“จัดการเรื่องของนายอำเภอโจวกับตระกูลหลูได้แล้ว ข้าคงต้องกลับเมืองหลวงพร้อมกับเจ้าเลย” เฟิ่งฮวนถามต่อ “เส้าหย่วน เจ้าจะพาครอบครัวท่านป้าจ้าวกลับเมืองหลวงพร้อมกันเลยหรือไม่”
“ข้าจะพาลุงเขย ท่านป้า แล้วก็เจี่ยงซีกลับเมืองหลวงไปก่อน ส่วนพี่เจี่ยงรุ่ยคงต้องฝากให้พี่ใหญ่เฟิ่งช่วยดูแล” ฝานเส้าหย่วนตอบก่อนจะหันไปพูดกับจ้าวเจี่ยงรุ่ย “พี่เจี่ยงรุ่ย ครั้งนี้คงต้องให้ท่านเดินทางไปสอบพร้อมเยี่ยนเฉิงคนเดียวแล้วขอรับ”
“เส้าหย่วน หากท่านพ่อกับท่านแม่กลับเมืองหลวง จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขาใช่หรือไม่” จ้าวเจี่ยงรุ่ยถามเสียงเครียด “ท่านพ่อกับท่านแม่ไม่เคยพูดเรื่องอดีตให้ข้าฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้นพวกเขาถึงต้องหนีมาอยู่ที่อำเภอเสียนหู่ ข้ายอมรับว่าข้ากังวลกับเรื่องนี้มาก”
หลังจากที่ฝานเส้าหย่วนกับเฟิ่งฮวนจัดการเรื่องต่างๆ ที่ที่ว่าการอำเภอเสร็จ พวกเขาก็กลับมาที่หมู่บ้านถังเจี่ย โดยฝานเส้าหย่วนได้ไปพบท่านป้าและท่านลุงเขยของเขาเพื่อบอกถึงความประสงค์ของท่านพ่อที่อยากให้ครอบครัวของท่านป้าย้ายกลับไปอยู่ที่เมืองหลวง ซึ่งท่านป้าจ้าวก็ไม่ปฏิเสธ เพราะนางก็คิดถึงน้องชายมากเช่นกัน อีกทั้งนางยังอยากพาสามีและลูกๆ ไปไหว้หลุมศพบิดาและมารดา ส่วนหลังจากที่นางย้ายกลับไปอยู่เมืองหลวงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เอาไว้ให้ถึงตอนนั้นค่อยหาทางแก้ปัญหา
“ท่านพ่อของข้าให้ข้ามารับพวกท่านกลับไป ก็แสดงว่าท่านพ่อได้เตรียมการทุกอย่างไว้แล้ว ท่านไม่ต้องเป็นห่วงนะขอรับ”
“เจ้าไม่ต้องคิดมาก หากเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ ตระกูลเฟิ่งของเราก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ” เฟิ่งเฮ่าบอก “เส้าหย่วนนับถือข้าเป็นพี่ใหญ่ก็เท่ากับข้าเป็นพี่ใหญ่ของเจ้าด้วย เจ้าเตรียมตัวสอบให้ดีก็พอ”
“ขอบคุณขอรับพี่ใหญ่เฟิ่ง” จ้าวเจี่ยงรุ่ยประสานมือ
“ว่าแต่หลีเอ๋อ เจ้ายังจะกลับมาเปิดโรงงานทำผักดองอีกหรือไม่” เฟิ่งเฮ่าหันไปถามน้องสาวบุญธรรม
“ไม่แล้วเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าไปหาทำเลสร้างโรงงานอยู่ใกล้ๆ เมืองหลวงจะดีกว่า เราจะได้เดินทางไปดูแลความเรียบร้อยของโรงงานได้สะดวก” ถังหลีถอนหายใจ “เมื่อก่อนข้าคิดว่าหลังจากที่เราย้ายไปเมืองหลวง ข้าจะให้ท่านลุงใหญ่ช่วยดูแลโรงงานให้ แต่ไม่คิดว่าท่านลุงใหญ่ก็เหมือนกับคนอื่น พอเห็นเงินเห็นผลประโยชน์ก็เกิดความโลภจนคิดที่จะยึดโรงงานของข้า ทั้งแผนการของเขาก็ชั่วร้าย หากถังซุนไม่มาบอกเราล่วงหน้า ข้าคงถูกประหารไปแล้ว
