4
ตลอดทั้งอาทิตย์จิงซิงอี้วุ่นวายกับการตกแต่งคลินิก การสั่งอุปกรณ์และยาที่ใช้รักษารวมไปถึงการติดต่อขอใบอนุญาตเพื่อเปิดคลินิก
ตัวเขาเองสามารถสอบผ่านได้ใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์ทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีนทั้งข้อเขียนและการปฏิบัติ รวมไปถึงการฝังเข็ม รมยาการนวดทุยหนา ครอบแก้ว และยังได้รับการถ่ายทอดความรู้ด้านสมุนไพรจีน การใช้ตำรับยาจีนและการนวดจากจิงเซียว
ใน่สองปีสุดท้ายของการเรียนในมหาวิทยาลัยเขาฝึกงานที่โรงพยาบาลในปักกิ่ง และเรียนแพทย์แผนจีนเพิ่มเติมเพราะ้าจะบูรณาการรักษาแพทย์แผนจีนเข้ากับการแพทย์แผนปัจจุบัน
ที่จริงแล้วเขาไม่จำเป็ต้องเรียนหลักสูตรแพทย์แผนจีนในมหาวิทยาลัยก็ได้ เพราะเขาเรียนรู้จากจิงเซียวซึ่งเป็หมอจีนฝีมือดีมาั้แ่เด็ก แต่เขารู้ว่าการมีปริญญาและใบอนุญาตจะทำให้การทำงานของเขาง่ายกว่าและได้รับความเชื่อถือมากยิ่งขึ้นและจิงเซียวยัง้าให้เขามีความรู้ทั้งสองด้านด้วย
การจะเปิดคลินิกแพทย์แผนจีนที่ประเทศนี้ตามระเบียบของกระทรวงกำหนดเอาไว้ว่าจะต้องลงทะเบียนกับหน่วยงานกำกับดูแลแพทย์แผนจีนทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับเทศมณฑลหรืออำเภอด้วย
จากนั้นจะมีการตรวจสอบที่ตั้งของคลินิกขอบเขตการรักษาที่ต้องตรงกับใบประกอบโรคศิลป์ และอุปกรณ์การแพทย์ของคลินิก ภายใน30 วันหลังจากที่ลงทะเบียน ซึ่งจิงซิงอี้ก็ทำตามขั้นตอนดังกล่าว
ใน่สายของวันหนึ่งระหว่างที่เขากำลังควบคุมการตกแต่งคลินิกอยู่นั้นรถคันหนึ่งก็ขับมาจอดที่ลานจอดรถหน้าตึกแถว ชายวัยกลางคนอายุประมาณ 50 ปีรูปร่างอ้วนท้วม หน้าตาใจดี ลงมาจากรถและเข้ามาแนะนำตัวกับจิงซิงอี้ว่า เขาคือซวี่ฮั่น เป็เ้าของบริษัทขายอุปกรณ์การแพทย์และเป็เพื่อนสนิทของหยวนซุน
เมื่อเห็นว่าเป็เวลาเกือบเที่ยงแล้วจิงซิงอี้จึงพาเขาไปนั่งคุยที่ร้านบะหมี่ที่อยู่ถัดไปอีก 2-3 ห้องซวี่ฮั่นนั่งลงที่โต๊ะ เขาหายใจหอบด้วยความเหนื่อย ใบหน้าซีดในระหว่างที่นั่งเขาขยับตัวไปมาเพื่อเปลี่ยนท่านั่งหลายครั้ง
ทั้งสองสั่งอาหารและเครื่องดื่มจิงซิงอี้ซึ่งสังเกตอาการของซวี่ฮั่นมาตลอดก็ถามว่า “คุณซวี่ฮั่นเป็อะไรรึเปล่าครับ”
ซวี่ฮั่นหัวเราะแห้งๆเขาใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อที่ซึมออกมา และรีบปฏิเสธว่าไม่เป็อะไรมากเขา้าที่จะปิดการขายอุปกรณ์การแพทย์ให้สำเร็จก่อน
