นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 123 ยินยอม

            ตอนที่ 123 ยินยอม

             

             

            “ไพลิน พวกเขากล่าวได้ถูกต้อง พวกเขาสามารถนำตัวแซฟไฟร์ไปได้ สนธิสัญญากล่าวไว้เช่นนั้นจริง” อริยะแปลงเพลิงกล่าว เธอจับจ้องไปยังอริยะเข็มโลหิตอย่างไม่วางตา

             

            “ขอบคุณอริยะแปลงเพลิงที่ให้ความร่วมมือ” เผ่ารูเบียสคำนับ พวกเขานำเขี้ยวที่ศอกทั้งสองมาเคาะกันเบา ๆ เป็นการแสดงความเคารพในแบบฉบับของเผ่ารูเบียส

             

            “เช่นนั้นพวกข้าต้องขอให้องค์หญิงไพลินส่งตัวแซฟไฟร์มาด้วย หากบริสุทธิ์แซฟไฟร์ย่อมไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย แต่หากไม่” นัยน์ตาของเผ่ารูเบียสทั้ง 3 ส่องประกายเจิดจ้า รังสีสังหารและความกระหายเลือดแผ่พุ่งมาทางนิทานอย่างไม่มีปิดบัง

             

            อริยะแปลงเพลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอสะบัดมือไล่พลังกดดันเหล่านั้นทิ้งไปพลางกล่าวกดดัน เธอย่อมไม่ยอมให้หน่ออ่อนแห่งฝักฝ่ายของเธอถูกเอาเปรียบโดยง่าย

             

            “แซฟไฟร์ย่อมไม่มีความผิดใด ๆ ราชวงศ์ไฟกัลป์สามารถยืนยันความบริสุทธิ์ได้ หากก็ยอมรับในสนธิสัญญาระหว่างสองเผ่าพันธุ์เช่นกัน พวกเจ้าสามารถนำตัวแซฟไฟร์ไปได้” อริยะแปลงเพลิงกล่าว

             

            องค์หญิงไพลินได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วน้อย ๆ หากไม่ได้กล่าวอะไร เพียงหันหน้าไปมองนิทานด้วยสายตาขอโทษขอโพยเท่านั้น

             

            นิทานพยักหน้ารับ เขาถอนหายใจบาง แม้จะค่อนข้างกังวลแต่ก็เข้าใจได้ เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งนั้น เขาย่อมไม่กลัวความผิด

             

            “ในเงื่อนไขที่ว่าตัวข้าจะติดตามไปด้วยตนเองเพื่อตรวจสอบ” อริยะแปลงเพลิงกล่าว ประกายเพลิงปรากฏขึ้นในแววตาของเธอ

             

            องค์หญิงไพลินหันไปมองท่านป้าของเธอด้วยสายตาสงสัย หากก็เพียงพริบตาเท่านั้นที่เธอเข้าใจความคิดของเธอ

             

            เธอสงสัยว่านิทานอาจถูกลอบใส่ความ และหากเรื่องนี้เป็นความจริงนิทานก็จะต้องรับความผิดในนครใต้ดินบาราทรัม ไร้หนทางที่เธอจะสามารถไปช่วยเหลือได้ เป็นแผนง่าย ๆ อย่างการยืมมือคนอื่นจัดการเป้าหมาย

             

            องค์หญิงไพลินขมวดคิ้ว หน้าของพี่ชายผู้เจ้าเล่ห์ของเธอพลันปรากฏขึ้นในใจ เธอเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าทั้งหมดนี้เกิดจากไอ้พี่ของเธอหรือไม่

             

            ได้ยินดังนั้นทั้ง 3 จากเผ่ารูเบียสก็นิ่วหน้า ความมุ่งร้ายพลันแผ่พุ่งสูงขึ้นมาจนสังเกตได้ เขี้ยวแหลมคมที่ศอกเริ่มยืดยาวขึ้น

             

            “พวกท่านไม่เชื่อในความสัตย์แห่งเผ่ารูเบียสเรางั้นหรือ!” อริยะเข็มโลหิตแค่นเสียง ในฐานะเผ่ารูเบียสผู้เที่ยงตรงแล้วการถูกมองว่าใช้กลอุบายเช่นนี้คือการหมิ่นเกียรติอย่างรุนแรง

             

            เข็มโลหิตปริมาณมหาศาลเริ่มก่อตัวอีกครั้ง ผืนดินรอบข้างเริ่มสั่นไหวเมื่อเหนือฟากฟ้าปรากฏเข็มยักษ์นับพันนับหมื่น

             

