บทที่ 2
ฟ้องหย่า
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชีวิตของม่านฮวาเหลียนเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น เธอใช้ชีวิตให้กลมกลืนไปกับยุคสมัย ต้องปรับตัวในหลายๆ เื่ บ้านเมืองพึ่งผ่านการปฏิวัติ การเปลี่ยนผู้นำและรัฐบาลมาเพียงสี่ปี ผลจากการปฏิวัติในอดีตยังคงส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของผู้คน แม้จะไม่ลำบากแต่อาหารก็ยังคงขาดแคลนเป็บาง่ฤดูกาล โดยเฉพาะในฤดูหนาว
พลังธาตุของเธอปรับเข้ากับร่างกายใหม่ได้เป็อย่างดี น่าเสียดายที่ไม่มีอาวุธเวทย์ที่ใช้เก็บของติดตัวมาด้วย ไม่อย่างนั้นชีวิตของเธอคงราบรื่นกว่านี้ ในโลกนี้ไม่มีทรัพยากรที่ใช้ฝึกฝนธาตุ ดังนั้นระดับพลังธาตุของเธอจะไม่สามารถเลื่อนระดับได้อีกตลอดชีวิต เธอจะเป็ผู้ฝึกธาตุระดับราชันขั้นกลางไปตลอดพลังธาตุที่เพิ่มขึ้นไม่อาจทะลวงผ่านสูงกว่าระดับราชันได้เลย
นับว่าโชคชะตาไม่ได้โหดร้ายกับเธอมากนัก พลังธาตุในร่างกายไม่ติดขัด สามารถใช้งานได้เหมือนเช่นเดิม เธอมีธาตุมืดและธาตุพฤกษา พลังธาตุมืดจะก้าวหน้ามากกว่าธาตุพฤกษา แต่หลังจากที่เข้าแดนลับแห่งกาลเวลา พลังธาตุทั้งสองก็พัฒนาควบคู่กันไป เธอสามารถใช้งานธาตุทั้งสองพร้อมกันได้อย่างคล่องแคล่ว ในแบบนี้ไม่เคยทำได้มาก่อน
“หรืออาจจะเป็เพราะหยกสีรุ้ง” การที่ััหยกสีรุ้งก่อนสิ้นใจ นำพาเธอมายังที่แห่งนี้ อีกทั้งยังคงรักษาจิติญญาแห่งธาตุของเธอเอาไว้
เป็คำถามที่ไม่อาจจะรู้คำตอบได้เลย คิดสงสัยไปก็เท่านั้น ทำได้เพียงปล่อยวางเื่ที่สงสัยไปก็ไม่มีทางได้คำตอบ มาสนใจเื่ของตนเองในเวลานี้
ม่านฮวาเหลียนไม่้าให้ผู้ใดล่วงรู้พลังธาตุของตนเอง เป็ธรรมดาของมนุษย์ที่ไม่ยอมรับคนที่แตกต่าง ไม่คิดจะเปิดเผยพลังธาตุของตนเองหากไม่จำเป็ แต่จะใช้มันเพื่อปกป้องตนเอง หากใครคิดร้าย ก็อย่างหวังว่าเธอจะปล่อยไปง่ายๆ
ม่านฮวาเหลียนคนก่อนอาจจะจิตใจดี จนมองข้ามเื่บางอย่างไปได้ แต่ไม่ใช่กับม่านฮวาเหลียนในตอนนี้ ถึงเวลาเผชิญหน้ากับครอบครัวของสามีแล้ว
บ้านตระกูลม่าน
ครอบครัวตระกูลเฉิงอาศัยอยู่ราวกับบ้านของตนเอง เมื่อบุตรชายคนโตอย่างเฉิงเหล่ยแต่งเข้าตระกูลม่าน ตระกูลเฉิงก็ถือสิทธิ์ย้ายเข้ามาอยู่อาศัย เพราะลูกชายคนโตกลายเป็ผู้นำของตระกูลม่าน
“อาเหล่ย ลูกคิดว่านางฮวาเหลียนมันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน?” ซูเมิ่งเอ่ยถามบุตรชายคนโตด้วยความไม่พอใจ ยามนึกถึงใบหน้าสะใภ้ใหญ่ที่นางไม่ชอบหน้า แต่ที่ยอมให้ลูกชายคนโตแต่งเข้ามาก็เพื่อทรัพย์สมบัติของอีกฝ่ายเท่านั้น
