สวีโจวสังเกตเห็นเจียวอวี๋ั้แ่วันแรกที่หญิงสาวเข้าประตูวังมา ขณะที่เขากำลังลาดตระเวน แม้จะบังเอิญเห็นเพียงใบหน้าด้านข้าง กลับทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปจากนางได้ ดวงตาเด็ดเดี่ยวดื้อรั้นที่คุ้นตา เขากลับเห็นเงาของเด็กหญิงคนหนึ่งในความทรงจำซ้อนทับใบหน้าโฉมสะคราญของหญิงสาวนางนี้
สวีโจวใดุจสายฟ้าฟาดลงกลางอก ดวงตาเบิกกว้าง หัวใจกระเพื่อมสั่นไหวราวกับผิวน้ำต้องแรงลม เขาเองก็ไม่อาจบอกได้แน่ชัดว่าอาการนี้เกิดจากความใ ความดีใจ หรือบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น ภาพอดีตของเด็กสาวในยามสายลมพัดผ่าน เส้นผมปลิวไหว แววตาอ่อนโยน และรอยยิ้มเพียงน้อยที่ผุดขึ้น ฝังแน่นในห้วงความคิดไม่รู้คลาย เพราะเหตุนี้กระมัง วันนี้เขาจึงอาสาขี่ม้าออกมาส่งหมอมู่และนางด้วยตนเอง ทั้งที่ตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว งานเช่นนี้หาใช่หน้าที่ของผู้บัญชาการองครักษ์ส่วนพระองค์เช่นเขาไม่ แต่สวีโจวกลับคิดว่า หากไม่ได้มาส่งนางด้วยตนเองหัวใจคงไม่อาจสงบลงได้เลย
เมื่อรถม้าจอดเทียบสนิทลงที่โรงหมอมู่ เจียวอวี๋ค่อยๆ ประคองอาจารย์เหยียบบันไดลงมา ซุนซิว ศิษย์พี่ของนางยืนรอรับอาจารย์ที่ประตูโรงหมอคอยท่าอยู่ก่อนแล้ว เขารีบเข้ามาช่วยประคองหมอมู่และเรียกคนงานในโรงหมอช่วยกันขนของพระราชทานไปเก็บให้เรียบร้อย หมอมู่ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าได้สามก้าวพลันหมุนกายเอ่ยกับเจียวอวี๋
“ครานี้ต้องขอบคุณเ้ามาก กลับไปพักผ่อนเถอะ จื่อฮูหยิน มารดาเ้าคงเป็ห่วงแล้ว”
“อาจารย์กล่าวหนักเกินไปแล้วเ้าค่ะ ศิษย์มีโอกาสได้รับใช้อาจารย์เป็โชคดีของศิษย์ยิ่งนัก แต่ถ้าอาจารย์อยากตบรางวัลให้ศิษย์ เช่นนั้นการไปเก็บสมุนไพรครั้งหน้า อาจารย์ต้องพาศิษย์ไปด้วยนะเ้าคะ”
เจียวอวี๋กล่าวพลางคลี่ยิ้มสดใส จนเห็นฟันขาวเรียงสวยตัดกับริมฝีปากชมพูระเรื่อ หมอมู่แค่นเสียง ‘ฮึ’ ในลำคอแล้วจึงเบนหน้าไปหาสวีโจวพลางกล่าวขอบคุณเขาเช่นกันที่เดินทางคุ้มกันมาส่งถึงโรงหมอ สวีโจวยกมือคำนับอย่างนอบน้อม หมอมู่เดินกลับเข้าไปในโรงหมอโดยมีซุนชิวช่วยประคองไปตลอดทาง
เจียวอวี๋หมุนกายเหยียบบันไดขึ้นไปบนรถม้าอีกครั้ง สวีโจวที่ยืนมองศิษย์อาจารย์สนทนากันด้วยท่าทางเคร่งขรึมสง่างาม เมื่อครู่ยามเห็นนางยิ้มหวานสดใส หัวใจก็สั่นระรัวขึ้นมาอีก เขายกมือกุมหน้าอก เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายเขากันแน่ แต่ทว่ารอยยิ้มของนางทำให้เขาตกอยู่ในภวังค์ เผลอเหม่อลอยไปชั่วขณะ ครั้นเจียวอวี๋เดินกลับเข้าไปในรถม้าเรียบร้อยแล้วเขาถึงได้สติ พลางกระทุ้งท้องม้าเดินไปข้างม่านหน้าต่างรถ พลันเอ่ยถาม
“คุณหนู ไม่ทราบว่าเรือนของท่านอยู่บนถนนใด?”
