เพียงเท้าของนางก้าวข้ามพ้นประตูตำหนักไป๋เสวี่ยเท่านั้นบรรยากาศโดยรอบยังสองข้างทางทอดเข้าสู่โถงกลางยังตำหนักใหญ่กลับแตกต่างจากอีกฟากฝั่งไปโดยสิ้นเชิงดังกับว่าภายในตำหนักนี้นั้นคือคนละแคว้นกับยังนอกตำหนักกระนั้น
จึงทำให้เหออิ่งลั่ว อดจะขยับผ้าคลุมหน้าเพื่อแลดูความเป็ไปโดยรอบอย่างกังขาว่าแม่สื่อนั้นนำนางมาผิดที่หรือไม่ด้วยว่าขบวนรับตัวเ้าสาวนั้นแสนจะโอฬารตระการตา แล้วเหตุไฉนภายในตำหนักใหญ่กลับเงียบเชียบดังกับสุสานเช่นนี้!?
“องค์หญิงอิ่งลั่วอย่าขยับผ้าสิเพคะกฎยังดินแดนจงหงวนนั้นมิได้หย่อนยานดังเช่นชาวเผ่านอกด่านเถื่อนร้ายหรอกนะเพคะ”
...เอ๊าท่านป้าไยจึงกล่าววาจาหยาบคายเช่นนี้...
เสียงของสตรีซึ่งมีใบหน้าแข็งกระด้างรูปร่างมิได้อวบอ้วนดังสตรีเริ่มสูงวัยส่วนใหญ่ นั้นค่อนข้างเดาอายุผ่านผ้าคลุมหน้าเ้าสาวไปได้ยากเย็น แต่เพียงน้ำเสียงดุดันเข้มงวดเหออิ่งลั่วผู้มิได้โง่งมมากนักพอจะฟังออกว่าสตรีผู้นี้คงสำคัญพอสมควรยังตำหนักหนาวเย็นแห่งนี้ นางเพียงสำรวมกิริยาเสียด้วยยามนี้มิรู้อันใดเลยหากกระทำการใดผิดพลาดไปย่อมหาใช่สิ่งดี ทว่าภายในใจนางก็นึกมิชมชอบนัก ด้วยต่อให้นางเป็ชาวเผ่านอกด่านแต่ก็เป็ถึงองค์หญิง แถมอีกไม่นานนี้จะได้เป็ชินหวางเฟยแล้วจะกล่าวอันใดน่าจะคิดไว้หน้ากันสักหน่อย
“เ้าสาวมาถึงแล้วเริ่มพิธีได้”
เสียงหนึ่งดังขึ้นมิได้ดังนัก ครั้งนี้เหออิ่งลั่วนางมิได้ขยับผ้าคลุมหน้าให้เสียกิริยาและถูกอีกฝ่ายตำหนิดูิ่ได้อีก แต่เพราะผ้านั้นต่อให้เป็สีแดงเจิดจ้า ทว่าก็บางอยู่ถึงหกส่วนเมื่อสายตาชินต่อสีแดงแล้วนางย่อมมองเห็นภายนอกผ้าได้ถึงจะไม่ชัดเช่นนัก หากแต่ทุกการเคลื่อนไหว และทุกผู้คนภายในห้องโถงกว้างนี้มีเท่าใดเหออิ่งลั่วย่อมแจ้งใจ
เมื่อแลเห็นทุกสิ่งผ่านผ้าบางจนทั่วห้องโถงในหัวจึงยังมึนงงอยู่ก็ให้ยิ่งกว่าแปลกใจ นี่คือสถานที่จัดพิธีไหว้ฟ้าดินของนางต่อจื่อหยางชินอ๋องแน่อยู่หรือ?
ด้วยยังห้องนี้นอกจากบ่าวไม่ถึงสิบชีวิต ก็เงียบงันไร้เงาผู้คนอื่นอีกอย่าว่าแต่ผู้คนอื่นเลยเงาของเ้าบ่าวเหออิ่งลั่วยังไม่แลเห็นสักเพียงปลายเส้นผม...
