“กรี๊ด/กรี๊ด!!” เคร้งๆ ครืดๆๆ เสียงข้าวของล้มกระจายอยู่เต็มพื้นที่
ด้านของเอี้ยะหลิ่งเฟิงผู้ก้มลงไปหมอบอยู่กลางถนนถึงกับน้ำตาเล็ด ความกลัวที่จะถูกม้าเหยียบจนสิ้นชีพมีมากกว่าสิ่งใด หลังจากที่นางรอดพ้นจากความตายและรับได้ชีวิตใหม่กับการอยู่ในร่างของผู้อื่นมานาน นางก็ไม่อยากจะสิ้นชีพและไม่รู้สึกตัวไปจริงๆ อีกแล้ว ในสำนึกยามหวาดกลัวนั้น ภาพของท่านยายฉายชัดเข้ามาในโสตประสาททันที
ฮี้ๆๆ เสียงฝีเท้าม้าหยุดลงพร้อมกับฝุ่นสีแดงลอยตลบอบอวน สภาพข้าวของเทกระจาดอยู่กลางถนนคือสิ่งที่พ่อค้าแม่ขายทุกคนมิได้อยากจะเห็น ผู้ที่ได้สติก่อนผู้ใดคือท่านป้าจูที่รีบวิ่งเข้าไปประคองเอี้ยะหลิ่งเฟิง
“หลิ่งเฟิง เ้าเป็อย่างไรบ้าง”
เ้าของนามเงยหน้าขึ้นมองสบตากับท่านป้าจู ใบหน้าของนางเลอะคราบน้ำตาเพราะนางกลัวว่าตนจะตายไปจากท่านยาย เสี้ยววินาทีที่ได้สติ นางรีบจับมือท่านป้าจูแล้วลุกขึ้นต่อว่าบุรุษบนหลังม้า “นี่รึคนของท่านผู้ว่า เหตุใดจึงกล้าควบม้าเร็วเต็มฝีเท้าเข้ามาในพื้นที่ชุมชนเช่นนี้!!!”
ห้าบุรุษผู้คุ้มกันผู้ว่าคนใหม่ มองสตรีที่ลืมไปว่าตนเกือบตายเพราะถูกม้าเหยียบอย่างไร้คำพูด
“แล้วดูเล่าว่าสิ่งที่พวกท่านทำ อวดเก่งควบม้าอย่างเร่งรีบมันเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง!!” ชี้สารพัดของขาย กระจายเกลื่อนถนน บ้างเป็ขนมเซาปิ่งเปื้อนฝุ่นมากกว่ายี่สิบชิ้น บ้างเป็ถังหูลู่เสียบไม้กระจายบนพื้น ทุกสิ่งล้วนเกิดจากความประมาท หากไม่นับเื่ที่นางทะเล่อทะล่าออกไปยืนตรงถนน ก็เป็พวกเขาต่างหากที่ผิด ผู้ใดใช้ให้พวกเขาควบม้ามาเร็วกันเล่า!! นางไม่ผิดเลย “พวกท่านกลัวจวนผู้ว่าจะหายไปรึ จึงได้รีบเร่งกันจนมิมองข้างทาง”
ห้าบุรุษถึงกับสะอึก แต่ยังคงมีอีกหนึ่งที่เสนอออกหน้าปะทะฝีปาก
“อันที่จริงแล้วเ้าก็มีความผิดไม่ต่างกันหรอกนะแม่นาง หากเ้าไม่เดินมายืนตรงนี้ พวกข้าคงควบม้าผ่านไปจนถึงที่หมายแล้ว”
เอี้ยะหลิ่งเฟิงเท้าสะเอว “ไม่ต้องมาอ้างเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น” ผายมือไปโดยรอบ “พวกท่านดูสิ ถนนเส้นนี้กว้างมากถึงขนาดที่พวกท่านจะผ่านไปเป็ฝูงได้รึ แค่ม้าสองตัวเดินเคียงกันก็แทบจะชนผู้คนด้านข้างแล้ว ถ้าหากดวงตาท่านไม่มืดบอดท่านควรจะชะลอความเร็วและค่อยๆ ควบม้าไปช้าๆ มิใช่ควบเหมือนแข่งกันอยู่ในสนามจนเดือดร้อนผู้อื่น” นางแหงนหน้าเถียงกับบุรุษควบม้าจนขบวนของท่านผู้ว่ามาหยุดอยู่ตรงจุดที่มีเื่ทะเลาะกัน ‘เช่นนี้ก็ดี’ นางจะได้รู้ว่าท่านผู้ว่าคนใหม่จะเข้าข้างใครระหว่างชาวบ้านตัวน้อยๆ แบบนางและคนของท่านผู้ว่าเอง “จะรับผิดชอบยังไง” จบคำของนาง เหล่าผู้เสียหายต่างเข้ามายืนรวมกันเป็กลุ่มก้อน ทุกคนในที่นี้มิใช่ผู้ร่ำรวยมาจากที่ใด ต่างคนต่างปลูกพืช เลี้ยงสัตว์หาเช้ากินค่ำ ได้เบี้ยวันนี้ เก็บไว้เป็ทุนพรุ่งนี้ กำไรนิดหน่อยให้พอมีเก็บ หาใช่เปรียบเสมือนเ้าของโรงเตี๊ยมเฉกเช่นต้วนซานหยี่ผู้ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้านผู้นั้น ‘เอ๋? ถุงเบี้ยของนางอยู่ที่ใดนะ’ เอี้ยะหลิ่งเฟิงคลำหาตรง่เอวพร้อมกับถอยห่างจากด้านหน้า นางก้มหาถุงเบี้ยบนพื้นไปตลอดเส้นทางที่ตนเดิน “นั่นมันเบี้ยที่จะนำไปซื้อปุ๋ยเชียวนะ ตกอยู่ที่ใดล่ะ?”
