ตอนที่ 6
แสงแดดอบอุ่นหอบหนึ่งพัดผ่านใบหน้าของเกาลัดไป พอหญิงสาวรู้สึกตัวก็พลันรีบลุกขึ้น แล้วก็พบว่าตนเองนั้นนอนอยู่กลางทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าคือสายน้ำใหญ่และเทือกเขาอันสลับซับซ้อน
ขณะลมอุ่นร้อนเริ่มพัดเข้ามาปะทะใบหน้าเกาลัดจนแสบชา กลิ่นควันบางอย่างลอยมาจากอีกด้านหนึ่ง จนทำให้เกาลัดต้องพาตัวเองเดินโซเซออกจากบริเวณนั้น
หากนี่เป็ความฝันแล้วอย่างไร แต่เกาลัดกลับรู้สึกว่าร่างกายของตนอยากอาหารขึ้นมาอย่างผิดปกติ
“บ้าจริง ฉันอยู่ที่ไหนกันละเนี่ย..” เกาลัดบ่นพึมพำ ขณะที่ใช้เท้าเตะกอหญ้าไปมา
ภายหลังจากกำไลจับมือของเกาลัดไว้ เหมือนกับว่าทุกสิ่งล้วนไม่สามารถกลับไปเป็เช่นเดิมอีก หญิงสาวพยายามทบทวนเื่ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่กลับไม่สามารถจดจำเื่ราวก่อนหน้าได้อย่างชัดเจนนัก
หากจะกล่าวว่าตัวนางนั้นติดอยู่ในความฝันที่พยัคฆ์ขาวสร้างขึ้น ก็คงจะเป็ความฝันที่ใกล้ความจริงมากที่สุด
เมื่อเกาลัดเดินตามกลิ่นควันมาสักพัก ก็พบว่าอีกด้านเป็ป่าเชิงเขา มีแนวต้นไม้สูงและทิ้งห่างกันเป็ระยะ บริเวณที่มีกลิ่นควันนั้นมาจากกองไฟที่ใช้ดินและขี้เถ้าทับถมกันเพื่อให้ช่วยดับไฟ
โดยรอบบริเวณกองไฟนั้น มีทั้งรอยเท้าของมนุษย์และรอยเท้าสัตว์ คงอาจมีกลุ่มคนเดินทางผ่านป่าแห่งนี้มาและพักค้างแรมกันที่นี่
เกาลัดรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันใด หากคนกลุ่มนั้นยังไม่ไปไหน ตนเองนั้นอาจกลายเป็สัตว์ที่ถูกย่างกินแทน
ในขณะที่เกาลัดลูบท้องอย่างหิวโหยอยู่นั้น กลับมีหมาสีเทาตัวหนึ่งโผล่ออกมา มันกะโหลกใหญ่ ลำตัวยาว ขาทั้งสองข้างดูปราดเปรียวกำยำคล้ายสัตว์ที่ผ่านการฝึกมาอย่างดี
เมื่อมันเจอเกาลัดก็รีบหดหางลงอย่างหวาดกลัวทันใด ก่อนมันจะเดินเข้ามาดมหญิงสาวเหมือนอาหารจานโปรดมื้อใหม่ สักพักนั้นหางของมันที่หดนิ่งกลับชูชันและกระดิกไปมาอย่างดีใจ
“เอ่อ..จะว่าไปแกก็หลงทางเหมือนกับฉันล่ะสิ” เกาลัดนั่งลงลูบหัวหมาสีเทานั้นไปมา ก่อนจะมีบางอย่างทำให้มันใและวิ่งหนีไปอีกด้านหนึ่งอย่างรวดเร็ว
เกาลัดไม่คิดจะลุกตามไป แต่กลับเดินตามเส้นทางที่มุ่งออกจากป่า หญิงสาวไม่มีรองเท้าติดตัวมา และทั้งตัวก็ยังเป็ชุดนอนรุ่มร่ามตัวนั้นอยู่ อีกฝ่ายจึงใช้เปลือกไม้และใบไม้ใหญ่มาประดิษฐ์เป็รองเท้าชั่วคราว
จนสุดท้ายหญิงสาวต้องหยุดการเดินทางเมื่อพบว่าใกล้เวลาพลบค่ำ เกาลัดพอรู้มาบ้างว่าสัตว์นักล่าหลายชนิดจะออกหากินตอนกลางคืน นางจึงจำเป็ต้องหาที่หลบภัยเบื้องต้นเสียก่อน
เมื่อต้องอาศัยสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด ทำให้เกาลัดต้องลากเอาเถาวัลย์มาคล้องคอของตนไว้ และปีนขึ้นต้นไม้อย่างรวดเร็ว เส้นเถาวัลย์หนาถูกเกาลัดมัดไว้ที่ลำตัวและผูกติดไว้กับต้นไม้เพื่อกันตกลงด้านล่าง
ขณะที่กลางคืนอันแสนยาวนานนั้นได้เริ่มขึ้น เสียงคำรามของสัตว์นักล่าก็ดังลอยมาเป็ระยะ เกาลัดพยายามกอดตัวเองไว้แน่น หญิงสาวพยายามข่มตาของตนให้หลับลง เพื่อให้ผ่านพ้นคืนนี้ไปโดยเร็วที่สุด
เช้าวันรุ่งขึ้น เกาลัดกำลังถูกบางอย่างคล้ายแผ่นเนื้อดิบโลมเลียรอบใบหน้า มันคือเ้าหมาสีเทาตัวนั้น..
ครั้นเมื่อเกาลัดเริ่มตั้งสติได้ หญิงสาวกลับถูกห้อยระโยงลงมาจากต้นไม้ เถาวัลย์ยังคงพันรอบลำตัวและยึดนางไว้ ทำให้อีกฝ่ายไม่ได้ตกลงมาถึงพื้น
เกาลัดราวกับได้ลิ้มรสความตายที่อยู่เบื้องหน้า นางรีบแกะเถาวัลย์นั้นออก ก่อนจะทิ้งร่างลงไปนอนกับพื้นพร้อมเสียงร้องโอดครวญอย่างเ็ป
แต่หมาสีเทาตัวนั้นก็ยังทำท่าทางเป็ห่วงหญิงสาว มันครางในลำคอเหมือนจะไถ่ถามอาการ จนเกาลัดยื่นมือเข้ามาปลอบมัน และพยายามลุกขึ้นมานั่งอย่างหมดแรง
“นี่แกเฝ้าฉันทั้งคืนเลยหรอ ขอบใจมากนะ” เกาลัดลูบหัวมันไปเล็กน้อย ก่อนที่หญิงสาวจะกวาดสายตามองไปโดยรอบบริเวณ และมันยังคงเป็สถานที่เดิมเหมือนเมื่อวานไม่มีผิด
นี่ความฝันบ้าบออะไรกัน..