นี่มันงานวิวาห์แบบใดกัน ต่อให้เป็ชนชั้นทาสนางยังเห็นว่ามีแขกมากกว่างานนี้เสียอีก กลิ่นมิชอบมาพากลโชยคลุ้งทันที
“เชิญเ้าบ่าว”
เสียงบุรุษวัยน่าจะราวเดียวกับจ้าวเมิ่งห้าวเอ่ยขึ้นเมื่อนางก้าวพ้นเตาไฟมาหยุดยืนหน้าแท่นทำพิธีกราบไว้ฟ้าดินเรียบร้อยดีแล้ว แต่เพียงครู่ผู้เพิ่งฟื้นจากความตายก็แทบล้มคว่ำลงทันใดแค่สายตาแลเห็นผู้เป็เ้าบ่าวชัดเจนเต็มตา
“ลา! ...”
ริมฝีปากเล็กหลุดเสียงแห้งแล้งออกมาแ่หวิว ต่อให้นางนั้นหลับแล้วลืมตาอยู่เป็สิบครั้งอัน “เ้าบ่าว” ก็หาได้เปลี่ยนจากลูกลาตัวน้อยน่ารักถูกผูกเป็โบน่ารักด้วยผ้าแพรเนื้อดีสีแดงสดแสบตาไปได้ไม่!
...กร๊อด....
...หยวนจื่อหยาง...เ้าคนสมควรตาย....
ตลอดหนึ่งชีวิตจบสิ้นลงในวัยสิบเจ็ดหนาวรองประมุขพรรคกระบี่จูเซวี่ยนามว่าหวงอิ่งลั่วนางนั้นมิเคยโกรธจนแทบฟ้นไฟออกจากปากได้เท่าครั้งนี้มาก่อนเลย แต่เพียงฟื้นมาในร่างอ่อนแอขององค์หญิงเผ่าเจี๋ยมิถึงชั่วยามนางกลับอยากลงมือสังหารคนขึ้นมาติดหมัด
เขามิยินดีแต่งให้เ้าของร่างนี้ก็มิเห็นจะต้องกระทำหยามิ่กันถึงเพียงนี้เลย
“ด้วยยามนี้จื่อหยางชินอ๋องนั้นล้มป่วยแต่ฤกษ์ไหว้ฟ้าดินมิอาจเสียไปจึงให้ลาน้อยตัวนี้ทำหน้าที่แทนพ่ะย่ะค่ะองค์หญิง”
บุรุษในวัยราวยี่สิบห้าถึงยี่สิบหกหนาวในอาภรณ์สีดำสนิทผู้จูงเ้าลาตัวน้อยเข้ามายืนเคียงข้างเ้าสาวเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสงบ
"องค์หญิงเพคะ! "
ผู้อยู่ข้างกายนางซึ่งวางตนไร้ปากและไร้เสียงมานับแต่เหออิ่งลั่วก้าวเท้าลงจากเกี้ยวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแสนเดือดดาลเป็อย่างยิ่ง แถมกลิ่นอายสังหารยังเข้มข้น เสียงขยับดาบโค้งนั้นก็แน่จัด องครักษ์หนึ่งเดียวผู้ติดตามและเติบโตมาพร้อมกับเ้าของร่างนี้นามว่า ‘อาซูหม่า’ ในวัยสิบเก้าหนาวยามนี้คงใกล้สิ้นสุดต่อความอดทนอดกลั้นเสียแล้ว
"ระวังกิริยาของเ้าหน่อยอาซูหม่าอย่าให้ชาวเทียนจินดูแคลนว่าชาวเผ่าเจี๋ยของเราเป็บ้านป่าเมืองเถื่อนได้ทีเดียว"
นางว่าน้ำเสียงให้ไร้อารมณ์อย่างที่สุดเอ่ยตักเตือนอาซูหม่าออกไป การใช้กำลังในถิ่นผู้อื่นหาใช่เื่ดีที่ทำได้นั้นก็คือนิ่งสงบ
หึ! ...
