ตอนที่ 8 ขนมแป้งทอดธัญพืช (3)
“ข้าก็เอามาแล้ว พวกเรากินด้วยกันเถอะ! ไม่งั้นข้าก็จะไม่กินเหมือนกัน”
หลี่ซินมองขนมแป้งทอดธัญพืชในมือที่เพิ่มมาสามชิ้น พลันตามเร้าทั้งสอง มุ่งมั่นที่จะคืนคนละหนึ่งชิ้นกลับไปให้ได้ จนกระทั่งสองพี่น้องรับไว้แล้ว นางถึงจะยอมหยุด
ละครชวนหัววุ่นวายในโถงหลักวันนี้ นางเป็คนกำกับเอง ดังนั้นการกระทำของหลี่เฉินและเสี่ยวสือโถวที่ฉวยโอกาสซุกซ่อนขนมแป้งทอดธัญพืชไว้ก็ไม่อาจรอดพ้นจากสายตานางไปได้ อยู่ภายใต้สถานการณ์แบบนั้น พวกเขามีโอกาสแอบกินได้ที่ไหนกัน
ส่วนพี่ใหญ่หลี่เฉินที่เหลือขนมเพียงชิ้นเดียวในมือ เกรงว่าเขาคงฉวยโอกาสกลับห้องไปเอาของเมื่อครู่นี้ ทิ้งอีกชิ้นไว้ให้ท่านแม่เยี่ยซื่อแล้ว
สองพี่น้องเห็นหลี่ซินเอาแต่ยืนกราน จึงรับไว้ด้วยความยินดี และแล้ว สามพี่น้องก็กินกันไปพลาง เดินขึ้นเขากันไปพลางเช่นนี้
หลี่ซินหาใช่ว่าจะไม่เคยใช้ชีวิตลำบากมาก่อน ตรงกันข้าม ก่อนนางอายุสิบห้ามักใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งและยากจนข้นแค้น มีหลายครั้งที่นางเริ่มเป็ฝ่ายขอช่วยทำงานต่างๆ ให้เพื่อนบ้านในหมู่บ้านเพื่อแลกกับอาหารสักมื้อ
อาจจะเป็เพราะเหตุนี้ ต่อมาหลังจากมีทรัพย์สมบัติจำนวนหนึ่งแล้ว อาหารเลิศรสจึงกลายเป็สิ่งเดียวที่นางแสวงหา ถึงอย่างไร ตอนเด็กนางก็ทรมานไปกับการกินไม่อิ่มและกินสดกินดิบมามากพอแล้ว
ทว่ายามนี้เผชิญกับความหวังดีของพี่ใหญ่และน้องชาย นางเพียงรู้สึกหวานชื่นในใจหาใดเปรียบ อย่างน้อยในชาตินี้ ก็ยังมีคนในครอบครัวหลายคนที่อยู่เคียงข้างนาง
แต่ว่าขนมแป้งทอดธัญพืชที่ไม่ได้ใส่เกลือหรือน้ำมันนี้…
ก็ไม่เลวเท่าไรจริงๆ!