เกาลัดนั่งทบทวนเื่ราวซ้ำอีกครั้ง แต่กลับยังคิดไม่ออกว่าตนนั้นมาอยู่ในป่าแห่งนี้ได้อย่างไร อาจจะเป็เพราะพยัคฆ์ขาวกำลังกลั่นแกล้งตนอยู่หรือ...
ขณะที่เกาลัดนั่งหัวเสียอยู่นั้น สิ่งของบางอย่างถูกหญิงสาวนั่งทับไว้ เมื่อนางดึงเ้าสิ่งนั้นออกมากลับพบว่ามันคือมีดสั้นโบราณเล่มนั้น
เกาลัดพยายามดึงมีดออกจากปลอกอีกครั้งแต่ก็ยังทำไม่ได้เช่นเคย ความทรงจำบางอย่างพลันแทรกเข้ามา หญิงสาวเริ่มขยับนิ้วตัวเอง แต่ก็ตองใอีกครั้งเมื่อพบว่าแผลที่นิ้วนั้นหายไปแล้ว
เกาลัดรีบยันกายลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว พร้อมคว้างมีดสั้นเล่มนั้นไปยังพงหญ้าใกล้ๆ “แกคือต้นเหตุให้ฉันมาอยู่ในความฝันบ้าบอนี่ จะไปไหนก็ไป”
ว่าแล้วเกาลัดก็เดินสะเปะสะปะไปอีกทางหนึ่ง หมาสีเทามองตามการกระทำนั้นของอีกฝ่ายอย่างใกล้ชิด แต่มันกลับไม่ได้ติดตามเกาลัดไป
เกาลัดเดินลัดผ่านพื้นที่โล่งเตียนไปสักพัก ไม่นานก็เจอแม่น้ำและถนนลูกรังสายเล็กที่คล้ายกับมีรถวิ่งผ่าน มันทอดยาวออกจากชายป่าสู่พื้นที่นาของชาวบ้าน
เกาลัดกลั้นน้ำตาอย่างดีใจ เมื่อเจอทุ่งนาและต้นข้าวเขียวชอุ่ม หากหญิงสาวคาดเดาไม่ผิด อาจพบเจอชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆบริเวณแถวนี้
ขณะที่เกาลัดกำลังยืนอ้าแขนออกเพื่อรับลมเย็นจากท้องทุ่งนาอยู่นั้น พลันสิ่งของคุ้นเคยกลับตกลงที่เท้าอีกข้างหนึ่ง หมาสีเทาตัวนั้นเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายคล้ายกำลังยิ้มอย่างภูมิใจ
มีดสั้นเล่มนั้นอีกแล้ว...
เกาลัดก้มลงเก็บมีดสั้นโบราณเล่มนั้นขึ้นมาอย่างขุ่นเคือง ด้วยสายตาแข็งกร้าวของนางที่จับจ้องมา ก็ทำให้หมาสีเทาตัวนั้นมีท่าทีเศร้าหมองลง เหมือนมันรับรู้ว่าหญิงสาวไม่พอใจสิ่งนี้นัก
เกาลัดพลิกมีดสั้นไปมาพลางครุ่นคิดอยู่ในใจ หากจะออกไปจากความฝันประหลาดนี้ได้ อาจจะเริ่มต้นจากมีดเล่มนี้..
ท่าเรือลำเพา เมืองดุรงคา เป็ท่าเรือใหญ่ที่เชื่อมระหว่างแดนทางเหนือและแดนใต้ ด้วยเป็ท่าเรือที่เชื่อมต่อกับหลายหัวเมืองใหญ่และเป็แหล่งค้าขายสำคัญในย่านนี้ ย่อมมีกลุ่มอิทธิพลหลายกลุ่มมาแย่งชิงพื้นที่ เรียกเก็บส่วยภาษี และผูกขาดการรับส่งสินค้า
โดยทุกวันนั้นจะมีผู้คนเริ่มเดินทางเข้ามาซื้อขาย และแลกเปลี่ยนสินค้าในสถานที่แห่งนี้กันั้แ่เช้ามืด
เกาลัดพบกับคณะเดินทางของขบวนสินค้าที่จะนำส่งไปยังท่าเรือลำเพา หญิงสาวจึงขอติดรถม้าลากที่อยู่ท้ายขบวนของชาวบ้านไปด้วย เพื่อพิสูจน์เื่ที่เป็ไปไม่ได้บางอย่าง...
เกาลัดนั่งขดตัวให้เล็กลงเพื่อที่จะอยู่บนรถม้าลากโดยไม่ให้เป็จุดสนใจ แต่โชคดีที่เส้นทางไม่ขรุขระมากนัก จึงไม่ทำให้นางรู้สึกเมารถแต่อย่างใด
สำเนียงภาษาที่พวกชาวบ้านใช้ก็เหมือนกับที่พยัคฆ์ขาวเคยพูด นี่ย่อมหมายถึงว่าเกาลัดอาจจะหลงเข้ามาในอีกห้วงเวลาหนึ่งของโลกยุคก่อนเป็แน่
หญิงสาวคิดโกรธเคืองพยัคฆ์ขาวขึ้นมาทันใด หากจะให้มาท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์คนเดียวก็ควรบอกกล่าวกันก่อนบ้างไม่ใช่หรือไร
บ้านเมืองหรือผู้คนที่ไม่รู้จักยิ่งทำให้เกาลัดหวนคิดถึงบ้านตัวเองขึ้นมา ป่านนี้แล้วแม่กำไลกับน้าเอี้ยงจะเป็ยังไงบ้าง หากท่าเรือลำเพามีเรือที่สามารถเดินทางกลับได้ก็ย่อมเป็เื่ปาฏิหาริย์ที่สุดของเกาลัดในตอนนี้แล้ว
ยามบ่ายคล้อยของวันนั้น คณะเดินทางขนส่งสินค้ามาถึงท่าเรือลำเพาตามกำหนด นายคุมขบวนสั่งให้ผู้ติดตามขนสินค้าขึ้นเรือในทันที เกาลัดแอบเดินออกมาจากกลุ่มคณะเดินทางแล้วตรงมายังใจกลางของท่าเรือ
เบื้องหน้าเป็แม่น้ำสายใหญ่ มีเรือสำเภาไม้ลำใหญ่มากกว่าสิบลำจอดอยู่บริเวณท่าเรือ ส่วนอีกฝั่งเป็ชุมชนตลาดขนาดใหญ่จนแทบสุดลูกหูลูกตา
เกาลัดก้มมองมีดสั้นในมือตัวเองด้วยท่าทางหดหู่ ก่อนที่นางจะตัดสินใจหาเศษผ้ามาพันไว้ พร้อมกับผูกเชือกไว้อย่างแ่าและห้อยมันไว้ที่คออย่างเรียบร้อย
ขณะที่เกาลัดเดินชมตลาดขายสินค้าอยู่นั้น ผู้คนต่างมองหญิงสาวคล้ายตัวประหลาด บางคนสีหน้าเห็นอกเห็นใจ แต่บางคนกลับแสดงออกว่ารังเกียจอย่างเห็นได้ชัด
สภาพของเกาลัดหน้าตาเปื้อนดินมอมแมมมาั้แ่อยู่ในป่าแล้ว มีเพียงดวงตากลมโตของหญิงสาวที่ยังพอเป็จุดสังเกตได้อยู่บ้าง นางพอจะคาดเดาบางอย่างออก จึงรีบหาที่หลบอย่างรวดเร็ว หากสภาพทั้งตัวเป็เช่นนี้ คงไม่วายให้ผู้คนกล่าวหาว่าหญิงสาวเป็พวกบ้าเสียสติอย่างแน่นอน
และแล้วกลับมีเสียงคล้ายเทพธิดาจาก์มาโปรด...
