ประเทศไทยในยุคอุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๖๖
ณ เรือนไม้สไตล์โคโลเนียลหลังคาทรงปั้นหยาอายุนับร้อยปีที่ถูกฉาบสีใหม่แทนสีเดิม และบูรณะมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ยังคงสภาพดีไม่มีสิ่งไหนชำรุดบุโรทั่ง ทั้งยังมีทายาทในสายราชสกุลอาศัยอยู่ แม้จะเริ่มห่างรุ่นมาจากบรรพบุรุษแล้วก็ตาม
หม่อมหลวงศักดิ์ดำรงเกียรติ ศรีวิจิตรกุล เป็บุตรชายคนเดียวของหม่อมราชวงศ์ขุนหาญดำเกิงยศ ศรีวิจิตรกุล เ้าของที่แห่งนี้ ซึ่งคือผู้สืบเชื้อสายมาจากเ้านายชั้นสูง ในตอนนี้ เขาได้กลายมาเป็เ้าของโฉนดที่ดินเรือนปั้นหยาทั้งสองหลัง ที่ภายหลังแยกตัวออกมาจากตำหนักใหญ่โดยถือเป็กรรมสิทธิ์อันชอบธรรม
ขณะนี้อายุอานามก็เข้าสี่สิบกว่าแล้ว ถึงจะยังไม่แก่นัก แต่หากอยู่บ้านเพียงคนเดียว ก็เหงาหงอยไม่ต่างอะไรกับคนชราที่ถูกทอดทิ้ง แต่หม่อมหลวงศักดิ์ดำรงเกียรติไม่เป็เช่นนั้น เพราะในตอนนี้ เ้าลูกชายตัวดีส่งเสียงร้องเข้ามาในบ้านั้แ่ไกล
“คุณพ่อครับบบ สวัสดีครับ คิดถึงจังเลย ขอเกียรติหอมหน่อย” มาถึงก็ทั้งกอดทั้งฟัดแก้ม ผู้เป็พ่อไม่ได้รำคาญใจอะไร เพราะเป็ปรกติที่ลูกชายของเขาจะแสดงความรักเช่นนี้ต่อตนเสมอ
“น้อย ๆ หน่อยเ้าเกียรติ เดี๋ยวแฟนเรามาเห็นเข้า จะหาว่าพ่อแย่งสุดที่รักของเขาไปอีกล่ะ” พอเป็อิสระก็บ่นได้ เขาวางหนังสือที่อ่านอยู่ลง แล้วไล่สายตาหาอีกคนที่เอ่ยถึง “อ้าว ไม่มาด้วยเรอะ”
“ไม่อะครับ ไม่พูดถึงเขาจะดีกว่า”
“นี่ทะเลาะกันมาใช่ไหม พ่อบอกแล้วว่าเกียรติเป็พี่ ต้องควบคุมอารมณ์หน่อย เื่อะไรเล็ก ๆ น้อย ก็อย่าเก็บมาหาเื่กันเลยลูก”
“เกียรติแค่งอนน้องมันนิดหน่อยเอง ดินเขานั่นแหละครับ ตัวต้นเื่เลย แหะ ๆ” เ้าลูกชายขำแห้ง พยายามกอดบิดาและเบี่ยงเบนความสนใจไปเื่อื่น เขาเหนื่อยที่จะพูดถึงผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว
เกียรติ หรือ นายเกียรติดำรงศักดิ์ ศรีวิจิตรกุล ณ อยุธา เป็หนุ่มพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพ อายุย่างเข้ายี่สิบห้าปีเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง เขาจัดว่าเป็พวกชื่นชอบในดนตรีไทยมาก หลังจากเรียนจบ จึงขอคุณพ่อเรียนต่อทางด้านนี้ แล้วบังเอิญว่า มีรุ่นน้องปีสามที่มหาวิทยาลัยเดิมมาทอดสะพานให้ เห็นว่าเรียนสาขาดนตรีไทยพอดี สุดท้ายก็เข้ากันได้ ไม่รู้ว่าไลฟ์สไตล์ตรงกัน หรือบุพเพสันนิวาสชักนำหรืออย่างไร ถึงได้มาคบหาดูใจกันอย่างนี้