เพราะั้แ่ต้นปีที่ผ่านมาธุรกิจของเขามีคู่แข่งเพิ่มขึ้น ยอดขายลดลง เขาต้องทำงานหนักมากขึ้นเขาใช้เวลาเกือบทุกวันไปกับการขับรถตระเวนหาลูกค้าตามโรงพยาบาลและคลินิกในหลายจังหวัด
บางครั้งต้องกินและงีบหลับในรถเพื่อลดค่าใช้จ่ายและประหยัดเวลาเดินทาง ส่งผลให้ร่างกายเหนื่อยล้าและปวดเนื้อตัว
่หลังมานี้เขายิ่งปวดสะโพกขวาและร้าวลงมาจนถึงเข่า ทำให้เขาต้องขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งบ่อยๆ
จิงซิงอี้รู้ว่าเขาหิวมากจึงปล่อยให้เขากินบะหมี่ให้หมด จากนั้นจึงเริ่มคุยกันเื่อุปกรณ์การแพทย์ ที่คลินิกต้องใช้พร้อมกับใบเสนอราคา
หมอหนุ่ม้าให้คลินิกของเขาบูรณาการเทคโนโลยีทั้งแพทย์แผนจีนและแผนปัจจุบันเข้าด้วยกัน แต่โดยรวมแล้วที่นี่จะเน้นแพทย์แผนจีนเป็หลัก
จิงซิงอี้รู้สึกว่าซวี่ฮั่นจริงใจและซื่อสัตย์อุปกรณ์ของยี่ห้อใดที่เขาเห็นว่าคุณภาพไม่สมราคา เขาจะบอกชายหนุ่มตรงๆและให้ข้อมูลประกอบเพิ่มเติม
เมื่อพวกเขาตกลงว่าจะซื้ออุปกรณ์ใดได้แล้วซวี่ฮั่นดีใจเป็อย่างมาก เขาลดราคาให้ถึงร้อยละ 15
ซวี่ฮั่นรู้สึกถูกชะตากับหมอหนุ่มคนนี้ด้วยรวมไปถึงการได้ฟังเื่การรักษาโรคจากหยวนซุน เขายิ่งทึ่งในความสามารถของจิงซิงอี้เพราะในตอนนี้ หลายคนมองว่าแพทย์จีนไม่มีความน่าเชื่อถือมากนักแต่จิงซิงอี้กลับสามารถรักษาโรคร้ายแรงอย่างหลอดเืสมองได้
ซวี่ฮั่นมองเห็นอนาคตที่สดใสของหมอหนุ่มคนนี้จึงอยากจะผูกมิตรเอาไว้
เมื่อจบการขายแล้วเขาก็ขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อขับรถกลับ แต่แล้วเขาก็รู้สึกเจ็บแปลบที่สะโพกขวาจนเผลอร้องเสียงดังออกมาด้วยความเ็ป และทรุดนั่งลงที่เก้าอี้ต่อคนในร้านหันมามองด้วยความใ
จิงซิงอี้รีบลุกขึ้น เขาขออนุญาตดูอาการและใช้มือกดไปที่สะโพกและขาข้างขวาของซวี่ฮั่น พร้อมกับสอบถามอาการ
“คุณซวี่ฮั่น คุณปวดแปลบๆบริเวณสะโพกแล้วก็ต้นขวาด้านขวานี้หรือครับ”
เมื่อซวี่ฮั่นตอบว่าใช่ จิงซิงอี้จึงถามต่อว่า“่นี้คุณนั่งหรือขับรถอยู่ในท่าเดียวเป็เวลานาน ๆ ด้วยใช่มั้ยครับ”
ซวี่ฮั่นตอบว่าใช่อีกครั้ง จิงซิงอี้ถามต่อว่า “่นี้คุณตากแอร์ตากฝน บางทีก็เจออากาศร้อนสลับเย็นไปมาบ่อยๆ ใช่มั้ยครับ และตอนนี้ก็น่าจะเจ็บคอแล้วก็มีเสมหะด้วย”
ซวี่ฮั่นพยักหน้าด้วยความตื่นเต้นลูกค้าในร้านบะหมี่รวมไปถึงเ้าของร้านพากันเงี่ยหูฟังด้วยความสนใจ พวกเขาทึ่งเมื่อได้ยินว่าสิ่งที่จิงซิงอี้พูดถูกต้องทั้งหมดจิงซิงอี้สรุปอาการว่า
