บทที่ 25 ถ้าอยู่กันได้ก็อยู่ ถ้าไม่ได้ก็หย่ากัน
หน้าประตูห้องของบ้านหลังที่สามถูกปิดสนิท แม่เฒ่าเว่ยขมวดคิ้ว นางเอื้อมมือเคาะประตู "อวี๋ซานเป้า เปิดประตูให้แม่หน่อย"
อวี๋ซานเป้าเปิดประตูออกมา ทั้งตัวดูห่อเหี่ยวสิ้นหวัง
แม่เฒ่าเว่ยก้าวเข้าไปในห้อง ยื่นนิ้วจิ้มไปที่หน้าผากของลูกชาย "เ้าลูกโง่ เ้าทำหน้าเหมือนคนจะเป็จะตายให้ใครดู ... บอกแม่มาตรง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น"
อวี๋ซานเป้าขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิด ผ่านไปครู่หนึ่งจึงพูดอย่างหดหู่ "แม่ อย่าถามเลย"
วันนี้เขาไปที่เมือง ซื้อขนมและเนื้อหมูไปที่บ้านพ่อตา คิดว่าจะคุยกันดี ๆ และพาภรรยากับลูกชายกลับมา แต่แม่ยายของเขารับของขวัญไว้แล้วกลับบอกว่า ถ้าอยากรับซูโหรวเอ๋อร์กลับไป แม่เฒ่าเว่ยต้องส่งซิ่งซิ่งไปและมาขอโทษที่บ้านด้วยตัวเองถึงจะยอม
อวี๋ซานเป้าแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
เขาไม่ใช่คนที่จะยอมก้มหัวให้ใครง่าย ๆ จึงถามซูโหรวเอ๋อร์ว่า นี่เป็ความคิดของแม่หล่อนหรือของหล่อนเอง
ซูโหรวเอ๋อร์หันหน้าหนี ไม่มองเขา แต่พูดว่า ความหมายของใครไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือเขาต้องทำแบบนั้น
อวี๋ซานเป้าจึงเข้าใจแล้วว่า นี่คือการที่พวกหล่อนร่วมมือกันเพื่อสั่งสอนเขากับแม่!
เมื่อครั้งที่อวี้ซานเป้ายังเด็ก เขาเป็คนไม่เอาไหน ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อเฒ่าอวี้กับแม่เฒ่าเว่ยเอาเงินเก็บครึ่งชีวิตมาช่วยไว้ ตอนนี้เขาคงยังติดคุกอยู่
เขาสามารถตามใจภรรยาได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมให้หล่อนมาเหยียดหยามแม่ของเขาได้!
อวี้ซานเป้าตาแดงก่ำ พูดกับซูโหรวเอ๋อร์ว่า "ข้าจะถามครั้งสุดท้าย เ้าจะกลับหรือไม่กลับ?"
ซูโหรวเอ๋อร์เพิ่งทะเลาะกับพี่สะใภ้คนรองอย่างเฉียนซื่อมา ทำให้ตอนนี้นางโกรธมาก จึงตอบกลับไปตรง ๆ ว่า "ไม่กลับ!"
นางคิดว่าอวี้ซานเป้าจะเป็ฝ่ายยอมโอนอ่อนขอคืนดีดังเช่นทุกครั้ง แต่ไม่นึกเลยว่าเขาจะหันหลังเดินหนีไป!
ครั้นที่อวี้ซานเป้ากำลังเหม่ออยู่นั้น แม่เฒ่าเว่ยก็ตีเข้าที่ไหล่เขาเต็มแรง ทำให้เขาสะดุ้งกลับมาสู่โลกความจริง
แม่เฒ่าเว่ยขมวดคิ้วเอ่ยว่า "อะไรคืออย่าถาม! เ้าจะบอกให้แม่ทำเหมือนไม่มีลูกสะใภ้คนนี้อย่างนั้นหรือ? ... ลูกสะใภ้ที่พวกเราจัดพิธีแต่งงาน ขึ้นเกี้ยวมาอย่างดี เ้าพูดว่าทำเหมือนไม่มี แล้วแม่ก็จะทำเป็ไม่มีได้เลยอย่างนั้นรึ?!"
ยิ่งพูด แม่เฒ่าเว่ยยิ่งโกรธ คว้าเอาที่ปัดขนไก่ที่วางอยู่บนเตียงของบ้านหลังเล็กมาฟาดอวี้ซานเป้า
ชายหนุ่มโดนตีจนต้องร้องเสียงหลงพลางวิ่งหนีไปทั่ว "แม่! แม่! อย่าตีข้า!"
