หลี่มู่ยังไม่รู้เลยว่า ในสายตาของน้องชายแท้ ๆ ของตนนั้น เขามีภาพลักษณ์เป็เพียงหมาเลียไปเสียแล้ว
ยามนี้ขณะที่เดินตามไป๋อวิ้นเฉินผ่านลานศิลาเขียว ศิษย์จำนวนไม่น้อยที่เห็นพวกเขาต่างหยุดเดินและเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อมว่า "ศิษย์พี่หลี่มู่" และ "หัวหน้าตำหนักไป๋"
เพราะอย่างไรเสีย เมื่อครั้งที่ทั้งสองยังเป็ศิษย์ พวกเขาก็เป็บุคคลโดดเด่นภายในนิกาย จึงมีศิษย์จำนวนมากที่รู้จักพวกเขา ส่วนศิษย์ใหม่ส่วนใหญ่ก็เคยเห็นหน้าตอนเข้าสำนัก
"ศิษย์น้อง รอให้การประลองใหญ่ของนิกายครั้งนี้สิ้นสุดลง ข้าคงต้องเดินทางไปยังนิกายเสินหลัวแห่งราชวงศ์เซียนเทียนหลัวแล้ว ต่อไปไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้พบกันอีก?"
หลี่มู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจ เขามองใบหน้าด้านข้างที่งดงามไร้ที่ติของไป๋อวิ้นเฉิน ความเร่าร้อนที่กดข่มไว้ในดวงตามาตลอดเริ่มมีทีท่าว่าจะะเิออกมา
เขาแทบจะอดใจไม่ไหวที่จะบอกความในใจของตนให้ไป๋อวิ้นเฉินได้รับรู้
การจากลาครั้งนี้ ในอนาคตแทบจะเป็ไปไม่ได้เลยที่จะมีโอกาสได้พบกันอีก เว้นแต่ว่าเขาจะสามารถโดดเด่นขึ้นมาจากเหล่าอัจฉริยะนับไม่ถ้วนของนิกายเสินหลัว และก้าวขึ้นสู่ทำเนียบยอดฝีมือที่แม้แต่เหล่าองค์ชายแห่งราชวงศ์เซียนต่างก็แย่งชิงกันจนเืนอง จนชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วห้าดินแดนใหญ่ และสามารถเอาชนะนายน้อยตระกูลโจวผู้ที่จะแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับไป๋อวิ้นเฉินได้อย่างราบคาบ
มิเช่นนั้น ระหว่างเขากับไป๋อวิ้นเฉินย่อมไม่มีทางเป็ไปได้เลย
ทว่าสีหน้าของไป๋อวิ้นเฉินไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก นางเพียงพยักหน้าเบา ๆ โดยไม่ได้สนใจคำพูดของหลี่มู่เลยแม้แต่น้อย
หากไม่ใช่เพราะตอนที่นางเพิ่งมาถึงนิกายเซียนกระบี่เมฆา ศิษย์พี่หลี่มู่ผู้นี้คอยดูแลนางเป็อย่างดี ป่านนี้ไป๋อวิ้นเฉินคงไม่แม้แต่จะชายตามองเขา ในใจของนางยามนี้คิดถึงแต่เ้าคนสารเลวซูฉางเกอ จนไม่มีแก่ใจจะพิจารณาเื่อื่น
แม้จะรู้ว่าไป๋อวิ้นเฉินมีท่าทีเ็ากับทุกคนเช่นนี้ แต่ในใจของหลี่มู่กลับไม่ยินยอม เหตุใดซูฉางเกอถึงได้รับความโปรดปรานจากศิษย์น้อง พร์ของเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าซูฉางเกอเท่าใดนัก!
ก็แค่ศิษย์จากตระกูลโบราณไม่ใช่หรือ? รอให้เขาเข้าสู่นิกายเสินหลัว เขาก็จะมีเื้ัเป็ราชันย์สูงสุดได้เช่นกัน ส่วนซูฉางเกอก็เป็แค่คนขี้ขลาดที่เอาแต่หลบอยู่เื้ัยอดฝีมือระดับราชันย์สูงสุดเท่านั้น
ด้วยระดับบำเพ็ญเพียรระดับิญญาก่อกำเนิดขั้นสูงสุดของซูฉางเกอ จะสามารถนำมาเปรียบเทียบกับเหล่าองค์ชายแห่งราชวงศ์เซียนหรือบุตรศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร?