“คุณเป็ออฟฟิศซินโดรมที่เกิดจากการนั่งและอยู่ในท่าเดียวนานๆ ่นี้ยังถูกความเย็น ความร้อน ความชื้นแทรกตัวเข้าไปที่ิัและกล้ามเนื้อ ทำให้เส้นลมปราณอุดตันก็เลยเกิดอาการปวดขึ้นมา ผมคิดว่าคุณน่าจะพักผ่อนน้อยด้วยอวัยวะภายในจึงเสียสมดุลไป”
ซวี่ฮั่นรีบถามด้วยความกังวล “แล้วผมจะรักษาให้หายขาดได้มั้ยครับผมต้องทำมาหากิน จะหยุดพักรักษานานๆ ไม่ได้”
จิงซิงอี้ตอบว่า “รักษาให้หายได้ครับไม่ต้องใช้เวลานาน แต่ต้องรักษาหลายอย่างพร้อมกันและคุณก็ต้องออกกำลังอย่างสม่ำเสมอด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซวี่ฮั่นถอนหายใจด้วยความโล่งอกเขาจึงขอให้หมอหนุ่มช่วยรักษาให้ ตอนนี้คลินิกยังไม่เสร็จเขาจึงต้องไปที่บ้านของจิงซิงอี้ แต่ตอนนี้เขายังปวดสะโพกและยังขยับตัวไม่ได้
จิงซิงอี้จึงช่วยลดอาการเ็ปเบื้องต้น ด้วยการนวดทุยหนาและกดคลึงไปตามบริเวณที่เ็ปก่อนเพื่อบรรเทาอาการปวดและคลายกล้ามเนื้ออยู่ประมาณ 15 นาที
ซวี่ฮั่นรู้สึกว่าอาการปวดแปลบเหมือนเข็มแทงค่อยๆ บรรเทาลงในที่สุดเขาก็ลุกขึ้นยืนและเดินช้าๆ ไปที่รถเองได้เขาขับรถตามจิงซิงอี้ที่ขี่จักรยานนำหน้า ไปจนถึงบ้านของเขาที่ท้ายหมู่บ้าน
เมื่อมาถึง จิงซิงอี้พาเขาไปรอในห้องที่หยวนซุนเคยรักษามาก่อนและเริ่มใช้การฝังเข็มเพื่อรักษา
จิงซิงอี้ทำความสะอาดิัและใช้เข็มกระตุ้นที่จุดอาซื่อเสวี่ยหรือจุดที่กดเจ็บบริเวณสะโพกและขาของซวี่ฮั่นเพื่อให้เืและชี่ไหลเวียนได้คล่องจากนั้นจึงฝังเข็มเพิ่มเติมที่จุดใกล้และจุดไกลบริเวณที่เ็ปเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ซวี่ฮั่นรู้สึกได้ทันทีว่าความเ็ปค่อยๆ ลดลง
ในระหว่างที่ฝังเข็มจิงซิงอี้แนะนำท่าออกกำลังกายให้เขาและบอกให้เขาหลีกเลี่ยงการนั่งและนอนอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ
เมื่อรักษาเสร็จเขานัดให้ซวี่ฮั่นมาพบอีกหนึ่งอาทิตย์ให้หลังเพื่อเช็คอาการและเขาจะทำแผ่นยาแปะแก้ปวดให้ด้วย ตอนนี้คลินิกยังไม่เสร็จและสมุนไพรบางอย่างยังมีไม่ครบด้วย เขาจึงรักษาด้วยการฝังเข็มไปก่อน
ในขณะที่กำลังสอนท่าออกกำลังกายให้นั้นจิงซิงอี้ได้ยินเสียงเปิดประตูไม้หน้าบ้าน เมื่อมองออกไปเขาเห็นชายชรารูปร่างผอมบาง ผมขาว อายุประมาณ 70 ปี ที่ยังดูกระฉับกระเฉงเดินตรงมาหาเขา
จิงซิงอี้ยิ้มด้วยความดีใจ และทักทายว่า“คุณตากลับมาแล้ว!”
