาดใหญ่ราวกับดินแดน์ก็ไม่ปาน ไม่แปลกใจเลยที่ต้องถึงขั้นทำสัญญาเืที่กำหนดความเป็ตาย
“พวกเ้าเห็นเขาน้อยใหญ่ที่สลับไปมา้าหรือไม่ นั่นคือด่านทดสอบที่พวกเ้าต้องฝ่าฟันไปให้ได้ภายในห้าปี ทั้งหมดมีห้าสิบขั้น เท่ากับว่าในหนึ่งปีต้องผ่านอย่างน้อยสิบขั้น” ผู้ที่อธิบายเพิ่มเติมคือหนึ่งในผู้าุโนามว่า เกาเฉิน ซึ่งมีศักดิ์เป็ปู่ของเกาเจียหาว จากนั้นผู้าุโท่านอื่นจึงแจกแจงกฎเบื้องต้นที่ใช้ในสถานที่แห่งนี้อยู่พักหนึ่ง
เกาเฉินผู้นี้คือผู้ที่รักความถูกต้องมากกว่าสิ่งอื่นใด ขนาดเป็ถึงผู้าุโสูงสุดแห่งสำนักพรรคมาร ยังไม่เคยมีความคิดใช้เส้นสายในการดึงผู้เป็หลานชายเข้าสำนักแห่งนี้ให้ผิดจรรยาบรรณ
แววตาของเกาเจียหาวมีความภูมิใจเป็อย่างยิ่ง ยามทอดมองผู้เป็ปู่ของตน เขาใช้ชีวิตโดยมีท่านปู่ผู้นี้เป็แรงบันดาลใจตลอดมา
“ในส่วนของวันนี้ให้ทุกคนกลับไปเตรียมพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้จึงค่อยมาเริ่มการฝึกฝนอีกครั้ง” เกาเฉินแจกแจงเพิ่มเติม ก่อนภาพเบื้องหน้าจะสลายหายไปในพริบตา กลับกลายเป็ป่าทึบเช่นเคย ก่อนทั้งหมดจะแยกย้ายกันกลับไป
หลิวอ้ายผิงที่ยังตื่นเต้นกับดินแดนปีกเมฆาไม่จางหาย ยามกำลังเดินออกมาจากป่าทึบจึงขนาบข้างศิษย์พี่ของตนพร้อมทั้งรัวคำถามใส่ไม่หยุด ซึ่งเ้าตัวก็ไม่ได้ออกอาการรำคาญแต่อย่างใด ทั้งยังตอบทุกคำถามอย่างไม่อิดออด
เจียงจวิ้นเหยียนมองตามทุกอิริยาบถของหญิงสาว ทั้งแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น ทั้งรอยยิ้มยามที่นางรู้สึกพึงใจในคำตอบของเขา ทั้งหมดทั้งมวลทำให้ชายหนุ่มเช่นเขารู้สึกคันยุบยิบอยู่ภายในอก
ยามที่ทั้งคู่มาถึงด้านหน้าประตูสำนัก แววตาหม่นหมองของหลิวอ้ายผิงจึงปรากฏขึ้นเมื่อเห็นรถม้าของศิษย์พี่ตนที่จอดรออยู่ นั่นหมายความว่านางต้องอดรนทนรอทั้งที่ยังมีคำถามมากมายในหัว
เมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าสลดขึ้นมา จึงมีแววตาขบขันเล็กน้อยก่อนเอ่ย “เ้าสามารถกลับกับข้าได้”
“จริงด้วย” นางเอ่ยออกมา พร้อมกับยิ้มร่าอย่างมีความสุข
ภายในรถม้า หลิวอ้ายผิงยังคงพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดพัก ทำให้เขานึกถึงเด็กหญิงตัวน้อยที่ตนเองนึกรำคาญในวันนั้น แท้จริงแล้วเมื่อนางได้เจอความรู้หรือสิ่งใหม่ๆ จึงให้ความสนใจมากกว่าคนปกติเพียงเท่านั้น เจียงจวิ้นเหยียนวาดหวังว่าสักวันนางจะให้ความสนใจตัวเขาเช่นนี้บ้าง
“ศิษย์พี่เ้าคะ ในบันทึกการเดินทางของอาจารย์ กล่าวว่ามีสัตว์เทพตนหนึ่งที่สามารถจำแลงเป็มนุษย์ได้ หากเป็เช่นนั้นจริง ยามเขาปะปนอยู่ในหมู่พวกเรา จะรู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่มนุษย์”
“ยามปกติไม่สามารถจำแนกได้ นอกเสียจากว่าจะทำให้สัตว์เทพตนนั้นแสดงพลังออกมา”
“แสดงพลังแล้วจะรู้ได้เช่นไรหรือ”
“พลังที่แตกต่างอย่างมหาศาลอย่างไรเล่า”
“แม้แต่ท่านก็ไม่สามารถต่อกรได้ใช่หรือไม่ แล้วท่านอาจารย์เล่า”
“ไม่สามารถ” เจียงจวิ้นเหยียนส่ายหัว ส่วนคนฟังทำตาโตเท่าไข่ห่านไปเสียแล้ว เขาจึงใช้นิ้วดีดหน้าผากนางเบาๆ อย่างนึกเอ็นดู “ใครจะกล้ายั่วโมโหสัตว์เทพตนนั้นกัน” หลิวอ้ายผิงทำหน้ายู่เมื่อคิดตามอีกฝ่าย
“จริงสิ ข้าลืมไปเสียสนิทแล้วว่ามีนัดกับเกาเจียหาว ท่านสั่งให้คนหยุดรถก่อน” คราวนี้เป็เจียงจวิ้นเหยียนที่ตาโตบ้าง แต่เพียงชั่วครู่จึงทำตัวเหมือนยามปกติ