เกาลัดพลันหันไปทางต้นเสียงที่มาจากด้านหลัง เป็สาวงามคนหนึ่ง รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้ากลับมีเสน่ห์เย้ายวนแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก
นางเดินตรงมายังเกาลัดที่กำลังยืนบิดมือไปมาอย่างเก้อเขิน อันที่จริงแล้วเกาลัดพยายามทำตัวปกติ หากแต่ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเป็หญิงงามเพียงคนเดียวที่เกาลัดเคยพบเห็นั้แ่มาถึงที่นี่ต่างหาก
“ข้าเห็นเ้าั้แ่อยู่ท่าเรือนู่นแล้ว มากับคณะเดินทางฝั่งเหนือหรือ” นางยกยิ้มถามขึ้น พลันรอยยิ้มนั้นกลับจางหายไปอย่างรวดเร็ว
เกาลัดรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย จึงตอบอย่างไม่คิดอะไรไปว่า “ใช่ ข้ามากับเพื่อนๆตอนนี้ก็แค่แยกย้ายกันไปเที่ยวเท่านั้น”
หญิงสาวนางนั้นทำท่ากลั้นขำพร้อมกันกับบ่าวรับใช้หญิงที่อยู่ด้านหลัง สภาพของอีกฝ่ายไม่ต่างจากคนบ้าหรือขอทาน กลับมีเพื่อนฝูงในคณะเดินทางขนส่งสินค้าเช่นนั้นหรือ
‘เด็กคนนี้ช่างน่าสนใจจริงๆ’
“หึ ข้ารู้ว่าเ้าไม่มีที่ไป ข้าเห็นว่าเ้าพอที่จะอบรมสั่งสอนได้ จึงแค่อยากช่วยเหลือ ร้านของข้าเป็ร้านขายผ้าใหญ่ที่สุดในท่าเรือลำเพา แม้แต่ในรั้วในวังยังต้องมาสั่งผ้าทอกับข้าที่นี่ เพื่อขยายการค้าในอนาคต ข้า้าหาคนที่ฉลาดหลักแหลม อย่างเช่นเ้า.. มาช่วยงานข้า ”
หญิงสาวคนนั้นรีบเอ่ยปากเชิญชวน นางเผลอมองใบหน้าเกาลัดอย่างไม่ละสายตาหลายครั้ง
เกาลัดขยับเท้าเพื่อเว้นระยะห่าง การเดินทางมาที่นี่โดยรูปแบบอันแปลกประหลาด และยังไม่รู้ข้อเท็จจริง จะเป็การดีหากหญิงสาวไม่ควรไว้ใจใครมากไปกว่านี้
การกระทำของเกาลัดทำให้นางเริ่มเข้าใจ อีกฝ่ายจึงเอ่ยเสริมไปว่า “ข้ารู้ว่าเ้ากลัว ร้านของข้าอยู่ถัดไปอีกสามร้าน หน้าร้านมีผ้าทอหลากสีวางอยู่ หากเ้าไม่มีที่ไปจริงก็ไปหาข้าที่ร้าน อย่างน้อยข้าก็มีข้าวให้เ้ากินอิ่มนะ”
เมื่อหญิงสาวคนนั้นเอ่ยจบจึงพาผู้ติดตามเดินจากไป เกาลัดถึงขั้นลืมสนิทว่าหากมาที่ท่าเรือแล้วอาจจะต้องหาที่นอนหรืออาหารการกินไว้ แม้ว่านางจะถูกแบ่งอาหารมาจากชาวบ้านที่ติดตามคณะเดินทางมา แต่นั่นก็เป็เพียงแค่อาหารมื้อเดียวเท่านั้น
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เกาลัดรีบเดินตามกลุ่มของหญิงสาวคนนั้นไป ก่อนจะไปหยุดยืนหน้าร้านขายผ้าทอแห่งหนึ่ง ด้านฝั่งซ้ายขวาพบชายฉกรรจ์ชุดดำสองสามคนยืนคุมอยู่ คล้ายว่าอาจเป็คนคุ้มกันประจำร้าน แขกทั้งชายหญิงเดินสับกันเข้าออก บ้างก็มีคนรับใช้ติดตามแบกถุงใส่ผ้าใบใหญ่ตามหลัง
หญิงสาวเริ่มสีหน้าไม่สู้ดีนัก หากเดินไปบอกว่าจะมาสมัครงานกับผู้ชายกลุ่มนั้น พวกเขาคงไล่ตะเพิดขอทานน้อยออกไปเป็แน่
สักพักหนึ่งก็มีบ่าวรับใช้ที่ติดตามหญิงเ้าของร้านผู้นั้นมาเอ่ยทัก นางบอกให้เกาลัดรีบติดตามมาทางประตูหลังร้านอีกด้าน เกาลัดเผยรอยยิ้มอย่างดีใจเล็กน้อยก่อนเดินตามไปอย่างไม่ลังเล
ภายในบริเวณหลังร้านเป็พื้นที่จัดเก็บผ้าทอทั้งผ้าดิบและผ้าย้อมสี จนลานด้านหลังละลานตาไปด้วยสีสันผ้าหลากหลายประเภท ไกลออกไปมีคนงานกลุ่มหนึ่งกำลังต้มผ้าบนอ่างดินเผาขนาดใหญ่อย่างขะมักเขม้น
เกาลัดคิดว่าหากตนมาทำงานที่นี่ได้อาจพอมีลู่ทางที่จะสอบถามประวัติเื่ราวของโลกยุคนี้ได้เช่นกัน
หญิงนางนั้นพาเกาลัดเดินลัดเลาะมาส่วนลึกด้านในร้าน โดยเป็พื้นที่ของห้องพักคนงานสตรี นางหายลับเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง พอสักพักก็ออกมาพร้อมห่อผ้าและตะกร้าสานใบเล็ก ในตะกร้านั้นมีผ้าดิบพับไว้ผืนหนึ่ง ก้อนหินคล้ายสบู่ขนาดเท่าฝ่ามือวางเรียงกันอยู่หลายก้อน
พอหญิงนางนั้นส่งของทั้งหมดให้เกาลัด ก็พาเกาลัดมายังห้องอาบน้ำรวมของสตรี แม้ห้องอาบน้ำแห่งนี้จะมิดชิด แต่หญิงสาวยังแอบหวั่นใจเื่ความปลอดภัยอยู่บ้าง
