บทที่ 7 ตระกูลเทพดารา
“ ฮ่าๆ ข้าถูกใจพวกเ้าจริงๆ ”
เสียงหัวเราะของิญญาชุดขาวดังออกมาพร้อมกับหยางอี้ที่ก้าวเดินออกมาเบื้องหน้ามันเช่นกัน
“ เอาล่ะเ้าหนูจงรับรู้ไว้นี่คือทักษะวิชาหนึ่งสิบแปดวิชาสายทำลายที่ทรงพลังที่สุดในโลกเป็มรดกสืบทอดของตระกูลข้ามาั้แ่ยุคอดีตอันไกลโพ้น หนึ่งสืบทอดหนึ่งหลังจากนี้เ้าได้รับอนุญาติให้สืบทอดแก่ผู้อื่นได้เพียงหนึ่งเท่านั้น ”
สิ้นคำพูดแสงสีทองพลันปรากฎขึ้นที่ปลายนิ้วก่อนจะพุ่งตรงเข้าสู่หน้าผากของหยางอี้รายละเอียดต่างๆของทักษะวิชาพลันร้อยเรียงไหลประดังเข้าสู่ความทรงจำของชายหนุ่มอย่างไม่หยุดหย่อน
หยางอี้เพียงกัดฟันตั้งสมาธิในการรับสืบทอดเท่านั้นข้อมูลมากมายพุ่งทะลักเข้ามาโดยมิหยุดพักชายหนุ่มรู้สึกราวกับว่าสมองจะะเิออกมาได้ทุกเวลา ทักษะวิชานี้เพียงสำนึกถึงภาพร่างภายในก็ส่งแรงกดดันจนตัวเขาแทบมิอาจยืนไหว
่เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปการสืบทอดจึงได้หยุดลงพร้อมกับร่างชายหนุ่มที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อนั่งหอบหายใจอยู่เบื้องหน้าิญญานั้นตู่หลินเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงรีบเข้ามาประคองหยางอี้ในทันที
“ หนุ่มน้อยภาพบันทึกนั้นเป็ของขวัญที่ข้ามอบให้จงอย่าทำให้ข้าผิดหวัง นับจากนี้แม้จะมิใช่ลายเืที่หมุนเวียนแต่เมื่อสืบทอดไปแล้วเ้านับเป็สวนหนึ่งของตระกูลข้าจงออกไปสั่นะเืให้ทั่วฟ้า สยบให้ราบทั่วทั้งพสุธาให้ผู้คนจดจำถึงนามอันเกรียงไกลในอดีต ”
‘ ตระกูลเทพดารา’หยางอี้สั่นเทิ้มไปด้วยความตื่นเต้นก่อนจะเงยหน้ามองวิญิญาณชุดขาวด้วยสายตาอันหนักแน่น
“ ผู้าุโโปรดมั่นใจข้าจะทำให้ผู้คนยุคนี้จดจำนามนั้นอย่างแน่นอน ”
“ ฮ่าๆ ดี ดี ข้านั้นเฝ้าคอยมาเนิ่นนานกลัวว่าจะมิได้เจอผู้สืบทอดที่เหมาะสมหากเป็เช่นนั้นข้าคงมิมีหน้าไปพบบรรพบุรุษ ในอดีตข้านั้นมีชีวิตที่แสนสั้นเพียงดาราแรกยังมิอาจปลุกขึ้นมาได้ช่างหน้าขายหน้ายิ่งนักทักษะวิชานี้มิใช่ฝึกฝนได้ง่ายๆ เ้าจงอย่าท้อแท้ ”
“ ขอรับผู้าุโ ”
ิญญาชุดขาวมองไปยังหยางอี้อีกครั้งด้วยความเอ็นดูก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังตู่หลินที่ประคองหยางอี้อยู่ด้านข้าง
“ แม่หนูน้อย นี่สำหรับเ้า ”
สิ้นคำเบื้องหน้าตู่หลินพลันปรากฎกล่องไม้ยาวสีดำสนิทกล่องหนึ่งลอยอยู่ตู่หลินมองอย่างงุนงงไปยังิญญาชุดขาวที่ยิ้มให้อยู่เบื้องหน้าก่อนจะเปิดดู
ภายในกล่องไม้ถูกบรรจุไว้ด้วยกระบี่สีเงินเล่มหนึ่งตู่หลินมองไปยังมันอย่างตื่นเต้น แม้ตัวกระบี่จะดูธรรมดาสามัญมิได้มีลวดลายอันใดหรือผิดแปลกจากกระบี่ธรรมดาทั่วไปทว่ากลิ่นอายที่แผ่กระจายออกมาบ่งบอกว่ามันคือศาสตราวุธระดับ์ขั้นสูง!
“ ขอบคุณผู้าุโ ”
ตู่หลินเก็บกล่องไม้เข้าไปก่อนจะกล่าวขอบคุณออกมาอย่างยินดี
“ เอาล่ะหมดเื่แล้วเวลาก็เหลืออีกเพียงไม่นานข้าจะส่งพวกเ้าออกไป ”
***
ตูม !