“คนของผมกำลังสืบหาอยู่ครับแม่” เฉิงเหล่ยก็มิได้นิ่งนอนใจ เขา้าหย่าขาดจากม่านฮวาเหลียนให้เร็วที่สุด
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่มีผลประโยชน์ให้กับเขาอีกต่อไป เขาตั้งใจพูดเื่หย่าร้างกับอีกฝ่ายตั้งนานแล้ว แต่ติดที่อีกฝ่ายกำลังตั้งท้องสายเืตระกูลเฉิง แม้เขาจะไม่ใช่คนดี แต่ก็ไม่ชั่วช้าพอที่จะทอดทิ้งลูกของตนเอง
จนกระทั่ง์เข้าข้าง เมื่อทราบว่าภรรยาตนเองประสบอุบัติเหตุถูกรถชน เขารีบมาที่โรงพยาบาล อุบัติเหตุทำให้ไม่อาจรักษาทารกในครรภ์เอาไว้ ในใจของเขาตอนนั้นไม่รู้สึกเศร้าเสียใจสักนิดเดียว เขากลับรู้สึกโล่งใจ ที่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นพรากชีวิตบุตรในครรภ์ของภรรยาไป
เฉิงเหล่ยใช้โอกาสนี้เอ่ยปากเื่หย่าขาดกับภรรยาอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ เขาไม่เคยรักภรรยาของตนเองเลย ที่แต่งงานก็เพื่อให้ตระกูลเฉิงสายรองได้ลืมตาอ้าปากได้ มีที่ยืนในสังคม
ในตอนนี้เขาเป็เ้าของบริษัท มีกิจการเป็ของตนเอง แม้เงินลงทุนจะมาจากทรัพย์สินตระกูลม่าน แต่ความสำเร็จก็มาจากความสามารถของตัวเขาเอง ในเมื่อแต่งงานกันแล้ว เงินของภรรยาก็นับว่าเป็ของสามีตอนนี้เขา้าเงินลงทุนเพิ่ม เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ แต่ม่านฮวาเหลียนไม่อาจช่วยอะไรเขาได้แล้ว เขาจำเป็ต้องสลัดเธอทิ้ง เพื่อเป้าหมายใหม่ของตัวเขาเอง ในตอนนี้ประเทศเปิดกว้างและเสรี หากเขาอยากร่ำรวยและมีอำนาจก็ต้องรีบคว้าโอกาสเอาไว้
“แม่้าให้แกหย่าขาดกับสะใภ้ไร้ประโยชน์อย่างนางฮวาเหลียนให้เร็วที่สุด”
“แม่ไม่ต้องเป็ห่วง ผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย”
“เมื่อไหร่รถยนต์คันใหม่ที่จองไว้จะได้สักที แม่อยากนั่งรถยนต์คันใหม่ไปอวดพวกคุณนายเจียงเต็มทนแล้ว” ซูเมิ่งเอ่ยถามลูกชาย นาง้ารถยนต์คันใหม่เพื่อไปอวดเหล่าคุณนายทั้งหลาย
“อีกหนึ่งสัปดาห์ก็น่าจะได้ครับแม่”
“ดีแล้ว ลูกรีบไปอาบน้ำเถอะ ตอนเย็นพ่อกับน้องก็จะกลับมาแล้ว แม่จะไปดูความเรียบร้อยในครัวก่อน”
เฉิงเหล่ยเดินขึ้นไปยังชั้นสองของตัวบ้าน ตรงไปยังห้องนอนของตนเอง ภายในห้องยังมีข้าวของของภรรยาอยู่ มันทำให้เขาหงุดหงิดไม่น้อย สามเดือนที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหายหัวไปไหน หากโผล่หัวมาเขาจะต้องสั่งสอนให้เธอได้รู้สำนึก แล้วหย่าขาดให้เร็วที่สุด
