“สัตว์... สัตว์อสูรระดับแปด?”
เมื่อเห็นพยัคฆ์อสรพิษอัคคีปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน เยี่ยชิงหว่านก็ใเช่นกัน และในตอนนั้นเองที่นางมองเห็นได้ถนัดตาว่า พยัคฆ์อสรพิษอัคคีตัวนั้น คล้ายจะถูกอัญเชิญออกมาโดยเซี่ยฝูคุน
เ้าหมอนี่... ของปลอมหรือเปล่า? ด้วยระดับพลังเพียงผู้อัญเชิญระดับสี่ เป็ไปได้อย่างไรที่จะอัญเชิญสัตว์อสูรระดับแปดออกมาได้?!
ในวินาทีนั้น เยี่ยชิงหว่านอดไม่ได้ที่จะคิดถึงคำพูดที่เซี่ยฝูคุนเคยพูดกับนางก่อนหน้านี้
“ข้า... สามารถเชื่อใจเ้าได้หรือไม่?”
นั่นสิ หากข่าวเื่ที่ผู้อัญเชิญระดับสี่สามารถอัญเชิญสัตว์อสูรระดับแปดออกมาได้แพร่งพรายออกไป... เยี่ยชิงหว่านเชื่อมั่นว่า ไม่ใช่เพียงอาณาจักรหย่าสือหลาน หรือเพียงแคว้นชื่อสุ่ยเท่านั้น ทว่าแม้แต่ทวีปจิ่วโยวทั้งทวีป ก็คงจะตกอยู่ในความบ้าคลั่งเป็แน่!
ระดับสี่ อัญเชิญระดับแปด
เช่นนั้นหมายความว่า...
หากเขาบรรลุถึงระดับเจ็ด ก็จะสามารถอัญเชิญสัตว์อสูรในขอบเขตบรรลุเซียนออกมาได้เลยใช่หรือไม่???
ชั่วขณะหนึ่ง เยี่ยชิงหว่านรู้สึกว่าลมหายใจของนางเริ่มร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่
ประจวบเหมาะกับที่ร่างของเซี่ยฝูคุนมาปรากฏอยู่ข้างกายนางพอดี นางจึงปรายตามองเขาแวบหนึ่งแล้วเอ่ยถาม
“ก่อนหน้านี้ในหนองน้ำหมอกเร้น งูั์ตัวนั้น ก็เป็สัตว์อัญเชิญของเ้าด้วยใช่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้น เซี่ยฝูคุนก็เพียงยิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบอะไร
เห็นท่าทีเช่นนั้น หัวใจของเยี่ยชิงหว่านเกิดความรู้สึกประหลาดบางอย่างขึ้นมา
นางอดมิได้ที่จะเอ่ยถามเขาต่อ
“แล้วเ้ามิหวั่นใจรึ หากวันใดวันหนึ่งข้าแพร่งพรายเื่นี้ออกไป?”
ได้ยินคำถามนั้น เซี่ยฝูคุนก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะจ้องมองใบหน้าของเยี่ยชิงหว่านด้วยสีหน้าจริงจัง
“ในโลกของข้า มีคนอยู่เพียงสองประเภทเท่านั้น”
“ประเภทหนึ่งคือมิตร อีกประเภทคือศัตรู ฝ่ายแรกคือคนเป็ ส่วนฝ่ายหลังคือคนตาย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทำเอาเยี่ยชิงหว่านใจสั่น นางเอ่ยถามเขาออกไปว่า
“แล้วข้าจัดอยู่ในประเภทแรก หรือประเภทหลังเล่า?”
ต้องยอมรับว่าเยี่ยชิงหว่านเคยพบกับยอดฝีมือมามากมาย ด้วยรากฐานของตระกูลเยี่ยที่สั่งสมมานาน ทว่ายอดฝีมือเ่าั้ส่วนใหญ่มักมีจิตใจเหี้ยมโหดอำมหิต เพื่อความปลอดภัยและผลประโยชน์ของตนเอง พวกเขามักจะทำทุกวิถีทางโดยมิเลือกวิธีการ
ด้วยเหตุผลบางอย่าง นางจึงมิปรารถนาให้เซี่ยฝูคุนเป็คนเช่นนั้นเลย
เมื่อเห็นคำถามของเยี่ยชิงหว่าน เซี่ยฝูคุนก็ฉีกยิ้มกว้าง
“เ้าเป็ประเภทที่สาม”
“ประเภทที่สาม?”
เยี่ยชิงหว่านชะงักไป
“อืม เ้าคือผู้หญิงของข้า”
“ไปตายซะ!”