ใครกันแน่ที่กระทำตนเป็พวกไร้อารยธรรม! ...เหออิ่งลั่วทำได้เพียงก่นด่าอีกฝ่ายอยู่ภายในใจ
"มิทราบว่าท่านราชทูตแห่งเผ่าเจี๋ยของเปิ่นกงจู่ไยจึงมิได้มาร่วมพิธีเล่าท่านที่ปรึกษา"
ด้วยความทรงจำเก่าของร่างนี้จดจำบุรุษหน้าเข้มผู้นี้ได้ว่าเขาคือที่ปรึกษาของว่าที่สวามีขององค์หญิงเหออิ่งลั่วเช่นนั้นกล่าวความกับเขาย่อมสมควรที่สุด เช่นไรนางต้องหาพวกของตนเองเอาไว้บ้าง หากได้ราชทูตของเผ่าเจี๋ยก้าวเข้ามาบางทีอาจช่วยนางแก้ปัญหา มีเ้าบ่าวเป็ลูกลาน้อยไปได้
“ทูลองค์หญิงอิ่งลั่วด้วยยามนี้จื่อหยางชินอ๋องของเราประชวรพิธีที่ไม่สำคัญทั้งหลายจึงถูกงดทั้งหมดรวมถึงการต้อนรับแขกพ่ะย่ะค่ะ”
ช่างเป็ผู้เตรียมการมาพร้อมจริงแท้จื่อหยางชินอ๋อง...
“เช่นนั้นเพียงออกมาไหว้ฟ้าดินมิถูกครึ่งก้านธูปจื่อหยางชินอ๋องก็ไร้ความสามารถจนสิ้นเลยหรือท่านที่ปรึกษา”
ย่อมแน่นอนต่อให้นางเสียสติคงมิอาจฝืนทนกราบไหว้ฟ้าดินกับลูกลาน้อยไปได้ ถึงจะรู้อีกเช่นกันว่าสุดท้ายแล้ววันนี้ตนจะต้องพบความพ่ายแพ้ อย่ามิต้องคาดเดาด้วยที่นี่คือถิ่นของอ๋องปีศาจผู้นั้นต่อให้นางเป็ถึงองค์หญิงแต่จะต่อกรด้วยคงมิได้เป็แน่
."ต้องขออภัยเป็อย่างยิ่งด้วยว่าท่านอ๋องทรงพระประชวรหมอหลวงได้สั่งห้ามว่าสองสามวันนี้คงมิอาจถูกลมได้ จึงมิได้ออกมายังโถงพิธีขอองค์หญิงได้โปรดเข้าพระทัยพ่ะย่ะค่ะ เอิ่ม...บัดนี้ก็จะเลยฤกษ์ดีแล้ว เชิญเริ่มพิธีเถิด"
ถึงจะอ่อนวัยกว่าพ่อบ้านเกาและแม่นมหลิวของคนสำคัญยังตำหนักไป๋เสวี่ยแห่งนี้หากแต่ด้วยตำแหน่งจางเฟยเจี้ยนจึงเป็ผู้ออกหน้าเสียแทนหากแต่ในหัวในเขานั้นย่อมรู้แจ้งทั้งสิ้นนี้มิสมควรกระทำต่อสตรีต่างแดนวัยอ่อนผู้นี้เลย
หากแต่ผู้เป็นายซึ่งก็คือเ้าบ่าวในวันนี้้าเช่นนี้ผู้เป็บ่าวหรือจะกล้าขัดได้อย่างไรเพราะการอยู่รับใช้ใกล้ชิด จื่อหยางชินอ๋องผู้นี้มาั้แ่วัยเยาว์ยังเป็เพียงองค์ชายก็สอนให้แก่ที่ปรึกษาหนุ่มวัยยี่สิบเก้าหนาวได้รู้ซึ้งเป็อย่างดีว่าต่อให้รู้ว่าผิดเพียงมิสมควรเพียงใดแต่หากจื่อหยางชินอ๋องผู้นั้นพอใจต่อให้ต้องใช้กลวิธีตะแคงออกข้างไปข้างกายถลอกบุรุษรูปงามผู้นั้นก็จะพลิกจากดำให้กลายเป็ขาวสะอาดได้ในท้ายที่สุดถึงแม้ว่าอาจต้องมือไม้เปื้อนเืไปบ้างจื่อหยางชินอ๋องก็มิสะทกสะท้านขอเพียงตนเองสบายใจเป็พอ....