ในขณะที่ตระกูลเฉิงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในบ้านของตระกูลม่าน ม่านฮวาเหลียนที่แฝงตัวเข้ามาในบ้านของตนเองก็มีสีหน้ามืดครึ้ม เธอได้ยินบทสนทนาของตระกูลเฉิงสายรองทุกประโยค
ครอบครัวตระกูลเฉิงสายรอง มีสมาชิกห้าคน เฉิงตงซาน ผู้เป็พ่อ มีนางซูเมิ่งผู้เป็ภรรยา เฉิงเหล่ยลูกชายคนโต เฉิงอี้ฟางลูกชายคนรองและเฉิงเจินเจินลูกสาวคนเล็ก ทั้งสองเรียนอยู่ในระดับชั้นมหาวิทยาลัย โดยลูกชายคนรองที่เรียนอยู่ชั้นปีสาม และลูกสาวคนเล็กเรียนอยู่ชั้นปีที่หนึ่ง ส่วนผู้เป็พ่ออย่างเฉิงตงซาน เป็นายทหารยศพันโท
ช่างสุขสบายจากเงินทองของผู้อื่น อีกทั้งไร้จิตสำนึก เธอจะมอบบทเรียนให้ครอบครัวตระกูลเฉิงสายรองด้วยตนเอง ถือว่าเป็การตอบแทนม่านฮวาเหลียนคนเดิม เธอมุ่งตรงมาที่สำนักความทนายความ เธอนัดกับที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายเอาไว้ แน่นอนว่ามาปรึกษาเื่หย่าร้างของตนเอง โชคดีที่โลกนี้มีที่ปรึกษาทางกฎหมายให้เธอพึ่งพา แม้จะเสียเงินก้อนโตพอสมควรแต่สิ่งที่ได้ตอบแทนมาก็คุ้มค่า ม่านฮวาเหลียนได้รู้ข้อกฎหมายต่างๆ เกี่ยวกับการสมรสที่บังคับใช้ อีกทั้งเฉิงเหล่ยเป็สามีที่แต่งเข้ามาในตระกูลม่าน ทรัพย์สมบัติตระกูลม่านทั้งหมดนับเป็สินเดิมของเธอ ที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายให้คำแนะนำ และวิธีการที่ทำให้เธอได้เปรียบด้านการหย่าร้าง
“ถ้าหากว่าสามีของฉันเขามีผู้หญิงคนอื่นละคะ?”
“เื่ก็จะยิ่งง่ายขึ้นครับ แต่ต้องมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ และทำให้อีกฝ่ายดิ้นไม่หลุด อย่างภาพถ่าย พยานบุคคลที่ยืนยันความสัมพันธ์ของทั้งสองคนได้ แต่ถ้าได้ภาพถ่ายก็จะดีมากครับ” ทนายความให้คำแนะนำหญิงสาวตรงหน้า จากข้อมูลส่วนตัวเธอน่าเห็นใจเป็อย่างมาก ถูกครอบครัวของสามีเอาเปรียบ ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายเป็ฝ่ายแต่งเข้ามา ในยุคสมัยมีไม่มากที่ผู้ชายจะยอมแต่งเข้าบ้านของภรรยา
เมื่อได้รับคำแนะนำมาก็ตัดสินใจจ้างนักสืบเพิ่มเติม การที่เธอกลับไปยังบ้านตระกูลม่านเมื่อคืนทำให้ได้รู้ความลับของเฉิงเหล่ยมาไม่น้อย ยอมทุ่มเงินซื้อกล้องถ่ายภาพคุณภาพดีราคาหลักหมื่นหยวน เพื่อให้ได้หลักฐานมัดตัวให้ดิ้นไม่หลุด
พยานบุคคลสามารถเปลี่ยนคำให้การได้ หากถูกหลอกหล่อด้วยผลประโยชน์ เื่นี้เธอรู้ดีแก่ใจ ภาพถ่ายจะเป็หลักฐานที่มัดตัวความผิดการคบชู้ของเฉิงเหล่ยได้อย่างชัดเจน ต่อให้มีข้อแก้ตัว มันก็ฟังไม่ขึ้นอยู่ดี