“นายหญิงสั่งให้เฝ้าดูแลเ้า ไม่ต้องเกรงกลัวหรอกแถวนี้ห้ามบุรุษเข้ามาอยู่แล้ว”หญิงนางนั้นเอ่ยปลอบใจเกาลัด ก่อนนางจะช่วยจัดเสื้อผ้าเพื่อรอเปลี่ยนและเตรียมน้ำไว้ให้เกาลัดอาบ
‘นี่สินะ..ถึงเรียกว่าบริการทุกระดับประทับใจ ทำไมพวกนี้ถึงใส่ใจเรานักนะ’
เมื่อเกาลัดอาบน้ำล้างตัวเสร็จ จึงรีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าในทันทีโดยมีหญิงนางนั้นคอยช่วยแต่งตัวให้ นางเป็บ่าวรับใช้นายหญิงใหญ่เ้าของร้าน นางทำทุกอย่างได้อย่างคล่องแคล่วพร้อมคอยแนะนำเกาลัดเื่การแต่งกาย รวมถึงเื่งานและกฎระเบียบของที่นี่
อีกฝ่ายให้เกาลัดมาพักที่ห้องด้านในอีกฝั่ง นางเหลือบมองเกาลัดเป็ระยะพลางเอ่ยชื่นชมอย่างเป็กันเองว่า “เกาลัดเ้าเป็ลูกสาวคนเมืองใดกันหรือ ถึงได้หน้าตางดงามน่ารักยิ่งนัก”
เกาลัดรู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเมื่อมีคนชมต่อหน้า จึงตอบกลับอย่างยิ้มๆไปว่า “อันที่จริง ข้ามาจากหมู่บ้านห่างไกลแห่งหนึ่งน่ะค่ะ ข้าพลัดหลงกับญาติเลยมาที่ท่าเรือเผื่อจะได้เจอกัน”
“พลัดหลงกับญาติหรือ..” เสียงนุ่มนวลของใครคนหนึ่งพลันดังขึ้น บ่าวรับใช้รีบเก็บข้าวของพลางก้มต่ำเพื่อหลีกทางให้ผู้มาใหม่ทันใด
ปรากฏเป็หญิงสาวเ้าของร้านคนนั้นเดินย่างเท้าเข้ามาภายในห้อง นางปรายตามองเกาลัดอย่างตื่นเต้นเล็กน้อย จากเด็กสาวหน้าตาเปื้อนโคลนดิน เพียงนำมาล้างน้ำใหม่กลับต่างกันราวฟ้ากับเหวนัก
เกาลัดใบหน้าสวยได้รูป ผิวพรรณขาวสะอาด จมูกโด่งรับกับดวงตากลมโต ์ช่างเมตตานักที่ให้นางได้เจอนกน้อยหายากตัวนี้..
เกาลัดลุกขึ้นอย่างตื่นเต้นและค้อมตัวลงเพื่อแสดงความเคารพอีกฝ่าย จารี..หญิงสาวที่มีฐานะเป็นายหญิงใหญ่ของที่นี่ นางควบคุมดูแลกิจการร้านขายผ้าและยังเป็หนึ่งในผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งในท่าเรือลำเพา กล่าวกันว่าแม้แต่วังหลวงแคว้นวัตราคีรียังต้องให้ความเคารพต่อนาง
จารีเดินเข้ามาพลางใช้มือจับปลายคางเกาลัดเล็กน้อย คล้ายกับกำลังตรวจสอบบางอย่าง “ข้าชอบช่วยเหลือผู้คน หากเ้าไม่รังเกียจที่นี่ ก็อยู่ไปก่อนจนกว่าจะพบเจอญาติของเ้า หรือเ้าจะว่าอย่างไร”
เกาลัดขบริมฝีปากขณะครุ่นคิด ผู้หญิงคนนี้จะแสนดีเกินไปแล้ว ความใจดีของอีกฝ่ายยิ่งทำให้นางเริ่มหวาดระแวงอยู่บ้าง เมื่ออยู่ตัวคนเดียวในบ้านเมืองที่ไม่รู้จักย่อมต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น
“ได้ค่ะ เอ่อ..ได้เ้าค่ะ ข้าน้อยชื่อเกาลัด ข้าขอทำงานให้กับนายหญิงใหญ่ เพื่ออาศัยที่อยู่ที่กินก็พอแล้วเ้าค่ะ” เกาลัดกล่าวขึ้นอย่างฉะฉานจนจารียิ้มอย่างพอใจ
จากนั้นจารีก็หันไปบอกบางอย่างกับบ่าวรับใช้ด้านหลัง ก่อนนางจะหยิบบางสิ่งออกจากกล่องไม้ใบหนึ่ง จารีหยิบมันขึ้นมาตรวจสอบดูแล้วกล่าวกลับเกาลัดว่า “นี่คือสิ่งที่จะทำให้เ้าอยู่รอดปลอดภัยได้”
ภายหลังจากเกาลัดถูกคนงานพาออกไปเพื่อสอนงานในโรงทอผ้า หญิงสาวถูกแปลงโฉมด้วยสิ่งที่เรียกว่าว่านไร้เวทย์ สิ่งนี้มันถูกทำมาจากว่านหายากชนิดหนึ่ง คนที่ถูกแปะว่านนี้บนใบหน้าจะกลายเป็คนหน้าตาอัปลักษณ์ในทันที
โดยสิ่งนี้ไม่ต้องใช้เวทย์อาคม มันจึงถูกเรียกว่าว่านไร้เวทย์ จึงทำให้ผู้ถูกแปลงโฉมปลอดภัยจากผู้ใช้ไสยเวทย์โดยเฉพาะ
เกาลัดค่อนข้างชอบสิ่งนี้ เพราะมันช่วยอำพรางตัวตนได้เป็อย่างดี และไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาทำอันตรายคนหน้าตาอัปลักษณ์อย่างนางได้
จารียืนมองออกไปนอกประตูโดยมีบ่าวรับใช้คนนั้นยื่นอยู่ไม่ห่าง นางพลันเอ่ยกับผู้เป็นายขึ้นว่า “คนของเราบอกว่าคนผู้นั้นจะมาถึงในอีกสามวันเ้าค่ะ”
“หึ..เ้าต้องคอยดูแลสินค้าของเราให้ดี อย่าให้เกิดความเสียหายเป็อันขาด” หญิงสาวยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมองกล่องไม้ใบนั้นด้วยท่าทีสังหรณ์ใจ