เสียงการประทะของาดังขึ้นอย่างต่อเนื่องบริเวณลานหน้าพระราชวังศ์ต้องห้ามเต็มไปด้วยบ่อหลุมที่เกิดจากการโจมตีของทั้งสองฝ่าย
5 ตำนานต่างยืนหยัดมองไปยังเหล่าชายในชุดคลุมสีดำที่บัดนี้เหลือเพียง3 คนเท่านั้นที่เบื้องหน้าตู่ยี่หลงถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ก่อนหน้านี้ทางราชวงศ์กันประชนในระแวกนี้ออกไปจนหมดมิเช่นนั้นมันเองก็มิอาจรู้เลยว่าผลเสียจะมากมายเช่นใด
“ สมกับเป็ 5 ตำนาน แม้พวกมันจะใช้ยากลืนโลหิตก็ยังมิอาจเอาชนะได้”เสียงคลุมเครือดังออกมาจากชายในผ้าคลุมดำที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
“ เฮอะ เศษสวะเช่นพวกเ้านะรึจะมาเคียงกับพวกข้าเ้าพวกนอกรีด ”
หว่านถูคำรามออกมาอย่างเย้ยหยันเมื่อมองไปยังร่าง3 ร่างที่ลอยอยู่ไม่ไกลนัก
“ วันนี้พวกเ้าทั้งหมดต้องตายอยู่ที่นี่ ”
เสียงคำรามของกระทิงเหล็กดังออกมาพร้อมกับพุ่งทะยานเริ่มการต่อสู้อีกครั้ง3 ตำนานเข้าปะทะกับคนของมารทลายฟ้าอีกครั้งส่วนอ้าวเทียนและตู่ยี่หลงนั้นเพียงยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง สิ่งที่พวกเขากังวลในตอนนี้คือบรรดาอัจฉะริยะทั้ง7 ที่เข้าไปในพระราชวังศ์ต้องห้ามเวลาตอนนี้อีกเพียง 100 ลมหายใจประตูจะเปิดออกและการตัดกำลังของอำนาจอื่นที่ดีที่สุดคือกำจัดเหล่าผู้เยาว์ที่มีพร์หากพวกมารทลายฟ้าคิดเล่นลูกไม้ขึ้นมาผลเสียนี้มิอาจประเมินได้
อ้าวเทียนนั้นยังมิเท่าไหล่ ทว่าสำหรับตู่ยี่หลงหนึ่งคือบุตรสาวสุดรักและหนึ่งคือชายหนุ่มที่มันต้องปกป้องมิต่างกันแม้หยางอี้จะเป็ดั่งดวงดาวอันรุ่งโรจน์แห่งความหวังของมันทว่าหากมันเป็อะไรไปเ้าหนูนี่จะกลายเป็ตัวหายนะของจักรวรรดินี้ทันที
พริบตา 100 ลมหายใจผ่านไป แสงสีทองพลันสว่างวาบที่บานประตูร่าง 5 ร่างพลันปรากฎขึ้นที่ด้านหน้าตู่ยี่หลงและอ้าวเทียนมิรอช้าพุ่งตรงเข้าหาในทันที
ปัง !
ในเวลาเดียวกันลำแสงสีแดงทะยานขึ้นบนท้องฟ้าเหนือบริเวณพระราชวังศ์ของเมืองหลวงการต่อสู้กลายเป็หยุดชะงักตู่ยี่หลงและอ้าวเทียนเองก็เช่นกัน อาศัยเพียง่เวลานั้นเงาสามร่างจากทั้งห้าที่ปรากฎหน้าบานประตูเคลื่อนกายผ่านวูบบออกห่างจากกลุ่มก่อนจะไปรวมกลุ่มกับชายในชุดคลุมดำทั้งสามที่ถอยออกจากการต่อสู้
“ เสด็จพ่อ ! ”
ตู่หลินร้องเรียกออกมาเมื่อเห็นบิดาเคลื่อนกายมาอยู่ด้านข้างตู่ยี่หลงมองไปได้แต่ขมวดคิ้วเมื่อเห็นเพียงหยางอี้และตู่หลินในใจพลันเกิดความวิตกกังวลถึงลางร้ายก่อนจะเบนสายตาไปยังร่างทั้งสามที่ปรากฎออกมาพร้อมกัน
สายโลหิตภายในร่างสูบฉีดจนเส้นเืแดงกร่ำปรากฎขึ้นในดวงตาด้วยความโกรธเกรี้ยวเมื่อเห็นใบหน้าของคนผู้หนึ่งที่คุ้นเคยยืมรวมกลุ่มกับคนของมารทลายฟ้าทั้ง5
“ สารเลว ! นี่มันเื่อะไรกัน ! ”
ตู่เว่ยเมื่อเห็นท่าทางของบิดามันได้แต่พูดออกมาด้วยความสะใจ
“ ตาแก่ เป็เ้าเองที่บังคับให้ข้าทำแบบนี้ ข้านั้นทุ่มเทเท่าไหร่เพื่อราชวงศ์แต่เ้า แต่เ้ากลับไม่เคยเห็นข้าอยู่ในสายตา ”
“ เสด็จพ่อ ”
ตู่หลินจับแขนของบิดานางด้วยความเป็ห่วงนางรู้ดีที่สุดแม้บิดานางจะให้ความสนใจแก่นางมากกว่าพี่น้องคนอื่นๆทว่าด้วยความเป็บิดาตู่ยี่หลงมิเคยละเลยบุตรคนใดแม้แต่น้อย แต่ด้วยเป็ถึงองค์จักรพรรดิมันทำได้เพียงเฝ้ามองรัชทายาททั้ง14 แข่งขันกันการเลือกผู้ที่จะก้าวมาปกครองจักรวรรดิแห่งนี้ในอนาคตมิสามารถทำเป็เื่เล่นๆได้
“ เอาหล่ะทุกท่าน วันนี้เราคงต้องจากกันเพียงเท่านี้หวังว่าโอกาสหน้าจะได้พบกันใหม่ ”
เสียงของชายชุดดำดังขึ้นอีกครั้งก่อนที่มิติรอบกายพวกมันจะสั่นไหวปรากฎเป็เงาดำครอบคลุมร่างทั้ง6 ให้หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ตู่ยี่หลงและคนที่เหลือทำได้เพียงมองดูการจากไปของมารทลายฟ้าด้วยอารมณ์การปะทะครั้งนี้มิได้มีผลเสียมากนัก คนอื่นๆทำได้เพียงกล้ำกลืนความเ็ปนี้ไว้ยกเว้นหว่านถูที่คำรามออกมาอย่างบ้าคลั่งสาบานต้องล้างแค้นให้จงได้เมื่อรู้ว่าศิษย์ของมันถูกสังหารลงด้วยฝีมือของพวกตู่เว่ย
ฟรึ่บ !