แม่เฒ่าเว่ยเลี้ยงลูกชายมาสี่คน ไล่ตีลูกคล่องแคล่วว่องไว หลังจากตีอวี้ซานเป้าจนอ่วมไปพักใหญ่ สุดท้ายก็สามารถเค้นเื่ราวจากปากเขาได้
"จะให้ข้าส่งซิ่งซิ่งไปงั้นรึ ฝันไปเถอะ! บ้านสกุลซูก็พูดได้นะ! ข้าจะเลี้ยงหลานสาวตัวเอง มันเกี่ยวอะไรกับพวกเขาไม่ทราบ! เราเคยกินข้าวบ้านสกุลซูรึไง!" แม่เฒ่าเว่ยโยนที่ปัดขนไก่ทิ้ง แล้วยิ้มเยาะ
อวี้ซานเป้ายังเจ็บจนหน้าเบ้ แต่ก็หายจากอาการซึมเศร้าก่อนหน้านี้ รีบพูดว่า "แม่ ข้าก็บอกแล้วว่าไม่ได้"
แม่เฒ่าเว่ยได้ยินลูกชายพูดก็โมโห จ้องเขาเขม็ง "เ้ายังจะพูดอีก เมียเ้ากับบ้านแม่ยายใจกล้าขนาดนั้น ก็เพราะเ้าตามใจหล่อนมาตลอดไม่ใช่รึไง?!"
อวี้ซานเป้ายิ้มเจื่อน "แม่ ข้าตามใจหล่อนคนเดียวหรือไง? ั้แ่หล่อนแต่งเข้ามา งานบ้านส่วนใหญ่พี่สะใภ้ทั้งสองคนก็ทำให้แทบทั้งหมด หล่อนเคยทำอะไรหนัก ๆ บ้าง? พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองก็ใจดี คิดว่าหล่อนเป็สาวเมือง เลยไม่ได้ถือสาอะไร ข้าก็นึกดูแล้ว ทั้งบ้านตามใจหล่อน รวมถึงตัวข้าเองด้วย เลยทำให้หล่อนคิดว่าตัวเองทำอะไรก็ถูกไปเสียหมด ทั้งที่แท้จริงแล้วไม่ควรเลย"
แม่เฒ่าเว่ยฟังจบก็พูดไม่ออก
อวี้ซานเป้าถอนหายใจ "เอาเถอะแม่ แม่ไม่ต้องพูดแล้ว ทนอยู่ได้ก็อยู่ ทนไม่ได้ก็หย่าร้าง คนเราจะทนทุกข์กับชีวิตไปตลอดไม่ได้"
แม่เฒ่าเว่ยถึงกับพูดไม่ออกไปพักใหญ่ ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้สติ แล้วจ้องลูกชายคนนี้อีกครั้ง "หย่าหรือ พูดได้ง่ายนัก!"
"เอาล่ะ ข้าแก่แล้ว เื่ของพวกเ้าข้าจะไม่ยุ่งแล้ว" แม่เฒ่าเว่ยพูดช้า ๆ "อยู่กันได้ก็อยู่กันต่อไปเถอะ อย่างไรพวกเ้าก็มีลูกเต้ากันแล้ว"
พอพูดถึงลูกชาย อวี้ซานเป้าได้แต่ยิ้มเจื่อนอีกครั้ง
วันนี้ตอนที่เขาจะพาอวี้หย่งจวี๋กลับมาด้วย เด็กชายร้องไห้เสียงดังลั่น จนซูโหรวเอ๋อร์กับแม่ซูช่วยกันปิดปากแล้วลากกลับไป
ในฐานะพ่อ เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
แม่เฒ่าเว่ยเห็นว่าลูกชายตนเงียบขรึมไม่พูดจา ก็รู้ว่าเป็เื่ในบ้านคนอื่น แม้แต่ตัวนางผู้เป็แม่ ก็ไม่ควรจะก้าวก่ายมากเกินไป
ส่วนที่บ้านสกุลซูพูดเื่ให้นางไปขอโทษนั่นน่ะหรือ?
แม่เฒ่าเว่ยแค่นเสียงเ็าทันที
ฝันไปเถอะ!
ไม่มีทาง!
ตอนออกมาจากบ้านสาม แม่เฒ่าเว่ยหันไปมองอวี้ซานเป้า "เผื่อแกยังไม่รู้ วันนี้ซิ่งซิ่งไปกับไหวเอ๋อร์กับไป๋เอ๋อร์ที่ป่า และช่วยชีวิตพวกเขาไว้ไม่ให้โดนต้นไม้ใหญ่ที่ล้มลงมาทับตาย ต่อไปถ้าใครยังกล้าพูดเื่ส่งซิ่งซิ่ง ไปอีก ก็อย่าหาว่าไม่เตือน!"