วันถัดมาเกาลัดออกมาเดินที่ท่าเรือลำเพาั้แ่เช้า โดยหญิงสาวเข้าไปสอบถามเส้นทางการเดินเรือจากคนงาน จนพบว่าไม่มีเมืองไหนที่เกาลัดคุ้นเคยหรือรู้จัก นางจึงต้องกลับมาตั้งหลักที่ร้านขายผ้าก่อน
เกาลัดมาช่วยงานในโรงทอผ้าอีกด้าน แม้จะต้องปั้นหน้าโกหกถึงเื่ราวของตัวเอง แต่ก็ทำให้เกาลัดมีเพื่อนมากขึ้น ทุกคนต่างเห็นอกเห็นใจว่าหญิงสาวใช้ชีวิตตัวคนเดียวและมีหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่อีก คงยากที่จะหาสามีได้
ยายชราาุโคนหนึ่งเกิดความสงสาร ถึงกับจะให้หลายชายตัวเองเสียสละแต่งหญิงสาวเข้าเรือน เกาลัดนึกขึ้นมาทีไรก็ขำขันทุกที ถ้าหากเป็เช่นนั้นจริงชายคนนี้น่าจะทุกข์ระทมกว่าเื่หน้าตาของนางเป็แน่
อองทีเดินทางมาถึงท่าลำเพาในกลางดึกวันนั้น เนื่องจากเขาเดินทางร่วมกับพ่อค้าจากแดนทางใต้ มีเพียงไคจาและเบียงตอที่ติดตามมาจึงไม่เป็ที่สนใจ
หากเป็เมื่อก่อนใครก็ตามที่รู้ว่าเ้าเมืองโกนิลมา ไม่ว่าจะเป็นายท่าเรือหรือคนใหญ่คนโตของที่นี่คงจะแห่กันมาต้อนรับกันไม่ขาดสาย เพียงแต่ครั้งนี้อองทีไม่อยากให้การมาของเขาเอิกเกริกเกินไป จึงจำเป็ต้องปกปิดตัวตนไว้ก่อน
เมื่อทั้งหมดมาถึงก็มีวธูและนรดินโผล่ออกมาต้อนรับผู้เป็นาย วธู นักฆ่าสาวที่รับภารกิจสำคัญอยู่แดนทางเหนือมาพักหนึ่งแล้ว เมื่อเสร็จงานกลับยังเที่ยวเตร่อยู่ท่าเรือลำเพานานเป็เดือน
นางมาพร้อมกับนรดิน ชายร่างใหญ่ผู้ใช้ขวานเป็อาวุธประจำกาย ทั้งสองอยู่ท่าเรือลำเพามาพักใหญ่ บ้างก็ว่าพวกเขาเป็คู่ผัวเมียไร้การไร้งาน ที่วันๆเอาแต่ต่อยตีกับนักเลงในท่าเรือจนผู้คนเอือมระอา
กลุ่มของอองทีเข้ามาพักในบ้านหลังหนึ่ง หลังจากที่อองทีนั่งฟังวธูกับนรดินรายงานเื่ภารกิจลับและสถานการณ์ดินแดนทางเหนือให้ฟัง ทั้งคู่แย่งกันตอบคำถามของอองทีจนทำให้คนฟังเริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันใด
เบียงตอยืนกอดอกฟังสองคนอยู่มุมห้อง เขาจึงรีบเดินเข้ามาโพล่งถามขึ้นว่า “นี่นายท่านให้พวกเ้าไปเอาแผนที่โบราณของเมืองศิลาขาว แต่กลับได้แผนที่ที่เขียนขึ้นมาใหม่ แล้วไหนจะเื่ลอบเข้าวังแคว้นวัตราคีรีไม่สำเร็จอีก เช่นนี้จะเรียกว่าภารกิจพวกเ้าสำเร็จหรือ”
วธูเริ่มมีโทสะพลันชูคอเถียงอีกฝ่ายไปว่า “เหอะ..พวกข้ามิใช่ผู้ใช้ไสยเวทย์เก่งกาจเช่นเ้า หรือต่อให้พวกข้าแอบเข้าวังได้ก็คงไม่พ้นเงื้อมมือเ้าตูรันนั่นหรอก ลือกันว่ามันมีหูตาทิพย์ แม้กระทั่งภูตผีิญญาก็เข้าวังแคว้นวัตราคีรีไม่ได้”
ทั้งสองถกเถียงกันอยู่หลายประโยค แต่ไม่มีใครกล้าห้ามปราม หากลอซูอยู่ที่นี่เขาก็คงสั่งสอนเด็กสองคนนี้ไปหลายยกแล้ว
ส่วนนรดินแอบเข้ามากระซิบข้างๆอองทีว่า “นายท่านขอรับ ข้าว่ากลับเมืองโกนิลคราวนี้ ท่านจะต้องจับสองคนนี้แต่งงานกันให้ได้นะขอรับ ข้าเบื่อที่จะฟังพวกเขาเต็มทนแล้ว”
อองทีใช้นิ้วแคะหูตัวเองทีหนึ่งก่อนตอบยิ้มๆไปว่า “ข้าว่าแต่งกันวันนี้เสียเลย ดีหรือไม่”
ครั้นถึงยามสายของวัน นายท่าเรือลำเพาเมื่อรู้ว่าเ้าเมืองโกนิลเดินทางเป็การลับมายังท่าเรือ เขาจึงรีบเข้ามาประจบประแจงทันที
โดยสั่งให้บ่าวรับใช้ของตนนำของกินของใช้มากมายติดตามมา แม้เขาจะมีหน้าที่ต้อนรับผู้คนจากหลายดินแดน แต่คนที่เขาต้องเกรงใจเป็ที่สุดเห็นจะเป็เ้าเมืองโกนิลผู้ครองอาณาจักรแดนทางใต้ผู้นี้
อองทีไม่อยากเสวนากับพวกประจบสอพลอ จึงได้แต่เพียงพูดคุยกับเขาพักหนึ่งตามมารยาท จากนั้นก็ไล่เขากลับไป
แต่ไม่นานนายท่าเรือคนนี้กลับจะรีบหาเหาใส่หัวหรือไร เขาส่งนางคณิกาเลอโฉมจากซ่องชื่อดังของที่นี่มาให้เ้าเมืองโกนิล บอกว่าเป็อาหารกินเล่นระหว่างที่นั่งเป็แขกในท่าเรือลำเพา
อองทีจึงให้วธูส่งนางคณิกาผู้นั้นไปหาบน้ำปลูกผักช่วยยายเฒ่าที่อยู่บ้านข้างๆแทน
