บทที่ 24 พวกเรามาเล่นใหญ่กันสักตั้งเถอะ
“พี่รอง ในเมื่อพวกมันอ้างว่าเป็โจรูเา เช่นนั้นเราก็ซ้อนกลไปตามน้ำเลยเถอะเ้าค่ะ” สายตาของจี้หานลั่วทอดมองไปยังสนามรบนอกโรงเตี๊ยม
นางรู้สึกหนังศีรษะชาวาบอย่างอดไม่ได้
ในยุคสมัยนี้ ชีวิตคนไร้ค่าดุจต้นหญ้า
หากไม่ใช่เพราะเซี่ยงเฉิงหลีเก่งกาจดั่งเทพา
เกรงว่าคนที่นอนเป็ศพอยู่บนพื้นในคืนนี้ คงเป็พวกนาง
ในเมื่อตอนนี้ นางถูกคนจงใจปั้นน้ำเป็ตัวยกยอให้เป็ ‘โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเสวียน ผู้ที่ไม่เคยมีมาก่อนและจะไม่มีใครเทียบได้ในอนาคต’ เห็นได้ชัดว่าผู้บงการเื้ัคงไม่ยอมปล่อยพวกนางไปง่าย ๆ
แทนที่จะนั่งรอความตาย มิสู้เป็ฝ่ายเริ่มลงมือก่อน
“นี่นับเป็วิธีที่ดี แต่คงต้องรบกวนพี่รองช่วยเป็ธุระไปแจ้งความกับทางการให้หน่อยได้หรือไม่” เซี่ยงเฉิงหลีขบคิดเพียงครู่เดียว ก็เข้าใจเจตนาของจี้หานลั่วทันที
จี้หานซวน ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรับคำ
ค่ำคืนนี้ เป็ค่ำคืนที่ใครหลายคนข่มตานอนไม่หลับ
จินเจี่ยนจางนายอำเภอเมืองเมิ่งจิ่น กำลังนอนหลับสนิท แต่กลับถูกเสียงเคาะประตูอย่างเร่งรีบปลุกให้ตื่น
พอรู้ว่าคุณชายรองแห่งจวนจี้กั๋วกง มาแจ้งความด้วยตนเอง ไฟโทสะที่กำลังพุ่งพล่านเมื่อครู่ก็มอดดับลงทันที กลายเป็ความหวาดกลัวเข้ามาแทนที่ เขาทำได้เพียงรีบรวบรวมเ้าหน้าที่ลาดตระเวนในท้องที่ เร่งรุดไปยังโรงเตี๊ยมซุ่นผิง ด้วยความเร็วสูงสุด
...
รุ่งสาง ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี
เวรยามที่เฝ้าระวังภัย ก็ได้ยินเสียงกีบม้ากระทบพื้นดินดังสนั่นหวั่นไหว
จึงรีบปลุกทุกคนให้ตื่นขึ้น
เพื่อเตรียมพร้อมรบตลอดเวลา ทุกคนจึงเข้านอนโดยไม่ถอดชุดเกราะ
“พี่น้องทั้งหลาย ลุยเข้าไป! จับตัวเซี่ยงเฉิงหลีให้ได้ แล้วกลับไปกินเนื้อคำโต ดื่มเหล้าชามใหญ่กัน!” ฟู่จิ้นนำกองกำลังกว่าห้าร้อยคนเดินทางข้ามคืนมาด้วยจิตสังหารอันพลุ่งพล่าน มาถึงหน้าโรงเตี๊ยมซุ่นผิง
เดิมทีเขาคิดว่าจะมาบดขยี้กองกำลังที่เหลือรอดของเซี่ยงเฉิงหลีได้อย่างสบาย ๆ
แต่กลับต้องเบิกตากว้างด้วยความใ เมื่อเห็นคนกว่าร้อยคนยืนตั้งรับอยู่นอกโรงเตี๊ยม
“มารดามันเถอะ! ทำไมคนถึงเยอะขนาดนี้? ตระกูลเซี่ยงตกอับไปแล้วไม่ใช่รึ? ทำไมยังเลี้ยงคนไว้ได้มากมายขนาดนี้?”