            “ไม่ หากแต่เป็นฝั่งข้าเองที่เกิดข้อสงสัยในเผ่าพันธุ์ของข้าเอง” อริยะแปลงเพลิงตอบ หากเธอไม่ได้ตอบโต้เพียงอย่างใด เพียงจ้องมองพวกเขาเหล่านั้นด้วยสายตาจริงใจ ปล่อยให้เข็มโลหิตเหล่านั้นจ่อมาทางพวกเธอโดยไม่มีท่าทีป้องกัน

             

            อริยะเข็มโลหิตขมวดคิ้ว พวกเขาสัมผัสถึงความจริงใจได้อย่างชัดเจนและตัวเขาเองก็ยังเข้าใจในความกังวลของเธอ ติดเพียงว่าการนำอริยะแปลงเพลิงกลับนครไปในฐานะผู้สังเกตการณ์ก็ไม่ใช่วิสัยที่ดีเลย หากเธอวางแผนร้ายอะไรด้วยพลังของเธอย่อมสามารถกลบซ่อนอะไรได้หลายอย่าง

             

            ความแข็งแกร่งของอริยะแปลงเพลิงโด่งดังไกลมาช้านาน แม้เผ่ารูเบียสมั่นใจว่าสามารถรับมือเธอได้แต่พลังของเธอเป็นการกวาดล้างวงกว้างที่อาจมีภัยต่อบาราทรัมและผู้อ่อนแอในเผ่า

             

            “ต้องขออภัยหากพวกข้ายังไม่อาจยอมรับได้ ท่านย่อมรู้ดีถึงจุดยืนของท่าน อริยะแปลงเพลิง” อริยะเข็มโลหิตส่ายหน้าเบา ในฐานะอริยะแห่งราชวงศ์ไฟกัลป์และตำแหน่งในราชวงศ์ ความซับซ้อนของเรื่องนี้จะสูงขึ้นไปอีกขั้นหากเธอออกหน้าไปยังบาราทรัม

             

            “เป็นเช่นนั้น เราในฐานะองค์หญิงที่ 4 สมควร..” องค์หญิงไพลินขึ้นหน้ากล่าวอีกครั้ง เธอตั้งใจจะไปเยือนบาราทรัมด้วยตนเอง เธอไร้ซึ่งพลัง สมควรเป็นผู้ประจักษ์ที่เหมาะสมมากกว่า หากครั้งนี้กลับโดนหยุดไว้ด้วยตัวนิทานที่ก้าวขึ้นมา

             

            “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันพอเข้าใจคร่าว ๆ แล้ว” นิทานพูดขึ้น

             

            องค์หญิงไพลินและอริยะแปลงเพลิงหันหน้ามองนิทานด้วยความกังวล นิทานสัมผัสได้ถึงสายตาขององค์หญิงไพลินที่เหมือนจะสื่อว่า นายเงียบ ๆ ไว้ แต่เขาไม่สนใจ

             

            “ถ้าทายาทคนสำคัญของฉันโดนลักพาตัวไปหลายต่อหลายคน ฉันก็คงสงสัยคนที่อยู่ ๆ ก็แก้ปัญหาได้ในวันเดียวเช่นกันค่ะ” นิทานเงยหน้าสบตากับเผ่ารูเบียสเหล่านั้น

             

            “ฉันบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริงและเชื่อมั่นว่าเผ่ารูเบียสผู้สูงศักดิ์ย่อมไม่กระทำการชั่วช้าใด ๆ ลับหลัง”

             

            “ดังนั้น ฉันและเพซยินดีร่วมทางไปรับการสอบสวนที่นครใต้ดินบาราทรัมค่ะ” นิทานคำนับโดยการเอาศอกทั้งสองแตะกัน แม้จะดูไม่แข็งแกร่งเหมือนดั่งเผ่ารูเบียสที่ใช้เขี้ยวทั้งสองกระทบกัน หากก็แสดงให้เห็นถึงความจริงใจที่มากพอ

             

            ได้ยินและได้เห็นการกระทำอันจริงใจของสตรีต้องหาตรงหน้า เผ่ารูเบียสทั้ง 3 โดยเฉพาะอริยะเข็มโลหิตก็มีท่าทีโอนอ่อนลงเล็กน้อย

             

            “ต้องขออภัยที่พวกข้าแสดงท่าทีดุดันยามพบหน้า หวังว่าเจ้าจะเข้าใจว่านี่เป็นเรื่องที่สำคัญกับเผ่ารูเบียสมากจริง ๆ” เผ่ารูเบียสชายกล่าวขึ้น

             

            “ฉันย่อมเข้าใจค่ะ” นิทานพยักหน้ารับ

             

