เสียงกรีดร้องวิ่งตามทางเดินยาวของหอพักดังระงมราวกับโรงละครสัตว์เปิดการแสดงกะทันหัน ทั้งที่ตอนนี้ดึกมากแล้ว นักเรียนคนอื่นควรนอนพักเตรียมสอบพรุ่งนี้ แต่ดูเหมือนคืนนี้ทุกคนจะได้เรียนฟรีคอร์ส “สนามเด้งภาคปฏิบัติ” กันหมด ผม เอลริส ยืนตัวแข็งอยู่หน้าประตูห้อง มองพื้นไม้ที่กระเพื่อมยวบขึ้นลงเหมือนกำลังหายใจ พอเดินเหยียบก็จะเด้งตัวขึ้นส่งคนลอยเหมือนลูกบอล
เพื่อนบ้านข้างห้องของผมชื่อมิคาเอล เด็กหนุ่มผมยุ่งที่มักทำหน้าบูดใส่ใครก็ตามที่เดินผ่านหน้าห้อง ตอนนี้เขายืนเกาะประตูห้องตัวเองแน่น หน้าเขาซีดจนคล้ายผงแป้ง แถมผมตรงที่เคยเรียบกลับหยิกเป็คลื่นเพราะโดนแรงสะบัดของพื้นไม้ไม่หยุด เขาะโลั่นว่า “นายต้องเป็ต้นเหตุใช่ไหมเอลริส! ฉันไม่เคยเจออะไรเลวร้ายขนาดนี้!”
ผมเผลอยกมือหัวเราะเก้อ “เอ่อ คือ…มันไม่ใช่ตั้งใจหรอกนะ ปุ้มปุ้ยมันคงละเมอ”
ทันใดนั้นพื้นไม้ทั้งชั้นก็ดีดขึ้นสูงอีกครั้ง ทุกคนที่เปิดประตูมาดูใพร้อมกัน เสียงจานชามแตกดังกรุ๊งกร๊ง บางคนก็กระแทกเพดานแล้วตกลงมานอนแผ่หราเหมือนปลาแห้ง ฟีน่าวิ่งมาจากอีกฟากของโถงพร้อมสมุดเล่มโปรดแนบอก ใบหน้าสว่างราวกับนักวิจัยเจอสมบัติลับ “เอลริส สุดยอดเลย นี่มันไม่ใช่แค่เวทผิดพลาด แต่มันคือการเปลี่ยนสภาพวัตถุระดับโครงสร้าง!” เธอพูดพลางจดลงในสมุดด้วยมือสั่นเร็วปานสายฟ้า
ราล์ฟก็ตามมาพร้อมถังดับเพลิงเวทที่คราวก่อนเพิ่งสร้างหายนะ เขายกขึ้นสูงราวกับถืออาวุธศักดิ์สิทธิ์ “ไม่ต้องห่วง ฉันจะดับมันเอง!”
ผมรีบโบกมือห้าม “อย่าเพิ่ง! คราวที่แล้วก็เห็นแล้วนี่ว่ามันยิ่งแย่”
แต่ราล์ฟไม่ฟัง เขาเปิดฝาถังแล้วเขย่าจนดังกรุ๊ง ๆ ก่อนพ่นละอองเวทออกมา คราวนี้ไม่กลายเป็เจลใสเหมือนเดิม แต่กลับแปรเป็โฟมหนืดสีเขียวที่ห่อพื้นเอาไว้ ผลคือแทนที่พื้นจะหยุด มันกลับยืดหยุ่นยิ่งขึ้น ทุกคนลอยสูงขึ้นอีกจนหัวเกือบชนโคมไฟห้อยจากเพดาน
“ราล์ฟ!” ผมะโเสียงหลง แต่เขายักไหล่ “อย่างน้อยมันก็นุ่มขึ้นนะ”
มิคาเอลเพื่อนบ้านผู้ซวยสุดในค่ำคืนนี้ร้องลั่น “นุ่มบ้านนายสิ! หนังสือเรียนของฉันปลิวออกหน้าต่างไปหมดแล้ว!” เขาหอบหายใจแรง ขณะที่ผมมองเห็นหนวดหนึ่งเส้นของปุ้มปุ้ยโผล่ลอดใต้ประตูห้องผมมาเกี่ยวขาโต๊ะในโถง จากนั้นมันก็ดึงกลับเข้าไปเหมือนกำลังละเมอเล่นสนุก
ผมรีบเปิดประตูเข้าไป ภายในห้องปุ้มปุ้ยยังนอนหลับตาพริ้ม กลิ้งตัวไปมาบนพื้นเหมือนเด็กกำลังฝันดี ทุกครั้งที่มันขยับ หนวดก็เลื้อยออกมาด้านนอกแล้วแตะกับพื้นไม้ ส่งผลให้โครงสร้างทั้งชั้นสั่นตามจังหวะหายใจของมัน
“น้องไฟครับ ช่วยตื่นหน่อยนะ” ผมกระซิบเบา ๆ พร้อมเขย่าไม้เท้า แต่ปุ้มปุ้ยแค่ครางหงุงหงิงแล้วพลิกตัว ทำเอาพื้นทั้งชั้นเด้งแรงเหมือนใครกดสวิตช์สปริงั์ ราล์ฟที่ยืนรออยู่ข้างนอกถึงกับปลิวเข้ามาในห้องชนกำแพงดังโครม
ฟีน่าหัวเราะจนแทบหายใจไม่ทัน “บันทึกเวทต้องห้ามข้อใหม่ การหายใจของสิ่งมีชีวิตกึ่งธาตุนี้ทำให้พื้นที่รอบตัวกลายเป็สนามสปริง ระดับการเด้งขึ้นอยู่กับอารมณ์การนอนหลับ”
“ฟีน่า ช่วยหยุดจดแล้วหาวิธีแก้หน่อยได้ไหม” ผมร้องอย่างจนปัญญา