ในจังหวะที่ฟู่จิ้นกำลังตะลึงงัน
เซี่ยงเฉิงหลีนำคนของตระกูลเซี่ยง พุ่งเข้าใส่เป็กลุ่มแรก
ฟู่จิ้นกัดฟันกรอด “อย่าไปกลัว! ลุยเข้าไปให้หมด พวกมันเพิ่งผ่านศึกหนักมา าเ็กันระนาว ไม่มีทางสู้เราได้หรอก...”
สิ้นเสียงคำสั่งของเขา
คนกลุ่มหน้าสุดที่พุ่งเข้าไป
ก็ถูกเซี่ยงเฉิงหลีฟันร่วงลงไปกองกับพื้นจนหมด...
ขวัญกำลังใจที่เพิ่งปลุกระดมขึ้นมา
พลันดิ่งวูบลงเหวทันที
เืและซากศพเกลื่อนพื้น
บวกกับคำพูดของคุนจิ้นที่บอกว่า ‘เซี่ยงเฉิงหลีสู้ได้หนึ่งต่อร้อย’ ทำให้คนพวกนี้ยิ่งหวาดกลัว ไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไป
“พวกเ้ามีการฝึกฝนที่เป็ระเบียบ โจรูเาไม่มีทางทำได้ขนาดนี้ บอกมา! ใครส่งพวกเ้ามา?” เซี่ยงเฉิงหลีถือดาบที่ยังมีเืหยดติ๋ง เอ่ยถามด้วยใบหน้าเ็า
ฟู่จิ้นกระตุกยิ้มชั่วร้าย “นายน้อยของข้า ได้ยินกิตติศัพท์ว่าฮูหยินหมาด ๆ ของคุณชายเซี่ยง เป็โฉมงามอันดับหนึ่งผู้หาใครเปรียบมิได้ จึงเกิดความเลื่อมใสอยากยลโฉม...”
เพล้ง!
เซี่ยงเฉิงหลีซัดก้อนหินก้อนหนึ่งออกไป กระแทกเข้าที่มุมปากของฟู่จิ้นอย่างจัง
“ถุย!”
ฟู่จิ้นถ่มเืสด ๆ ออกมา หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “พี่น้องทั้งหลาย! ฆ่าเซี่ยงเฉิงหลี แย่งชิงโฉมงามอันดับหนึ่ง นายน้อยมีรางวัลให้อย่างงาม...”
“เข้ามา! มาดูกันว่าดาบของใครจะเร็วกว่ากัน?” เซี่ยงเฉิงหลีแสยะยิ้มเย็น โบกดาบเปื้อนเืในมือ แล้วเตะซากศพบนพื้นกระเด็นเข้าไปในกลุ่มศัตรู
ทำเอาฝ่ายตรงข้ามแตกฮือถอยหลังกรูด
ฟู่จิ้นถอยฉากออกมา พลางยุยงลูกน้องข้างกาย “กลัวอะไรกัน! คนของเรามากกว่าพวกมันถึงห้าเท่า ลุยเข้าไป! ใครฆ่าเซี่ยงเฉิงหลีได้ รับเงินรางวัลห้าร้อยตำลึง...”
ปึ้ก!
ก้อนหินอีกก้อนลอยมาจากระยะไกล กระแทกเข้าเต็มหน้าฟู่จิ้นอีกครั้ง
“ท่านท่านลุงโฉ่ว? ท่านมาได้อย่างไร?” เซี่ยงเฉิงหลีมองเห็นผู้มาใหม่ชัดเจน ก็เผยรอยยิ้มด้วยความดีใจ
ผู้มาใหม่มีรอยแผลไฟไหม้กินพื้นที่กว่าครึ่งใบหน้า สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบสีดำ เป็ชายวัยกลางคน เมื่อเห็นเซี่ยงเฉิงหลี เขาก็กระตุกมุมปากยิ้ม เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ฮูหยินไม่วางใจ จึงสั่งให้ข้าพาคนมาดูหน่อยขอรับ”
เมื่อเห็นคนยี่สิบกว่าคนที่ยืนอยู่ด้านหลังท่านลุงโฉ่ว หัวใจของเซี่ยงเฉิงหลีก็อบอุ่นขึ้นมา
คนเหล่านี้ล้วนเป็ผู้ใต้บังคับบัญชาที่จงรักภักดีที่สุดของตระกูลเซี่ยง
แต่ละคนล้วนเชี่ยวชาญการรบอย่างหาตัวจับยาก
“ท่านลุงโฉ่ว ในเมื่อท่านมาแล้ว วันนี้...ก็ให้พวกมันทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เถิด” เซี่ยงเฉิงหลีตวาดดาบใหญ่ในมือ เอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงพลังเปี่ยมอำนาจ
ฟู่จิ้นกุมปากที่มีเืไหลซึม คิดจะสั่งลูกน้องให้สู้ตาย
แต่เมื่อเหลือบไปเห็นกลุ่มคนที่สวมชุดขุนนางและทหารทางการกลุ่มใหญ่กำลังมุ่งหน้ามา เขาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด “ถอย!”