ความริษยาแทบจะทำให้จิตใจของหลี่มู่บิดเบี้ยว
ความจริงแล้วหลี่มู่ไม่รู้เลยว่า ระดับบำเพ็ญเพียรปัจจุบันของซูฉางเกอเป็ระดับิญญาก่อกำเนิดขั้นสูงสุดจริง แต่นั่นคือกรณีที่เขายังไม่ได้ปลดพันธนาการสายเืในร่างกาย แม้ระดับบำเพ็ญเพียรจะต่ำ แต่พลังต่อสู้ที่แท้จริงกลับไม่ด้อยไปกว่าระดับเปลี่ยนิญญาขั้นสูงสุดทั่วไปเลย
และหากปลดพันธนาการสายเืในร่างกายออก ระดับบำเพ็ญเพียรของเขาจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับราชันย์สูงสุดได้ในทันที!
หลี่มู่มองซูฉางเกอเป็คู่แข่งหัวใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต โดยหารู้ไม่ว่าในใจของซูฉางเกอนั้น แม้แต่ชื่อของหลี่มู่เขาก็ยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ...
"ศิษย์น้อง!"
หลี่มู่หยุดฝีเท้าลงกะทันหัน ะโเรียกไป๋อวิ้นเฉินเสียงดัง จากนั้นดวงตาก็ฉายแววอ่อนโยนและแน่วแน่ เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของศิษย์จำนวนมากที่เดินผ่านไปมา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
"หากเ้าไม่ชอบนายน้อยตระกูลโจวผู้นั้น และไม่อยากกลับตระกูลไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ ก็จงไปนิกายเสินหลัวกับข้าเถิด!"
"แม้ตระกูลหลี่ของข้าในแดนเหนือร้างจะไม่ใช่ตระกูลใหญ่โตอะไร แต่ข้าขอรับประกันกับเ้าว่า เมื่อถึงนิกายเสินหลัวแล้ว ด้วยการคุ้มครองจากราชันย์สูงสุดแห่งนิกายเสินหลัว ต่อให้ผู้าุโสูงสุดตระกูลไป๋มาเอง ก็ไม่กล้าบังคับให้เ้ากลับไปอย่างเด็ดขาด"
เมื่อได้ยินดังนั้น
ไป๋อวิ้นเฉินขมวดคิ้วเรียวงาม เงยหน้าขึ้นมองหลี่มู่ด้วยสายตาเ็า ในใจไม่มีความหวั่นไหวใด ๆ ทั้งสิ้น ถึงขั้นรู้สึกว่าหลี่มู่ผู้นี้แสดงละครเกินบทไปหน่อยหรือไม่?
เขามีสิทธิ์อะไรมาบอกให้นางตามเขาไปนิกายเสินหลัว? เพียงเพราะเขาเคยเป็ศิษย์พี่ใหญ่ของนิกายเซียนกระบี่เมฆางั้นหรือ?
คำพูดประโยคนี้ของหลี่มู่ ได้ทำลายความอดทนเพียงน้อยนิดที่ไป๋อวิ้นเฉินมีต่อเขาจนหมดสิ้น
เมื่อเห็นว่าไป๋อวิ้นเฉินยังคงมีท่าทีเ็าและไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย สีหน้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้เพียงนิด หลี่มู่ก็ได้แต่ยิ้มขื่น ในใจรู้สึกขมขื่นและไม่ยินยอมเป็อย่างยิ่ง
เขาอยากรู้นักว่า หากคำพูดเมื่อครู่เป็ซูฉางเกอที่พูด ท่าทางของศิษย์น้องจะเปลี่ยนไปหรือไม่
"พี่หลิวหลี ข้าพบว่าสองวันนี้ท่านดูแปลก ๆ เวลาอยู่คนเดียวก็ชอบเหม่อลอย ท่านกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่เ้าคะ?"
"ข้ากำลังคิดว่าจะส่งเ้ากลับตระกูลอย่างไรดี ข้าจะได้อยู่อย่างสงบเสียที"
"ชิ ข้าไม่เชื่อ ท่านต้องกำลังคิดถึงบุรุษจนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแน่ ๆ ให้ข้าเดานะ ต้องแอบคิดถึงผู้าุโซูอยู่ใช่ไหมเ้าคะ..."
"เ้าพูดเหลวไหลอะไร..."