เงาร่างหนึ่งปรากฎขึ้นด้านหน้าตู่ยี่หลงก่อนจะคุกเข่าลงมันคือองค์รักษ์ของวังหลวง หัวใจของตู่ยี่หลงพลันตกวูบในทันที มันสังหรใจไว้อยู่แล้วั้แ่เห็นแสงสัญญาณเหนือวังหลวง
“ เกิดอะไรขึ้นจงเร่งกล่าวมา ”
“ เรียนฝ่าาเมื่อครึ่งชั่วยามก่อนรอบคลังสมบัติปรากฎคลื่นพลังปราณเป็กำแพงอันแข็งแร่งขึ้นจากการวางค่ายกลบางอย่างเหล่าผู้าุโต่างระดมการโจมตีล้วนไม่เป็ผล แม้แต่ท่านบรรพชนเองก็ใช้เวลาอยู่นานจึงทำลายลงได้เมื่อครู่นี้ทว่าเมื่อเข้าไปภายในกลับไม่พบผู้ใดแล้ว สมบัติต่างๆล้วนมิได้หายไป เพียงแต่...”
“ เพียงแต่อันใด ! ”
“ ตราผนึกผู้พิทักษ์ได้ถูกทำลายแล้วพะยะค่ะ ”
สิ้นคำตู่ยี่หลงกลายเป็สติลางเลือนในทันทีส่วนตำนานอีก 4 คนที่เหลือต่างล้วนหน้าซีดเป็ซากศพทันทีเช่นกันมีเพียงหยางอี้และตู่หลินที่ยืนมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความงุนงง
หลังจบาขนาดย่อยนี้ภายในเมืองหลวงต่างเต็มไปด้วยข่าวลือเซ็งแซ่ทว่าสิ่งที่เป็ข่าวใหญ่และถูกรายงายไปยังมหาขุมอำนาจของจักรวรรดิเมฆาหวนแห่งนี้คงหนีไม่พ้นเื่ตราผนึกผู้พิทักษ์ที่ถูกทำลายลงข่าวนี้มิใช่เพียงตู่ยี่หลงที่เป็กังวน กระทั้งเหล่าบรรพชนรุ่นก่อนของ 4 สำนักใหญ่ยังต้องออกจากด่านฝึกตนเพื่อมาหารือกัน
ตามตำนานกล่าวว่าทั้ง 5 จักรวรรดิในทวีปจันทร์กระจ่างนั้นต่างมีสัตว์เทพคอยคุ้มครองอยู่และสิ่งที่ใช้ในการอัญเชิญนั้นคือตราผนึกผู้พิทักษ์และถูกเก็บรักษาโดยราชวงศ์ ทว่าตอนนี้ตราผนึกถูกทำลายลงราชวงศ์จึงไม่มีอำนาจในการอัญเชิญและสื่อสารกับผู้พิทักษ์อีกต่อไป
เื่นี้มิใช่เื่เล็กน้อยมันอาจก่อให้เกิดการล่มสลายของจักรวรรดิได้โดยง่ายหากมารทลายฟ้ามีวิธีการบางอย่างในการควบคุมผู้พิทักษ์แน่นอนว่าตัวตนที่ยิ่งใหญ่นั้นมิใช่เื่ง่ายหากผู้ใดจะบงการทว่าอีกฝ่ายคือมารทลายฟ้าองค์กรนอกรีดที่ดำรงค์อยู่มานานนับหมื่นปีและเป้าหมายของมันคือการทำลายผนึก
เื่นี้จะมิให้คิดมากคงจะไม่ได้อย่างไรมหาอำนาจเหล่านี้ยังคงต้องคิดถึงความเป็ไปได้และหาทางป้องกันให้เร็วที่สุด
หยางอี้หลังจากออกมาได้รับคำสั่งให้พักผ่อนหนึ่งวันเช่นผู้ผ่านการทดสอบคนอื่นและทั้งหมดจะเดินทางกลับสำนักวิหาร์ในวันรุ่งขึ้น
ภายในที่รับรองของราชวงศ์เหล่ารุ่นเยาว์ทั้งหลายต่างถูกอนุญาตให้เข้าพักเพื่อความไม่ประมาทบริเวณชั้นในของวังหลวงภายในส่วนเหล่าอัจฉริยะรุ่นนี้ต่างกำลังพูดคุยอย่างออกรสกลุ่มของเทียนเจินเซียงได้กลับเข้ามาแล้วหลังจากเื่ราวสงบลง
เมื่อทั้งกลุ่มได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งทุกคนต่างพูดถึงเหตุการณ์นี้และแน่นอนมีเพียง3 คนที่ดูเหมือนจะรู้เื่ราวมากที่สุดก็คือกลุ่มของหยางอี้ที่ได้เข้าสู่พระราชวังศ์ต้องห้าม