นรดินเห็นว่าผู้เป็นายเริ่มไม่พอใจนายท่าเรือลำเพาแล้ว เขาจึงหิ้วเบียงตอไปก่อกวนนายท่าเรือคนนั้นถึงที่พัก เมื่อไปถึงทั้งสองกลับล่วงรู้ว่าเขามีเหล้าหมักสิบปีซุกซ่อนอยู่ในห้องใต้ดิน พวกเขาจึงทำการหยิบยืมมาโดยใช้กำลังเล็กน้อย
นายท่าเรือเจ็บแค้นใจมากจึงวิ่งโร่กลับมาฟ้องอองที พอมาถึงที่บ้านพักเ้าเมืองโกนิล นายท่าเรือผู้นั้นกลับพบว่าเขากำลังดื่มเหล้าหมักสิบปีของตนกับลูกน้องผู้ซื่อสัตย์สองคนนั้น
‘ นะ..นี่มันอะไรกัน จะรังแกข้าเกินไปแล้ว’
นายท่าเรือได้แต่ยกเท้าถอยกลับไปอย่างเงียบๆ เหม่อมองท้องฟ้าอย่างคนสิ้นหวัง
“เ้าแน่ใจหรือว่าเป็เ้าอองทีจริงๆ” จารีลุกยืนขึ้นอย่างดีใจ ภายหลังจากที่หญิงสาวทราบข่าวว่าเ้าเมืองโกนิลมายังท่าเรือลำเพาเป็การส่วนตัว
จารีไม่ได้เจออองทีมานานหลายปี ความเสน่หาที่ใจนางมีให้กับเขาช่างยากจะตัดออกได้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะอยู่สูงจนเอื้อมไม่ถึง แต่นางก็ยังเฝ้าฝันว่าสักวันจะได้เจอเขาอีกครั้ง
จารีให้บ่าวรับใช้เตรียมเสื้อผ้าสำหรับบุรุษหลายชุด สุราอาหารให้พร้อม นางนั่งรถม้าไปยังที่พักเ้าเมืองโกนิลที่อยู่อีกด้าน
เมื่อมาถึงก็พบว่ามีคนคุ้มกันหลายคนยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าบ้านพัก คนกลุ่มนี้เพิ่งเดินทางมาถึงเช่นเดียวกัน บางคนจำนางได้จึงรีบเข้าไปรายงานคนที่อยู่ด้านใน
ไคจาเป็คนเดินออกมากล่าวกับจารีด้วยตัวเอง และอ้างเพียงว่าอองทีเดินทางมาไกล้าพักผ่อน จึงไม่ให้ใครเข้าพบ จารีพลันรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย จึงได้แต่จำใจมอบของฝากที่เตรียมมาให้กับทุกๆคนไว้กินใช้เท่านั้น
เมื่อจารีกลับมายังร้านขายผ้า นางก็พบว่ามีกลุ่มคนแปลกหน้าเดินวนเวียนที่หน้าร้านหลายคน
บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาต้อนรับนาง และรีบเชิญให้นายหญิงใหญ่ไปหาบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่พักอยู่เรือนด้านในสุด จารีเริ่มไม่สบายใจขึ้นมา หรือว่าจะเป็เขา.. ตามที่มีข่าวแจ้งมาคนผู้นั้นจะเดินถึงท่าเรือพรุ่งนี้มิใช่หรือ
ขณะที่จารีเดินเข้ามายังเรือนด้านใน ก็พบเงาร่างสูงของบุรุษคนหนึ่งคว้าตัวนางเอาไว้จากด้านหลัง เขากอดรัดแน่นจนหญิงสาวเริ่มหายใจไม่ออก จารีจึงรีบกล่าวขึ้นอย่างร้อนรนออกไปว่า “เ้าคีฑาเพคะ ไยพระองค์ถึงมาเร็วก่อนกำหนดนักล่ะเพคะ”
ชายหนุ่มไม่ตอบ เขากลับดึงร่างงามของนางกระแทกฝาผนังอย่างแรงพร้อมใช้ฝ่ามือใหญ่บีบใบหน้าเรียวอีกฝ่ายไว้
เขาโน้มตัวชิดหญิงสาว แต่สายตากลับมีความรังเกียจเดียดฉันท์อยู่หลายส่วน “หึ อองทีมาถึงไม่กี่วันเ้าก็วิ่งไปทอดกายให้เขาแล้วหรือ คิดว่าเ้าตาเดียวนั่นมันจะรับรักเ้าหรือไร ผ่านมานานเพียงนี้ข้ากลับไม่เห็นมันสนใจสตรีใดสักคน”
“หม่อมฉันยังมิได้พบเ้าอองทีเพคะ” นางตอบอีกฝ่ายให้วางใจลง คีฑาในฐานะกษัตริย์แห่งแคว้นวัตราคีรี เขาย่อมมีอิทธิพลไม่ด้อยไปกว่าเ้าเมืองแห่งอาณาจักรโกนิลทางใต้
เมื่อเขารู้จากสายลับว่าอองทีจะเดินทางมายังท่าเรือลำเพา เขาจึงคิดอยากจะมาหยั่งเชิงอีกฝ่ายถึงที่ หากมีโอกาสเขาก็จะลงมือกำจัดอีกฝ่ายไปเสีย ถึงต่อให้เขาไม่อาจล่วงรู้คำพยากรณ์นั่นได้ แต่ถ้าเขาสังหารอองทีได้ก่อน คำทำนายไร้แก่นสารเ่าั้ย่อมไม่มีความหมายใดอีก
คีฑาลดอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของตัวเองลง ก่อนชายหนุ่มจะขยับกายถอยห่างหญิงสาวออกมา
เขารีบจัดแจงเสื้อผ้าของตนให้เรียบร้อย คีฑาเป็บุรุษรูปร่างสันทัด ใบหน้าคมคาย หากเปรียบแล้วเขากลับด้อยกว่าอองทีอยู่หลายส่วน จารีนึกรังเกียจกษัตริย์จอมปลอมเต็มประดา แต่ไม่อาจทำเสียกิริยาต่อหน้าอีกฝ่ายได้
เขาเปรยถามนางต่อว่า “ไหนเ้าบอกว่าจะมอบของขวัญชิ้นงามให้กับข้า”
“หม่อมฉันไม่ลืมเพคะ คืนนี้ขอพระองค์พักที่นี่เถิด วันก่อนหม่อมฉันเพิ่งได้สมุนไพรล้างพิษมาจากแดนูเา หากแช่ทั้งตัวรับรองว่าพระวรกายของพระองค์จะต้องฟื้นฟูได้เต็มที่แน่นอนเพคะ ส่วนของขวัญชิ้นนั้นหม่อมฉันจะรีบจัดการ รับรองว่าพระองค์ต้องถูกพระทัยมากเป็แน่เพคะ”