ทันใดนั้นมีเสียงสนทนาดังมาจากด้านหน้า หลี่มู่รีบเก็บสีหน้าไม่ยินยอมของตน แล้วเงยหน้าขึ้นมอง
บนทางเดินหินกรวด
หญิงสาวผู้เลอโฉมสองนางกำลังเดินตรงมาทางพวกเขา ซึ่งก็คือเสวี่ยหลิวหลีและเสวี่ยหลิวชิง สองคนที่ถูกซูฉางเกอช่วยออกมาจากเงื้อมมือของปรมาจารย์ศพผี
เสวี่ยหลิวชิงดูเหมือนกำลังหยอกล้ออะไรบางอย่าง ทำให้เสวี่ยหลิวหลีผู้มีกลิ่นอายดุจเซียนที่อยู่ข้างกายมีใบหน้าแดงระเรื่อ และมีท่าทางขัดเขินเหมือนหาเหตุผลมาโต้แย้งไม่ได้ ซึ่งภาพนั้นทำให้หลี่มู่รู้สึกใจสั่นด้วยความปรารถนา
เสวี่ยหลิวหลีงดงามเหลือเกิน
ความงามของนางไม่ใช่ความงามที่เ็าจนเข้าถึงยากแบบไป๋อวิ้นเฉิน แต่เป็ความงามที่บริสุทธิ์และสง่างามดุจกล้วยไม้ป่า ดูแล้วเป็ได้ทั้งหญิงสาวผู้สูงส่งและหญิงสาวที่อ่อนหวานในเวลาเดียวกัน
ในตัวของเสวี่ยหลิวหลี หลี่มู่ราวกับได้เห็นทั้งความอ่อนโยนของดรุณีและความเย้ายวนของสตรี กลิ่นอายสองอย่างที่ผสมผสานกันนี้เองที่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกหวั่นไหว
สตรีเช่นนี้ต่างหาก คือประเภทในอุดมคติที่สุดในใจของบุรุษ พูดง่าย ๆ ก็คือเขาปรารถนาในเรือนร่างของนาง...
หลี่มู่รีบดึงสติกลับมา แต่สายตาก็ยังคงลอบมองไปที่เสวี่ยหลิวหลีเป็ระยะ ในฐานะบุรุษปกติ เขาคิดว่าการชื่นชมความงามของผู้อื่นไม่ใช่เื่ผิด
ทั้งสี่คนใช้ทางเดินเส้นเดียวกัน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญหน้ากัน
หลี่มู่ปั้นยิ้มที่เขาคิดว่าดูอ่อนโยนและสดใสที่สุด ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของสองสาวเสวี่ย เขาจึงเป็ฝ่ายเอ่ยทักก่อนว่า
"แม่นางทั้งสอง ข้าชื่อหลี่มู่ เป็ศิษย์เอกรุ่นก่อนของนิกายเซียนกระบี่เมฆา มาจากตระกูลหลี่แห่งหนานโจวในแดนเหนือร้าง นับเป็เกียรติที่ได้พบกัน ไม่ทราบว่าพอจะทำความรู้จักกันได้หรือไม่?"
ในเมื่อไม่สามารถพิชิตใจไป๋อวิ้นเฉินได้ หลี่มู่จึงคิดว่าเขาควรเปลี่ยนเป้าหมายให้เหมาะสม สองสาวเสวี่ยนั้นยอดเยี่ยมมาก ตระกูลเสวี่ยก็นับเป็หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของแดนเหนือร้าง ซึ่งแข็งแกร่งกว่าตระกูลหลี่ของเขาไม่รู้กี่เท่า
หากได้รับความโปรดปรานจากเสวี่ยหลิวหลี และสามารถพึ่งพิงตระกูลเสวี่ยได้ ก็นับเป็ทางเลือกที่ไม่เลว
แต่ท่าทีของไป๋อวิ้นเฉินที่มีต่อสองสาวเสวี่ยนั้นไม่ได้ดีเหมือนหลี่มู่ จนถึงตอนนี้ในใจนางยังคงคิดถึงภาพที่ซูฉางเกอกับเสวี่ยหลิวหลีส่งสายตาให้กัน ทำให้นางรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย จึงเลือกที่จะเมินเฉยต่อพวกนาง
เมื่อถูกหลี่มู่ขวางทางไว้กะทันหัน เสวี่ยหลิวหลีจึงกะพริบตาเบา ๆ แล้วมองไปยังเสวี่ยหลิวชิงด้วยความไม่เข้าใจ "ชิงชิง เ้ารู้จักคนผู้นี้หรือ?"