ทางบ้านของทั้งสองฝ่ายเองก็ไม่เคยขัดในเื่นี้ เพราะโลกหมุนไปไกลทุกวัน บ้านเมืองเจริญขึ้น ทัศนคติจึงเจริญตามด้วย
แต่ในตอนนี้ความรักของพวกเขาทั้งสองไม่ได้หวานละมุนกรุ่นละไมเหมือนแรกเริ่ม อย่างเมื่อวานนี้ ก็เพิ่งจะมีเื่ให้ทะเลาะกันเพราะหึงหวงไปหยก ๆ จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่ยอมที่จะกลับไปติดต่อกัน
“พ่อมากินปลากริมไข่เต่าดีกว่า เกียรติซื้อมาเผื่อด้วย นี่ น่ากินใช่ไหมล่ะ” เพราะรู้ว่าจะโดนซักถามเื่นั้นอีก เขาจึงรีบเทขนมหวานกินเสีย จะได้ทำทีว่าไม่สะดวกตอบ
“เ้าลูกคนนี้นี่ยังไง อย่ากินหวานนักล่ะ มันไม่ดี พ่อก็บอก ดินก็บอก ยังดื้อด้านไม่เปลี่ยนเลยนะเรา ไหน ไปหยิบผลไม้ที่ดินเขาซื้อมาฝากพ่อเมื่อวานมาให้ทีสิ”
“คุณพ่ออ่า… ไปพูดถึงเขาอีกแล้วนะครับ ไม่กินของที่เกียรติซื้อ
ไปกินแต่ของเ้าเด็กนั่น เพราะหันไปหลงรักลูกชายคนใหม่แล้วสินะครับ”
“หรือไม่จริงล่ะ เ้าเกียรติ ดินเขาอยากดูแลพ่อ พ่อก็รักทั้งสองคนเท่า ๆ กันนั่นแหละลูก”
“ไม่เอาครับคุณพ่อ ไม่ให้เท่ากันสิครับ พ่อต้องรักเกียรติมากกว่า”
“ไป ๆ อย่าทำเป็ี้เี ชื่อเกียรติหรือเกียจกันแน่เรา” ผู้เป็พ่อเหย้าแหย่ในความซุกซนของลูก ถึงแม้จะโตแล้ว แต่ก็ยังสอนยากไม่หาย
“ครับบบ คุณผู้ชาย” เ้าี้เีเดินหน้ามุ่ยไปทำตามคำสั่ง ท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงหัวเราะขบขันของหม่อมหลวงศักดิ์ดำรงเกียรติ
ถ้าไม่นับลูกพี่ลูกน้องที่ในปัจจุบันนี้ก็น่าจะห่างกันมากพอสมควรแล้ว ก็ถือว่าครอบครัวของหม่อมหลวงศักดิ์ดำรงเกียรตินี้นับว่ามีแค่สองคนเพิ่มด้วยคนรักของลูกรวมไปด้วยก็สาม แต่ก็อยู่ด้วยกันอย่างผาสุขเสมอมา ส่วนญาติห่าง ๆ เว้นเวลาไปนานทีปีหน ถึงได้พบปะสังสรรค์กัน
แต่ดูท่าว่าเ้าเด็กดื้อของเขาจะเปลี่ยนครอบครัวที่อบอุ่นให้เป็ครอบครัวที่รุ่มร้อนก็ตอนมีปากมีเสียงกันนี่เอง