ภายหลังจารีเดินออกไปจากนอกเรือนแล้ว คีฑาเริ่มเดินปราณเวทย์ในกายของตน เขาเพิ่งก้าวย่างเป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงระดับกลางเมื่อไม่นาน ร่างกายยังไม่คงที่และความเสียหายของแก่นิญญายังมีอยู่ หากได้แช่สมุนไพรล้างพิษย่อมทำให้เขาไม่เปลืองแรงฟื้นฟูร่างกายของตน
จารีเป็เพียงสตรีธรรมดาคนหนึ่ง ต่อให้นางเก่งกาจเื่การวางแผนและเคยช่วยเขาหลายๆเื่ แต่นางกลับมีใจรักภักดีกับเ้าอองที ทั้งชีวิตคีฑาไม่เคยแต่งตั้งใครเป็มเหสีเคียงบัลลังก์ตน และคงเป็เช่นเดียวกันกับเ้าเมืองโกนิล
แม้ว่าเมืองใหญ่ทางเหนือและทางใต้จะไม่ได้เป็ศัตรูหรือมิตรไมตรีต่อกัน แต่คีฑายังมองว่าอองทีใช้อำนาจขยายอิทธิพลของตนรวดเร็วมากเกินไป ศัตรูของเ้าเมืองโกนิล.. คงไม่ได้มีแต่เพียงเขาแน่นอน
จารียังคงขุ่นเคืองคีฑา นางจึงอาละวาดในเรือนพักของตนอยู่พักใหญ่ จากนั้นจึงสั่งให้บ่าวรับใช้รีบตามเกาลัดมาพบ แต่เมื่อรู้ว่าหญิงสาวออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกยังไม่กลับ จารีจึงลงโทษบ่าวไม่ได้เื่พวกนั้น แล้วสั่งให้คนคุ้มกันของร้านออกตามหาเกาลัดเป็การด่วน
หากสินค้าชิ้นงามที่นางได้มาหายไป.. คงมิใช่นางที่ต้องเดือดร้อนคนเดียว แม้แต่คนงานในร้านขายผ้าอาจจะต้องพบจุดจบที่ไม่ดีเป็แน่
พอตกค่ำ ทางด้านเกาลัดแอบเข้ามายังโรงเหล้าใหญ่แห่งหนึ่งที่ติดกับฝั่งูเา
โรงเหล้าแห่งนี้เป็ลักษณะเรือนสูงหลายชั้น และบริเวณชั้นล่างถึงบนสุดถูกประดับไปด้วยลูกไฟหลากสี มันลอยในอากาศไปมาคล้ายกับว่ามีใครกำลังร่ายเวทมนตร์เอาไว้
เกาลัดตื่นตะลึงกับสิ่งอยู่ตรงหน้าไม่น้อย เมื่อแอบเข้ามาแล้ว นางจึงต้องทำทีแฝงตัวให้เหมือนกับคนงานของโรงเหล้า โดยก่อนหน้านั้นเกาลัดมาที่นี่เพื่อแอบติดตามใครบางคนเข้ามา แต่กลุ่มของพวกเขากลับคลาดสายตาไปก่อน
ชายปิดตาข้างเดียวคนนั้น..เขาคล้ายกับคนในฝันของเกาลัด
อองทีเดินทางมาพบใครคนหนึ่งที่โรงเหล้าแห่งนี้ ชั้นบนสุดจึงถูกปิด คงเหลือไว้แต่ห้องเล็กด้านในเท่านั้น
ภายในห้องปรากฏเงาร่างสองคนนั่งอยู่ อองทีและชายผู้หนึ่งอายุราวห้าสิบต้น เขาคือเ้าไพรสี เ้าเมืองคนปัจจุบันของเมืองดุรงคา และท่าเรือลำเพาก็อยู่ในเขตแดนของเขาด้วย
เมืองดุรงคามีชายแดนติดกับแคว้นวัตราคีรี ในสมัยที่ของวิเศษยังอยู่แดนทางเหนือ เมืองดุรงคาก็ไม่เคยเป็เมืองขึ้นของแคว้นวัตราคีรี แต่เมืองนี้สามารถหยัดยืนมาอย่างมั่นคงมาตลอดหลายร้อยปี ย่อมแสดงให้เห็นว่าพวกเขาน่าจะมีบางอย่างคุ้มครองอยู่
“ท่านเ้าออง ข้าเองคงมิอาจก้าวก่ายเมืองศิลาขาวได้ ต่อให้พ่อของท่านจะมีบุญคุณอย่างไรกับข้า ใช่ว่าข้าจะทำตามท่านได้ทุกอย่าง” ไพรสีเลิกคิ้วขึ้นเพื่อมองท่าทีของอีกฝ่าย
ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าของไพรสี เป็ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่ง น่าเสียดายกลับตาบอดไปข้าง แต่กลิ่นอายแปลกประหลาดนั้นกลับแผ่กดดันผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นกลางระดับสูงเช่นเขาได้
ไพรสีทนความอึดอัดร่างกายของตนไม่ไหว จึงคิดอยากจะขึ้นเสียงกับอีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอดไป
อองทีเรียกเขามาเพื่อที่จะหารือเื่ภูมิศาสตร์ของเมืองศิลาขาว แม้จะเป็เพียงคำบอกเล่า แต่เมื่อเขาได้ยืนยันกับตาเฒ่ายาหลู่คนนั้นแล้ว ข้อสันนิษฐานย่อมมีน้ำหนักมากขึ้น
ย้อนไปยังเหตุการณ์เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ก่อนที่ของวิเศษทั้งสองจะหายไป ได้มีคนค้นพบหลุมดำประหลาดในพื้นที่แห่งหนึ่งของเมืองศิลาขาว สิ่งนั้นมันเริ่มแผ่ขยายและทำให้พื้นที่เ่าั้ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใดๆ
ต่อมาไม่นานก็ได้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่แคว้นวัตราคีรี จนทำให้เ้าพยัคฆ์สีหนาทหายสาบสูญไปพร้อมกับของวิเศษ จากนั้นหลุมดำประหลาดก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
อองที้ารู้ที่ตั้งของหลุมดำ แม้เขาจะส่งสายลับมาจำนวนไม่น้อยเพื่อค้นหาแต่กลับไม่มีแม้แต่ร่องรอย และมีเพียงเ้าเมืองดุรงคาที่อาจจะช่วยเขาได้
“ศิลาดำที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองดุรงคา ตอนนี้มีปัญหาใช่หรือไม่” อองทียิ้มบาง ชายหนุ่มพลันน้ำเสียงกดต่ำลงคล้ายกำลังจะบอกว่า..เขาล่วงรู้บางอย่างแล้ว
อีกฝ่ายสีหน้าชะงักงันทันใด “นี่ท่าน.. ท่านกำลังจะกล่าวสิ่งใดกันแน่”
อองทียกจอกสุราดื่มแล้วทำท่าไม่คล้ายยิ้ม “ท่านเ้าเมืองไม่ต้องกังวลสิ่งใด ข้าเพียงไถ่ถามด้วยความเป็ห่วงเท่านั้น ข้าก็เพิ่งสังเกตว่าไม่นานมานี้เมืองของท่านแห้งแล้งผิดปกติ ที่ผ่านมากลับยังปรากฏโรคระบาด นั่นก็เพราะว่าศิลาวิเศษของพวกท่านถูกคนทุบทำลายและขโมยบางส่วนไปใช่หรือไม่”
ดวงตาไพรสีครึ้มลง เขากล่าวยอมรับขึ้นว่า “เฮ้อ..มาถึงขั้นนี้ข้าคงไม่อาจปิดบังท่านได้อีก เมื่อเกือบหนึ่งปีก่อนมีคนประหลาดบุกเข้ามาขโมยศิลาดำบางส่วนหนีไป เขามีพลังเวทย์อันลึกลับและทรงพลังยิ่งนัก แม้แต่ผู้ใช้ไสยเวทย์ขั้นสูงหลายคนของพวกเรายังต้านมันไว้ไม่ได้ ต่อมาไม่นานเมืองดุรงคาก็เริ่มไม่เหมือนเดิมอีก
ข้าส่งคนออกตามหาคนผู้นั้นก็ไม่เจอแม้แต่เงา แต่ยังมีบางอย่างที่พอจะแกะรอยมันได้ คือเศษชิ้นส่วนของศิลาดำตกอยู่ใกล้เมืองศิลาขาวทางตะวันตก ผู้ใช้ไสยเวทย์ของเราคนหนึ่ง ได้ตรวจดูชิ้นส่วนนั้นพบว่ามันมีกลิ่นอายของผู้ใช้ไสยเวทย์ปีศาจ..”
“ผู้ใช้ไสยเวทย์ปีศาจหรือ?” อองทีเมื่อได้ฟังกลับมีสีหน้าคาดไม่ถึงเล็กน้อย
“บนโลกนี้ ไม่เคยปรากฏผู้ใช้ไสยเวทย์ปีศาจมาหลายร้อยปีแล้ว จะเป็ไปได้อย่างไรถ้าอยู่ๆมันจะบุกมาขโมยศิลาวิเศษไป หากข้าเดาไม่ผิดคงน่าจะเกี่ยวกับหลุมดำที่ท่านเอ่ยถึงหรือไม่” ไพรสีทำสีหน้าตื่นตระหนก
เขายังบอกเพิ่มอีกว่าลักษณะของคนผู้นั้นเป็บุรุษ ใส่ชุดคลุมดำไม่เห็นหน้าตา แต่มีบาง่ที่กำลังต่อสู้กันอยู่นั้น เหมือนอีกฝ่ายพลังเวทย์จะลดระดับอย่างรวดเร็ว และไม่นานก็สามารถเพิ่มพูนพลังของตัวเองขึ้นมาใหม่ได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
หากเป็ผู้ใช้ไสยเวทย์ปีศาจตัวจริง บนแผ่นดินนี้ก็จะไม่สงบสุขเช่นเดิมอีกต่อไปแล้ว
อองทีนิ่งเงียบไปสักพัก สายตากวาดมองไปขึ้นไป้าเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจกล่าว “ข้าเข้าใจว่าท่านไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่นี้ เพราะเมืองศิลาขาวอยู่ใต้อาณัติของแคว้นวัตราคีรี แต่ในเมื่อมันเกี่ยวข้องกับความเป็ความตายของผู้คนเมืองดุรงคา ข้าก็อยากให้ท่านลองเสี่ยง...”
ชายหนุ่มลดเสียงต่ำลง “หากท่านจะกรุณา ข้าขอดูชิ้นส่วนศิลาดำนั่นได้หรือไม่”
ขณะที่อองทีกล่าวจบ ไพรสีพยักหน้าเป็การตกลง แต่เห็นอีกฝ่ายใช้มือห้ามเขาไว้ก่อน “ท่านเ้าเมืองเห็นทีคงให้ท่านกลับไปพักผ่อนเสียก่อน มีสหายบางคนของข้ามาเยี่ยมเยือน ข้าต้องขอตัว..”
อองทีพลันดีดตัวขึ้น มือคว้าดาบที่วางไว้ด้านข้างอย่างรวดเร็ว ระหว่างนั้นก็มีคนคุ้มกันของไพรสีโผล่เข้ามาและบอกว่ามีนักฆ่ากำลังล้อมชั้นบนสุดไว้
ไพรสีมีท่าทีไม่พอใจเล็กน้อย เขาไม่น่าเดินทางมาเจอเ้าเมืองโกนิลเสียเลย ศัตรูของเ้าอองทีมีมากมายจนเขาก็ต้องเดือดร้อนไปด้วย
ระหว่างนั้นเบียงตอและนรดินรีบวิ่งเข้ามาคุ้มกันอองที ตามหลังมาด้วยไคจากับวธู ส่วนไพรสีและคนคุ้มกันแอบหลบไปอีกด้าน
หากจะใช้เวทย์อาคมในสถานที่แห่งนี้ย่อมไม่เหมาะนัก เพราะผู้คนในโรงเหล้ายังหนาแน่นอยู่ แต่การรับมือนักฆ่าแดนทางเหนือก็คงไม่ง่ายเช่นกัน..
>โปรดติดตามตอนที่7<