หยางอี้มองไปยังตู่หลินด้วยใบหน้าประหลาดใจองค์หญิงผู้นี้ครั้งแรกที่ตนพบกลับมีท่าทีไม่พอใจทว่าตอนนี้กลับพูดจาน้ำไหลไฟดับเข้าคู่กับซูเฉินจนการสนทนานั้นมีเพียงทั้งสองที่ผลัดกันตอบโต้ไปมาหยางอี้เบนสายตาไปเล็กน้อยทางเทียนเจินเซียงดูเหมือนว่าหลังจากกลับมาท่าทีของมันดูแปลกไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยบุคลิกการผู้เป็นำเทียนเจินเซียงจะมีคำพูดและคำแนะนำอยู่เสมอทว่าตอนนี้มันกลับเอาแต่นั่งเงียบ บางครั้งยังดูเหม่อลอยบางครั้งดูครุ่นคิด
หยางอี้คาดว่าเทียนเจินเซียงจะต้องเจอบางอย่างภายในพระราชวังศ์แน่นอนทว่านั่นก็เป็เพียงเื่ของผู้อื่นชายหนุ่มมิได้ใส่ใจนัก ก่อนจะขอตัวกลับไปพักที่ห้องของตนตัวเขาเองตอนนี้ก็แทบจะอดใจไม่ไหวแล้วเช่นกันจะมีผู้ใดนั่งติดเก้าอี้อยู่บ้างหากมีทักษะระดับจักรพรรดิอยู่ในมือ
ครึ่งชั่วยามให้หลังภายในห้องพักรับรองของหยางอี้ ชายหนุ่มนั่งทำสมาธิอย่างสงบ ลึกลงไปภายในมิติพิเศษลำแสงสีทองสว่างวาบพุ่งตรงออกจากกึ่งกลางหน้าผากก่อนจะฉายภาพความทรงจำบางส่วนที่ถูกถ่ายทอดจากิญญาในพระราชวังศ์ต้องห้าม
ตระกูลเทพดารานั้นกำเนิดขึ้นมายาวนานั้แ่สมัยอดีตอันไกลโพ้นผู้ก่อตั้งคนแรกนั้นได้รับตำราทักษะอันเก่าแก่มาจากวิหารแห่งหนึ่งด้วยโชคลาภและความสามารถทำให้มันผ่านการทดสอบอันแสนยากลำบากมาได้หลังจากนั้นทักษะวิชานี้มีชื่อเสียงขจรไปไกลทั่วทั้งทวีปด้วยเวลาไม่นานด้วยพลังทำลายอันมหาศาลทำให้ตระกูลเทพดาราถือกำเนิดขึ้นในที่สุด
หลังจากนั้นรุ่นต่อรุ่น ผู้เยาว์ที่มีความสามารถมากที่สุดจะถูกสืบทอดเพียงผู้เดียวในแต่ละรุ่นด้วยความรุ่งโรจน์ตระกูลเทพดารากลายเป็หนึ่งในมหาอำนาจของทวีปแห่งนี้ทว่าช่างน่าเศร้าความยิ่งใหญ่นั้นดำเนินต่อมาได้เพียงไม่กี่พันปีในที่สุดก็จบลง
เมื่อ่เวลาหมุนวนตระกูลเทพดาราในรุ่นหลังไม่สามารถให้กำเนิดอัจฉริยะที่สามารถฝึกฝนทักษะนี้ได้จึงทำให้ภายหลังถูกเหล่ามหาอำนาจที่ต่างอิจฉาในความทรงพลังนี้กดดันจนตระกูลแทบจะล่มสลายและสุดท้ายสายเืนี้ก็สิ้นสุดลงเมื่อ 500 ปีก่อน
ในยุค 5000ปีที่ผ่านมาตระกูลเทพดาราไม่สามารถให้กำเนิดเทพดาราได้แม้แต่คนเดียวความอัปยศนี้ในที่สุดทักษะอันทรงพลังนี้จึงได้ลางเลือนไปจากความทรงจำของผู้คนผู้สืบทอดในแต่ละรุ่นทำได้เพียงมีพลังในระดับแนวหน้าทว่าไม่ใช่ระดับยอดสุด
หลังจากนั้นมาจบลงในผู้สืบทอดซึ่งเป็หนึ่งในผู้าุโใหญ่ของ4 สำนักพิทักษ์ฟ้าทว่าด้วยความทรงพลังระดับนี้มันเพียงสำเร็จดาราที่ 3 เท่านั้น ยังห่างไกลจากคำว่าเทพดารามากนักและผู้สืบทอดของมันนั้นคือเด็กหนุ่มที่มาจบชีวิตลงภายในเมืองหลวงแห่งนี้เมื่อหลายร้อยปีก่อนเผ่ยหยางชิง บุรุษผู้สร้างชื่อในเมืองแห่งนี้และถูกจารึกเป็ตำนานเตือนสติของผู้คน
เผ่ยหยางชิงนับได้ว่าเป็สายเืคนสุดท้ายที่สืบทอดทักษะวิชานี้จากปู่ของมันผู้าุโคุมกฎของวิหารเทวะสุริยันต์ ทว่าแม้เทียบกับคนของ 5 จักรวรรดิมันจะเป็ตัวตนอันสูงล้ำแต่ภายในวิหารนั้นมันเป็เพียงศิษย์สายในที่ได้รับความช่วยเหลือจากปู่ของมันเท่านั้นและความสำเร็จนี้ด้วยอายุที่ไม่มากนักจึงสำเร็จเพียงดาราแรกเท่านั้น