...ป่วยหนัก! ...
เหออิ่งลั่วคำรามในใจ บุรุษผู้นั้นคิดว่าชาวชนเผ่านอกด่านมีเขางอกออกมาทุกทิศทุกทางหรืออย่างไร? ตื้นเขินไปหรือไม่จึงกล้าอ้างเหตุผลบ้าบอเช่นนี้ เฮอะ! ....
สมควรตายยิ่งนักจื่อหยางชินอ๋องผู้นั้น!
...ดี! ...
“ได้...เริ่มพิธี”
ในเมื่อกล้าส่งลาน้อยมาให้นางร่วมกราบไหว้ฟ้าดิน เช่นนั้นนางก็จะสนองความ้าให้สาแก่ใจเขาสักหน่อยนางจะทำให้บุรุษที่คิดหยามเกียรติคนประทับใจั้แ่แรกก้าวเข้าหน้าประตูตำหนักเชียวละ...
เพราะต่อให้ยามนี้ตนเองรู้แจ้งแล้วว่าแท้จริงนางนั้นคือดวงิญญาของหวงอิ่งลั่วมิรู้สาเหตุแน่ชัดที่มาทดแทนดวงิญญาเดิมซึ่งสิ้นใจในเวลาใกล้เคียงกันแต่การหยามิ่เกียรติกันเช่นนี้มันเกินไปจริงแท้ ถึงต่อให้อดีตนางมิใช่ชาวนอกด่านแต่ว่านับจากลืมตาขึ้นใหม่ยามนี้ยากจะมิยอมรับเสียแล้วว่าตนเองยามนี้แล้วมีเืเนื้อของเผ่าเจี๋ยไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกายเช่นนี้ต่อดินแดนชนเผ่าเจี๋ยจะมิได้ใหญ่ยิ่งเฉกเช่นเทียนจิน แต่เช่นไรเสียร่างกายนี้ก็เป็เชื้อสายโดยตรงทรงมีพระบิดาและมารดาเดียวกับองค์ข่านเชียวนะ ถึงแม้ว่ายามนี้พระนางจะสิ้นไปแล้ว ก็สมควรได้รับการต้อนรับจากว่าที่พระสวามีให้จงดีกว่านี้มิใช่หรอกหรือ? ....
มิใช่ส่งลาโง่ตัวหนึ่งมาเข้าพิธีแทน!
ยิ่งคิดเหออิ่งลั่วก็ยิ่งรู้สึกแค้นจนแน่นหน้าอกคล้ายกับว่าลมจะตีขึ้นจนหน้าแทบมืดตามบรรยากาศอึดอัดโดยรอบกายเสียยิ่งนัก!
แต่ยังก่อนขอนางคืนสนองให้จื่อหยางชินอ๋องสักเล็กน้อยเถิด
หึ!
ยามสิ้นสุดพิธีมุมปากเล็กสวยภายใต้ผ้าคลุมหน้าเ้าสาวกระตุกรอยยิ้มเหี้ยมโหดขึ้นมาสายหนึ่งก่อนเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ในเมื่อเ้าบ่าวนางคิดวิธีนี้หักหน้านาง เช่นนั้นก็ลองพิธีก่อนเข้าหอของเ้าสาวจากแดนนอกด่านดูบ้างเถิด...