การโต้เถียงของเหล่าพ่อค้าและห้าบุรุษผู้ขี่ม้ายังมิทันได้ชำระความ กลับมีบุรุษผู้หนึ่งในชุดสีขาวสะอาดตา เดินลงไปจากรถม้าพร้อมกับสอบถามเกี่ยวกับความวุ่นวายนั้นทันที
“เกิดเื่ใดขึ้นรึ”
ห้าบุรุษต่างก้มหัวคำนับ โดยมีหนึ่งบุรุษออกหน้าสารภาพ “นายท่าน เมื่อครู่นี้พวกข้ามิชำนาญเส้นทางและด้วยมิรู้ว่าที่ตรงนี้คือตลาด จึงควบม้าไปเกี่ยวชนเข้ากับแผงขายของของท่านาุโทั้งหลายขอรับ”
จางหย่งซื่อ ผู้ว่าการคนใหม่ในพื้นที่ชนบทอันห่างไกลจากเมืองหลวง มองผู้คนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเข้าใจ แม้ตัวเขามิได้เป็ผู้กระทำแต่ในเมื่อเขาเป็นาย ทุกอย่างจากปากเขาจึงถือว่าเป็การแสดงความมีน้ำใจและรับผิดชอบสิ่งที่ผู้ติดตามของเขาทำเพราะถ้าหากไม่ทำสิ่งใดแล้วเมินเฉย…เกรงว่าตัวเขาคงจะถูกยอมรับจากทุกคนในที่นี้ได้ยาก “เช่นนั้นข้าวของที่เสียหาย ตัวข้าจางหย่งซื่อจะเป็ผู้จ่ายเบี้ยให้ทุกท่านตามราคาของสินค้าที่เสียไป ขอทุกท่านอย่าได้กังวล”
ท่านป้าจูผู้ยืนอยู่ด้านหน้าสุด ในยามที่เอี้ยะหลิ่งเฟิงผู้เป็ต้นเื่กำลังก้มเก็บถุงใส่เบี้ยหวัด นางตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม “เอาตามเ้าว่าเช่นนี้ก็ดี จะได้จบเื่ได้ง่ายๆ” ไม่นานนัก กลุ่มของท่านผู้ว่าจึงช่วยกันเก็บกวาดพื้นดินอย่างรวดเร็ว พอๆ กับบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็ผู้ติดตามจะเดินมาแจกจ่ายราคาของที่เสียหาย ตัวป้าจูเองก็ขอรับเบี้ยในส่วนของหลิ่งเฟิงร่วมด้วยเป็ค่าผัก “หลิ่งเฟิง”
เ้าของนามหันกลับมามองท่านป้าจู “ว่าอย่างไรเ้าคะ”
“เจอถุงเบี้ยหวัดของเ้าหรือไม่”
หลิ่งเฟิงพยักหน้า “เจอเ้าค่ะ แต่ผักของข้ากระเด็นหายไปที่ใดแล้วก็ไม่รู้” เหลือทิ้งไว้เพียงตะกร้าสานของนางที่ตกอยู่ไม่ไกล คาดเดาได้ว่าเหล่าบุรุษฉกรรจ์พวกนั้นคงกวาดมันทิ้งไปแล้ว
“ช่างมันเถิด นี่ค่าผักของเ้า”
มองเบี้ยสองอีแปะในมือแต่ยังคงทำหน้าเหนื่อยหน่าย “เฮ้อ!” ยามนี้จิตใต้สำนึกของร่างเดิมและตัวนางเองยังคงคิดเหมือนกัน “ข้าสงสารผักของข้า ข้าปลูกมันมากับมือนอกจากจะใช้มันหาเลี้ยงตนเองแล้ว ข้ายังนำมันมาปรุงอาหาร แค่รู้ว่ามันหายไปหรือโดนเหยียบย่ำซ้ำเติม ทิ้งขว้าง ข้าก็อดรู้สึกสงสารมันไม่ได้อยู่ดี”
ป้าจูทำหน้าไม่เข้าใจ “มันเป็แค่ผัก"