เขาเลี้ยงดูภรรยาอีกคนเอาไว้ เธอแอบสะกดรอยตามอีกฝ่ายไปจนได้ทราบเื่เข้า รู้ว่าอีกฝ่ายเป็คนรักของเฉิงเหล่ยั้แ่สมัยเรียน แต่พึ่งหย่าขาดจากสามีมาได้หกเดือนกว่าๆ เฉิงเหล่ยรับผู้หญิงคนนั้นมาดูแล และมีความสัมพันธ์กับอีกฝ่าย เธอเห็นมากับตา ได้ยินมากับหู
ม่านฮวาเหลียนแฝงตัวในความมืดได้อย่างแเี ธาตุมืดในกายทำให้ตัวตนของเธอเลือนหายไปในความมืด ในยามที่ทั้งสองระเริงรักกันอย่างไม่เกรงใจฟ้าดิน ยาที่เตรียมมาเพื่อทั้งสอง ถูกปล่อยเป็ควันจางๆออกไป รอไม่นานก็ออกฤทธิ์ เป็่เวลาที่ตั้งตารอคอย ให้กล้องถ่ายรูปถ่ายภาพ แม้จะเปิดแฟลชทั้งสองก็ไม่มีสติจะมาสนใจ เธอได้มาทั้งภาพถ่ายและวิดีโอ เมื่อได้หลักฐานมาแล้ว เธอมอบอำนาจให้ทนายยื่นฟ้องหย่ากับอีกฝ่ายทันที ซึ่งการฟ้องหย่าเกิดขึ้นในสองอาทิตย์ต่อมา โดยที่เฉิงเหล่ยไม่ทันได้ตั้งตัว ม่านฮวาเหลียนมองดูตนเองในกระจก นับั้แ่พลังธาตุฟื้นคืนมา ผิวพรรณและรูบปร่างของเธอเปลี่ยนไปมาก จากหญิงสาวที่ผอมแห้ง ผิวพรรณซีดเซียว กลับมามีเนื้อหนัง รูปโฉมงดงาม ยิ่งแต่งกายด้วยชุดกี่เพ้าเขียวอ่อนเรียบ ๆ กลับทำให้ดูดีได้ขนาดนี้
มองสำรวจดูตัวเองในกระจกเงาจนพอใจ ก็ออกจากบ้าน วันนี้เป็วันที่ครอบครัวตระกูลเฉิงสายรองอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา จะขาดสะใภ้ใหญ่ไปได้ยังไง
ม่านฮวาเหลียนกลับมาที่บ้านตระกูลม่าน เธอเดินเข้ามาเงียบๆ แม่บ้านต่างก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมอาหารว่างให้เ้านายของบ้าน ส่วนคนสวนคงแอบนอนพักอยู่ที่ไหนสักแห่งในสวนของบ้าน เธอใช้โอกาสที่ไม่มีใครเห็นเดินเข้ามาในบ้าน
ได้ยินเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของครอบครัวตระกูลเฉิงสายรอง ในใจของเธอคิดว่าช่างเป็ครอบครัวสุขสันต์
“ดูเหมือนทุกคนจะมีความสุขกันมากเลยนะคะ” น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยออกมา ทำเอาสมาชิกครอบครัวตระกูลเฉิงทั้งห้าคนหันมามองเธอทันที
“ฮวาเหลียน” เฉิงเหล่ย
“นางฮวาเหลียน” ซูเมิ่ง
“พี่สะใภ้” เฉิงเจินเจิน
สายตาทั้งห้าคู่จ้องมองมาที่เธอ ม่านฮวาเหลียนทำเพียงส่งยิ้มเย็นๆ ไปให้กับทุกคน ก่อนจะเดินไปนั่งข้างๆ สามีอย่างเฉิงเหล่ย พร้อมกับยื่นเอกสารในมือที่เตรียมมาให้อีกฝ่าย
“เธอหายไปอยู่ที่ไหนแล้ว ทำไมพึ่งกลับบ้าน” เฉิงเหล่ยเอ่ยถามก่อนจะรับซองเอกสารที่อีกฝ่ายยื่นมาให้ สายตาที่ภรรยามองมาทำให้เขาต้องรับซองเอกสารที่อีกฝ่ายยื่นมา