ขวับ...
ฉับ! ...
ตุบ...
“อาซูหม่านำลาตัวนี้ไปหมักตามวิธีของชาวเผ่าเจี๋ยของเราคืนนี้เปิ่นกงจู่กับพระสวามีจะร่วมดื่มสุรามงคลแกล้มเนื้อลาอย่าง!”
แน่นอนว่าจื่อหยางชินอ๋องผู้นั้นมิสามารถจะกล่าวโทษนางได้ด้วยพิธีนี้มีอยู่จริงยังชนเผ่าเจี๋ย ว่าด้วยค่ำคืนเข้าหอจะต้องมีสัตว์หนึ่งตัวที่เ้าสาวเป็ผู้ฆ่าด้วยตนเองปรุ่งเป็อาหารป้อนให้แก่เ้าบ่าวของตน เหออิ่งลั่วในอดีตนั้นแน่แท้ว่านางคงมิอาจหาญกล้าลงมือโต้ตอบเอาคืนเป็แน่แต่คงหาใช่ อดีตนายน้อยแห่งพรรคจูเซวี่ยเช่นนาง!
คิดส่งลามาด่านางทางอ้อมว่าโง่เง่า เช่นนั้นนางก็จะให้เขาได้ลิ้มรสเนื้อลาโง่ตัวนั้น
...ยามจื่อ...
“หวางเยี่ยองค์หญิงอิ่งลั่วนั้นอยู่ในห้องหอมาร่วมห้าชั่วยามแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์ลู่ชิงฟงที่ยากจะเอ่ยคำวันนี้ยังอดใจมิไหวต่อบุรุษซึ่งยังคงเอนกายนอนโบกพัดกระดาษใจสงบนิ่งอยู่ยังเตียงหลังใหญ่มิมีทีท่าว่าจะขยับลุกขึ้นมาเตรียมขยับกายก้าวออกไปยังห้องหอเสียทีทั้งที่ฟ้าก็มืดมาหลายชั่วยามแล้วโดยแท้เพราะนับแต่เช้ามาทุกพิธีการนั้นถูกจื่อหยางชินอ๋องสะบั้นตัดทอนลงไปแทบไม่เหลือ
ซึ่งเหลือเพียงพิธีเข้าหอเพียงอย่างเดียวในวันแต่งงานนี้ด้วยว่าทุกพิธีทั้งหลายจื่อหยางชินอ๋องผู้นี้ต่างออกคำสั่งตัดออกและตัดออกเกรงว่าหากมิถูกแม่นมจางทักท้วงแม้แต่ไหว้ฟ้าดินที่นายตนนั้นถึงกับส่งลาน้อยไปร่วมพิธีแทนก็คงได้ตัดออกไปเช่นกันแล้วหากแม้แต่หอยังมิคิดไปเข้าองครักษ์หนุ่มก็ให้สงสัยนักว่านี่ยังจะเรียกว่าเป็วันวิวาห์ได้อยู่อีกหรือไม่
“ก็ในเมื่อใกล้จะห้าชั่วยามแล้วเช่นนั้นก็ให้ครบห้าชั่วยามไปเลยเถิดเปิ่นหวางมิเร่งร้อน”
ร่างสูงยังคงมิวางม้วนไม้ไผ่ในมือลงแต่อย่างใดในยามที่เอ่ยถึง ผู้ที่รอคอยอยู่ยังห้องหอยังอีกเรือนถัดไปด้านนอก สายตานั้นก็อีก ยังคงจับจ้องตัวหนังสือดังกับว่ามันนั้นช่างสำคัญยิ่งยวด...