หยางอี้ใช้เวลากว่า 2 ชั่วยามในการทำความเข้าใจกับตระกูลเทพดารานี้ก่อนจะดูเนื้อหาภายในความทรงจำที่ได้รับสืบทอดมาชายหนุ่มตกตะลึกไม่น้อยเมื่อรับรู้ถึงเื่ราวในอดีต วิชา 9 ดาราสะบั้นพบนั้นมีทั้งหมด 9 ขั้น แรกว่า 9 ดารา และเทพดาราจะอุบัติขึ้นเมื่อฝึกถึงดาราที่ 5และั้แ่อดีตถึงปัจจุบันนั้นมีเทพดารากำเนิดขึ้นมาทั้งหมด9 คนผู้นำตระกูลคนแรกนั้นสำเร็จดาราที่ 5 และผู้ที่นับว่าเป็เทพดาราที่แข็งแกร่งที่สุดคือผู้นำรุ่นที่ 3ที่บรรลุถึง 7ดาราซึ่งนับเป็ยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของตระกูลเทพดารา
หยางอี้ยิ่งรับรู้ยิ่งตื่นเต้นและสิ่งที่หยุดความตื่นเต้นของมันไว้นั้นคืออายุของเทพดาราทุกรุ่นที่สำเร็จดาราที่ 5 นั้นไม่ต่ำกว่า 300 ปี มีเพียงผู้นำรุ่นที่ 3 เท่านั้นที่สำเร็จเมื่ออายุ 200 ปี
“ เช่นนั้นเอง อย่างไรนี่คือทักษะระดับจักรพรรดิความยากในการฝึกฝนนั้นย่อมยากเย็นเหลือคณา”
หยางอี้ถอนหายใจเล็กน้อย แม้จะเป็เช่นนั้นภายในดวงตาของเด็กหนุ่มกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าก่อนจะเริ่มศึกษาทักษะนี้อย่างจริงจัง
เนื้อหาของทักษะนี้ช่างเรียบง่าย จุดสำคัญคือการปลุกดาราแต่ละดวงภายในตันเถียนด้วยการควบแน่นพลังปราณแปลเปลี่ยนพลังปราณภายในร่างกายในแบ่งออกเป็ลูกแก้วดาราทว่าปริมาณพลังปราณธรรมชาติในการปลุกดาราแต่ละดวงนั้นช่างมากมายมหาศาลจุดที่สองคือการควบคุมดาราแต่ละดวงให้ได้ดังใจนึก
จากความทรงจำ เพียงดาราดวงเดียวก็สามารถป่นูเาขนาดย่อมให้พังทลายได้ภายในพริบตาซึ่งเรียกว่าเป็วิชาสายทำลายขนาดแท้และปริมาณพลังปราณในแต่ละดาราที่สามารถทำลายูเาได้อย่างง่ายดายนั้นมิต้องเอ่ยถึงว่าจะมากมายเพียงไหน
จุดสุดท้ายที่เป็เคล็ดลับคือการเข้าใจในความลึกซึ้งของธรรมชาติการควบคุมพลังปราณธรรมชาติจากภายนอกถือเป็จุดสำคัญที่สุดขั้นแรกพลังปราณของมนุษย์ไม่เพียงพอที่จะปลุกดาราแต่ละดวงขึ้นมาได้จึงต้องใช้การดูดซับจากพลังปราณธรรมชาติมาเก็บสะสมไว้ปริมาณมหาศาลขั้นที่สองเมื่อใช้ออกด้วยดาราสะบั้นภพ ลูกแก้วดาราจะถูกดึงออกจากร่างเพื่อใช้ในการบดขยี้ศัตรูและนั้นจำเป็ต้องควบคุมมันให้ได้
หยางอี้เพียงกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่เมื่อศึกษาเคล็ดวิชาเพียงส่วนของดาราแรกเสร็จวิชานี้มิใช่เื่ง่ายที่จะฝึกจริงๆหยางอี้ไม่แปลกใจเลยที่่เวลาอันยาวนานนั้นกำเนิดเทพดาราขึ้นมาเพียง 9 คน แม้จะเต็มไปด้วยพลังทำลายอันมหาศาลทว่าความรู้ความเข้าใจอันลึกซึ้งและทรัพยากรมหาศาลนั้นคือสิ่งจำเป็อย่างมากสำหรับทักษะวิชานี้
“ นับว่าโชคของข้ายังดีที่ได้เรียนรู้ทักษะของตาแก่นั่นทำให้ความเข้าใจในปราณธรรมชาติของข้านับว่าไม่เลว ”
หยางอี้เลือกที่ไม่ศึกษาในส่วนถัดไปในทันทีทว่าเริ่มโครจรพลังปราณภายในร่างและทำความเข้าใจเพื่อการฝึกส่วนแรกของทั้ง 3ส่วน
แบ่งแยก ก่อร่าง และเติมเต็ม!
