“เจ้าบอกว่าจะรักษาโคมกระต่ายอย่างดีเหตุไฉนจึงทิ้งมันไว้เล่า”
เยี่ยนเยว่ฉีสะดุ้งเมื่อครู่ตนมั่นใจว่าวิ่งออกมาสุดกำลัง แต่เขากลับตามนางมาได้ทัน มิหนำซ้ำยังไม่มีอาการหอบเหนื่อยให้เห็นแม้สักนิดแสดงว่าวิชาตัวเบาของเขาคงอยู่ในขั้นสูงมากทีเดียว
“ท่านอ๋องจะตามหม่อมฉันมาทำไม” นางรีบปาดน้ำตาออกไป ไม่ต้องการให้บุรุษใจร้ายผู้นี้ได้เห็น
“เราสิต้องถามว่าอยู่ดี ๆ ทำไมเจ้าจึงวิ่งหนีมาเรายังไม่ได้ทำอะไรไม่ดีเลย” มู่เลี่ยงหรงนั่งลงเคียงข้างนางแล้วจ้องมองไปยังผืนน้ำที่สะท้อนแสงจากดวงจันทร์กับเหล่าลูกไฟบนท้องฟ้านับร้อยนับพัน “หรือเจ้าไม่พอใจที่เราไม่ได้ทำอันใด...”
“ทะ...ท่าน” เยี่ยนเยว่ฉีละล่ำละลัก ทั้งฉุนทั้งอับอาย
มู่เลี่ยงหรงกลับหัวเราะเบา ๆแต่ไม่ได้มีแววเย้ยหยันอยู่ในน้ำเสียง
“เยี่ยนเยว่ฉีเราเป็นบุรุษไม่มีทางคิดเล็กคิดน้อยกับสตรี” มือแกร่งพลันตวัดโอบไหล่ของนางเอาไว้เขาออกแรงเพียงนิดเดียวนางก็ตกอยู่ภายในอ้อมกอดแข็งแรงนี้อีกครั้ง “อยากรู้หรือไม่ทำไมเราไม่...จุมพิตเจ้าเมื่อครู่”
“...” เยี่ยนเยว่ฉีไม่ตอบอะไรนางพยายามผลักเขาออกไป ด้วยไม่อยากถูกล่อลวงให้อับอายอีกครั้ง
‘อย่าไปฟังเขา...คนหลอกลวงคนเลว’
“ไม่ใช่เพราะอยากแกล้งไม่ใช่เพราะไม่ต้องการ แต่เราไม่อยากทำตัวเหมือนตอนอยู่ในถ้ำใต้น้ำตกจำลอง” มู่เลี่ยงหรงเชยคางของนางให้หันมาหาเขาอย่างเบามือนัยน์ตาเข้มจดจ้องราวกับต้องการจะดึงดูดสตรีตรงหน้าเข้าไปแล้วไม่ปล่อยให้กลับออกมาอีกเลย “แปลกเสียจริง เป็นเจ้าที่ต้องการให้รอไม่ใช่หรือ เราสู้อุตส่าห์หักห้ามใจ อดทนเอาไว้จนกว่าจะถึงวันวิวาห์เพราะเราไม่เคยลืมความหอมหวานที่เคยได้รับจากเจ้าแม้แต่ครึ่งเค่อ รู้เอาไว้เถิดจุมพิตนั้นช่างตราตรึงยิ่งนัก”
“พอเถิดเพคะ ท่านอ๋องไม่ต้องเสแสร้งหม่อมฉันทำให้ท่านต้องเสียหน้า หากจะถูกรังเกียจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”
“ตรองดูให้ดีเป็นเจ้าต่างหากที่รังเกียจเรา ทั้งตบ ทั้งหักหน้าหากเจ้ามีใจให้เราสักนิดคงไม่ทำเช่นนั้น”
“ท่านอ๋อง หม่อมฉัน มะ...ไม่”
มู่เลี่ยงหรงไม่เปิดโอกาสให้นางพูด“ขอเราถามเจ้าบ้างเป็นไรว่าต้องการสิ่งใดกันแน่ยามแสดงออกเจ้าก็ว่าเราเป็นชายฉวยโอกาส พอควบคุมตนเองเอาไว้ได้เจ้ากลับมองว่าเรากำลังเสแสร้ง”
“ท่านอ๋อง เยว่ฉี...”