“เธอมาก็ดีแล้ว ฉันจะได้ให้อาเหล่ยพูดเื่หย่ากับเธอสะใภ้ใหญ่”
“คุณแม่สามีใจร้อนจังเลยนะคะ ฉันจะไม่ทำให้คุณแม่สามีผิดหวังอย่างแน่นอน”
ในอดีตนางเคยเป็ถึงท่านหญิงขั้นหนึ่ง ย่อมมีรู้วิธีจัดการกับคนอย่างแม่สามี ในเมื่อไม่เคยเห็นม่านฮวาเหลียนเป็ลูกสะใภ้ ก็อย่ามาหาว่าเธอใจดำก็แล้วกัน
ในสังคมมักจะมีอคติกับหญิงสาวที่ผ่านการหย่าร้างหรือเป็หม้าย ไม่ว่าจะเพราะสาเหตุใด ฝ่ายหญิงมักต้องแบกรับความอับอายและใช่ชีวิตอย่างยากลำบาก ต่างจากดินแดนแห่งธาตุที่จากมาอยู่เล็กไม่น้อย แต่เพราะในอดีตเธอเป็ถึงท่านหญิงขั้นหนึ่ง มีสายเืของราชวงศ์การแต่งงานเพื่อผลประโยชน์เป็สิ่งที่เธอเข้าใจได้ แต่การหย่าร้างครั้งนี้จะทำให้ทุกคนได้เห็นว่า เธอไม่อาจทนใช้ชีวิตกับสามีที่มีชู้ได้ ไม่แน่เธออาจจะได้รับความสงสารและเห็นใจจากผู้คน แม้ว่าคนเ่าั้จะนินทาหรือเอาเื่ของเธอไปพูดลับหลังก็ตามที
การฟ้องหย่าจึงเป็หนทางที่ดีกว่าการหย่ากันเงียบๆ เพราะมันอาจจะสร้างข่าวลือให้ผู้คนเข้าใจผิดในตัวเอง ทำให้ชีวิตของเธอพบเจอกับความยุ่งยากในอนาคต
เหล่าสนมของเสด็จลุงเมื่อได้ผลประโยชน์ตามที่ตระกูล้า ก็ใช้ชีวิตอยู่ในวังเพื่อรอเวลาให้ผ่านไปปีสองปี จากนั้นก็หย่าขาดแล้วออกจากวังไปอย่างเงียบๆ ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่งงานมีครอบครัวใหม่ หรือแม้แต่อนุภรรยาของบิดาก็มีสองคนที่ขอหย่าขาดและกลับบ้านเดิม พวกนางก็ไปแต่งงานมีครอบครัวใหม่ เพราะฉะนั้นบางครั้งการหย่าร้างก็ไม่ได้น่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือไม่กล้าที่จะหย่าร้างแล้วอยู่ในความสัมพันธ์ที่เ็ป ทนอยู่ไปก็ไม่มีความสุขจะมีก็แต่ความทุกข์เท่านั้น
เธอตายด้วยวัยเพียง 19 ปี ยังไม่ได้แต่งงาน มีสามีเลยด้วยซ้ำ ถึงจะมีคู่หมั้นแต่ไม่เคยพบหน้ากันเลยสักครั้งเดียว รู้เพียงชื่อและเื่ราวของอีกฝ่ายผ่านการบอกเล่าของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ก็อยากจะลองใช้ชีวิตตามใจตนเองอย่างที่เคยอยากจะทำ ในอดีตการเกิดมาเป็ท่านหญิงทำให้ต้องระวังกิริยาวาจา มารยาทความประพฤติของตนเอง น้อยครั้งที่ได้ทำตามความชอบของตนเองจริงๆนี่เป็ครั้งแรกที่ได้ตัดสินใจโดยไม่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของบ้านเมือง คำนึงถึงผลประโยชน์ของตระกูล สนใจเพียงเสียงเรียกร้องของหัวใจตัวเองเท่านั้น
“นี่มันหมายความว่ายังไง นี่เธอกล้าฟ้องหย่าฉันอย่างนั้นเหรอ?”