เธอส่ายหน้า ยิ้มกว้างกว่าเดิม “ไม่ได้หรอก นี่เป็โอกาสทางวิชาการที่หาไม่ได้ง่าย ๆ”
ระหว่างที่ผมพยายามคิดหาทางปลุกปุ้มปุ้ยอย่างสุภาพ มิคาเอลก็ก้าวเข้ามา ใบหน้าบึ้งตึงเต็มไปด้วยเส้นเืปูด “ฉันทนไม่ไหวแล้ว เด็กตกเวทแบบนายทำให้ทั้งชั้นวุ่นวาย ฉันจะไปรายงานสภาจอมเวทย์”
คำว่า “สภาจอมเวทย์” ทำเอาผมขนลุกทันที ถ้าพวกผู้ใหญ่รู้เื่นี้ พวกเขาอาจจะคิดว่าผมแอบทำวิจัยเวทต้องห้ามแล้วลงโทษหนักก็ได้
ผมรีบพนมมือขอโทษ “มิคาเอล ขอร้องล่ะ อย่าเพิ่งบอกใครเลยนะ พรุ่งนี้เช้าฉันจะพาปุ้มปุ้ยไปที่ห้องวิจัยเอง แล้วจะหาทางแก้ไขทั้งหมด”
มิคาเอลหรี่ตา “ฉันไม่เชื่อหรอก นายทำให้ชีวิตฉันพังไปครึ่งหนึ่งแล้ว”
ราล์ฟที่เพิ่งลุกขึ้นจากกองเก้าอี้พังพินาศเดินมาลูบไหล่มิคาเอล “ใจเย็นเพื่อน นายไม่เห็นเหรอว่ามันน่ารักแค่ไหน เ้าก้อนนี่มันไม่อันตรายหรอก แค่อ้วนเด้งเท่านั้นเอง”
“เด้งพ่อแกสิ!” มิคาเอลสวนกลับทันที
ผมหมดหนทาง ได้แต่หันไปหาปุ้มปุ้ยแล้วกระซิบซ้ำ ๆ “น้องไฟ ถ้าตื่นเดี๋ยวนี้จะพาไปกินผลไม้หวาน ๆ นะ”
ราวกับคำพูดนั้นมีพลัง ปุ้มปุ้ยค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แสงสีส้มเรืองวาบ หนวดทั้งหลายค่อย ๆ หดกลับเข้าหาตัว มันอ้าปากกว้างเหมือนหาวแล้วเปล่งเสียง “ปุ้ย” เบา ๆ หนึ่งที พื้นไม้ทั้งชั้นหยุดเด้งทันใด ราวกับมีคนกดปุ่มหยุดสปริงกลางอากาศ
ทุกคนหอบหายใจโล่งอก บางคนล้มแผ่กับพื้นเหมือนนักเดินทางรอดจากพายุ ราล์ฟยกมือเชียร์ “เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่ามันไม่อันตราย”
แต่สีหน้ามิคาเอลยังไม่คลาย เขาชี้หน้าผมพร้อมกัดฟัน “ฉันจะให้เวลาเจ็ดวัน ถ้าภายในเจ็ดวันนี้นายไม่หาทางทำให้เ้านี่ควบคุมตัวเองได้ ฉันจะไปรายงานสภาจอมเวทย์แน่นอน”
เขาพูดจบก็สะบัดหน้าเดินกลับห้อง ปล่อยให้บรรยากาศตึงเครียดค้างไว้ ผมหันไปมองปุ้มปุ้ยที่นั่งกลมเด้งอยู่ข้างเตียง มันทำตาใส ๆ เหมือนไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น
ฟีน่าเดินเข้ามาใกล้ ยื่นสมุดให้ผมดู หน้ากระดาษล่าสุดเขียนว่า “ปริศนาแห่งการควบคุมอารมณ์สิ่งมีชีวิตกึ่งธาตุ จำเป็ต้องใช้เ้าของเป็ศูนย์กลาง” เธอยิ้มบาง “เอลริส บางทีนายอาจจะต้องเรียนรู้ที่จะเป็ศูนย์กลางของมัน ไม่ใช่พยายามแก้เวทผิดพลาด แต่ใช้เวทผิดพลาดให้เป็ข้อดี”
คำพูดนั้นทำให้ผมเงียบไปครู่หนึ่ง หัวใจเต้นแรงกว่าเดิมเพราะรู้ดีว่าภารกิจเจ็ดวันต่อจากนี้ไม่ใช่เื่เล็กเลย ผมต้องหาทางสอนเ้าก้อนอ้วนให้เชื่อฟังหรืออย่างน้อยไม่ทำให้ทั้งชั้นกลายเป็สนามเด้งอีก
คืนนั้นผมนั่งมองปุ้มปุ้ยที่ขดตัวหลับอีกรอบ มันปล่อยควันไฟรูปดอกไม้ลอยขึ้นสู่เพดานอย่างสวยงาม เหตุการณ์อลหม่านเริ่มซาไป แต่เสียงของมิคาเอลยังดังวนในหัวว่า “เจ็ดวัน”
ผมกลืนน้ำลายแล้วพึมพำเบา ๆ “ปุ้มปุ้ย…ดูเหมือนเราจะต้องฝึกหนักแล้วนะ ไม่งั้นชีวิตฉันได้กลายเป็บันทึกเวทต้องห้ามไปจริง ๆ แน่”
และนี่คือจุดเริ่มต้นของความอลเวงครั้งใหม่ ที่ไม่ได้มีแค่การสอบตกอีกต่อไป แต่มีอนาคตของผมทั้งคนเป็เดิมพันด้วย