“ไปที่ใดกัน” เขาเอ่ยถามอย่างคนใจเย็น ส่วนในหัวมโนภาพไปเสียไกลโขแล้ว
“เห็นว่ามีงานหน้ากาก จัดขึ้นที่สะพานแม่น้ำหลงชวน”
“งานยังไม่เริ่ม เ้าจะไปเร็วขนาดนี้เชียว อีกอย่างจะไปในชุดเครื่องแบบประจำสำนักหรือ” เขาค้านอีกฝ่ายอย่างแเี “กลับจวนก่อน ข้าจะพาไปเอง” เจียงจวิ้นเหยียนเสนอแนะ วาดหวังให้นางยอมตกลง
“จริงหรือ ข้านึกว่าท่านมิชมชอบงานรื่นเริงเสียอีก”
“ข้าชอบ หากมีเ้าอยู่ด้วย” เจียงจวิ้นเหยียนบอกออกไปตามตรงอย่างที่ตนเองรู้สึก เขารับรู้ว่าการที่ได้พูดสิ่งที่คิดกับคนที่รู้สึกดีด้วย ทำให้ทั้งโลกราวกับถูกหยุดเวลาอย่างไรอย่างนั้น ทว่าคนตรงหน้าไม่รับรู้ถึงความรู้สึกของตนเลยแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นข้าจะพาท่านไปทุกที่บนโลกเลย ดีหรือไม่”
“เ้าพูดแล้ว ข้าจะจำเอาไว้” ผู้เป็ประมุขหนุ่มดวงตาพราวระยับอย่างมีความสุข
เมื่อรถม้าที่วิ่งมาตามถนน หยุดลงที่บริเวณหน้าจวน คนทั้งคู่ที่นั่งอยู่ด้านในจึงลงมาจากรถม้า เหล่าทหารยามเกิดอาการแปลกใจเพราะความไม่คุ้นชินกับอากัปกิริยาของผู้เป็นาย ทว่าก็ไม่สามารถพูดอะไรได้
ประมุขเจียงที่มักมีสีหน้าเฉยชาไม่สนใจสิ่งใด ยามนี้กลับปฏิบัติกับสตรีนางหนึ่งแตกต่างจากบุคคลอื่นอย่างสิ้นเชิง แม้เป็เพียงเื่เล็กน้อยอย่างการพูดคุยเื่สัพเพเหระทั่วไป ทว่าประมุขที่พวกเขารู้จักคือคนที่ไม่ค่อยเปิดปากพูด หากไม่ใช่เื่จำเป็มิใช่หรือ
“ศิษย์พี่เ้าคะ ข้าอยากพาลู่เอินไปด้วย” หลิวอ้ายผิงพูดพร้อมกับจับที่ชายแขนเสื้ออีกฝ่ายก้าวเดินไปพร้อมกัน นางกำลังรู้สึกสนิทใจกับอีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว
“ตามใจเ้า” ผู้เป็ศิษย์พี่ไม่เอ่ยขัด แม้ในใจลึกๆ มีอาการประท้วงบางอย่าง เนื่องจากอยากใช้เวลากับนางเพียงลำพัง
“พักนี้ท่านใจดีกับข้ายิ่งนัก รู้ตัวหรือไม่เ้าคะ เมื่อก่อนท่านก็ใจดีแต่แค่ไม่ได้แสดงออก” หลิวอ้ายผิงอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์บางอย่างเมื่อแปดปีก่อน
เจียงจวิ้นเหยียนหยุดเดินเมื่อได้ยินหญิงสาวเอื้อนเอ่ยสิ่งเ่าั้ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เขาหันกายมาหานาง ดวงตาของทั้งคู่จึงจ้องมองสบกันพอดี มือหนาข้างหนึ่งของผู้เป็ประมุขเอื้อมวางบนหัวน้อยๆ ของนางลูบไปมาอย่างเอ็นดูก่อนเอ่ย
“แล้วแบบไหนดีกว่ากัน”
“แบบนี้” นางเอ่ยดวงตาประกายสดใสรู้สึกอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็ เขาจึงขยี้ผมของนางไปมาจนยุ่งเหยิง จนคนตัวเล็กกว่าปัดมือของเขาออก
“เช่นนั้นก็ห้ามดื้อ เข้าใจหรือไม่” เจียงจวิ้นเหยียนกล่าวพร้อมกับยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว
“ท่านยิ้มหรือ” หลิวอ้ายผิงตะลึงงันพลางคิดว่าตนเองตาฝาดไปหรือไม่ เ้าตัวกลับไม่ตอบคำถามของนาง ซ้ำยังเดินหนีไปดื้อๆ ทำเอาหญิงสาวยกยิ้มตาม เนื่องจากเป้าหมายที่้าดึงอีกฝ่ายออกจากความโดดเดี่ยวได้สำเร็จไปขั้นแรกแล้ว
“ศิษย์พี่ เมื่อครู่ท่านยิ้มนี่เ้าคะ” นางวิ่งตามไปติดๆ ดักหน้าดักหลังอีกฝ่ายไปมาอย่างอารมณ์ดี จนผู้คนแถวนั้นทั้งเหล่าองครักษ์และสาวใช้ ต่างมองตามเป็ตาเดียว
โดยไม่รู้ตัวทั้งคู่กำลังอยู่ในสายตาของสตรีนางหนึ่ง ที่ทอดมองพวกเขาจากที่ไกลๆ สายตาอ่านยากจึงปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนกลับเป็ปกติอย่างรวดเร็ว...
[1] จิน คือหน่วยวัด 1จิน เท่ากับ 500กรัม