เยี่ยชิงหว่านขมวดคิ้วมุ่นพลางค้อนขวับใส่เซี่ยฝูคุนด้วยความระอาแกมเขินอาย
“ฮ่าๆ!”
เซี่ยฝูคุนหัวเราะลั่น ก่อนจะหันไปมองหยางกั้วที่อยู่เบื้องหน้า ยามนี้หยางกั้วนับว่าเป็บุคคลที่อาภัพที่สุดคนหนึ่งเลยก็ว่าได้
เดิมทีเขายังรับปากกับปู้เฝิงว่า เพียงเขาออกโรงจัดการ ทหารรับจ้างกระจอกสองคนย่อมหนีไม่พ้นเงื้อมมือ ทว่าเขาคิดไม่ถึงเลยว่า...
ทหารรับจ้างสองคนนี้แท้จริงแล้วกลับเป็ผู้อัญเชิญทั้งคู่! และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ เ้าเด็กหนุ่มนั่นกลับสามารถอัญเชิญสัตว์อสูรระดับแปดออกมาได้เสียอย่างนั้น!
หากบอกว่าระดับสี่อัญเชิญระดับห้า เขายังพอจะทำใจยอมรับได้ ทว่าเ้าบ้านี่เล่นอัญเชิญระดับแปดออกมา มันจะมิเกินไปหน่อยหรือไร?
ต่อให้เปิดโปรแกรมโกงก็ไม่ควรจะไร้เหตุผลถึงเพียงนี้มิใช่หรือ?
ตัวเขา หยางกั้ว เป็เพียงผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตห้าวหาญ ต่อให้เชี่ยวชาญการใช้กระบี่ ถุย! ต่อให้เชี่ยวชาญการใช้กระบี่แล้วอย่างไร ก็ย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของสัตว์อสูรระดับแปดแน่นอน
ดังนั้น หยางกั้วก็ถูกพยัคฆ์อสรพิษอัคคีที่เซี่ยฝูคุนอัญเชิญมาตะปบจนหมอบราบกับพื้น
“ข้าจะให้โอกาสเ้าอีกครั้ง บนตัวเ้ามีของมีค่าติดตัวบ้างหรือไม่?”
เซี่ยฝูคุนมองหยางกั้วที่ลมหายใจรวยรินอยู่ตรงหน้าพลางย่อกายลงถาม
“ข้า...”
หยางกั้วไม่เคยคาดคิดเลยว่าตนเองจะต้องมาตกอยู่ในสภาพอเนจอนาถถึงเพียงนี้
คราแรกที่มาเป็ยอดฝีมือรับเชิญให้ตระกูลปู้เฝิง เขายังรู้สึกว่าตนเองลดตัวมาทำงานที่ต่ำต้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ เพราะแม้ขอบเขตห้าวหาญจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ในทวีปจิ่วโยว ทว่าในอาณาจักรหย่าสือหลานแห่งนี้ ก็นับว่าเป็ยอดฝีมืออันดับต้นๆ แล้ว หากยกตัวอย่างบิดาของเซี่ยฝูคุนอย่างเซี่ยกว่างอวิ๋น พลังเพียงขอบเขตชั้นยอดก็ยังเป็ถึงเ้าเมืองเซี่ยได้
ทว่าหยางกั้วไม่เคยคิดเลยว่า แม้จะมาคลุกคลีอยู่ในระดับนี้แล้ว เขาก็ยังดวงซวยถึงขีดสุด
มันช่างขมขื่นนัก หัวใจของเขาคล้ายมีเืไหลซึมออกมา!
ริมฝีปากที่สั่นระริกพยายามเอ่ยออกมาพร้อมกับกระอักเืคำโต
“จะ... จอมยุทธ์น้อย ตัวข้าแซ่หยางจะมอบทรัพย์สินทั้งหมดที่สั่งสมมาทั้งชีวิตให้แก่ท่าน ท่านจะพอไว้ชีวิตข้าแซ่หยางได้หรือไม่...”
เมื่อได้ยินคำขอนั้น เซี่ยฝูคุนก็หัวเราะร่าทันที
“เ้ายังมีหน้ามาต่อรองกับข้าอีกรึ? เช่นนั้นก็ไปลงนรกซะเถอะ!”
เมื่อพูดจบ หัวขนาดั์ของพยัคฆ์อสรพิษอัคคีก็อ้าปากกว้างเตรียมจะขย้ำหยางกั้ว
“เดี๋ยว! ช้าก่อน!”
หยางกั้วรีบะโก้อง
“คิดได้แล้วรึ?”