เสวี่ยหลิวชิงส่ายหน้า "ไม่รู้จักเ้าค่ะ แล้วตระกูลหลี่แห่งหนานโจวข้าก็ไม่เคยได้ยินชื่อเลย ในหนานโจวมีตระกูลนี้ด้วยหรือ? แต่พี่สาวที่อยู่ข้างเขาคนนั้นข้าพอจะคุ้นหน้าอยู่บ้าง"
หลี่มู่ "..."
คำพูดนี้ช่างแทงใจยิ่งนัก
และเมื่อได้ยินคำพูดของเสวี่ยหลิวชิง
ไป๋อวิ้นเฉินค่อย ๆ กวาดสายตามองพวกนางทั้งสองด้วยแววตาเ็า และไม่มีความคิดที่จะเอ่ยปากพูด ในฐานะศิษย์ของห้าตระกูลใหญ่แห่งแดนเหนือร้างเหมือนกัน ตระกูลเสวี่ยในสายตาของไป๋อวิ้นเฉินไม่ได้สลักสำคัญอะไร รากฐานของตระกูลไป๋ต่างหากที่ลึกซึ้งที่สุดในบรรดาห้าตระกูลใหญ่
มิเช่นนั้นคงไม่ได้รับความสนใจจากตระกูลเร้นลับ ถึงขั้นให้นางแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับนายน้อยตระกูลโจว แม้ว่านางจะไม่ยินยอมก็ตาม
เสวี่ยหลิวหลีมองไปที่ไป๋อวิ้นเฉินเช่นกัน เมื่อยอดหญิงผู้เลอโฉมสองนางมาพบกัน และต่างก็เป็สตรีด้วยกัน จึงมีความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน
แม้แต่เสวี่ยหลิวชิงที่อยู่ข้าง ๆ ยังสามารถััได้ถึงความไม่เป็มิตรที่ไป๋อวิ้นเฉินมีต่อพี่สาวของนาง นางจึงใช้สายตาใสซื่อมองไปที่ไป๋อวิ้นเฉินแวบหนึ่ง ในใจคิดอะไรบางอย่างแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า
"พี่สาว ท่านเป็คนของตระกูลไป๋แห่งเป่ยโจวใช่ไหมเ้าคะ เมื่อก่อนข้าเคยไปเป่ยโจวกับเหล่าผู้าุโในตระกูล ข้าน่าจะเคยเห็นท่านในตอนนั้น"
พี่สาว?
ช่างทำตัวสนิทสนมเก่งเสียจริง ไป๋อวิ้นเฉินแค่นยิ้มเย็นในใจ พยักหน้าให้เสวี่ยหลิวชิงอย่างเ็า จากนั้นจึงเดินผ่านทั้งสองคนมุ่งหน้าต่อไปทันที
เสวี่ยหลิวชิงถูกเมินจนหน้าแตก นางจึงแลบลิ้นแล้วหันไปมองเสวี่ยหลิวหลี "พี่หลิวหลี คนผู้นี้ช่างเ็านัก"
เสวี่ยหลิวหลีส่ายหน้า สายตามีแววครุ่นคิด
หลี่มู่ที่อยู่ข้าง ๆ รีบเอ่ยอธิบายเพื่อสร้างตัวตนของตนเองขึ้นมาอีกครั้งว่า
"นั่นคือศิษย์น้องของข้า ไป๋อวิ้นเฉิน นิสัยของนางเ็าเป็ปกติอยู่แล้ว นางเป็แบบนี้กับทุกคน พวกเ้าอย่าได้ถือสาเลย"
"จริงด้วย หากพวกเ้า้าเยี่ยมชมยอดเขาเทียนอวิ๋น ข้าสามารถนำทางพวกเ้าไปได้ มิเช่นนั้นหากไปกันเอง มีความเป็ไปได้สูงที่จะถูกศิษย์้าขวางไว้"
เสวี่ยหลิวชิงยิ้มแล้วตอบว่า "ขอบคุณคุณชายหลี่เ้าค่ะ แต่ไม่เป็ไร ผู้าุโซูบอกให้พวกข้าเดินเที่ยวชมในนิกายได้ตามสบาย คงไม่เกิดเื่เช่นนั้นหรอกเ้าค่ะ"
สีหน้าของหลี่มู่แข็งค้าง
ซูฉางเกอ!
ซูฉางเกออีกแล้วหรือ?
เหตุใดสตรีทุกคนต้องวนเวียนอยู่รอบตัวซูฉางเกอด้วย!