แบ่งแยกคือส่วนที่ยากที่สุดตันเถียนของคนทั่วไปนั้นคือแหล่งกักเก็บพลังปราณภายในร่างกายและการสร้างดาราแต่ละดวงนั้นผู้ฝึกจะต้องแบ่งแยกมวลพลังปราณภายในทะเลตันเถียนเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับก่อร่างลูกแก้วดาราเมื่อก่อร่างสำเร็จแล้ว ส่วนสุดท้ายคือส่วนที่นับว่าสิ้นเปลืองทรัพยากรที่สุดการเติมเต็มให้ดาราแต่ละดวงครบสมบูรณ์
ราตรีล่วงเลยหยางอี้ใช้เวลาทั้งหมดในการฝึกฝนวิชาเพื่อให้บรรลุส่วนแรก แม้ภายในมิติพิเศษนั้นจะมีเวลามากกว่าโลกภายนอกถึง10 เท่า ตัวเขาเองก็ยังไม่เข้าใกล้แม้แต่น้อยกับคำว่าแบ่งแยก
ชายหนุ่มลืมตาขึ้นช้าก่อนจะมองออกไปยังบานหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ยามรุ่งเช้าแสงอาทิตย์เริ่มจะโผล่พ้นขอบฟ้าด้วยบรรยากาศอันน่ารื่นภิรมณ์เบื้องหน้าสายตาอันเหม่อลอยนั้นอยู่ๆพลันปรากฎใบหน้าของชายชราร่างอ้วนขึ้นในฉับพลันทำให้ด้วยความใหยางอี้ะโถอยตัวลอยกลิ้นตกเตียงหลุนๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานของชายชรา
“ ตาแก่บัดซบ เล่นอะไรของท่านเนี่ย ”
“ ฮ่าๆเ้าหนูเ้าเรียกอาจารย์เ้าแบบนี้ได้อย่างไร ”
แม้จะพูดเช่นนั้นทว่าใบหน้ามันนั้นไม่มีความโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อยเดิมทีก่อนที่จะรับหยางอี้เป็ลูกศิษย์ตัวมันเองก็เห็นหยางอี้เป็ดังสหายน้อยเช่นเดียวกันที่หยางอี้เห็นมันเป็สหายชราผู้ชอบโอ้อวด
“ ฮึ่ม ! ไหนท่านบอกว่ามิสามารถออกจากป่าได้ไงท่านอาจารย์ ! ”
หยางอี้พูดออกมาด้วยความโกรธเคืองพร้อมกับแน่คำว่าท่านอาจารย์อย่างช้าๆ
“ ฮ่าๆ ใจน้อยเป็เด็กๆเลยนะเ้าหนู เอาล่ะข้านั้นจะมาบอกเ้าบางเื่”หยางอี้จึงเปลี่ยนมาเป็ท่าที่จริงจังเช่นเดียวกับอาจารย์ของมัน
“ เนื่องจากการโจมตีของพวกมารทลายฟ้าเมื่อวานหลังจากข้าจัดการธุระเสร็จจึงต้องทำการตรวจสอบบางอย่างให้แน่ใจ ข้าอยากให้เ้าใช้เวลาฝึกฝนตัวเองภายในสำนักวิหาร์ไปก่อนจนกว่าข้าจะไปรับเ้าแม้จะเป็สำนักเล็กๆทว่าสำหรับเ้าตอนนี้ก็ยังนับว่าไม่เลว เอ้ารับนี่ไว้ ”
พรึ่บ !
หยางอี้นั้นกลายเป็ไร้คำพูดเมื่อได้ยิน สำนักวิหาร์ที่ผู้คนยกย่องกันหนักหนาเมื่ออยู่ต่อหน้าชายชราร่างอ้วนนี่กับเป็เพียงสำนักเล็กๆที่ไม่เลวหยางอี้เลิกใส่ใจกับถ้อยคำนั้นและหันไปมองดูตำราเล่มใหญ่ที่ดูเก่ากึกทว่าสภาพนั้นบ่งบอกได้ว่ามันถูกรักษาเป็อย่างดีและดวงตาของมันเปล่งประกายโดยสิ้นเชิงเมื่อเห็นตัวอักษรที่สลักไปที่ปกเบื้องหน้า
“ตำราเทพโอสถ!”