...
“จะให้ตามไปหรือไม่?” ลุงโฉ่วหรี่ตาถาม
ดวงตาสีนิลของเซี่ยงเฉิงหลีไหววูบ มองตามกลุ่มคนที่ปลอมเป็โจรูเาถอยหนีไป พลันนึกถึงเื่บางอย่างขึ้นมาได้
ระยะทางกว่าสามร้อยลี้จากเมืองหลวงไปเขาหมอบเสือ ดูเหมือนจะมีรังโจรซ่อนอยู่ไม่น้อยจริง ๆ ในชาติก่อน โจรพวกนี้ถูก เหลียงห้าวเหยียน รวบรวมไปเป็กองกำลังส่วนตัว แถมยังสร้างผลงานจนได้รับรางวัลจากฮ่องเต้มากมาย
“คนเมื่อกี้ เป็โจรูเาอีกแล้วหรือ?” จี้หานซวนเอ่ยถามด้วยใบหน้าตื่นตระหนก “พวกเ้าไม่เป็ไรใช่ไหม?”
สายตาของเซี่ยงเฉิงหลีมองไปที่เหล่ามือปราบที่ติดตามมาด้านหลังนายอำเภอจิน แล้วดวงตาก็เป็ประกาย “พี่รอง สนใจจะสร้างผลงานติดไม้ติดมือกลับไปไหม? พวกเรามาเล่นใหญ่กันสักตั้งเถิด”
จี้หานซวน: “...”
คำพูดนี้ฟังดูทะแม่ง ๆ พิกล?
ทำไมถึงมีกลิ่นอายโจรรุนแรงขนาดนี้?
เขาหันกลับไปมองจี้หานลั่วที่ยืนอยู่ไกล ๆ
รู้สึกว่าหากไม่จัดการผู้อยู่เื้ัให้สิ้นซาก ปัญหาคงตามมาไม่จบไม่สิ้น
เขาจึงหันกลับมาถามว่า “เ้าคิดจะทำอย่างไร?”
...
สองวันต่อมา
ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างโจษจันถึงเื่ราวปาฏิหาริย์เื่หนึ่ง
โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเสวียน คุณหนูเก้าแห่งจวนจี้กั๋วกง เนื่องจากรูปโฉมงดงามเกินไป จนเป็เหตุให้เหล่าโจรูเาเกิดความโลภ จนถึงขั้นยกพวกมาลอบสังหารถึงสองกลุ่มในคืนวันแต่งงาน
เซี่ยงเฉิงหลีอดีตบุตร์ผู้ภาคภูมิ บันดาลโทสะเพื่อหญิงงาม
จี้หานซวน คุณชายรองจวนจี้กั๋วกง ปกป้องน้องสาวสุดชีวิต
จินเจี่ยนจาง นายอำเภอเมืองเมิ่งจิ่น รักราษฎรดั่งบุตรในไส้
หัวหน้ามือปราบเมืองเมิ่งจิ่น เกลียดชังความชั่วร้ายเป็ชีวิตจิตใจ
ทั้งสี่คนร่วมมือกัน ออกปราบปรามโจรผู้ร้าย
ภายในเวลาเพียงสองวัน สามารถกวาดล้างรังโจรได้ถึง 5 แห่ง จับกุมโจรูเาได้นับร้อยคน
เมื่อฎีกรายงานถูกส่งถึงพระหัตถ์ฮ่องเต้ พระองค์ทรงดำริแล้วก็รู้สึกหวาดวิตก “ฟางซือเปียว! ข้ามอบหมายความปลอดภัยของเมืองหลวงไว้ในมือเ้า เ้าทำงานประสาอะไร?”
“ครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะเซี่ยงเฉิงหลี ไม่ใช่ว่าต้องรอให้โจรบุกเข้ามาถึงในเมืองหลวงก่อนหรืออย่างไร?”
