บทที่ 21 การฝึกิญญายุทธ์
“ผู้ฝึกิญญายุทธ์? มันคือสิ่งใดกัน?”
เจียงผิงอันััแขนขวาที่ยังคงชาของตนอย่างรู้สึกงุนงงยิ่ง ด้วยนี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ยินมัน
“มันหมายถึงฝึกฝนปราณิญญาและขัดเกลากายาสองเส้นทางไปพร้อมกัน” หลี่อวิ๋นเทียนเอ่ยอธิบาย
เจียงผิงอันพลันตระหนัก "เป็เช่นที่กล่าวจริง ๆ "
เขาได้รับวิธีกำหนดลมหายใจมาก่อน ต่อมาก็ได้ฝึกฝนเคล็ดปราณโลหิต จึงนับเป็การฝึกสองเส้นทางไปพร้อมกันจริง ๆ
“ขอบพระคุณท่านที่ช่วยชีวิตข้าไว้”
เด็กหนุ่มยกมือขึ้นประสานหมัดแล้วโค้งคำนับเล็กน้อยให้ชายชราที่อยู่เบื้องหน้า เขาเคยได้ยินคนพูดมาก่อนว่านี่คือวิธีการทักทายกันในยุทธภพ
ถ้าไม่ใช่เพราะผู้เฒ่าท่านนี้ เขาคงโดนทหารทั้งสองจับตัวไปและตกตายหลังจากถูกทรมานจนไม่ใช่มนุษย์เป็แน่
หลี่อวิ๋นเทียนจิบสุรายิ้ม ๆ ก่อนโบกมือ "ไม่จำเป็ต้องขอบคุณข้า ขอบคุณท่านแม่ทัพเถอะ มันเป็คำสั่งของท่านแม่ทัพ"
“ความเมตตาส่วนของท่านแม่ทัพเป็ส่วนของท่านแม่ทัพ และความเมตตาส่วนของท่านก็เป็ส่วนของท่าน ทั้งสองมิอาจปนกันได้” เจียงผิงอันกล่าวอย่างเคร่งขรึม
ท่านแม่เคยบอกเขาไว้ว่าในฐานะมนุษย์ต้องรู้จักขอบคุณและจดจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ
"ฮ่า ๆ "
หลี่อวิ๋นเทียนนึกชมชอบเ้าหนูมากมารยาทตรงหน้ายิ่งนัก "พวกเราผู้ฝึกตนไม่เรียกกันว่าท่านหรอก เ้าเรียกข้าว่าผู้าุโดีกว่า"
“ขอบพระคุณผู้าุโที่ช่วยชีวิตข้าไว้” เจียงผิงอันกล่าวอีกครั้ง
“ข้ารู้สึกเหมือนว่าเ้าจะไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับยุทธภพเลย มา นั่งลงเถอะ ข้าจะเล่าให้ฟังเอง”
หลี่อวิ๋นเทียนนั่งบนเก้าอี้อย่างสบาย ๆ โดยไม่มีการวางท่าใด ๆ เขามีผมยุ่งเหยิงเหมือนชาวนาเฒ่าคนหนึ่ง ดูเข้าถึงได้ง่ายนัก
ชายชราจิบสุรา ก่อนจะเกาหัว "ข้าควรเริ่มจากตรงไหนก่อนดี มาเริ่มด้วยการฝึกตนกันเถอะ"
“ผู้ฝึกตนในโลกมีสามประเภทหลัก ๆ ซึ่งแบ่งออกเป็การฝึกิญญา การฝึกกายา และการฝึกจิต ผู้ฝึกตนที่ฝึกิญญามีมากที่สุดและเป็เส้นทางการฝึกฝนหลัก โดยการฝึกิญญาสามารถขยายไปถึงปรมาจารย์ช่างตีเหล็ก ปรมาจารย์นักเขียนยันต์ และปรมาจารย์นักปรุงยา…”
เจียงผิงอันนั่งตัวตรงแน่วพลางตั้งใจฟัง ด้วยตัวเขารู้น้อยเกินไปเกี่ยวกับการฝึกิญญา
โลกแห่งการฝึกตนอันงดงามและกว้างใหญ่ค่อย ๆ ปรากฏต่อหน้าเขาดุจม้วนตำราที่ถูกคลี่เปิด ทำให้จิตใจของเขาล่องลอย
ทั้งขั้นในการบ่มเพาะมากมาย ทั้งเื่แคว้นหลิงไถซึ่งเขาไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนใน่ชีวิตนี้เป็เพียงแคว้นเล็ก ๆ แคว้นหนึ่ง และเื่ถุงเก็บของจำเป็ต้องประทับตราด้วยจิตสำนึกถึงจะใช้ได้...