“ ไอ้หนู ตำราเล่มนั้นเปรียบดังชีวิตของข้าจงหมั่นฝึกฝนและรักษามันให้ดี ”กู่เทียนชางพูดออกมาอย่างจริงจังใบหน้าไม่มีความล้อเล่นแม้แต่น้อยก่อนจะกล่าวออกมาเพิ่มเติม
“ ด้วยตำราเทพโอสถในมือเ้าการคงอยู่ของมันสามารถสร้างครามแย่งชิงให้ทั้ง 5 จักรวรรดิได้ในทันที หากมีข่าวแพร่ออกไป ”
หยางอี้นั้นเข้าใจในทันทีเดิมการเป็นักหลอมโอสถนั้นก็ยากเย็นอยู่แล้ว มีคนเพียงหยิบมือที่สามารถจะเป็ได้มิใช่เพียงพลังปราณที่ต้องใช้ ทั้งความละเอียดอ่อนในการควบคุมไฟและยังต้องมีความรู้ความเข้าใจในสมุนไพรอีกมากจึงจะเป็ได้
แล้วกู่เทียนชางเป็ใครกระทั่งโอ้อวดว่าตนเองเป็เซียนโอสถ แม้หยางอี้จะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งทว่าความแข็งแกร่งของกู่เทียนชางนั้นเป็ของจริงจากแรงกดดันที่ปล่อยออกมาเมื่อตอนที่อยู่ในป่าดับดารานั้นหยางอี้มั่นใจว่าชายชราผู้นี้อยู่เหนือกว่าระดับ์ไปแล้วแน่นอน
“ ข้าเข้าใจแล้วท่านอาจารย์นอกจากข้าจะไม่มีผู้ใดได้เห็นตำราเล่มนี้”กู่เทียนชางพยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะหยิบบางอย่างออกมาส่งให้กับหยางอี้
“ เ้าหนู นี่คือยาเม็ดบัวโลหิตระดับ 4 มันจะช่วยให้เ้าฝึกฝนได้เร็วกว่าเดิมมากนัก ”
หยางอี้รับขวดยามาภายในบรรจุเม็ดยาสีแดงสดขนาดเท่าลูกหินเล็กไว้5 เม็ดทันทีที่หยางอี้เปิดจุกขวดออกมา กลิ่นหอมพลันทะลักออกมาจากขวดทันที จากััยังคงมีกระแสปราณอ่อนๆเจือปนยาด้วยหยางอี้ยิ้มออกมาอย่างดีใจก่อนจะพูดกับกู่เทียนชาง
“ ขอบคุณท่านอาจารย์ความใจกว้างของท่านเปรียบดังมหาสมุทร ”
“ ฮ่าๆเ้าหนูอย่าได้มายอข้าแล้วหวังจะได้อะไรเพิ่ม ข้านั่นมิคนชอบคอยตามก้นลูกศิษย์ในตำราเล่มนั้นมีกระทั่งสูตรโอสถระดับ 8 หากเ้ามีความสามารถพอก็จงปรุงมันขึ้นมาเองหากไม่สามารถเ้าก็ไม่มีคุณสมบัตจะเป็ศิษย์ของเซียนโอสถแล้ว ”
กู่เทียนชางกล่าวออกมาพร้อมกับหัวเราะร่าส่วนหยางอี้นั้นพอได้ยินว่ามีสูตรโอสถและวิธีปรุงระดับ 8 อยู่ในมือก็อ้าปากค้างในทันที โอสถระดับ 8คืออะไรกระทั้งโอสถระดับ 2 ยังมีราคาหลายพันเหรียญทองโอ้์ไม่ต้องกล่าวถึงจักรวรรดิเมฆาหวนในทวีปจันทร์กระจ่างนี้จะมีกี่คนที่ปรุงมันขึ้นมาได้
“ ท ท่านอาจารย์ ข้าจะรักษาตำราเล่มนี้เป็อย่างดี”
หยางอี้พูดขึ้นมาพร้อมกับกอดตำราแน่นราวกับกลัวว่ากู่เทียนชางจะเปลี่ยนใจเอาคืนเมื่อเห็นเช่นนั้นชายชรายิ่งหัวเราะร่าเข้าไปใหญ่ ไม่บ่อยนักที่เ้าเด็กนี่จะแสดงอาการเช่นนี้
“ ดี ! หมดเื่แล้วจากนี้ให้เ้ารออยู่ที่สำนักวิหาร์และหมั่นฝึกฝนอย่าให้ขาดเมื่อเสร็จธุระแล้วข้าจะมารับเ้าเอง อีกสามเดือนหลังจากเก็บเกี่ยวสิ่งนั้นแล้วข้าจะแวะไปหาเ้าก่อน”
กู่เทียนชางกล่าวจบก็พริ้วกายหายไปในทันที หยางอี้เองก็ไม่รอช้ารีบเก็บตำราและขวดยาเข้าสู่แหวนมิติทันทีก่อนจะสำรวจภายในห้อง แล้วเดินออกไป
ดวงตะวันเคลื่อนคล้อยพ้นขอบฟ้า เวลาหมุนเข้าสู่่ยามสายลานหน้าพระราชวังศ์ตอนนี้เต็มไปด้วยผู้เยาว์กว่าพันคนที่มายืนรอตามนัดหมาย
เสียงพูดคุยยังคงจอแจเช่นเดิม และหัวข้อคงหนีไม่พ้นการที่เมืองหลวงถูกโจมตีเมื่อวานนี้แม้หัวข้อจะเป็เื่เดียวกันแต่เนื่องจากมีเพียงคนส่วนน้อยที่อยู่ในเหตุการณ์จึงทำให้เนื้อหาถูกบิดเบือนไปหลายส่วน
หยางอี้เมื่อมาถึงก็เข้าไปรวมกลุ่มกับพวกเจินเซียงเพื่อรอการประกาศห่างกันไม่กี่ลมหายใจเป่ยลู่เองก็เข้ามารวมตัวเช่นกัน
คลื่นนน
“ เงียบได้แล้ว! ”
เสียงผู้าุโดังลงมาจากท้องฟ้าพร้อมเงาดำขนาดั์ที่เคลื่อนเข้าปกคลุมลานหน้าวังหลวง