เซี่ยฝูคุนหันไปมอง ประจวบเหมาะกับที่แหวนมิติวงหนึ่งถูกโยนลอยมาหาเขาพอดี
“ทรัพย์สมบัติทั้งชีวิตของข้าแซ่หยางอยู่ในแหวนมิติวงนี้แล้ว ขอให้จอมยุทธ์น้อยรักษาคำสัตย์ ปล่อยข้าแซ่หยางไป...”
ทันใดนั้น ดวงตาของหยางกั้วก็เบิกโพลง ก่อนที่เขาจะพูดจบ กระบี่คมกริบเล่มหนึ่งก็แทงทะลุร่างของเขาจนมิดเล่ม
“หืม?”
เซี่ยฝูคุนมองหยางกั้วที่ขาดใจตายคาที่ ก่อนจะปรายตาไปมองเยี่ยชิงหว่านที่ปรากฏตัวขึ้นเื้ัศพนั้น
เยี่ยชิงหว่านในตอนนี้กลับมาเ็าประดุจน้ำแข็งขั้วโลกดังเช่นคราแรกที่เขาพบนาง หลังจากสังหารหยางกั้วลงแล้ว สีหน้าของนางก็ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
“คนผู้นี้รั้งไว้มิได้ หากปล่อยไป แล้ววันหน้าเขานำเื่ของเ้าไปโพนทะนา ย่อมจะนำภัยพิบัติใหญ่หลวงมาสู่ตัวเ้าเอง”
เมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยชิงหว่าน เซี่ยฝูคุนก็รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขาก้าวไปด้านหน้าแล้วคว้ามือของเยี่ยชิงหว่านไว้
“เ้ากำลังเป็ห่วงข้าหรือ?”
เยี่ยชิงหว่านจ้องมองเซี่ยฝูคุนที่อยู่ตรงหน้า นางสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะพ่นคำพูดออกมา
“ไปตายซะ!”
เซี่ยฝูคุนหัวเราะแหะๆ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็จริงจัง
“ข้ามิใช่เด็กอมมือ เื่ที่ควรฆ่าหรือไม่ควรฆ่าข้าย่อมรู้ดี ทว่า—”
พูดถึงตรงนี้ สายตาของเขาก็จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเยี่ยชิงหว่าน
“ในภายภาคหน้ายามที่อยู่กับข้า ข้ามิปรารถนาให้เ้าต้องลงมือสังหารผู้ใดอีก ข้ามิอยากให้มือของเ้าต้องเปื้อนเื ศัตรูที่ขวางหน้าเ่าั้ ปล่อยให้เป็หน้าที่ของข้าที่จะลงโทษพวกมันเองเถิด”
หลังจากพูดจบ เซี่ยฝูคุนก็ก้มลงเก็บกระบี่คู่กายของหยางกั้วใส่ลงในแหวนมิติ แม้เขาจะเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตชั้นยอด ทว่ากลับยังไม่มีอาวุธที่ถูกใจเลย เมื่อครู่เห็นกระบี่ของหยางกั้วดูสง่างาม ตามที่เคยอ่านในนิยายกำลังภายในที่พวกยอดฝีมือชอบร่ายรำกระบี่อย่างพลิ้วไหว เขาจึงกะว่าจะนำกระบี่ของหยางกั้วเล่มนี้มาศึกษาและพัฒนาวิชายุทธ์ดูบ้าง
คำพูดของเซี่ยฝูคุนที่แว่วเข้าหูเยี่ยชิงหว่านนั้น
แม้ไม่ใช่คำหวานที่เลี่ยนหูจนเกินไป
ทว่ามันกลับเป็ครั้งแรกที่นางรู้สึกว่า หัวใจของนาง คล้ายจะมีบางสิ่งบางอย่างถูกสั่นคลอนเข้าเสียแล้ว
ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้
ชายหนุ่มที่วันๆ เอาแต่ทำตัวเหลวไหลไร้สาระไปวันๆ ผู้นี้
บางที...
เขาอาจจะพึ่งพาได้มากกว่าพวกที่เรียกตนเองว่าอัจฉริยะเ่าั้เสียอีก
“ไปกันเถิด ถือโอกาสนี้ไปดูเสียหน่อยว่าตระกูลปู้เฝิงกำลังเล่นตลกอันใดอยู่ พยัคฆ์อสรพิษอัคคีที่ข้าอัญเชิญมามีเวลาจำกัด ต้องรีบจัดการให้จบเื่โดยเร็ว”
เมื่อได้ยินคำเตือนของเซี่ยฝูคุน เยี่ยชิงหว่านก็รับคำ “อืม” เบาๆ ก่อนจะรีบก้าวเท้าตามหลังเขาไปในทันที