เจียงผิงอันเคลิบเคลิ้มไปกับเื่ราวต่าง ๆ เขาหลงใหลในบรรดาตำนานและเื่เล่าเ่าั้จนต่อนั่งฟังทั้งวันก็ไม่รู้สึกเบื่อแม้แต่น้อย
“เ้ายังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ดังนั้นข้าจะบอกเ้าเท่านี้ก่อน ไว้ข้าจะค่อย ๆ เล่าให้เ้าฟังอีกในภายหลัง”
หลี่อวิ๋นเทียนดื่มสุราไปเจ็ดหรือแปดไหแล้ว หัวของเขามึนงง จนอยากไปนอนเต็มแก่
“ผู้าุโ ไม่ทราบว่าท่านรู้วิธีที่จะกลายเป็เซียนหรือไม่?” ในที่สุดเจียงผิงอันก็กลั้นใจถามขึ้น
“กลายเป็เซียนหรือ?”
หลี่อวิ๋นเทียน ซึ่งเดิมเมาแล้วพลันเงียบไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้านอกหน้าต่างพลางพึมพำ "เส้นทางสู่การเป็เซียนนั้นยากจะเข้าใจ คนตัวเล็ก ๆ เช่นข้าจะไปรู้วิธีกลายเป็เซียนได้อย่างไร?"
“บางที คงมีเพียงการเรียนรู้สุดยอดวิชาลับที่ปฐมกษัตริย์แคว้นต้าเซี่ยทิ้งไว้เท่านั้นจึงจะมีโอกาสกลายเป็เซียนได้”
“สุดยอดวิชาลับ?” เจียงผิงอันตะลึง “แล้วเราจะเรียนรู้ทักษะลับที่ปฐมกษัตริย์แคว้นต้าเซี่ยทิ้งไว้ได้อย่างไร?”
ยามนี้เขาเองก็ตระหนักแล้วว่ายิ่งได้เรียนรู้วิชาที่ทรงพลังมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพการต่อสู้ก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น และระดับการฝึกตนก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น
“เอิ้ก~”
หลี่อวิ๋นเทียนส่งเสียงเรอออกมา ตกอยู่ในสภาพเมามายอย่างสมบูรณ์
“อย่าคิดไปเลย มีเพียงผู้คนในราชวงศ์หรือผู้ที่มีความสำคัญต่อแคว้นต้าเซี่ยเท่านั้นที่สามารถเรียนรู้ทักษะลับนั้นได้”
“บางที ถ้าเ้าสามารถทำลายแคว้นหลิงไถลงได้ เ้าอาจจะมีโอกาส เอาละ ข้าเหนื่อยแล้ว ข้าจะกลับไปนอนก่อนล่ะ”
หลี่อวิ๋นเทียนหยิบน้ำเต้าสุราแล้วเดินโซเซออกไป
“ผู้าุโ ข้าจะไปส่งท่าน” เจียงผิงอันรีบลุกขึ้นยืน
“ไม่ต้อง ข้ายังไม่ตายเร็ว ๆ นี้หรอก รีบไปฝึกเร็ว ๆ เข้าเถอะ ไม่นานจะมีศึกในฤดูหนาวนี้ จริงสิ ถ้าเ้าไม่มีทรัพยากร อย่าได้ฝึกิญญายุทธ์เลย ไม่เช่นนั้นมันจะผลาญกำลังมากเกินไปจนเ้าไปไม่ได้ไกล เอิ้ก~"
หลี่อวิ๋นเทียนดื่มสุราพลางเดินส่ายอาด ๆ จากไป
เจียงผิงอันประสานหมัดแน่นและโค้งคำนับต่ำยิ่งให้กับหลี่อวิ๋นเทียน
คำชี้แนะของอีกฝ่ายจะช่วยให้เขาเลี่ยงทางอ้อมได้มากมาย
จากนั้นเจียงผิงอันจึงมองไปยังทิศทางของแคว้นหลิงไถ ดวงตาไหวระริก "ทำลายแคว้นหลิงไถ..."