อีกอย่างข้าหวังดีอยากให้ชาวบ้านมีงานทำจึงเปิดโรงงานขึ้นมา แต่พอเจอปัญหา นอกจากพวกเขาจะไม่ถามเหตุผล พวกเขากลับทิ้งงานไปอย่างไม่สนใจว่างานของเราจะเกิดความเสียหายหรือเปล่า ถึงแม้ข้าจะไม่โทษพวกเขา แต่มันก็ทำให้ข้ากลับมาคิดได้ว่าเราไปหาซื้อทาสมาเป็นคนงานดีกว่า เมื่อมีสัญญาทาสอยู่ในมือ พวกเขาก็จะทำงานให้เราอย่างเต็มที่ และไม่กล้าที่จะทรยศเรา ถึงตอนนั้นข้าค่อยเพิ่มค่าจ้างหรือเงินเพิ่มพิเศษให้พวกเขาก็ได้”
“ซื้อทาสมาเป็นคนงานก็ดีเหมือนกัน เพราะสูตรอาหารแต่ละอย่างของเจ้าล้วนเป็นความลับ พวกทาสย่อมไม่กล้าเอาความลับของเจ้าออกไปเปิดเผยแน่นอน” กู้เยี่ยนเฉิงมองภรรยาอย่างลังเล แต่เพราะไม่อยากให้ภรรยาต้องมาเสียใจในภายหลัง เขาจึงตัดสินใจบอก “พูดถึงถังซุน ตอนนี้เหมือนเขาจะเปลี่ยนไปมาก วันก่อนเขามาหาข้า และบอกว่าอยากมาขอโทษเจ้ากับพี่สามกับเรื่องที่ผ่านมา ท่านพ่อตาก็อยากพบเจ้าเหมือนกัน เจ้าจะไปพบพวกเขาหรือไม่”
“ความจริงข้ากับพวกเขาก็ไม่เกี่ยวข้องกันนานแล้ว และที่ถังซุนมาช่วยข้าก็เพราะเขามีข้อแลกเปลี่ยนที่อยากให้ข้าช่วยให้ความปรารถนาของเขาสมหวัง ในเมื่อเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน ก็ไม่นับว่าเป็นบุญคุณ จะเจอหรือไม่เจอก็ไม่สำคัญ”
“หมายความว่าเจ้าจะไม่ไปพบพวกเขาใช่หรือไม่”
“พี่สาม ท่านมีความเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ” ถังหลีหันไปถามถังซาน
“ข้าว่าเราไปพบพวกเขาสักครั้งเถอะ” ถังซานตอบอย่างไม่ลังเล อีกไม่นานเขากับน้องสาวก็จะย้ายไปอยู่เมืองหลวงแล้ว ความทรงจำในหมู่บ้านแห่งนี้ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง บางทีการพบกันในครั้งนี้อาจจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายของเขากับบิดาก็เป็นได้
ถังหลีกับถังซานไปพบถังต้าหลางกับถังซุนที่บ้านหลังเดิม ทันทีที่สองพี่น้องเดินเข้าไปในลานบ้าน ถังซุนก็เดินออกมาพร้อมกับคุกเข่าและโขกศีรษะคำนับพี่ทั้งสอง “พี่ใหญ่ พี่สาว ข้าขอโทษสำหรับเรื่องที่ผ่านมาขอรับ”
“เจ้าลุกขึ้นเถอะ ตั้งแต่ที่ข้ากับหลีเอ๋อตัดสัมพันธ์กับพวกเจ้าไป ข้าก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องเดิมอีก แต่เจ้าอย่าได้ถามหาการให้อภัยจากพวกเรา เพราะเราไม่อาจให้อภัยเจ้าได้” ถังซานบอก
