ปลายรุ้ง4
หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นแม้ว่าการเดินถนนในเวลามืดจะไม่ใช่เื่ยุ่งยากสำหรับชายหนุ่มผู้คล่องแคล่วปราดเปลียวเช่นเขาก็ตามแต่การเดินข้ามลำธารด้วยสะพานแขวนที่ดูไม่หน้าปลอดภัยกับการไต่เนินเขาไปในความมืดอันเปล่าเปลี่ยวเยือกเย็นเช่นนี้
"คุณหนูคงต้องใช้ไฟฉายสักอันแล้วละครับ"ชายชราพูดอย่างรอบคอบ "คงไม่ได้นำมาด้วยกระมัง ถ้างั้นไม่เป็ไรลุงให้ยืมไปก่อนก็ได้ เข้าไปในร้านกันก่อนครับ"
ซึลกีเกือบจะปล่อยเสียงร้องไห้โฮออกมาแล้วถ้าเขาไม่เห็นเงาตรงเคาเตอร์ด้านหลังของร้านเงานั้นก้าวออกมายืนใต้แสงซึ่งส่องให้เห็นร่างสูงของชายหนุ่มคนหนึ่งใบหน้าคมคายแต่ก็ไม่หล่อเหลาขนาดนายแบบหรือดารา แต่ประกายยิ้มที่อยู่ในแววตาทำให้ดูน่ามองไม่น้อยซึลกีใไม่คิดว่าจะมีคนอื่นอยู่ในร้านอีกหนึ่งคนนอกจากเขาและลุงชู
"ไง...ลุงทำให้เธอใแทบแย่แล้วเล่นไปขู่ว่าเธอต้องเดินขึ้นเขาไปคนเดียวแนะนำให้ผมรู้จักเธอหน่อยสิแล้วบอกด้วยว่าผมยินดีที่จะเป็ผู้นำทาง"
"55555 ลุงตั้งใจไว้ั้แ่ต้นแล้วแค่อยากดูว่าลูกชายของซองชิลจะเก่งกาจขาดไหน เอ้า...คุณหนูซึลกีครับ ลุงขอแนะนำนี้โอ กีแจ เขาสนิทกับคุณท่านเป็อย่างดี ขึ้นลงเนินเขานี้ไม่รู้กี่พันครั้งแล้วละรับรองว่าเขาพาไปได้ อย่างปลอดภัยแน่ๆ "
"ยินดีที่ได้รู้จักครับขอบคุณที่จะกรุณานำทาง"
"ไม่เป็ไรเลย ผมอยากขึ้นไปเยี่ยมคุณย่าอยู่แล้วเหมือนกันแต่ว่า..." เขามองดูคนตัวเล็กที่ยืนตรงหน้าอย่างพิจารณาแล้วพูดโดยไม่อ้อมค้อม
"ชุดกับรองเท้าคุณก็สวยนะแต่ผมว่าไม่เหมาะรองเท้านั้นจะทำให้คุณเดินไม่สบายนัก"
"ผมมีรองเท้าผ้าใบ อยู่ในกระเป๋าเล็กเดี๋ยวผมเปลี่ยนตอนนี้เลย"
"เสื้อนั้นก็บางไปหน่อย ถ้ามีเสวตเตอร์อีกสักตัวก็ดีแต่ถ้าไม่มี คุณจะใช้เสื้อแจ๊คเก็ตของผมก็ได้นะ" ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ
"มีครับ มีแน่ๆ เลย"
"งั้นก็เข้าไปในห้องลุงสิเปลี่ยนรองเท้าแล้วก็เสื้อหนาใส่อีกตัวอย่างที่กีแจ เขาแนะนำนะดีที่สุด"
ชายสองวัยมองดูชายหนุ่มร่างบางยกกระเป๋าเดินเข้าห้องหลังร้านอย่างเอ็นดูนานแล้วที่เขาทั้งสองไม่เคยได้ตอนรับใครที่โฉมงามสะอาดและกิริยามารยาทอ่อนหวานนุ่มนวลเช่นนี้
ซึลกีเข้าไปในห้องกว้างทึ่สะอาดเรียบร้อยเขาไม่มีเวลาอ้อยอิ่งต่อไปแล้วร่างบางเปิดกระเป๋าหยิบเสื้อเสวตเตอร์ตัวหนึ่งมาสวมทับลงไปบนเชิร์ดตัวบาง จากนั้นค้นหารองเท้าผ้าใบออกมาใส่
เมื่อออกมาหน้าร้านอีกครั้ง ซึลกีก็ว่าสายตาของของชายต่างวัยมองดูเขาด้วยความพอใจเช่นเดียวกัน
กีแจยกกระเป๋าเดินทางทั้งสองใบทำท่าจะออกเดินแต่ลุงชูทักท้วงทันที
"อย่าเอากระเป๋าไปเลย กีแจอย่าลืมว่าคุณต้องถือไฟฉายส่องทางด้วยนะ"
"555 จริงของลุง งั้นเอาใบเดียวก็แล้วกันนะครับคุณหนูคุณอยากเอาใบไหนไปละ? "
"ผมถือเองใบหนึ่งก็ได้ครับใบเล็กไม่น่าจะหนัก"
"พอไปได้ครึ่งทางคุณจะอยากเหวี่ยงทิ้งแล้วละครับ555 งั้นก็เอาใบเล็กไปละกัน ส่วนใบใหญ่พรุ่งนี้พอมีคนขึ้นเขา ลุงจะฝากให้เข้าเอาขึ้นไปให้แต่เช้ามืดเลยดีไหม"