เกียรติดำรงศักดิ์กลับมาพร้อมจานผลไม้ นั่งลงตรงโซฟาใกล้ ๆ บิดา กล่าวแกมประชดว่า “ผลไม้จากดิน ลูกชายคนโปรดมาแล้วครับ สำหรับคุณพ่อ จะได้แข็งแรง อยู่กับลูก ๆ ไปนาน ๆ”
“หือ ไหนเกียรติว่าไม่ให้พ่อพูดถึงเขา แต่เราพูดถึงเขาไม่หยุดเลยนะ” คุณศักดิ์พูด พลางเหล่ตามองลูกชายอย่างนึกอยากสัพยอก
“ใครพูด เปล๊า ไม่มีสักหน่อย เกียรติไม่คิดถึงหรอกนะ ไอ้ผู้ชายใจร้ายคนนั้นน่ะ ชิชะ”
“เขาหรือเรากันแน่ ที่ว่าใจร้ายน่ะ พ่อเห็นมีแต่เกียรตินะ ที่ชอบหาเื่น้องก่อน เดี๋ยวพอเขาทิ้งมา จะมาร้องห่มร้องไห้เอาทีหลังนะ”
“โหยยย คุณพ่ออะ อยู่ข้างเด็กนั่นอีกแล้ว เกียรติเป็ลูกพ่อนะครับ ดินมันก็เป็แค่ลูกเขย คุณพ่ออย่าลำเอียงซี”
“หยุดก่อน ๆ เถียงเก่งจริง ๆ เรานี่ ถึงว่า ดินเขาถึงบ่นให้พ่อฟัง” คนาุโสุดต้องปราม ก่อนที่จะงอแงยิ่งขึ้น แต่ก็เป็ไปตามธรรมดาของคู่นี่เขาอยู่แล้ว รักกันทีตีกันบ้าง “อะ นี่สมุดที่เกียรติถามหากับพ่อ พ่อเพิ่งจะค้นเจอเมื่อเช้านี้”
เ้าเกียรติรับมาดู ดวงตาพร่างพรายเมื่อได้ััมัน เขาทราบมาว่าเล่มที่ถืออยู่นี้เป็เพียงเล่มเดียวในโลกเท่านั้น สภาพมันดูเก่าแก่มาก ทั้งเล่มมีรอยด่างดวง ผุกร่อนไปตามสมัย เมื่อกางออก กลิ่นอายกระดาษและน้ำหมึกเก่าก็กำจรคลุ้ง
“นี่แหละครับ ที่เกียรติตามหา เคยเห็นตอนเด็ก ๆ ที่ห้องหนังสือของคุณชายปู่ แต่ตอนนั้นท่านหวงมาก เกียรติก็อ่านไม่ออกด้วย”
“คุณชายปู่ท่านคงกลัวว่าเกียรติจะทำชำรุดน่ะสิ” หม่อมหลวงศักดิ์ดำรงเกียรติแก้ต่างแทนบิดา เหตุผลตามจริงที่ท่านหวงก็คือ ไม่อยากให้ใครได้รับรู้ถึงการพร่ำพรรณนาในสมุดเล่มนี้ต่างหากล่ะ แต่นิราศเล่มนี้ก็ยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี เพราะเป็คำสั่งเสียสุดท้ายของเ้าของเรือน
“ดูสิครับ หนังสือโบราณเขียนสวยงามมากเลย จะว่าไป ลายมือเหมือนกับดินเลยนะครับ” เกียรติว่าพลางเปิดกูไปมาหน้าแล้วหน้าเล่า
เมื่อได้พิศดู ความรู้สึกประหลาดก็ประเดประดังหลั่งไหลเข้าสู่ตัวตนของเขา ดวงใจคล้ายถูกขยี้และคลุกด้วยเกลือจนเจ็บแสบ เบ้าตาเอ่อนองแทบทะลักน้ำ เขาเลื่อนมือััมันอย่างโหยหา ราวกับว่าครั้งหนึ่งเคยได้มาก่อน
นิราศเชียงใหม่ ผู้แต่ง พันสุนทรโวหารของท่านชาย