เขาปรารถนาที่จะเป็เซียน ทำทุกวิถีทางเพื่อชุบชีวิตบิดามารดาของเขาให้ฟื้นคืน
วิชาลับของราชวงศ์แคว้นต้าเซี่ยดูจะเป็โอกาสเดียวที่จะกลายเป็เซียนได้
แม้ว่าแคว้นหลิงไถจะไม่ทรงพลังเท่ากับแคว้นต้าเซี่ย แต่มันก็ได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังขนาดใหญ่ที่อยู่เื้ั ดังนั้นจึงหาใช่เื่ง่ายที่จะทำลายมันลง
ทว่าถึงจะมีโอกาสเพียงน้อยนิด ตัวเขาก็จะไม่มีวันยอมแพ้!
เจียงผิงอันปิดประตูแล้วกลับไปนอน
ยามนี้ต้องเตรียมตัวสำหรับการรบในฤดูหนาวก่อน ทั้งท่านแม่ทัพและผู้าุโหลี่ต่างกล่าวว่าพวกเขาจะเริ่มทำากับอำเภอผิงสุ่ยในฤดูหนาว
ยังมีเวลาอีกสองสามเดือนก่อนจะถึงฤดูหนาว ใน่เวลานี้ เขาจะต้องขัดเกลาความแข็งแกร่งให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ด้วยโอสถปราณโลหิตสามร้อยเม็ด เขาจึงไม่จำเป็ต้องกังวลเกี่ยวกับทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนร่างกาย
“ควรยอมแพ้กับการฝึกิญญาดีหรือไม่?”
พร์ทางิญญาของเขาไม่ได้สูงนัก ทั้งยังต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อเลื่อนเป็ขอบเขตก่อปราณขั้นห้า
จากการสนทนากับผู้าุโหลี่ เขาได้เรียนรู้ว่าโอสถปราณโลหิตมีค่าพอ ๆ กับหินิญญา
กล่าวอีกนัยหนึ่ง นายกองขั้นสองจำนวนมากมีหินิญญาเพียงสามก้อนต่อเดือน และทหารที่มีสถานะสูงอาจได้รับเพิ่มอีกสักสองก้อน
ทั้งนี้ โดยพื้นฐานแล้วเขาต้องใช้หินิญญาสิบก้อนทุกวันเพื่อบ่มเพาะจนมาถึงระดับนี้
หากเป็ผู้อื่นที่ได้รับทรัพยากรมากมายเพียงนี้ คงกลายเป็ผู้ฝึกตนขอบเขตก่อปราณขั้นสิบกันไปนานแล้ว
เจียงผิงอันครุ่นคิดอยู่นาน แต่สุดท้ายเขาก็ยังไม่อยากยอมแพ้
“ยามนี้ยังไม่ขาดแคลนทรัพยากรในการฝึกกายา ทั้งอ่างสัมฤทธิผลก็ว่างงานอยู่ จึงควรนำมันมาใช้เพิ่มโอสถรวมปราณเพื่อเลื่อนขั้นการฝึกิญญาจะดีกว่า”
“ยิ่งไปกว่านั้น การฝึกิญญายังมีวิธีการโจมตีที่มากกว่า ทั้งยังสามารถเรียนรู้การทำยันต์ การปรุงยา และการตีเหล็กได้ด้วย”
“เมื่อต่อสู้แล้ว มีความสามารถเพิ่มอย่างหนึ่งย่อมหมายถึงมีหนทางรอดเพิ่ม”
เขารอดจากการไล่ล่ามาหลายครั้งจึงให้ความสำคัญกับหนทางช่วยชีวิตอย่างมาก ทั้งการเรียนรู้เพิ่มเติมอีกสักหน่อยย่อมไม่เสียหายอันใด
ไว้ในอนาคตทรัพยากรไม่เพียงพอ ค่อยยอมแพ้ก็ยังไม่สาย
เจียงผิงอันเปิด ‘วิชาลูกไฟ’ ที่เขาได้รับจากเ้าเฒ่าเคราแพะนั่น แล้วเริ่มทำการศึกษามันอย่างจริงจัง
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เรียนรู้วิชานี้จึงรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
…
อำเภอผิงสุ่ย ณ จวนแม่ทัพ
สวีเทามองไปยังชายสองคนตรงหน้าแล้วคำรามด้วยความเดือดดาล
“เ้าขี้แพ้สองตัวนี่ พวกเ้าปล่อยให้เ้าเด็กนั่นได้รับการช่วยเหลือจากแคว้นต้าเซี่ยได้อย่างไร!”