            “พวกข้าให้คำมั่น ด้วยเกียรติของเผ่ารูเบียสและราชวงศ์เวียเซล ตัวข้า อริยะเข็มโลหิต มอราน เวียเซล มิได้มีการลอบติดต่อหรือวางแผนลับหลังใด ๆ หากแซฟไฟร์ได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่เพียงเราจะขออภัยโดยตรง แต่ย่อมมอบสิ่งตอบแทนและคำขอบคุณเป็นล้นพ้นสำหรับการช่วยชีวิตทายาทของเผ่าเรา” อริยะเข็มโลหิตกล่าวด้วยวาจาโผงผางตรงไปตรงมา นัยน์ตาใสกระจ่าง แม้จะเป็นสีแดงดั่งเลือดหากภายในนั้นกลับไร้ซึ่งความชั่วร้าย มีเพียงความกระจ่างใสดั่งเด็กทารก

             

            “ขอบคุณค่ะ” นิทานเพียงกล่าวเช่นนั้นแล้วจึงหันหน้ามาก้มหัวขอโทษองค์หญิงไพลินและอริยะแปลงเพลิงเล็กน้อย

             

            “ขอโทษนะคะ ทำให้ลำบากแถมวุ่นวายกันไปใหญ่เลย” นิทานกล่าว

             

            “ไม่ใช่เรื่องต้องขอโทษเลย” องค์หญิงไพลินส่ายหัว เธอเม้มปากเล็กน้อย เธอไม่อาจช่วยเหลือนิทานในเรื่องนี้ได้ จะอย่างไรเรื่องนี้ก็เกี่ยวพันถึงสัมพันธ์ของสองเผ่าพันธุ์

             

            อริยะแปลงเพลิงดีดนิ้ว ตราประจำตัวเธอในกระเป๋าของนิทานก็ลอยออกมา ลูกไฟขนาดยักษ์น่าหวาดหวั่นพลันปรากฏขึ้นจนอริยะเข็มโลหิตหรี่ตาลงอย่างเฝ้าระวัง 

             

            ลูกไฟขนาดยักษ์ถูกอัดใส่ลงไปในตราจนมันส่องแสงสว่างเรืองรอง เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจึงส่งคืนนิทาน

             

            “ภายในนั้นอัดไว้ด้วยพลังของข้ามากกว่าเดิมหลายเท่า นอกจากส่งสัญญาณแล้วยังสามารถใช้ป้องกันตัว สำหรับสมบัติป้องกันตัวเพียงแค่นี้เผ่ารูเบียสสมควรไม่ถือสา ใช่รึไม่” อริยะแปลงเพลิงนัยน์ตาเฉียบคมพลางจับจ้องไปยังอริยะเข็มโลหิต

             

            อริยะเข็มโลหิตขมวดคิ้วบางแล้วจึงพยักหน้า ตอนแรกเขามีความตั้งใจจะเอ่ยอะไรเล็กน้อย แต่การที่แซฟไฟร์ยอมตามมาแต่โดยดีเช่นนี้ เรื่องแค่นี้สามารถปล่อยผ่านได้

             

            องค์หญิงไพลินเพียงส่งยันต์ป้องกันตัวปึกเล็กให้นิทานเท่านั้น ปิ่นปักผมวิหคสวรรค์เป็นสมบัติสายป้องกันที่โดดเด่นที่สุดที่เธอมีแล้ว

             

            “เอ้า โอไรออน กลับไปกับพี่สาวเค้าก่อนนะ ไว้เจอกันที่นครรัตนะเลย ขอโทษนะที่พาไปส่งเองไม่ได้แล้ว” นิทานกล่าวกับโอไรออนที่นิ่งเงียบอยู่ทางด้านหลัง

             

            เผ่ารูเบียสพูดคุยกันเล็กน้อยเมื่อเห็นเด็กชายเผ่าซือบาสที่เป็นศัตรูคู่ฟ้ากับเผ่าตนตรงหน้า ผ่านไปชั่วครู่เผ่ารูเบียสคนหนึ่งจึงเอ่ยขึ้นมา

             

            “เจ้าตามมาด้วย เจ้าเป็นหนึ่งในคนที่ถูกลักพาตัวไป สมควรมีหลักฐานเพิ่มเติม”

             

            นิทานได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว การพาตัวเด็กไปสอบปากคำถือว่ามากเกินไป

             

            “สำหรับเผ่ารูเบียสแล้ว ชาตินักรบไม่ได้วัดกันที่อายุ หากประมาทก็ถูกเด็กสังหารได้แต่พวกข้าย่อมไม่จู่โจมเด็กที่ไม่จับอาวุธ” อริยะเข็มโลหิตกล่าวเสียงเข้ม ดูเหมือนการที่นิทานมองว่าพวกเขาต้องการเอาเปรียบเด็กจะเป็นการหมิ่นเกียรติของพวกเขา