“ที่สำคัญหากเจ้ามาเป็นเราจะรู้สึกเช่นไรถ้าต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันรู้หรือไม่ ทุกวันนี้ขุนนางพวกนั้นกับผู้คนทั้งหลายยังเย้ยหยันเราอยู่เลย ตอบมาสิเป็นเจ้าจะใจเย็นและสามารถมานั่งลอยโคมกับสตรีผู้บังอาจคนนั้นได้เฉกเช่นเดียวกับเราหรือไม่...เยี่ยนเยว่ฉี”เขาพยายามข่มโทสะที่มีถามนางด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดแต่ดวงตานั้นคมปลาบบาดหัวใจของผู้มองทำให้รู้สึกผิดยิ่งนัก
“เยว่ฉีไม่ได้รังเกียจท่านอ๋องสักนิดไม่ได้ตั้งใจตบท่าน ไม่ได้ต้องการทำให้เสียหน้าเพียงแค่ทุกอย่างประดาประดังเข้ามารวดเร็วจนหวาดหวั่นไปหมดหม่อมฉันเสียใจเพคะที่ทำให้ท่านอ๋องต้องปวดใจ” เยี่ยนเยว่ฉีหยุดดิ้นแล้วปรายสายตาขึ้นสบกับเขาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ หวังว่าคู่หมั้นหนุ่มจะอภัยให้การกระทำเหล่านั้นของนาง“ส่วนเรื่องดวงชะตานั้น เยว่ฉีกับพี่รองไม่ได้โป้ปดแต่อย่างใดท่านอ๋องเชื่อหม่อมฉันนะเพคะ”
เมื่อเห็นแววตากอปรกับน้ำเสียงออดอ้อนนั้นมู่เลี่ยงหรงได้แต่ถอนหายใจดูเหมือนว่าโทสะทั้งหลายจะมลายหายไปเพียงแค่นางเป่ามนต์ ยามนี้เขาเจอสิ่งอัศจรรย์มากกว่ากลิ่นจรุงจิตของถางซือเซียนแล้ว
“เอาล่ะ เรายกโทษให้เจ้าก็ได้แต่ต่อไปห้ามทำอีกนะ”
“เพคะ เยว่ฉีไม่กล้าแล้ว”
“แล้วเมื่อครู่เหตุใดเจ้าจึงคิดว่าเราเสแสร้ง”
“หม่อมฉันคิดว่าท่านอ๋อง…”
“คงคิดว่าเราอยากทำให้เจ้าอับอายเพื่อแก้แค้นที่ถูกหักหน้าสินะ”
“ก็...มีเพียงเหตุผลนี้ที่จะพอเข้าใจได้”
“แสดงว่าเจ้าคงไม่ค่อยได้ยินเรื่องของเราสักเท่าใดจึงได้คิดอะไรตื้นเขินเช่นนี้ออกมา”
“หากหม่อมฉันรู้จักท่านอ๋องดีจะคิดเห็นเป็นเช่นไรเล่า”
“เจ้ากับเยี่ยนจิ้นหลิงจะไม่ทำแบบนั้นเป็นอันขาด”
“เพราะอะไรหรือเพคะ”
“เพราะเจ้าทั้งสองจะไม่มีศีรษะเหลือไว้ใช้คิดถึงวันพรุ่งนี้อีกต่อไป”
“...” เยี่ยนเยว่ฉีกลืนน้ำลายอึกหนึ่งอย่างยากเย็นนึกเสียใจอยู่บ้างที่ทำตามคำสั่งของพี่ชายที่นางรอดตายหวุดหวิดเพราะท่านอ๋องให้ความเอ็นดูอยู่บ้างนี่เอง
“ทีนี้เข้าใจหรือยังว่าข้าเมตตาพวกเจ้ามากเพียงใด”
“เยว่ฉีทราบแล้วเพคะ”