“อะไรนะ” ซูเมิ่งไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“หมายความว่ายังไงสะใภ้ใหญ่” เฉิงตงซานเอ่ยถามด้วยแววตาไม่พอใจ อยู่ๆ ก็ไม่ยอมกลับบ้าน พอกลับมาอีกทีก็มาพร้อมหนังสือฟ้องหย่า คนที่รักหน้าตาอย่างผู้พันเฉิงจะยอมได้ยังไง คิดว่าตลอดว่าสะใภ้คนนี้หัวอ่อน มักจะยินยอมให้ครอบครัวของตนเองอยู่เสมอ มาวันนี้กลับมองเห็นสายตาที่แววตาที่เ็าไร้ความรู้สึก ท่าทีหยิ่งผยองจองหองอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ซูเมิ่งรับเอกสารในมือของลูกชายมาดู แล้วส่งมันให้กับคนเป็สามี ในซองจดหมายมีรูปถ่ายหลายสิบใบแนบมาด้วย ทุกคนเว้นเฉิงเหล่ยต่างหยิบภาพถ่ายมาดู ก่อนจะเบิกตากว้าง
“นี่มัน...พี่หนิงอันไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึง” เฉิงเจินเจินเอ่ยถามพร้อมกับมองพี่ชายคนโตด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ เมื่อก่อนครอบครัวเธอไม่ได้มีเงินทองมากมาย เป็เพียงตระกูลเฉิงสายรองเท่านั้น ทรัพย์สินเงินทองไม่ได้มีมากมาย จนกระทั่งพี่ชายแต่งงานกับพี่สะใภ้ ครอบครัวของเธอถึงย้ายมาอยู่ที่บ้านของพี่สะใภ้ อีกทั้งมีเงินทองให้จ่ายอย่างมือเติบอย่างทุกวันนี้ ลำพังแค่เงินเดือนของผู้เป็พ่อไม่สามารถส่งเสียตัวเธอและพี่ชายคนรองเรียนมหาวิทยาลัยได้
พี่เฉิงเหล่ยเองก็ไม่สามารถสร้างกิจการเป็ของตนเองได้อย่างทุกวันนี้ จุดเริ่มต้นก็มาจากเงินทองของพี่สะใภ้ทั้งนั้น เด็กสาวได้แต่ขบคิดในใจ ไม่ได้กังวลหรือเป็ห่วงพี่สะใภ้แต่อย่างใด เด็กสาวกำลังกังวลเื่บ้านที่อาศัยอยู่มากกว่า บ้านหลังนี้เป็บ้านหลังใหญ่ เพื่อนๆ ของเธอต่างก็อิจฉาที่เธอได้อยู่บ้านหลังใหญ่ มีข้าวของราคาตกแต่ง อีกทั้งยังมีสวนดอกไม้ มีพื้นกว้างขวาง หากพี่ชายหย่ากับพี่สะใภ้แล้วบ้านหลังนี้จะต้องตกเป็ของพี่ชายเธอเท่านั้น
“เธอกำลังคิดจะทำอะไรฮวาเหลียน” เฉิงเหล่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เขามองหน้าภรรยาด้วยแววตาโมโห อยากจะสั่งสอนเธอให้รู้สำนึก กล้าดียังไงถึงได้ฟ้องหย่ากับเขา
“ฉันมาวันนี้เพื่อแจ้งให้ทราบ ไม่ได้มาฟังความเห็นของใคร? เื่หย่าฉันยื่นเื่ไปแล้ว ส่วนที่มาวันนี้นอกจากจะมาบอกคุณแล้ว ยังมาบอกครอบครัวคุณทุกคนด้วยว่า ฉันขายบ้านหลังนี้แล้ว พวกคุณมีเวลาสามวันในการเก็บของแล้วไสหัวออกจากบ้านหลังนี้”
“ว่ายังไงนะ? นี่เธอกล้าขายบ้านของฉันอย่างนั้นเหรอนางลูกสะใภ้อกตัญญู นางแพศยา”