จิงเซียวยิ้มด้วยความเอ็นดู เมื่อเห็นว่ามีคนไข้เขาจึงสอบถามอาการกับจิงซิงอี้ เมื่อได้ยินขั้นตอนการรักษาจิงเซียวพยักหน้าเห็นด้วยและพูดสั้นๆแค่ว่า “ดีมาก”และเดินกลับไปห้องพักของเขาทางทิศตะวันออกของบ้าน
อีกสักพัก ชายวัย 35-36 ปี หน้าตาดีรูปร่างผอมสูงเหมือนหนอนหนังสือคนหนึ่ง ก็เดินหอบข้าวของพะรุงพะรังเข้ามาและตรงไปยังห้องทำงานของจิงเซียว
เขาคือ ชุนเฉิง ลูกศิษย์คนที่สองของจิงเซียวที่มักจะเดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันกับอาจารย์เพื่อเรียนรู้วิชาและหาประสบการณ์จริงอยู่บ่อยครั้ง
เมื่อรักษาซวี่ฮั่นจบแล้ว จิงซิงอี้เดินไปส่งเขาที่หน้าบ้านทั้งสองนัดแนะกันเื่อุปกรณ์การแพทย์ที่สั่งไป และวันเวลาที่ต้องมาติดตามอาการอีกครั้ง จากนั้น จิงซิงอี้ก็เดินกลับเข้าบ้านเพื่อไปหาจิงเซียวที่ห้องทำงาน
เขาเห็นชุนเฉิงกำลังรื้อของออกมาจากกระเป๋าและถุงเพื่อนำไปเก็บทั้งในห้องยาและห้องของจิงเซียว
เมื่อหันมาเห็นจิงซิงอี้ เขาจึงยิ้มให้และทักทายสารทุกข์สุขดิบ ชุนเฉิงหยิบกล่องของฝากส่งให้จิงซิงอี้ซึ่งเป็ขนมจากร้านชื่อดังในจังหวัดชายหนุ่มกล่าวขอบคุณศิษย์พี่รองของเขาด้วยความดีใจ
จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของจิงเซียวชายชรากำลังนั่งทำงานอยู่ เขาหยิบสมุนไพรที่นำมาด้วย มาแกะออกดู ดมกลิ่น และคัดแยกใส่ตะกร้าเพื่อนำไปตากไล่ความชื้น ก่อนจะเก็บเข้าห้องยา
จิงซิงอี้ช่วยจิงเซียวคัดแยกสมุนไพร ที่เป็ทั้งสมุนไพรสดบางอย่างเป็เมล็ด ราก ใบ และบางอย่างเป็แบบแปรรูปแล้วจิงเซียวอธิบายให้เขาฟังว่าแต่ละอย่างมีอะไรบ้าง และเขาได้มาจากไหน
ที่จริงแล้วจิงซิงอี้รู้จักเกือบทุกอย่างแต่จิงเซียวสอนเขาเพิ่มเติมว่า พื้นที่ที่เขาเดินทางไปมีการใช้สมุนไพรเหล่านี้ในรูปแบบไหน และวิธีการแปรรูปที่แตกต่างออกไปด้วย
จากนั้นจิงเซียวก็สอบถามจิงซิงอี้ถึงความคืบหน้าในการก่อตั้งคลินิก พวกเขาพูดคุยกันสักพักแล้วจิงเซียวก็ถามหลานชายขึ้นมาว่า
“เ้าจะตั้งชื่อคลินิกว่าอะไร”