“ทีนี้เจ้าคงพอรู้หัวใจของเราบ้างแล้วกระมัง”
“เยว่ฉีทราบแล้วเพคะ”
“หวังว่าครานี้เจ้าจะทำตัวดี ๆน่ารักแบบนี้ตลอดไป”
“เพคะเยว่ฉีจะไม่ทำเรื่องเหลวไหลอีกแล้ว”
มู่เลี่ยงหรงคว้ามือนุ่มละมุนของนางไว้ ก่อนจะก้มลงประทับริมฝีปากลงบนผิวเนียนละเอียดนั้นอย่างแผ่วเบาเหมือนมีกระแสหนึ่งแล่นลามปลาบแปลบจนถึงหัวใจของหญิงสาวแม้สัมผัสในครานี้จะไม่ร้อนแรงดั่งจุมพิตครั้งแรกของพวกเขาทั้งสองในถ้ำทว่ากลับหวานล้ำในหัวใจยิ่งกว่า
“เทพจันทราก็ประทานพรให้แล้วเหลือเพียงเจ้าส่งฤกษ์มาเท่านั้น เราจะรอ...หวังว่าคงไม่ปล่อยให้คอยเก้อนะ”
“อีกไม่นานเพคะ...ไม่นาน” นัยน์ตาดอกท้อปรากฏประกายระยิบระยับใบหน้าของนางถูกแขวนไว้ด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง
มู่เลี่ยงหรงลุกขึ้นแล้วประคองร่างบางขึ้นมาเช่นกันครานี้เยียนเยว่ฉีไม่ลืมหยิบโคมรูปกระต่ายมาด้วย
ทั้งสองค่อย ๆเดินกลับออกไปจากสวนอย่างเชื่องช้า ชายหนุ่มยังคงรักษาระยะห่างของระหว่างพวกเขาทั้งสองเอาไว้แต่ทว่าระยะของหัวใจเริ่มใกล้ชิดกันขึ้นทุกขณะแล้ว
หน้าศาลเทพจันทราปรากฏเงาร่างของบุรุษกลุ่มหนึ่งและสองในสี่เป็นเยี่ยนจิ้นหลิงกับเยี่ยหยางจงไม่ผิดแน่
เยี่ยนเยว่ฉีรีบเดินเข้าไปหาพี่ชายทั้งสองที่รออยู่แต่พอถึงระยะสายตากลับเห็นคนอีกสี่คนยืนอยู่ด้วยเป็นอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายกับถางซือเซียน และผู้ติดตามของพวกเขาอีกสองคน
“ท่านอัครเสนาบดีฯ”นางปรายสายตามองสตรีอีกผู้อย่างไม่เป็นมิตรเท่าใดนัก “คุณหนูถาง”
“ในที่สุดก็มากันครบเสียที”เยี่ยนจิ้นหลิงยิ้มเริงร่า
“นี่มันอะไรกันพี่รองเหตุใดพวกเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้” เยี่ยนเยว่ฉีถามเสียงเย็น
“ก็แค่บังเอิญพบกัน”บุรุษผมสีเงินตอบแบบขอไปที “เจ้ายังบังเอิญเจอท่านอ๋องที่น่าจะอยู่ฉลองในวังกับฝ่าบาทได้เลยแล้วเหตุใดข้ากับพี่ใหญ่จะไปดื่มสุรากับใต้เท้าถางบ้างไม่ได้เล่า”
“เจ้าไม่ได้ดื่มกับพวกข้าสักจอก”เยี่ยนหยางจงที่ปกติไม่ค่อยพูดกลับเอ่ยออกมาเสียอย่างนั้นนัยน์ตาเหยี่ยวเหมือนเคลือบแฝงด้วยบางสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้
ตุ้ม! ตุ้ม! ตุ้ม!