ถังซุนไม่แปลกใจกับคำตอบ เขาลุกขึ้นยืนและไม่ได้แสดงท่าทางโกรธเคือง แต่เขากลับยิ้ม “ข้ารู้ว่าความผิดที่ข้ากับท่านแม่เคยทำไว้กับพวกท่านมันไม่อาจให้อภัยได้ แต่ที่ข้าขอโทษพวกท่านเพราะมันเป็นสิ่งที่ข้าควรทำ ส่วนพวกท่านจะให้อภัยข้าหรือไม่ ข้าก็ไม่ได้คาดหวัง แต่อย่างน้อยข้าก็ได้ความสบายใจกลับมาขอรับ”
“จริงอย่างที่ซุนเอ๋อบอก เมื่อก่อนเป็นข้าที่ทำร้ายเจ้าทั้งสองคน ทั้งยังมีท่านแม่ของพวกเจ้าอีก” ถังต้าหลางพูดอย่างเสียใจ “ซานเอ๋อ หลีเอ๋อ ข้าขอโทษเจ้าทั้งสองคนด้วย”
“ที่ท่านให้เราสองคนมาพบก็เพราะเรื่องนี้เท่านั้นหรือ?” ถังซานไม่ได้มีความรู้สึกใดกับบิดาและน้องชายต่างมารดาผู้นี้อีกแล้ว
“พี่ใหญ่ พี่สาว ข้าตั้งใจจะพาท่านพ่อย้ายไปอยู่หมู่บ้านใกล้ๆ ชายแดน หลังจากนี้เราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว ข้าขอลาพวกท่านวันนี้เลยขอรับ” ถังซุนบอก
“ทำไมเจ้าถึงจะพาท่านพ่อย้ายไปอยู่ชายแดน การเดินทางมันไกลมาก เจ้ากับท่านพ่อจะเดินทางไหวหรือ” ถังซานถาม
“ความผิดที่ท่านแม่ทำไว้คงทำให้ข้ากับท่านพ่ออาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้อีกแล้ว พวกเราจึงขายบ้านหลังนี้ไปแล้วขอรับ เงินก้อนนี้คือค่าใช้จ่ายของพวกเรา” ถังซุนยิ้ม “ไปอยู่หมู่บ้านตามชายแดนก็ดี เพราะยิ่งอยู่ไกลก็จะไม่มีคนรู้จักข้ากับท่านพ่อ เราสองคนพ่อลูกจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ข้าตั้งใจเอาไว้ว่าข้าจะไม่กลับไปเป็นถังซุนที่ทำตัวเสเพลไปวันๆ อีกแล้ว ต่อจากนี้ข้าจะเป็นคนดีและจะดูแลท่านพ่อให้ดีขอรับ”
ถังซานกับถังหลีหันไปมองหน้ากันก่อนที่พวกเขาจะคุกเข่าแล้วโขกศีรษะคำนับถังต้าหลาง
“ท่านพ่อ ขอให้ท่านกับซุนเอ๋อเดินทางโดยปลอดภัยขอรับ” ถังซานบอก
“ท่านพ่อ ขอให้ท่านกับซุนเอ๋อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในทางที่ดี ข้าขอมอบเงินจำนวนนี้ให้พวกท่านเอาไว้ตั้งตัว ถือเป็นความกตัญญูที่ท่านให้กำเนิดและเลี้ยงดูข้ามาเจ้าค่ะ” ถังหลีล้วงตั๋วแลกเงินจำนวนสามพันตำลึงให้กับถังต้าหลาง เงินจำนวนนี้เพียงพอที่จะให้สองพ่อลูกใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปตลอดชีวิต ถังหลีทำเช่นนี้แทนเจ้าของร่างเดิม
“นี่มันมากเกินไป! ข้ารับไว้ไม่ได้ เจ้าเอากลับไปเถอะ” ถังต้าหลางน้ำตาไหลอย่างห้ามไม่อยู่ เขาไม่คิดว่าลูกสาวจะมอบเงินให้เขามากมายขนาดนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนเขาทำไม่ดีกับนางเอาไว้มาก ตอนนี้เขารู้สึกละอายกับการกระทำในอดีตของตนเองมากพอแล้ว จะให้เขารับเงินก้อนนี้มาอีกได้อย่างไร “เยี่ยนเฉิงยังต้องไปสอบอีกหลายสนาม หรือแม้แต่ที่พวกเจ้าจะย้ายไปเมืองหลวง เจ้าก็ต้องซื้อบ้านไว้อยู่อาศัย เจ้าเก็บเงินก้อนนี้ไว้เถอะ ความกตัญญูของเจ้า ข้ารับไว้แล้ว”