“อันใดนะขอรับ ได้รับการช่วยเหลือจากแคว้นต้าเซี่ย?” นายกองขั้นหนึ่งหม่าหลินดูตื่นตะลึงประหนึ่งเพิ่งจะตระหนัก
“สายของข้าได้รับข่าวมาว่ายามนี้เ้าหนูนั่นอยู่ในจวนของแม่ทัพในเขตเหลียนซาน!” สวีเทาโกรธจัด
ทหารสองพันนายกับนายกองขั้นหนึ่งที่แข็งแกร่งที่สุดสองคนถูกส่งออกไปจับเ้าชาวนาบ้านนอกคนหนึ่งที่หนีออกไปจากหมู่บ้าน แต่กลับจับตัวมันไม่ได้!
ที่สำคัญที่สุดคือเ้าเด็กนี่มันเป็อัจฉริยะ เพียงหนึ่งเดือน มันกลับเติบโตขึ้นจนถึงระดับที่สามารถฆ่าบุตรชายของเขาได้
หากยังปล่อยให้อีกฝ่ายเติบโตต่อไป มันจะต้องกลายมาเป็ศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแน่นอน!
“ท่านแม่ทัพ เราควรทำอย่างไรดีขอรับ? ให้ส่งคนไปลอบสังหารมันดีหรือไม่?” หม่าหลินถาม
“เหลวไหล แน่นอนว่าเ้าสารเลวจ้อยร่อยนั่นต้องตาย! จะปล่อยให้มันเติบโตต่อไปไม่ได้! ไปหาพวกมือสังหารซะ ข้าไม่เชื่อว่าจะฆ่ามันไม่ได้!”
ใบหน้าของสวีเทาดูบิดเบี้ยวและดุร้าย แน่นอนว่าเขาไม่มีทางปล่อยให้ฆาตกรที่สังหารบุตรชายของตนเติบโตต่อไป
“นอกจากนี้ รีบไปแจ้งให้ทำการเตรียมเสบียงซะ อำเภอเหลียนซานกำลังเตรียมจะโจมตีเราในฤดูหนาวนี้”
ครั้นเทียบกับบุตรชายแล้ว การปกป้องอำเภอผิงสุ่ยถือเป็สิ่งที่สำคัญที่สุด
หากต้านไว้ไม่ไหว หัวเขาต้องหลุดจากบ่าแน่
“แต่ท่านแม่ทัพขอรับ ชาวนาเ่าั้ไม่มีอาหารเหลือกันแล้ว” นายกองขั้นหนึ่งอีกคนกล่าว
“ผายลมอันใด! เวลานี้เป็ฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว พวกมันจะมีชีวิตอยู่โดยไม่มีอาหารได้ยังไง? ต้องเป็เพราะพวกมันไม่้าส่งมอบเป็แน่! หากพวกมันไม่ส่งดี ๆ ก็ปล้นพวกมันเสีย!”
สวีเทาไม่รู้ว่าด้านล่างเกิดอะไรขึ้นบ้าง และแม้จะรู้ เขาก็ไม่สนใจ พวกมันเป็เพียงกลุ่มคนชั้นต่ำ ตายก็ตายไปสิ ยังไงชีวิตของพวกมันก็ล้วนไร้ค่า
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
เมื่อทั้งสองเห็นท่านแม่ทัพโกรธต่างก็ไม่กล้าเอ่ยอันใดอีก
ชีวิตและความเป็ความตายของคนข้างล่างไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา ยังไงเสียพวกเขาก็ไม่ใช่คนอดตายอยู่แล้ว