ชื่อบนปกสมุดยิ่งตอกย้ำลงลึกในหัวใจ เหมือนคุ้นเคย เหมือนเคยได้รัก เหมือนอยู่ในทุกเหตุการณ์ ทุกความทรงจำ
“หนังสือนี้ใครแต่งหรือครับคุณพ่อ ทำไมเขาไม่บอกชื่อให้ครบ” เขาถามออกไปด้วยข้อกังขาที่ยังติดค้างในใจ แต่ด้วยอะไร ทำไมถึงยังนึกไม่ออกเสียที ว่าเคยเห็นเล่มนี้ที่ไหน ทั้งที่คลับคล้ายคลับคลานัก
“พ่อเองก็ไม่รู้มากหรอก ตอนนั้นพ่อยังเด็ก ผู้ใหญ่ท่านก็ไม่ให้ยุ่ง เห็นว่าเป็เื่ที่ไม่ควรเอาอย่าง ท่านว่าอย่างนี้ แต่พ่อก็อยากรู้อยากเห็น ตามประสาเด็กอะนะ ก็ถามคนในวังดู คนนั้นคนนี้ก็ว่าผู้ที่แต่งน่ะ เป็คนรักของท่านชายเดียว เชษฐาในท่านปู่ทวดของเกียรตินี่แหละ ท่านเสด็จหนีไปอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่ คนรักของท่านก็บันทึกเอาไว้ ภายหลังก็ถูกตามตัวกลับมาบังคับแต่งงาน จากนั้นท่านทั้งสองก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย นิราศนี่ก็ยังแต่งไม่จบด้วยซ้ำ”
“เกียรติสงสารท่านปู่ทวดจังครับ นี่เกียรติยังดีนะที่ได้เกิดในสมัยนี้”
“บางคนก็เล่าว่า คนรักของท่านฆ่าตัวตาย เพื่อให้เื่ทุกอย่างมันจบ ท่านปู่ทรงทุกข์ระทมมาก จนท่านตรอมหทัยสิ้นชีพิตักษัยตามท่านขุนนางคนนั้นไป จะจริงหรือเท็จยังไงพ่อก็ไม่รู้หรอก พ่อเกิดไม่ทัน แต่ว่าอดีตจะไม่มีวันซ้ำรอยกับลูกทั้งสองของพ่อแน่ พ่อรักทั้งสองนะ”
“เกียรติโชคดีมากที่ได้เกิดเป็ลูกพ่อ ขอบคุณนะครับ” เ้าลูกชายโผเข้ากอดอย่างทราบซึ้ง เขารู้สึกะเืใจจากเื่ราวของบรรพบุรุษที่ได้รับรู้เป็อย่างมาก
“ผมขอเปิดอ่านนะครับคุณพ่อ” เกียรติดำรงศักดิ์ขออนุญาต และเริ่มกวาดสายตาไปบนอักษรไทยตวัดที่เรียงรายเป็กลอนยาว ทุก ๆ รอยหมึกล้วนเป็ตัวแทนแห่งความรักภักดีและความอาลัยอาวรณ์จากอดีตตราบถึงทุกวันนี้ ขณะที่เขาอ่านเอง ก็เสมือนว่าได้รำลึกถึงบุพชาตินั้นอีกครั้ง
จำนิราศวิปโยคโศกสวาท
พลัดสถานรานรอนจรจักนาศ
คงถึงฆาตในชาตินี้ที่อาลัย
อันตัวเราเท่าต่ำช้ากาหมายหงส์
ยุพยงดอกฟ้าหรือคว้าไหว
แม้จะจากถิ่นสถานบ้านเกิดไกล
มิครรไลธำรงใกล้แก้วนัยนา
ขึ้นสิบค่ำเดือนเก้าราวมะโรง
ยามสามโมงออกจากฐานผ่านเภตรา
ล่องนทีหนีถึงย่านชานชาลา
กับแก้วตาขึ้นขบวนต้องด่วนไป.....