อวี้ซานเป้าถอนหายใจ "แม่วางใจเถอะ ข้าเองก็เอ็นดูซิ่งซิ่ง จะไม่ยอมให้ส่งตัวไปไหนเด็ดขาด"
แม่เฒ่าเว่ยถึงได้ค่อยสบายใจแล้วเดินออกจากบ้านสามไป
พอตกเย็น พ่อเฒ่าอวี้กับอวี้ต้าหนิวที่ไปที่ตระกูลอวี้ก็กลับมา
ตอนนี้หลี่ชุนฮวาก็ทำอาหารเสร็จแล้ว ถึงแม้ว่าพ่อเฒ่าอวี้กับอวี้ต้าหนิวจะรู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย แต่พอก้าวเท้าเข้าประตูบ้านแล้วได้กลิ่นหอมของอาหาร ก็ทำให้ทั้งสองคนรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก
เมื่อทั้งสองคนเข้าไปในห้องโถง เห็นหม้อเนื้อตุ๋นเห็ดขนาดใหญ่บนโต๊ะอาหาร ก็ถึงกับตาค้าง
"แม่ วันนี้วันอะไร ทำไมถึงมีเนื้อด้วย" อวี้ต้าหนิวรีบนั่งลง พอได้กลิ่นเนื้อตุ๋นเห็ดฝีมือภรรยาก็ทำเอาน้ำลายแทบไหล
อวี้ต้าหนิวนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันไปลูกชายทั้งสองที่กำลังหัวเราะอย่างมีความสุข "หรือว่า กับดักสัตว์จะจับอะไรได้แล้ว"
อวี้หย่งไหวจึงใช้แขนสะกิดน้องชายเป็เชิงบอกให้เล่า ‘วีรกรรมอันรุ่งโรจน์’ ของซิ่งซิ่งให้ปู่กับพ่อฟังอีกครั้ง
อวี้หย่งไป๋ก็กระแอมไอ เล่าเื่ราวออกมาอย่างตื่นเต้นเร้าใจอีกครั้ง
อวี้ต้าหนิวฟังแล้วก็รู้สึกทั้งหวาดกลัวและดีใจ พูดออกมาซ้ำ ๆ ว่า "โชคดีจริง ๆ ที่มีซิ่งซิ่ง!"
พ่อเฒ่าอวี้ก็ไม่ปิดบังความเอ็นดู อุ้มหลานสาวตัวน้อยขึ้นมา "โอ้โห ซิ่งซิ่งของเรานี่เก่งจริง ๆ!"
มุมปากของแม่เฒ่าเว่ยก็ยกยิ้มอย่างภาคภูมิใจ "ซิ่งซิ่งของเราเก่งที่สุด!"
ซิ่งซิ่งทั้งเขินอายทั้งดีใจยิ้มไม่หยุด
หลี่ชุนฮวาตักข้าวแบ่งให้ทุกคน พอถึงคราวของซิ่งซิ่ง นางตักเนื้อชิ้นโต ๆ ให้หลายชิ้น พร้อมพูดด้วยความเอ็นดูว่า ซิ่งซิ่งผอมไปหน่อย ต้องบำรุงเยอะ ๆ
แม้แต่ ไป๋เสี่ยวเฟิ่งที่ชอบแขวะคนอื่นเป็ปกติก็ยังไม่มีคำพูดตำหนิแม้แต่ครึ่งคำ
ฝีมือทำกับข้าวของหลี่ชุนฮวานั้นไม่เป็สองรองใคร กระต่ายตุ๋นเห็ดหอมหม้อนี้เป็อาหารรสเลิศที่ไม่ได้กินมานาน กระต่ายแม้จะผอมไปหน่อย แต่เนื้อสดใหม่ บวกกับรสชาติของเห็ดหอม ทำให้ทุกคนต่างซดน้ำซุปกันจนแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วย น้ำซุปถูกซดจนหมดเกลี้ยง เด็ก ๆ แย่งกันกินจนไม่เหลือแม้แต่หยดสุดท้าย ก้นชามยังถูกเลียจนสะอาดเอี่ยม
ทุกคนกินจนพุงกาง ยกเว้นหลี่ชุนฮวากับไป๋เสี่ยวเฟิ่งที่เก็บโต๊ะ ส่วนคนอื่น ๆ ต่างพากันเดินออกไปเดินย่อยอาหาร