“หวางเยี่ย...หากฝ่าาทรงทราบคงหาใช่เื่ดีนะพ่ะย่ะค่ะ”
จางเฟยเจี้ยนที่ปรึกษาหนุ่มก็เบื่อจะย้ำเตือนกับชายผู้ไร้หัวใจผู้นี้เป็ยิ่งนักด้วยยามที่เขาเข้ามารายงานว่าเ้าสาวนั้นลงมือสังหารลาตัวนั้นเสียแล้วผู้เอนกายอ่านตำราในมือก็เพียงเหลือบสายตาขึ้นมองเขาวูบสั้นๆ จากนั้นก็อ่านต่อไปมิใส่ใจต่อสิ่งใดทั้งสิ้น
“ก็หากเขามิพอพระทัยก็ให้มาตบแต่งเสียเองเลยเถิดเปิ่นหวางมิขัดข้องเลยแม้แต่น้อย”
หึ! ...
เป็คำตอบที่หนึ่งองครักษ์และหนึ่งที่ปรึกษาคาดเดาได้แม่นจริงแท้...
“พ่อบ้านจางนั้นจัดการทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วใช่หรือไม่”
เมื่อเห็นว่าสมควรแก่เวลาเสียทีร่างสูงในชุดอาภรณ์สีดำสนิทเข้ากับรัตติกาลก็ขยับลุกขึ้น ถึงจะขัดตาแค่ไหนแต่ทั้งพ่อบ้านจางเซิน องครักษ์ลู่ชิงฟง และที่ปรึกษาจางเฟยเจี้ยน ก็ทำได้เพียงเงียบปากอ้อมคำเอาไว้ มิอาจเอื้อนเอ่ยทัดทานอันใดได้ ด้วยรู้ดีว่าตนเองมีอำนาจเพียงใด และจื่อหยางชินอ๋องผู้นี้นั้นมีมากกว่าพวกตนเกินหลายเท่าตัวเพียงไหน
“ทูลหวางเยี่ยเป็ดังประสงค์ทุกสิ่งพ่ะย่ะค่ะ”
พ่อบ้านวัยหกสิบหนาวตอบคำหนักแน่นตามนิสัย
“ดี! เช่นนั้นเปิ่นหวางคงจะต้องไปยลโฉมชินหวางเฟยเสียหน่อย”
ภายใต้ใบหน้างดงามกว่าสตรีบางคนซึ่งยามผู้เป็เ้าของสวมอาภรณ์สีดำเลยส่งให้ใบหน้าขาวนั้นขาวเด่นชัดยิ่งขึ้นในราตรีกลาลทว่าทุกผู้มิอาจคาดเดาอารมณ์ของ 'จื่อหยางชินอ๋อง'ของพวกตนผู้นี้ได้เลยว่าเขานั้นกำลังนึกคิดสิ่งใดอยู่กันแน่นอกเสียจากเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่รู้ดีที่สุดในทุกการกระทำ....
เขาก้าวออกมายืนที่กลางโถงด้านนอกแล้วหยุดเพียงเท่านั้น ก่อนจะส่งสัญญาณมือว่าให้ พ่อบ้างจางและที่ปรึกษาจางเฟยเจี้ยนรวมถึงองครักษ์ลู่ชิงฟงแยกย้ายไปพักผ่อนกันเสียก่อนที่ตนเองจะมุ่งหน้าไปยังตำหนักพิรุณซึ่งมีเ้าสาวนั่งรอเขาอยู่
เห็นเช่นนั้นทั้งสามจึงเพียงส่ายศีรษะให้แก่กันจากนั้นจึงต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนกันต่อไป ปล่อยให้บุรุษผู้แหกทุกกฎเกณฑ์อันพึงมีของเหล่าเชื้อพระวงศ์ไปจนสิ้นเช่น หยวนจื่อหยางได้เผชิญหน้าต่อชินหวางเฟยผู้ซึ่งก็แลเห็นชัดเจนถึงการมิยินดีลงให้แก่ผู้ใดโดยง่ายเช่นกัน เห็นทีตำหนักไป๋เสวี่ยที่หนาวเย็นคงจะเริ่มร้อนระอุในมิช้ามินานข้างหน้านี้เสียเป็แน่แท้....