ฟางซือเปียว (ผู้บัญชาการทหารรักษาพระนคร) คุกเข่าโขกศีรษะขอชีวิต
ปากก็พยายามหาข้ออ้างปัดความผิด “ทูลฝ่าา กระหม่อมไม่ทราบจริง ๆ พะยะค่ะว่าเส้นทางนี้จะมีโจรอยู่มากมายขนาดนี้ หรือว่า...จะมีผู้ไม่หวังดีสร้างสถานการณ์เพื่อหวังผลงาน?”
“ฟางซือเปียว เ้าอย่ามากล่าวหาพล่อย ๆ นะ!” จี้ป๋อหรูโกรธจนตัวสั่น “จวนจี้กั๋วกงเป็ตระกูลบัณฑิตเก่าแก่ร้อยปี หากไม่ถูกบีบคั้นจนถึงที่สุด ลูกชายข้าที่จับแต่พู่กัน จะยอมจับดาบไปปราบโจรหรือ?”
ฮ่องเต้หรี่พระเนตรลง “ราชครูสวี ท่านมีความเห็นว่าอย่างไรกับเื่นี้?”
“ทูลฝ่าา กระหม่อมได้ยินมาว่าเพื่อที่จะปราบโจร ตระกูลจี้ถึงกับยอมให้คุณหนูเก้า ไปพักหลบภัยอยู่ที่ที่ว่าการอำเภอเมิ่งจิ่น ส่วนตระกูลเซี่ยงก็ยอมเลื่อนกำหนดการเข้าหอออกไปพะยะค่ะ”
แม้ราชครูสวีจะไม่ได้ตอบตรง ๆ แต่ก็เป็การช่วยพูดแก้ต่างให้เซี่ยงเฉิงหลีทางอ้อม
ฮ่องเต้พยักหน้าพระพักตร์ พับฎีกาในมือปิดลง
“ฟางซือเปียวละเลยการปฏิบัติหน้าที่ สั่งปรับเบี้ยหวัดสามปี ส่วนเซี่ยงเฉิงหลีและจี้หานซวน มีความชอบในการปราบโจร พระราชทานเงินรางวัลคนละห้าร้อยตำลึง นายอำเภอและหัวหน้ามือปราบเมืองเมิ่งจิ่น ให้เลื่อนขั้นคนละหนึ่งระดับ”
“ฝ่าาทรงพระปรีชา”
เหลียงห้าวเหยียนคุกเข่าลงพร้อมกับเหล่าขุนนาง ในใจโกรธแค้นจนแทบจะกัดฟันให้แตกละเอียด
เซี่ยงเฉิงหลี...มันต้องเป็ดาวข่มของเขาแน่ ๆ
แผนการที่เขาวางหมากมาหลายปี ถูกทำลายจนย่อยยับในพริบตา
มิหนำซ้ำ ไอ้เซี่ยงเฉิงหลียังได้รับเงินรางวัลไปอีก?
“ช่างน่ารังเกียจ! น่าเจ็บใจเสียจริง!”
“นังแพศยาจี้หานลั่ว ทำไมนางถึงได้ดวงดีขนาดนี้?” เซิ่งหน่วนเหยา ขว้างถ้วยชาใบที่สามลงพื้นจนแตกกระจาย แต่ก็ยังไม่อาจระบายความคั่งแค้นที่จุกอยู่ในอกออกมาได้หมด
“ตกลงว่ามันผิดพลาดที่ตรงไหนกันแน่?”
“โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเสวียน ผู้ไม่เคยมีมาก่อนและจะไม่มีใครเทียบได้ในอนาคตงั้นรึ? น้ำหน้าอย่างนางคู่ควรด้วยหรือ?”
“ถึงกับยอมกวาดล้างรังโจรห้าแห่งเพื่อนางเนี่ยนะ?”
“เอาสิทธิ์อะไร? ทำไมกัน? ทำไม?!”
นางกวาดข้าวของบนโต๊ะร่วงระเนระนาดลงกองกับพื้น ความริษยาและความอาฆาตในแววตา เติบโตลุกลามอย่างบ้าคลั่งราวกับวัชพืชรกชัฏ
“แม่นมหวัง! คนที่เ้าส่งออกไป ยังไม่มีข่าวคราวอีกหรือ?”