เสียงจุดพลุดังสนั่นหวั่นไหวติดต่อกันทำให้การสนทนาจบลงในทันที
ดั่งมีดอกไม้พลิบานเต็มท้องฟ้าไปหมดแสงเรืองรองหลากสีสันแต่งแต้มนภายามราตรีให้สว่างไสวสวยงามพวกเขาต่างยืนชมดอกไม้ไฟจนกระทั่งการแสดงจบลง
“เอาล่ะหมดเวลาเที่ยวแล้ว” เยี่ยนจิ้นหลิงประกาศก้อง “ยามนี้ก็ถึงคราต้องส่งน้องสาวกลับไปเก็บไว้ในจวนนางคงไม่ออกมาให้ใครพบหน้าอีกสักพัก”
“อ่อเป็นความคิดที่ดี ช่วงนี้เซียนเอ๋อร์ก็พบคนมากเกินความจำเป็นไปหน่อยสงสัยคงมีแต่ต้องทำตามอย่างกุนซือเยี่ยนบ้างแล้วกระมัง” อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายกลั้วหัวเราะ
“จุ๊ๆ ใต้เท้าถางจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นพี่ชายขี้หวงแบบข้าหรือ ดูท่าจะสายไปหน่อยกระมัง”เยี่ยนจิ้นหลิงหรี่นัยน์ตา ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกมา
“กุนซือเยี่ยนกล่าวหนักไปแล้วช่างกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำเสียจริงไว้ข้าจะส่งกระจกทองเหลืองไปให้ท่านใช้สักบาน”
บุรุษทั้งสองพูดพลางหัวเราะดั่งสนั่นทำเหมือนกับว่ากำลังสนทนาล้อเล่นกันเท่านั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าทั้งสองพูดเรื่องอะไร ได้แต่ยืนทำหน้างงมองดูพวกเขา
‘เพียงพอนข้างบัลลังก์กับจิ้งจอกสีเงินแห่งแคว้นงั้นรึ ข้าพลาดเรื่องอะไรไป’
มู่เลี่ยงหรงเลิกคิ้วเขาผินหน้าไปมองสาวน้อยในชุดสีชมพู และเหมือนถางซือเซียนจะรู้สึกตัวจึงยิ้มตอบแทบจะในทันทีอากัปกิริยาท่าทางก็เป็นปกติไม่ได้ส่อพิรุธอะไรทั้งสิ้น
‘คงไม่ได้เกิดเรื่องอะไรระหว่างนางกับบุรุษผมสีเงินผู้นั้นกระมัง’
ฉินอ๋องลงความเห็นว่าตนคงคิดมากไปหวังว่าเจ้าจิ้งจอกนั่นคงไม่ได้รู้ความลับระหว่างพวกเขาทั้งสองคนมิเช่นนั้นเรื่องที่ตนเคยติดกลิ่นจรุงจิตอาจจะนำมาซึ่งปัญหากับคู่หมั้นที่เพิ่งจะเข้าใจกันในภายหลัง
เยี่ยนเยว่ฉีมองเห็นมู่เลี่ยงหรงส่งสายตาอย่างรู้ใจให้กับน้องสาวอัครเสนาบดีก็รู้สึกจุกในอก ถึงวันนี้ความสัมพันธ์ของนางกับเขาจะพัฒนาขึ้นแล้วแต่ดูท่าจะยังไม่มากพอ รอบกายของชายผู้นี้มีสตรีอยู่มากเกินไปตำแหน่งฉินหวางเฟยย่อมไม่มีความหมายหากหัวใจดวงนี้ไม่ได้เป็นของตนเองอย่างสมบูรณ์
‘น้ำหนักของข้าในใจของเขาคงยังมิเพียงพอ ท่านอ๋อง เมื่อไหร่ท่านจะมีแต่เยว่ฉีผู้เดียว’
ทุกคนในที่นั้นต่างคนต่างความคิด ต่างเป้าหมาย ต่างมีแผนการบางอย่างซ่อนอยู่ในใจสุดท้ายแล้วราตรีนี้ก็ผ่านพ้นไป