“รบกวนท่านไปส่งข้าที่จวนสกุลจื่อ บนถนนตะวันออกเ้าค่ะ” เจียวอวี๋ตอบผ่านโดยมีม่านผ้าไหมสีน้ำเงินบางกั้นระหว่างสวีโจวกับนาง สวีโจวพยักหน้ารับทราบจึงควบม้านำรถม้ามุ่งหน้าไปยังจวนของเจียวอวี๋ เวลาผ่านไปไม่นานรถม้าจอดเทียบประตูจวนสกุลจื่อ สวีโจวพลิกกายลงหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว กำลังจะสาวเท้าไปยังรถม้า เพื่อให้นางประคองตัวเดินลงมา แต่เขานั้นช้าไปเพียงนิดเดียว อาฟู่สาวใช้ของนางรีบเข้าไปประคองมือหญิงสาวให้ก้าวลงจากรถม้า
เจียวอวี๋หันมายอบกายคำนับขอบคุณสวีโจวแล้วกล่าวเสียงเรียบว่า
“ขอบคุณท่านผู้บัญชาการองครักษ์ที่เสียสละเวลามาส่งข้าเ้าค่ะ” เจียวอวี๋กล่าวขอบคุณอย่างมีมารยาทที่คุณหนูสูงศักดิ์เช่นนางพึงมี ขณะเดียวกัน ด้วยนางติดอุปนิสัยช่างสังเกต ช่างซักถามยามเรียนรู้กับหมอมู่ ทำให้บังเอิญรู้ตำแหน่งขุนนางของบุรุษตรงหน้าจากการได้ยินองครักษ์ใต้บังคับบัญชาเรียกสวีโจว จึงไม่ทำให้นางขายหน้ายามกล่าวขอบคุณเขา ชายหนุ่มคำนับตอบแล้วจึงกล่าว
“คุณหนูมิต้องเกรงใจ เป็หน้าที่ของข้าอยู่แล้ว”
เจียวอวี๋รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง นางจึงพยักหน้าน้อยๆ ตามมารยาทแล้วจึงเดินกลับเข้าจวนไป โดยมีสองสาวใช้เดินประกบตามหลัง สวีโจวยืนมองร่างบางหายลับเข้าไปในจวน รอยยิ้มลึกปรากฏที่มุมปากแล้วจึงะโควบม้าจากไป
เจียวอวี๋พร้อมสองสาวใช้ก้าวเท้าเข้ามาในจวน อาเฟยได้แจ้งกับคุณหนูของนางก่อนแล้วว่า ท่านลุงเขยและท่านป้ามาเยี่ยมเยียนถึงจวน อาการง่วงงุนเหน็ดเหนื่อยพลันหายเป็ปลิดทิ้ง คล้ายม่านหมอกถูกแสงตะวันลบล้าง นางแทบจะวิ่งเหาะเหินตรงไปยังห้องโถงใหญ่ด้วยความยินดี
เจียวอวี๋ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป เห็นเหลียนซื่อมารดานั่งบนเก้าอี้กลมสลักดอกเหมย แกะลายฝังมุกวิจิตร เดินขอบด้วยโลหะเงาวับ ดูสง่างามสมฐานะ ข้าวของลักษณะนี้ หาใช่สิ่งที่ผู้ใดจะได้โดยง่าย หากมิใช่ผู้มีบรรดาศักดิ์สูงส่งเท่านั้นสามารถมีใช้ในเรือนได้
ส่วนท่านป้าและท่านลุงเขยนั่งถัดจากเหลียนซื่อออกมาตามลำดับ เจียวอวี๋สาวเท้าไปข้างหน้าย่อกายคำนับท่านป้าและท่านลุงเขยของนางด้วยใบหน้าตื่นเต้นดีใจแต่ก็ไม่ละเลยมารยาทที่พึงมีต่อผู้าุโ
“เจียวเจียวของพวกเราโตเป็สาวแล้วจริงๆ แถมรูปโฉมงดงามยิ่งกว่าตอนท่านแม่เ้าเมื่อครั้งเยาว์วัยเสียอีก”
เหลียนชิงเซียนพี่สาวแท้ๆ ของเหลียนซื่อ มองใบหน้าเจียวอวี๋หลานสาวแล้วอดชื่นชมไม่ได้ นางหันไปถามเหลียนซื่อน้องสาวร่วมอุทรว่า
“หลานสาวข้าตอนนี้อายุเท่าไหร่แล้ว เข้าพิธีปักปิ่นแล้วหรือยัง”
“ตอนนี้นางสิบสี่แล้วเ้าค่ะ ปักปิ่นคงจะเป็ฤดูร้อนปีหน้า” เหลียนซื่อตอบพี่สาวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพอใจ เปรยตามองบุตรสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
“เจียวอวี๋ เ้ายังคงไปโรงหมออยู่หรือไม่ เห็นท่านแม่เ้าบอกว่าเ้าเพิ่งไปรักษาคนป่วยมา” ฟ่านไห่ถัง ท่านลุงเขยของเจียวอวี๋เอ่ยถามแทรกขึ้นมา
“ไปเ้าค่ะท่านลุงฟ่าน ท่านป่วยหรือเ้าคะ ตอนนี้ข้าเป็ถึงมือขวาของหมอเทวดา ช่วยตรวจให้ท่านลุงได้นะเ้าคะ”
เจียวอวี๋ยิ้มยิงฟันขาวพูดจาทีเล่นทีจริง นางสนิทสนมกับท่านลุงผู้นี้อย่างยิ่ง
ฟ่านไห่ถังและเหลียนชิงเซียนเมื่อครั้งยังอาศัยอยู่ในเมืองหลวง เจียวอวี๋และจื่อจางิ่ครั้นยังเด็กมักไปเยี่ยมเยียน และวิ่งเล่นกับพี่สาว บุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านลุงท่านป้าของนาง ฟ่านไห่ถังเป็เศรษฐีคหบดีมีชื่อเสียงในเซิ่งโจว ทำการค้าขายกับต่างเมืองทั่วจงหยวน มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกับพ่อค้าต่างแดน สินค้าแปลกใหม่ล้วนผ่านหูผ่านตาเขาทั้งสิ้น รวมถึงของเล่นแปลกๆ ที่เด็กๆ ชื่นชอบ
เจียวอวี๋และจื่อจางิ่จึงชื่นชอบท่านลุงฟ่านที่ทั้งร่ำรวยและใจดีผู้นี้ แต่เมื่อสามปีที่แล้วพี่สาวแต่งงานออกไปต่างเมือง ท่านป้าเหลียนและท่านลุงฟ่านอดเป็ห่วงบุตรสาวเพียงคนเดียวไม่ได้ จึงตัดสินใจติดตามบุตรสาวไปทำการค้าที่เมืองนั้นแทน