“บ้านของฉันช่างกล้าพูดได้เต็มปาก หน้าไม่อายจริงๆ คุณนายเฉิงคงลืมไปแล้วว่านี่มันบ้านตระกูลม่าน ลูกชายของคุณเป็ฝ่ายแต่งเข้ามา ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์ บ้านหลังนี้มันเป็ชื่อของฉัน”
“แต่ฉันเป็สามีของเธอ ฉันมีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้” เฉิงเหล่ยสวนกลับมาเขากำลังกดข่มความโกรธเอาไว้ มันใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที
“คุณกำลังจะกลายเป็อดีตสามีของฉันในไม่ช้า คุณไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งนั้น หรือต่อให้คุณเป็สามีตามกฎหมายก็ไม่มีสิทธิ์อยู่ดี อย่าลืมว่าในสัญญาการแต่งงานคุณเป็ฝ่ายแต่งเข้ามา และสัญญาก่อนแต่งงานก็ยังอยู่” โชคดีที่ม่านฮวาเหลียนคนเดิมทำสัญญาและข้อตกลงก่อนที่ตระกูลเฉิงจะแต่งเข้ามา
“พี่ฮวาเหลียนมันจะมากไปแล้วนะ พี่ชายของฉันเป็สามีของเธอ เธอมีสิทธิ์อะไรมาขายบ้านของพวกเรา” เฉินเจินเจินพูดออกมาด้วยความไม่พอใจ
“โฉนดที่ดินเป็ชื่อของฉัน” ม่านฮวาเหลียนลอยหน้าลอยตาตอบ
“แกคิดว่าแกจะก้าวออกไปจากบ้านหลังนี้อย่างนั้นเหรอ? เจินเจินมาจับมันเอาไว้ วันนี้ฉันจะตบสั่งสอนนางลูกสะใภ้อกตัญญูให้รู้สำนึก”
“ดีแค่ไหนแล้วที่ลูกชายของฉันลดตัวมาแต่งงานกับคนกำพร้าไร้ครอบครัวอย่างแก นางฮวาเหลียนกล้าดียังไงฟ้องหย่ากับลูกชายฉัน”
“วันนี้ฉันจะตบสั่งสอนแล้วขังแกเอาไว้ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ดูสิว่าแกจะเอาปัญญาที่ไหนมาฟ้องหย่ากับลูกชายของฉัน” ซูเมิ่งเอ่ยออกมาด้วยความเกรี้ยวกราดพร้อมชี้หน้าด่าลูกสะใภ้ที่ตนเองเกลียดขี้หน้า
เฉิงเจินเจินรีบลุกขึ้นมาจับตัวพี่สะใภ้เอาไว้ตามคำสั่งของผู้เป็แม่ ม่านฮวาเหลียนที่ยืนมองพวกเขากลับไม่ขยับเท้าเดินหนีแต่อย่างใด กลับใช้สายตาน่ากลัวจ้องมองน้องสาวสามี โดยไม่มีคำพูดใด
“เจินเจิน ทำไมไม่จับนางฮวาเหลียนเอาไว้” คนเป็แม่เอ่ยออกมาด้วยความไม่พอใจ นางลุกไปหวังจะสั่งสอนลูกสะใภ้ในรู้สำนึก
“อย่าคิดแม้จะแตะต้องตัวฉัน อย่าหาว่าฉันไม่เตือน” นับว่าเป็ครั้งแรกที่แม่สามีโมโหและไม่พอใจถึงขั้นจะเข้ามาทำร้ายร่างกายของเธอ แน่นอนว่าเธอไม่มีทางยินยอมอย่างแน่นอน ถ้าอีกฝ่ายกล้า เธอจะโต้กลับให้สาสม
โยนหินใส่ผู้อื่นก็อย่างหวังว่าผู้อื่นจะโยนดอกไม้ให้
หากตระกูลเฉิงกล้าแตะต้องเธอแม้แต่ปลายเล็บ เธอก็ไม่รังเกียจที่จะป้องกันตัว
---TBC---