“ท่านพ่อ หากท่านไม่รับเงินจำนวนนี้แล้วจะถือว่าท่านรับรู้ถึงความกตัญญูของข้าได้อย่างไรเจ้าคะ” ถังหลีบอกบิดาก่อนจะหันไปบอกกับถังซุน “เช่นนั้นก็ให้เจ้าเก็บเงินจำนวนนี้ไว้ ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงิน เจ้าจงใช้มันอย่างรอบคอบ ในอนาคตข้างหน้า ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง แต่ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับการกระทำของเจ้า”
แม้ถังซุนจะโง่เขลา แต่ครั้งนี้เขากลับเข้าใจคำพูดของพี่สาวได้อย่างกระจ่าง ตอนนี้พี่สาวกับพี่ชายยังไม่พร้อมที่จะให้อภัยเขากับท่านพ่อ แต่ในอนาคตหากเขากับท่านพ่อปรับปรุงตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น วันนั้นพี่สาวกับพี่ชายอาจจะยอมให้อภัยเขากับท่านพ่อก็เป็นได้ ถึงตอนนั้นทุกคนก็จะได้กลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง
“พี่สาว ข้าจะไม่ทำให้ท่านกับพี่ใหญ่ผิดหวัง ข้าอยากเป็นน้องชายของพวกท่านอย่างแท้จริงขอรับ” ถังซุนพูดออกมาจากใจจริง แม้เขาจะรู้ดีว่าตัวเขา ท่านพ่อ และพี่ชายพี่สาวทั้งสองไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน แต่เขาจะขอเป็นครอบครัวของตระกูลถังไปตลอดชีวิต
“ข้ากับพี่ใหญ่จะรอดูความสำเร็จของเจ้า”
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เฟิ่งฮวน ถังซาน เซียงเหลียน ฝานเส้าหย่วน ท่านป้าจ้าว และจ้าวเจี่ยงซีเดินทางเข้าเมืองหลวงกันก่อน
ส่วนถังหลี กู้เยี่ยนเฉิง เฟิ่งเฮ่า และจ้าวเจี่ยงรุ่ยก็เดินทางเข้ามณฑลเพื่อไปร่วมการสอบจวี่เหริน การเดินทางราบรื่นและการจองที่พักก็ราบรื่นเป็นอย่างมาก เพราะโชคดีที่โรงเตี๊ยมที่อยู่ใกล้สนามสอบที่สุดเหลือห้องพักอยู่สองห้อง ถังหลีกับกู้เยี่ยนเฉิงพักอยู่ห้องเดียวกัน ส่วนเฟิ่งเฮ่าก็พักกับจ้าวเจี่ยงรุ่ย
“ความจริงให้ข้าไปหาห้องพักที่อื่นก็ได้ พี่ใหญ่เฟิ่งจะได้พักได้อย่างสะดวก” จ้าวเจี่ยงรุ่ยพูดอย่างเกรงใจ
“จะเกรงใจไปทำไม เมื่อก่อนตอนที่ข้าต้องเดินทางไปติดต่อการค้าตามเมืองต่างๆ ข้า อาฮวน และเส้าหย่วนก็นอนห้องเดียวกันบ่อยๆ” เฟิ่งเฮ่าตบไหล่จ้าวเจี่ยงรุ่ย “เจ้ากับเส้าหย่วนเป็นพี่น้องกันก็เท่ากับเจ้าเป็นน้องชายของข้าด้วย อีกอย่าง...เจ้าต้องเข้าไปอยู่ในสนามสอบตั้งหลายวัน ตอนนั้นข้าก็จะได้ครองห้องคนเดียวแล้ว”