"ลุงชูพูดถูก ถ้างั้นเราเดินทางกันเถอะ"
ซึลกีหันมองเ้าของร้านอย่างซึ้งในน้ำใจ"ขอบคุณอย่างยิ่งเลยครับ ลุงชู"
"โธ่ๆ ไม่ต้องขอบอกขอบใจอะไรเลยคุณเป็คนเมืองใหญ่ที่น่ารักจริงๆ ลุงดีใจที่คุณท่านจะได้มีคนมาอยู่เป็เพื่อนบ้างเธอไม่เคยยอมรับหรอกว่าเธอนะเหงา แต่ในใจจริงๆ เธอควรมีใครไปมาหาสู่มั่ง"
กีแจเดินดุ่มๆ ออกจากร้าน เขาหันมาโบกมือให้ลุงชู
"พรุ่งนี้พบกันใหม่นะครับลุง"
ความมืดทำให้ความคล่องแคลวของหนุ่มเมืองกรุงลดถอยลงไปไม่น้อยเลยร่างบางรู้สึกเหมือนว่ากำลังยืนอยู่ในฉากกำมะหยี่สีดำมืด
กีแจเดินนำไปข้างหน้า ไฟฉายในมือของเขาส่องสว่าง ชายหนุ่มเดินตัดทุ่งหญ้าตรงไปยังสะพานแขวนอย่างไม่เร่งรีบ
"ตามทันไหวครับคุณหนู"
"เออ คุณกีแจเรียกผมว่าซึลกีดีกว่านะครับ"
"หึหึ งั้นซึลกีก็เรียกชื่อผมเฉยๆ ก็ได้ไม่ต้องมีคุณนำหน้าหรอกนะ"
"โอเคครับ" ร่างบางยิ้มบางๆ ให้
"ข้ามสะพานไหวไหมครับ"
ซึลกีมองสะพานที่แกว่งตัวโยกเยกด้วยสายลมฟังเสียงน้ำซัดหินดังครืนๆ ที่ด้านล่างแล้วหลับตาอย่างกลัวๆแต่ความมานะทำให้เขาหักห้ามความกลัว ตอบกลับไปด้วยเสียงสั่นๆ
"คิดว่าไหวครับ ถ้าคุณฉายไฟให้"
"แน่นอนครับ ผมจะส่องไฟให้ตลอดทางเลยสะพานมันแคบแล้วก็คลอนสักหน่อย เดินข้ามทีละคนปลอดภัยกว่า คุณค่อยๆ เดินไปทีละก้าวอย่ามองลงไปข้างล่างเดี๋ยวก็ถึงฝั่งโน้นแล้วละ"
พูดง้ายง่าย ซึลกีค้อนควับอยู่ในความมืด แต่พอกีแจฉายไฟไปที่สะพานเขาก็ออกเดินไปทันที
ก้าวแรกที่วางลงบนแผ่นกระดาน ซึลกีก็รู้สึกถึงความโยกคลอนที่น่ากลัวเขารีบคว้าราวสะพานไว้มั่น เบาใจที่มันจะเป็ที่พึ่งของเขาไปตลอดทางแต่ก้าวที่สองกลับทำให้ใจของเขาสั่นรัวยิ่งขึ้น
ไปถึงกลางสะพาน แสงสว่างจากไฟฉายก็ยังติดตามมาอย่างสม่ำเสมอ ซึลกีอยากจะให้คนที่ยืนอยู่อีกฝากหนึ่งเดินตามมาสมทบแต่เขาอาย
"ซึลกี เดินต่อไปได้ไหมครับ"
ด้วยน้ำเสียงที่แสดงความห่วงใย ทำให้ซึลกีรู้สึกตื้นตันใจอย่างประหลาดเขากัดฟันแน่นสูดลมหายใจยาวสองสามครั้งแล้วเดินก้าวต่อไปมือที่กำราวสะพานนั้นชื้นไปด้วยเหงื่อทั้งๆ ที่ลมหนาวพัดโชยไม่ขาดสาย
จนกระทั่งเท้าข้างหนึ่งก้าวลงบนดินแข็งๆ ซึลกีจึงรู้ว่าข้ามมาอีกฟากเรียบร้อยแล้วสิ่งแรกที่อยากทำคือนั่งที่พื้นแล้วร้องไห้เสียงดังๆ
บ้าซิ เขาจะทำอย่างนั้นได้ไงขืนทำตานั่นคงนึกว่าเขาเป็เด็กขี้ขลาดแน่ๆเขาจึงแค่หยุดยืนนิ่งอยู่ปลายสะพานแล้วหันไปมองอีกคนที่เดินข้ามสะพานมาด้วยความคล่องแคล่วรวดเร็วไม่น่าเชื่อเพียงพริบตาเดียวคนตัวโตก็มายืนยิ้มแฉ่งอยู่ข้างร่างบางสะแล้ว
"ถึงตรงนี้ก็ง่ายละทางขึ้นเขาไม่ชันเท่าไหร่ เดินได้สบายๆ เลยทีเดียว"
เนี้ยนะสบายๆ คนตัวเล็กแทบะโออกมาเมื่อพบว่าทางสบายๆ ของกีแจก็คือทางแคบๆ ที่ตะปุ่มตะป่ำไปด้วยก้อนหิน
ก้าวเดินมาสักพักก็ถึงเนินราบที่พื้นดินที่มีหญ้าปกคลุมอยู่หนาซึลกีหยุดเดินและสูดอากาศเข้าปอดด้วยความเหนื่อย ขาทั้งสองข้างสั่นระรัวสองตามองฝ่าไปในความมืด ถ้าเขาเดินมาคนเดียวเขาคงเดินมาได้ไม่ไกลถึงขนาดนี้
"เดินกันต่อเถอะครับ เดี๋ยวจะดึกมากกว่านี้ย่ายอนฮวาจะเข้านอนสะก่อน