เมื่อเห็นหลี่เฉินและเสี่ยวสือโถวสองคนกินขนมแป้งทอดธัญพืชหนึ่งชิ้นลงท้องภายในสองสามคำ หากหลี่ซินไม่รู้รสชาติมาก่อน คงคิดว่าพวกเขาทานอาหารเลิศรสอะไรเสียอีก
ในยามที่มนุษย์หิวจนถึงที่สุด ทานอะไรก็คงมีรสชาติไปหมดกระมัง หลี่ซินคิดเช่นนี้
ตอนนี้แม้จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่กลับยังมีผักป่าและผลไม้ป่าไม่น้อยในูเา อย่างน้อยก็สามารถเก็บเข้าไปในมิติได้บ้าง เพื่อเติมเต็มที่นาสามหมู่อันว่างเปล่านั่นให้อุดมสมบูรณ์ ไม่พูดถึงสิ่งอื่น อย่างน้อยขอให้แน่ใจก่อนว่าครอบครัวสี่คนนี้จะต้องไม่หิวโซอีก…
“ซินเอ๋อร์ เ้านั่งอยู่ตรงนี้สักพัก ส่วนฟืนพวกนี้เดี๋ยวพวกเราก็ทำเสร็จแล้ว พอถึงตอนนั้นพี่จะพาเ้าไปหาอะไรกิน พวกเรากินอิ่มแล้วค่อยกลับกัน”
หลังจากเดินไปประมาณสิบห้านาที ทั้งสามคนก็มาถึงจุดหมาย หลี่เฉินหาก้อนหินที่ค่อนข้างแบนเรียบก้อนหนึ่งให้หลี่ซินนั่งรอเขาตรงนั้น
เด็กสาวหมายจะปฏิเสธ ก็ได้ยินหลี่เฉินเอ่ยว่า “เด็กดี เชื่อฟังนะ ร่างกายเ้าเพิ่งจะหายดี จะเหนื่อยอีกไม่ได้แล้ว ข้ากับเสี่ยวสือโถวอยู่แถวๆ นี้ ไม่ไปไหนไกล หากเ้ามีอะไรก็เรียกแล้วกัน”
หลี่ซินถูกคำที่ว่าเด็กดีและเชื่อฟังนี้พูดใส่ก็ถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถึงอย่างไรตนก็เป็ผู้ที่ใช้ชีวิตมาหลายสิบปีแล้ว ไม่นึกว่าจะถูกเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนหนึ่งมาโอ๋นางเหมือนเด็กน้อย ถึงจะรู้สึกเคอะเขินอยู่เล็กๆ แต่ในใจกลับตื้นตันยิ่ง
นางรู้สึกสุขใจกับความเอาใจใส่อันหายากนี้มากทีเดียว นี่เป็สายสัมพันธ์ในครอบครัวที่ต้องผ่านถึงสามชาติภพถึงจะแลกมันมาได้ นางจึงผงกศีรษะแล้วนั่งลงอย่างเชื่อฟัง
หลี่เฉินเห็นดังนั้นแล้วจึงหยิบขวานไปตัดฟืนอย่างพอใจ เสี่ยวสือโถวเองก็ตามหลังพี่ใหญ่ไปคอยช่วยด้วยเช่นกัน
หลี่ซินเห็นแผ่นหลังที่กำลังยุ่งอยู่กับงานของหลี่เฉินสองพี่น้อง มุมปากพลันหยักโค้งขึ้นไม่รู้ตัว ผ่านไปเนิ่นนานถึงหันมาตั้งใจจดจ่อเริ่มคิดถึงแผนการในอนาคต
การบำเพ็ญเพียรแน่นอนว่าเป็สิ่งที่ขาดไม่ได้ นี่เป็โอกาสอันหาได้ยาก อย่างน้อยก็ต้องดูแลร่างกายให้ดี จะทำให้เยี่ยซื่อและลูกๆ ของนางเดือดร้อนไม่ได้
อีกทั้งหากอยากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ต่อไป ก็จะเป็ม่อเนี่ยนจือที่กินอิ่มคนเดียวก็เท่ากับทั้งครอบครัวไม่หิวอีกต่อไปคนนั้นไม่ได้แล้ว นางยังต้องแบกรับภาระหน้าที่ที่หลี่ซินแบกไว้อยู่
ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำเป็อย่างแรกสุดก็คือคิดหาวิธีให้ครอบครัวแยกตัวออกมา อย่างน้อยก็ให้แน่ใจว่าท่านแม่และพวกพี่ใหญ่จะไม่ถูกรังแกอีก
ทว่าเื่แยกเรือนนี้จะรีบร้อนเกินไปไม่ได้ อยู่ในยุคที่ความกตัญญูยิ่งใหญ่กว่าฟ้า คำว่าแยกเรือนนี้เรือนของตนจะเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนไม่ได้
นึกถึงกลุ่มคนเ่าั้ในสกุลหลี่ แววตาเด็กสาวเต็มไปด้วยความชิงชัง ถึงแม้ที่นี่จะเป็สถานที่ที่มอบชีวิตให้แก่หลี่ซิน แต่กลับไม่มีสายสัมพันธ์แห่งครอบครัวเลยสักนิด ตอนนี้หลี่ซินได้มอบชีวิตคืนให้สกุลหลี่ไปแล้ว ตนก็ไม่ติดค้างอะไรสกุลนี้อีกแล้ว