แม้จ้าวเจี่ยงรุ่ยจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกับฝานเส้าหย่วน แต่เขาเติบโตมาในชนบท เขาจึงไม่มั่นใจว่าเขาควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรกับคุณชายจากตระกูลใหญ่อย่างคุณชายเฟิ่ง แต่เมื่อเห็นท่าทางสบายๆ ของเฟิ่งเฮ่า เขาก็รู้สึกเบาใจ
“ว่าแต่พวกเจ้ากำลังทำอะไรอยู่หรือ” เฟิ่งเฮ่าหันไปถามถังหลีกับกู้เยี่ยนเฉิง “หีบสองใบนี้เป็นของเยี่ยนเฉิงกับเจี่ยงรุ่ยที่จะเอาเข้าไปในสนามสอบใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ” ถังหลีชี้ไปที่ของที่นางกำลังจะจัดลงหีบแล้วเริ่มอธิบายทีละอย่าง “ข้าได้ยินว่าในสนามสอบมีน้ำร้อนเติมได้ตลอด ข้าจึงทำกระบอกไม้ไผ่เป็นถ้วยแบบมีฝาปิด พอสามีกับพี่เจี่ยงรุ่ยรู้สึกหิว ก็ให้เอาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรือไม่ก็โจ๊กกึ่งสำเร็จรูปใส่ลงไปในถ้วยไม้ไผ่ จากนั้นก็เติมน้ำร้อนให้น้ำอยู่ในระดับเดียวกับขีดยาวๆ ที่ข้าทำเป็นสัญลักษณ์ไว้ ปิดฝาทิ้งไว้สัก อืม...ให้พวกท่านนับหนึ่งถึงสามสิบก็แล้วกัน บะหมี่กับโจ๊กก็จะสุกพร้อมทานพอดี ส่วนครีมสีขาวนี้เป็นครีมที่เอาไว้ทาป้องกันยุง แล้วก็นี่...”
ถังหลียังอธิบายสิ่งของที่วางอยู่บนพื้นไปทีละอย่าง และมือของนางก็จัดของลงไปในหีบอย่างคล่องแคล่ว ต้องขอบคุณมิติร้านขายของชำที่ติดตัวนางมาด้วย แค่แกะบรรจุภัณฑ์ออก นางก็สามารถเอาของทุกอย่างออกมาใช้ได้
“หลีเอ๋อ เจ้าสิ้นเปลืองเงินไปมากเท่าไหร่กับสิ่งของพวกนี้ เอาไว้พอกลับไปถึงเมืองหลวง ข้าจะไปขอเงินจากท่านพ่อท่านแม่มาจ่ายคืนให้เจ้า” จ้าวเจี่ยงรุ่ยบอก
“ท่านก็ทำเหมือนข้าเป็นคนอื่นอีกคน” ถังหลีแสร้งทำเป็นไม่พอใจ ก่อนที่นางจะหันไปยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ความจริงแล้วที่ข้าเอาของเหล่านี้ให้ท่านกับสามีเอาเข้าไปใช้ในสนามสอบก็เพื่อที่ข้าจะโฆษณาให้คนอื่นเห็น พอกลับไปถึงเมืองหลวง ข้าจะเปิดร้านขายของ โดยจะเอาสิ่งของพวกนี้มาวางขายที่หน้าร้านเจ้าค่ะ”
ถังหลีไม่สนใจสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของพี่ชายทั้งสองและสามี นางจัดของลงหีบจนเสร็จและอธิบายวิธีการใช้สิ่งของต่างๆ ให้สามีและจ้าวเจี่ยงรุ่ยฟังอย่างละเอียดอีกครั้ง
จนกระทั่งถึงวันสอบ นางก็ไปส่งสามีและจ้าวเจี่ยงรุ่ยเข้าสู่สนามสอบตั้งแต่เช้า จากนั้นนางกับเฟิ่งเฮ่าก็ไปเดินสำรวจเมืองกันต่อ