เหล่าผู้เยาว์ต่างมองไปยังเรือลมปราณขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่เหนือหัวด้วยความตื่นเต้นเรือลมปราณนั้นมิใช่สิ่งของที่ตระกูลขนาดเล็กจะมีใน ภายในจักรวรรดิเมฆาหวนนั้นมีเพียงสี่สำนักใหญ่และราชวงศ์เท่านั้นที่เรือลมปราณ
เมื่อลดระดับลงมาห่างจากพื้นเพียงร้อยเมตรแล้วด้านข้างเรือลมปราณนั้นมีการเคลื่อนไหวเล็กน้อยก่อนจะมีบันไดขนาดใหญ่ยื่นออกมาจนถึงพื้นเนื่องจากขนาดของมันใหญ่เกินไปจึงทำให้ไม่สามารถลงจอดภายในลานหน้าวงศ์หลวงได้
เมื่อผู้าุโประกาศเสร็จเหล่าผู้เยาว์ทั้งหมดที่ผ่านการทดสอบต่างทยอยกันขึ้นไป้าหยางอี้และกลุ่มของเทียนเจินเซียงนั้นเป็กลุ่มสุดท้ายที่เดินขึ้นไป
ขณะเดินขึ้นไปก่อนจะถึงหยางอี้พลันหันกลับมาก่อนจะมองไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ปลูกไว้ประดับลานหน้าวังหลวงชายหนุ่มจ้องมองไปยังเงาของคนผู้หนึ่งก่อนยิ้มออกมาเล็กน้อยและก้าวเดินต่อไป
เื้ัต้นไม้ใหญ่นั้นสตรีนางหนึ่งกำลังยืนพิงต้นไม้อยู่เ้าของใบหน้าอันสวยงามนั้นมิใช่ใครอื่นนอกจากองค์หญิง 14 ตู่หลิน นางชะโงกออกมามองอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเรือลมปราณเริ่มเคลื่อนที่ออกไปแล้วนางจึงเดินออกมา
ตู่หลินมองไปยังเรือลมปราณที่ค่อยๆเคลื่อนไกลออกไปด้วยอารมณ์จนกระทั่งมันหายลับไปยังขอบฟ้านางดึงสายตากลับมาอีกครั้งก่อนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันแ่เบา
“ อีกสามเดือนสินะสำหรับงานประลองข้าจะต้องไปแน่นอน ”
บนเรือลมปราณผู้าุโใช้เวลาครึ่งชั่วยามในการอธิบายเื่ต่างๆและจัดที่พักให้กับศิษย์ใหม่ทั้งหนึ่งพันห้าร้อยคนเมื่อเรียบร้อยก็ปล่อยให้เป็เวลาส่วนตัวของแต่ละคน การเดินทางนั้นใช้เวลาราว 20วันกว่าจะไปถึงหุบเขาเทียม์
ด้านหน้าเรือลมปราณภายในระเบียงเรือหยางอี้ยืนอยู่พร้อมกับมองไปยังเบื้องหน้า สายลมพัดผ่านอ่อนๆ ร่างสูงใหญ่ผมยาวดำพริ้วไหวไปตามแรงรอบเรือนั้นมีเขตแดนกางไว้มิเช่นนั้นแล้วด้วยความเร็วของเรือจะทำให้ไม่สามารถออกมาภายนอกได้
“ จริงสิข้ายังมิได้อ่านมันเลย ”
หยางอี้หยิบจดหมายสีขาวออกมาจากแหวนมิติก่อนจะจ้องมองมันอยู่ครู่หนึ่งจดหมายฉบับนี้คือจดหมายที่หวังจือให้มันมาก่อนจากเมืองธารา์
หยางอี้เปิดจดหมายออกทันที กลิ่นหอมฉุยลอยออกมากระทบกับจมูกส่งให้เคลิบเคลิ้มแม้จะผ่านมาเกือบหนึ่งปีแล้วทว่ากลิ่นนั้นไม่เคยจางหายไปหยางอี้มองไปยังตัวอักษรอันงดงามที่ถูกเขียนขึ้นมาอย่างเรียบร้อยภายในจดหมาย
‘ ถึงคุณชายหยาง
หวังจือนั้นอีกหนึ่งปีจะต้องเดินทางไปยังจักรวรรดินภา์เพื่อเข้าร่วมพิธีฉลองอายุรุ่นเยาว์ตามกฎของตระกูลหากมิเกิดเื่ผิดพลาดหวังจือจะรีบกลับมารอท่านเมื่อถึงกำหนดที่ท่านสัญญากลับข้าไว้ขอให้ท่านเดินทางปลอดภัย ’
หยางอี้อ่านเสร็จก็เก็บจดหมายกลับเข้าไปภายในแหวนมิติก่อนจะมองไปยังเส้นขอบฟ้าแล้วคลี่ยิ้มออกมา
“ จักรวรรดินภา์ ? ถึงตอนนี้นางคงใกล้จะออกเดินทางแล้ว ข้าเองก็ต้องเดินทางไปที่นั่นเช่นกันหากเป็เช่นนั้น นางคงจะประหลาดใจไม่น้อยที่พบข้าที่นั่น รอก่อนเถิดภรรยาข้า ”
“ หยางอี้ ! เ้าบ้ามายืนยิ้มอะไรอยู่คนเดียวรีบตามข้ามาเร็วคนอื่นกำลังรออยู่”หยางอี้พลันได้สติทันทีก่อนจะหันกลับมามองไปยังเ้าของเสียง
“ เกิดอะไรขึ้น เสวี่ยชิง ”
“ ตามมาเร็วๆเถอะ! ”
อี้เสวี่ยชิงพูดจบก็หน้ามุ่ยเดินเข้าไปภายในเรือทันทีก่อนที่หยางอี้จะเดินตามเข้าไปอย่างงุนงงจนหายลับเข้าไปภายในเรือ