             

            นิทานจับจ้องไปที่อริยะเข็มโลหิตอย่างไม่วางตา สายตาประสานตา ราวกับเป็นคนละคนที่ยินยอมติดตามอย่างอ่อนน้อมก่อนหน้า บรรยากาศกดดันเริ่มถาโถมอีกครั้ง

             

            “ไม่เป็นไรครับ พี่แซฟไฟร์ไม่ได้ทำอะไรผิดทั้งนั้น งั้นผมขอถือโอกาสไปเยี่ยมชมหนึ่งในนครที่สวยงามของโลกอย่างนครใต้ดิน บาราทรัมละกันครับ” โอไรออนกล่าวขึ้น รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าเล็กนั้น

             

            องค์หญิงไพลินจับจ้องแผ่นหลังของโอไรออนแล้วจึงเห็นว่าสั่นน้อย ๆ หากเธอก็ลอบจดจำถึงความกล้าหาญของเด็กชายคนนี้ไว้ในใจ

             

            “งั้นเช่นนั้นรบกวนแซฟไฟร์กับเจ้าติดตามพวกข้ามาด้วย พวกเราจะเดินทางด้วยกงจักรดำดิน เพียงไม่กี่วันก็สมควรถึง” เผ่ารูเบียสคนหนึ่งพูดขึ้นเมื่อทุกอย่างได้รับการตกลงเรียบร้อย

             

            นิทานหันหน้ากลับไปไหว้ขอบคุณสตรีผมแดงเพลิงทั้งสอง

             

            “ไพลิน ฝากบอกผู้พันหน่อยสิว่าฉันน่าจะกลับสายน่าดู” นิทานแหย่

             

            “ถ้ากลับสายเราไม่นับลากิจให้นะ กลับมาทำงานชดใช้ด้วยล่ะ” องค์หญิงไพลินตอบกลับพลางพยายามปั้นยิ้ม

             

            อริยะเข็มโลหิตนัยน์ตาส่องประกาย เพียงพริบตาก็ปรากฏกงจักรขนาดยักษ์ที่มีรูปร่างคล้ายล้อของรถลาก ตรงกลางเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ที่มีที่ว่างพอให้คนจำนวนหนึ่งสามารถนั่งได้

             

            กงจักรอันนี้แผ่กลิ่นอายโลหิตออกมาอย่างรุนแรง ตัวลวดลายพาดพันด้วยข่ายอาคมจำนวนมหาศาล เพียงระดับพลังที่แผ่ออกมายังทำให้นิทานมั่นใจว่ากงจักรนี้ต้องไม่ด้อยไปกว่าระดับอริยะ

             

            เมื่อนิทานพาโอไรออนก้าวตามเข้าสู่กงจักร ตัดขาดจากองค์หญิงไพลินและอริยะแปลงเพลิง เผ่ารูเบียสทั้ง 3 ก็หันหน้ากลับมาทำความเคารพองค์หญิงไพลินและอริยะแปลงเพลิงอีกครั้ง หากครั้งนี้องค์หญิงไพลินกลับไร้ซึ่งสีหน้าท่าทางยิ้มแย้มดังก่อน เพียงปรากฏเปลวเพลิงที่ลุกโชนในแววตาและสีหน้าที่นิ่งเฉยของเธอ

             

            เพียงเห็นสีหน้านั้นอริยะเข็มโลหิตก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันจากแรกเกิดตรงหน้า เขาถึงกับสับสนไปช่วงหนึ่งว่าอริยะอย่างตนกลับโดนข่มด้วยท่าทางของแรกเกิดคนหนึ่งได้อย่างไร

             

            “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ความบริสุทธิ์ของเขาคือสิ่งที่เรายืนยัน หากเกิดสิ่งใดขึ้น แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม เราหวังว่าราชวงศ์ไฟกัลป์จะได้คำตอบที่น่าพึงพอใจจากราชวงศ์เวียเซล” เสียงขององค์หญิงไพลินเย็นเยียบ หากน่าแปลกที่พวกเขากลับรู้สึกร้อนระอุราวกับกำลังถูกแผดเผาจากภายใน

             

            “หวังว่าพวกท่านจะยังไม่หลงลืมว่าไฟกัลป์สามารถแผดเผาซึ่งสรรพสิ่ง และพันธมิตรที่ไม่ใช่มิตรคือความชั่วร้ายที่ไม่อาจคงอยู่ ทำได้เพียงกลายเป็นขี้เถ้าที่หายไปกับสายธารแห่งประวัติศาสตร์”


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน